วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mad Max: Fury Road ( 2015 ) Movie Review


Mad Max: Fury Road ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"แสงสว่างที่เล็ดรอดเข้ามาในโลกอันบ้าคลั่ง"



  ดูเหมือนว่ากระแสภาพยนตร์ดิสโธเปียโลกแตก สังคมล่มสลาย ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะจางหายไปไหน จากสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ประเภทนี้ถึงสองเรื่อง Lost River และ Mad Max: Fury Road 


ซึ่ง Mad Max: Fury Road เป็นภาพยนตร์รีบู้ทหรือนำกลับมาสร้างใหม่ จากภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกันเมื่อปี 1979 และมีภาคต่อมาในปี 1981 และภาคสุดท้าย Mad Max: Beyond Thunderdome ในปี 1985 โดยในตอนนั้นมีนักแสดงนำเป็น เมล กิ๊บสัน ทั้งสามภาค 
ส่วนในภาครีบู้ทครั้งนี้ ตัวละครเอกอย่างแมดแม็กซ์ก็ได้เปลี่ยนตัวนักแสดงมาเป็น ทอม ฮาร์ดี้ ที่มีผลงานน่าประทับใจหลากหลายเรื่องในช่วงนี้ ตั้งแต่ The Dark Knight Rises (2012) , Warrior (2011) และล่าสุดอย่าง Child 44 (2015)


Mad Max: Fury Road ว่าด้วยเรื่องราวของ แม็กซ์ ชายผู้ต้องไปเผชิญกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์บ้าคลั่ง ในระหว่างนั้นเอง เขาก็ได้พบกับฟูริโอซ่า นางทหารที่กำลังวางแผนการลับบางอย่างเอาไว้ แม็กซ์จึงตกอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างฟูริโอซ่าและหัวหน้าแก๊งค์จอมโหดอิมเมอร์ตันโจ เขาจะสามารถเอาชีวิตรอดไปจากสถานการณ์นี้ได้หรือไม่ ?




บุคคลที่ต้องขอซูฮกเลยจริงๆเลย ก็คือผู้กำกับ/เขียนบทร่วม จอร์จ มิลเลอร์ ซึ่งก็อายุอานามก็ไม่ได้น้อยๆแล้ว แต่กลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับอัจฉริยะได้เช่นนี้


ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นไล่ล่า คิวบู้ ที่สุดแสนจะตื่นเต้น ดิบ เถื่อน สะใจ , การเล่าเรื่องที่ลื่นไหล น่าติดตามเต็มไปด้วยพลัง หรือการออกแบบลักษณะของตัวละครที่น่าสนใจ พูดจริงๆเถอะ ใครบ้างละจะไม่ชอบเจ้าตัวละครดีดกีตาร์ร็อคปล่อยไฟได้ ? สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ต้องพูดเลยว่าน่าตกใจมากที่ออกมาจากผู้กำกับอายุ 70 ปีท่านนี้คงต้องพูดว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขสำหรับป๋าจอร์จเสียจริงๆ


ในด้านของบทภาพยนตร์แล้ว ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ภายนอกแล้วดูเหมือนนี้จะเป็นพล็อตอันแสนธรรมดา ตัวร้ายไล่ล่าตัวละครเอก และพวกตัวละครเอกก็ต้องหาทางหนีให้ได้ หากแต่ว่าเมื่อได้ชมจริงๆตัวบทมันดิ่งลงไปมากกว่านั้น เช่น การสอดแทรกปมเบื้องหลังของแต่ตัวละครได้อย่างลึกซึ้งน่าเชื่อถือ และยังเต็มไปด้วยมุขและลูกเล่นอัจฉริยะพลิกเรื่องราวไปมาหลายตลบที่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจอยู่ได้ตลอดเวลา


อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องขอชมอีก ก็คือในด้านของโปรดัคชั่นดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม ฉาก และอุปกรณ์รวมถึงซีจีคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สวยงาม สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับโลก Mad Max ได้เป็นอย่างดี





แต่บุคคลที่ต้องยกเครดิตและความดีความชอบให้ในฐานะที่ทำให้ตัวภาพยนตร์ Mad Max: Fury Road เป็นที่น่าประทับใจมากจริงๆเลย  ก็คือ ชาร์ลิซ เธอรอน ผู้รับบทฟูริโอซ่าในเรื่อง  ที่ถ่ายทอดการแสดงระดับเข้าชิงเวทีรางวัลให้เราได้ชมกัน ทำให้เรารู้สึกหลงรักในตัวละครของเธอ โดยเฉพาะฉากที่เธอทรุดตัวลงไปกรื้ดร้องท่ามกลางทะเลทรายอันแสนโหดร้ายที่พาเอาขนลุกขนพองกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีนักแสดงหลายคนที่น่าชมไม่ใช่น้อยเช่น นิโคลัส ฮอลท์ หรือ ทอม ฮาร์ดี้ แต่ยังไง ชาร์ลิซ เธอรอนก็คงจะได้มงกุฎไปอย่างไม่ต้องสงสัย


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครฟูริโอซ่าของเธอ ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวเอกที่โดดเด่นมากกว่าตัวละครที่มีชื่อแปะอยู่ในโปสเตอร์ภาพยนตร์อย่าง แมดแม็กซ์ เสียอีก ด้วยการใช้ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นจุดขัดแย้งหลักของเรื่อง และใช้แมดแม็กซ์เป็นตัวช่วยเหลือในการดำเนินเรื่อง(หรือในบางครั้งอาจจะเป็นตัวแทนผู้ชมก็เป็นได้) ถ้าหากจะเปรียบเทียบก็เสมือน ตัวละครแมดแม็กซ์เป็นกระบอกปืน ในขณะที่ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นลูกกระสุน ทั้งคู่ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ถ้าหากต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมากทีเดียว



ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นล้างผลาญ บ้าๆ บอๆ ก็ตาม แต่ภายในของมันก็กลับเต็มไปด้วยการสอดแทรกประเด็นและแนวคิดต่างๆที่น่าสนใจทีเดียว เช่น การลุกขึ้นมาต่อสู้ของเพศสตรีที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือหรือถูกกดขี่โดยเพศชายเพียงฝ่ายเดียว 





แต่ประเด็นที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ เชียวเลย ก็คือสอดแทรกความเชื่อเรื่องความตายอันมีเกียรติจะนำไปสู่ 'วัลฮาล่า'(Valhalla)ซึ่งหมายถึงแดนสรวงสวรรค์ ของภาพยนตร์ หลายๆ ตัวละครในภาพยนตร์อยากตายจากในโลกอันแสนเลวร้ายที่พวกเขาอยู่ 'โลกดิสโธเปีย' เพื่อไปสู่วัลฮาล่า โลกซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง อุดมสมบูรณ์ 'โลกยูโธเปีย' นั้นเอง ซึ่งนอกจากนี้จะแสดงถึงความฉลาดของภาพยนตร์ที่สามารถสอดแทรกความคิดขั้วตรงกันข้ามอย่างยูโธเปีย เข้าไปในภาพยนตร์ดิสโธเปียได้อย่างยอดเยี่ยม พอเหมาะพอเจาะ ไม่บังคับหรือยัดเยียดมากไปแล้ว ยังสะท้อนถึงความหวังของมนุษย์ที่อยากจะอยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ จุดสูงสุด ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร และยังอยากให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าตนเองกำลังจะถึงจุดนั้น เฉกเช่นที่เราเห็นหลายๆตัวละครในภาพยนตร์ตะโกนก่อนจะทำอะไรบ้าๆว่า "จงดูฉันนะ" ซึ่งแสดงถึงความเชื่อใน 'American Dream' ได้ดีอีกด้วย





สุดท้ายแล้ว Mad Max: Fury Road ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงสุดยอดแห่งภาพยนตร์แอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยความมันส์ที่ทำเอานั่งเก้าอี้ไม่ติด ปวดฉี่ก็ต้องนั่งอั้นทั้งเรื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพยนตร์ที่สอดแทรกประเด็นเนื้อหาอันซับซ้อนต่างๆที่แสดงถึงเนื้อแท้ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งภายนอกและภายในได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย นี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เพรชเนื้อดีหายากของฮอลลีวูดที่นานๆทีจะมีโอกาสเกิดขึ้น และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่คอภาพยนตร์ทุกคนไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด


Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Lost River ( 2015 ) Movie Review


Lost River ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"โลกจินตนาการอันบ้าคลั่ง"




 เป็นอีกครั้งหนึ่ง กับภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานการกำกับครั้งแรกของดารานักแสดงชื่อดัง ในปีที่ผ่านมาก็มีภาพยนตร์ The Water Diviner ของ รัซเซล โครว์ และคราวนี้ก็เป็นทีของ ไรอัน กอสลิ่ง ซึ่งนอกจากจะลงมากำกับเองแล้ว เขายังเขียนบทภาพยนตร์ด้วยตัวเองอีกด้วย


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รูปแบบการกำกับ เล่าเรื่อง และทัศนะคติหลายๆอย่างของตัว ไรอัน กอสลิ่ง ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบมาจากผู้ร่วมงานเก่าของเขา นิโคลัส ไวดิง รีฟิน  พอตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะช้า แต่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เนื้อหาอันจริงจังสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และสังคมที่ตกต่ำ ซึ่งทำให้แนวทางการกำกับของเขา ออกไปทางภาพยนตร์นอกกระแสมากกว่าภาพยนตร์กระแสหลัก ซึ่งเป็นอะไรที่น่าติดตามและน่าสนใจมากทีเดียว


Lost River ว่าด้วยเรื่องราวของคุณแม่ผู้ซึ่งพยายามรีบหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน แต่เธอกลับเริ่มถลำลึกลงไปในโลกอันมืดมิดของเมืองลอส รีเวอร์ ในขณะเดียวกันลูกชายของเธอก็ค้นพบเส้นทางปริศนาซึ่งนำไปสู่เมืองใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความลับ



ที่ต้องขอชมเลยจริงๆ ก็คือทีมกำกับศิลป์ และทีมโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ ที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆในภาพยนตร์ออกมาทำให้เกิดโลกของ Lost River ได้อย่างน่าสนใจ  แฝงไปด้วยสัญญะทางภาพยนตร์มากมาย เช่นสีของไฟในภาพยนตร์ 


อีกสิ่งหนึ่งที่น่านำมาครุ่นคิดไม่ใช่น้อย ก็คือโลกดิสโธเปียของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างจากโลกดิสโธเปียในภาพยนตร์อย่าง Hunger Games หรือ The Maze Runner เพราะใน Lost River โลกนี้ถูกสร้างขึ้นมาและอธิบายด้วย "จิตวิทยา" ความนึกคิดของตัวละครเสียมากกว่าอธิบายด้วยเหตุผลด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากทีเดียว


ถึงกระนั้นก็ตาม Lost River ก็ยังไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ เอาเข้าจริง นี้เป็นภาพยนตร์ที่มีปัญหาอันน่าเสียดายอยู่พอตัวเลยทีเดียว 




อย่างแรกก็คือตัวบทภาพยนตร์เอง ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงซักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างจะธรรมดามาก หรือประเด็นต่างๆที่ภาพยนตร์พยายามจะสอดแทรกเข้ามา เช่น ด้านมืดของสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง บ้านเมืองที่กฏหมายใช้การไม่ได้ การเติบโตไปสู่ผู้ใหญ่ของเด็ก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งประเด็นเหล่านี้นอกจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆจะเคยพูดถึงมาก่อนแล้ว ภาพยนตร์บางเรื่องก็ยังเล่นและขยี้ประเด็นเหล่านี้ได้ดีกว่า Lost River อยู่มาก


และหนึ่งในสาเหตุที่ประเด็นเหล่านี้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร ก็หนีไม่พ้นตัวผู้กำกับและเขียนบท ไรอัน กอสลิ่ง เอง ที่ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างน่าประทับใจในการกำกับครั้งแรก แต่ฝีมือและประสบการณ์ของเขาก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถทำทุกอย่างให้ลงตัวได้ เช่น ความยืดยาวเกินเหตุของตัวภาพยนตร์ในช่วงกลางเรื่อง ที่ชวนให้รู้สึกว่าตัวภาพยนตร์ย่ำอยู่กับที่ไม่เดินไปไหนซักทีจนเกือบจะจบเรื่อง หรือการเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างตัวละครแม่และลูกของเขาที่ยังขาดชั้นเชิงอยู่มาก ทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตามเท่าที่ควร รวมถึงบางครั้งยังค่อนข้างจะน่าเบื่ออีกด้วย




แต่สุดท้ายแล้ว Lost River ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่แย่เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาทางด้านการขาดประสบการณ์ของผู้กำกับและเขียนบท ไรอัน กอสลิ่ง แต่การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในโลกดิสโธเปียของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนไม่อาจที่จะมองข้ามไปได้


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

The Last Five Years ( 2015 ) Movie Review

The Last Five Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บทเพลงแด่ชีวิตรักของเรา"


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความนิยมของภาพยนตร์เพลง ที่มีต้นฉบับมาจากละครเวที ก็มากขึ้นจนมีให้เห็นกันแทบจะทุกปีเลยทีเดียว จากปีก่อนๆอย่าง Les Miserables และต้นปีนี้กับ Into the Woods ซึ่งทั้งสองภาพยนตร์ก็ค่อนข้างจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายๆคนไม่ใช่น้อย


และคราวนี้ แอนนา เคนดริก นักแสดงสาวสวยผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็กลับมารับบทในภาพยนตร์เพลงอีกครั้งหนึ่ง จากต้นปีที่เธอเพิ่งจะรับบทเป็นซินเดอเรลล่าใน Into the Woods ของดิสนีย์มาหมาดๆ


The Last Five Years เป็นภาพยนตร์ที่พาเราลงไปสำรวจชีวิตคู่ในเวลา 5 ปีของสองพระนาง เคธี่ กับ เจมี่ ผ่านอุปสรรค และปมปัญหามากมาย ที่อาจจบลงอย่างน่าเศร้า



สิ่งที่ดูจะเป็นแสงสว่าง ความหวัง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้นตัวนักแสดงอย่าง แอนนา เคนดริก เอง ตั้งแต่เสียงอันไพเราะ ยันการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอ ซึ่งทำให้เราอยากที่จะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ หรือ อาจจะพูดได้ว่าหลายประการ เพราะปัญหานี้ ก็คือทุกสิ่งๆทุกๆอย่างที่ฉายอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเอง


เนื่องจากทุกสรรพสิ่งบนจอภาพยนตร์มันจืดชืดไปหมด ตั้งแต่งานออกแบบฉาก เสื้อผ้า โปรดัคชั่นดีไซน์ที่ไร้สีสัน น่าเบื่อ หรือ การกำกับภาพที่ย่ำแย่ของภาพยนตร์ เพราะหลายๆมุมกล้องถ่ายออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ซ้ำยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ที่แย่เข้าไปอีก ก็คือการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวละคร ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากๆในภาพยนตร์ Into the Woods แต่ใน The Last Five Years การเคลื่อนไหวเหล่านี้กลับติดๆขัดๆ น่าเบื่อ และไร้ชีวิตชีวา ไม่แน่ใจว่าต้นตอปัญหาของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเนื่องมาจากงบประมาณเพียงแค่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหรือไม่ จึงเป็นเหตุทำให้ทุกๆสิ่งออกมาครึ่งๆกลางๆเช่นนี้


ถึงกระนั้นก็ตาม โชคยังดีที่บทเพลงอันไพเราะหลายๆเพลง และเคมีที่เข้ากันของทั้งสองนักแสดงหลักก็ช่วยพยุงตัวภาพยนตร์ให้น่าดู น่าติดตามได้อยู่บ้าง



นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ของ The Last Five Years ซึ่งผู้เขียนได้ไปค้นหาข้อมูลมาภายหลังจากได้ชมภาพยนตร์ และก็ไปสะดุดกับจุดเด่นของ The Last Five Years ฉบับละครเวทีอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของมัน โดยในฉบับละครเวทีนั้นจะเล่าเรื่องผลัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก เคธี่จะเริ่มเรื่องจากตอนฉากจบของเรื่องเล่าย้อนกลับมาตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก ถ้านับเป็นตัวเลข การเล่าเรื่องของเคธี่ก็เหมือนนับ 10 ย้อนกลับมา 1


ในขณะที่ตัวละคร เจมี่ เล่าเรื่องไล่ตามเวลาปกติ โดยเริ่มจากตอนที่สองคนเจอกันครั้งแรกมาสู่จุดสิ้นสุดของทั้งคู่ หรือก็คือนับเลข 1 ไปถึง 10 ตามปกติ และในแต่ละช่วงของแต่ละคน ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างตรงๆ(คิดง่ายๆว่าไม่มีการร้องเพลงร่วมกัน)อีกด้วย เช่นถ้าหากช่วงนี้เป็นช่วงของ เจมี่ ก็จะมีแต่เพียงเจมี่ที่ร้องเพลงเท่านั้น ส่วนเคธี่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในฉาก หรือถึงมีก็ไม่ได้ร้องเพลงร่วมกัน ยกเว้นฉากแต่งงานซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเรื่องที่ทั้งคู่ดำเนินมาเจอกันพอดี


ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้ในฉบับละครเวที ก็ถูกนำมาใช้ในตัวภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะมาทราบถึงการเล่าเรื่องเช่นนี้ในตอนหลังที่ได้ชมตัวภาพยนตร์รึเปล่า ถึงได้ทำให้รู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ริชาร์ด ลาแกรฟเนสส์   ก็ยังเล่าเรื่องได้จืดชืดมากอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่แปลกใหม่เช่นนี้แล้วก็ตาม 



แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดใน The Last Five Years ก็คงจะหนีไม่พ้นการสอดแทรกเรื่องราวชีวิตรักอันแสนขมขื่น ความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าติดตาม และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด หรือพยายามเรียกน้ำตาจนน่ารำคาญเหมือนภาพยนตร์โรแมนติก/คอเมดี้ เรื่องอื่นๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าผู้สร้าง The Last Five Years ฉบับละครเวที เจสัน โรเบิรต์ บราวน์ ได้นำปัญหาการแต่งงานในชีวิตของตัวเองมาแต่งเป็นละครเวทีจริงๆ และความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ก็ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงสุดท้ายอันแสนข่มขื่นที่ทั้งสองตัวละครหลักร้องพร้อมกันในตอนท้ายซึ่งมีชื่อเพลงว่า "ลาก่อน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ / ฉันไม่อาจที่จะช่วยเธอได้ " (Goodbye Until Tomorrow / I Could Never Rescue You)


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Avengers 2 : Age of Ultron ( 2015 ) Movie Review


Avengers: Age of Ultron ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

"อาหารว่างยามเบื่อ"




ในที่สุดเราก็ได้เข้าสู่ปลายช่วง Phase 2 และกำลังจะเข้าสู่ Phase 3 ของมาร์เวลอย่างเต็มตัวเสียที หลังจากที่ทางค่ายมาร์เวล ได้ประกาศตารางภาพยนตร์อีกยาวเหยียดไปจนถึงปี 2019 ใน Infinity War part 2 กันเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง แน่นอนว่าก็ทำให้ภาพยนตร์ของทางค่ายในช่วงนี้ก็เต็มไปด้วยการปูไปสู่อภิมหาสงครามที่จะเกิดขึ้นใน Infinity War  ซึ่งAvengers 2 ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เหล่านั้น


Avengers: Age of Ultron  ว่าด้วยเรื่องราวการทดลองอันล้มเหลวของไอรอนแมน ซึ่งให้กำเนิด อัลตรอนหุ่นยนตร์อัจฉริยะผู้พยายามจะทำลายโลกขึ้นมา กลุ่มอเวนเจอร์จึงต้องรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อหยุดแผนการของอัลตรอนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้




สำหรับ Avengers: Age of Ultron ก็คงต้องบอกว่า ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกได้เรื่อยๆ และเต็มไปด้วยซีจี การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม อลังการงานสร้างตามสไตล์ของมาร์เวลเช่นเคย 


โดยในภาคนี้ทิศทางของภาพยนตร์ดูจะเดินไปในทางที่ให้ความสำคัญกับเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครต่างๆ มากกว่าการเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นวินาศทุก 5 นาทีแบบ นาทีแบบใน Avengers ภาคแรก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่เลวเลยทีเดียว



เพียงแต่ว่าตัวภาพยนตร์ในภาคนี้ยังค่อนข้างจะเดิมๆไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ฉากแอ็คชั่น ปมขัดแย้ง ยันตัวละคร พูดง่ายๆว่าทุกอย่างแทบจะเหมือน Avengers ภาคแรกเปะๆ แต่น่าสนใจน้อยกว่า ด้วยสาเหตุที่มันยังคงเต็มไปด้วยมุขเดิมๆ ตัวละครเอกทะเลาะกันเอง ตัวละครร้ายพูดถึงมนุษย์ที่ทำสิ่งแย่ๆ บลาๆๆ ซ้ำซากเหมือนทางผู้กำกับ จอส วีดอน นึกมุขใหม่ไม่ออก  ที่สำคัญคือตัวภาพยนตร์ยังเสียเวลาหลายส่วนกับการปูไปสู่ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของมาร์เวลทั้งๆที่ตัวมันเองก็แทบจะไม่มีเวลาในการเล่าเรื่องของตัวเองแล้ว เช่นตัวละครอย่างอัลตรอน ที่ถูกเร่งการพัฒนาตัวละครอย่างมาก จนเราแทบจะหาเหตุผลในการกระทำของเขา หรือ รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาไม่ได้เลย



ซ้ำร้ายเข้าไปอีก ก็คือตัวละครร้ายของเรื่องอย่างอัลตรอน ที่ควรจะถูกจัดอยู่ในสุภาษิต "ท่าดีทีเหลว" เพราะนอกจากจะกระจอกงอกง้อยต่างจากฉบับหนังสือการ์ตูนอย่างลิบลับแล้ว ตัวภาพยนตร์ยังพยายามอวยเกินเหตุทั้งๆที่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันต่างกันลิบลับ โดยเฉพาะหลังจากการมาของอีกหนึ่งตัวละครใหม่ซึ่งลดชั้นอัลตรอนจนแทบจะเป็นเศษเหล็กข้างถนน


ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวร้ายของภาคที่แล้วอย่าง โลกิ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะอย่างน้อยโลกิก็เป็นตัวละครร้ายที่มีเรื่องราวน่าติดตามมากกว่าอัลตรอนอยู่มาก  ในขณะที่อัลตรอนเป็นตัวละครใหม่ ยังดีที่อีกสองตัวละครใหม่ สการ์เล็ต วิช และควิกซิลเวอร์ ยังพอน่าสนใจที่จะดึงฝั่งตัวร้ายให้ดูสูสีกับฝั่งตัวเอกได้อยู่บ้าง (ถึงแม้ว่าเรื่องราวของทั้งสองตัวละครจะโคตร cliché เลยก็เถอะ)


อีกหนึ่งสิ่งที่ค่อนข้างจะจืดชืด ก็คือบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเดาง่าย หรือแนวความคิดที่พูดถึงความเลวร้ายในมนุษย์ ด้านมืดของมนุษย์ก็ช่างซ้ำซาก และยังขยี้ประเด็นได้เบามากๆอีก จนไม่รู้ว่าจะใส่มาทำไม ทั้งๆที่เอาเข้าจริง ประเด็นซ้ำซากจำเจเหล่านี้ก็สามารถเป็นที่ยอมรับ หรือกระทั่งยอดเยี่ยมได้ ถ้าหากถ่ายออกมาได้ดีพอ ทำให้เรารู้สึกอยากเข้าไปสำรวจหรือครุ่นคิดมากพอ แต่สิ่งที่ Avengers 2 เป็นอยู่ในขณะนี้ยังห่างไกลจากคำนั้นอยู่มาก



สุดท้ายแล้ว Avengers: Age of Ultron ก็เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกขาดๆอยู่มาก เสมือนทางมาร์เวลกั๊กของดีๆเอาไว้ รวมถึงตัวผู้กำกับ จอส วีดอน เองก็หมดมุข จนทำให้ทุกอย่างจืดชืด ได้เป็นเพียงแค่อาหารว่างฆ่าเวลา รอให้อาหารจานหลักถูกนำมาเสิร์ฟก็เท่านั้น 


Final Score: 6.5 / 10 

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

Big Game ( 2015 ) Movie Review


Big Game ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ประธานาธิบดีบุกป่า"


         ถือได้ว่าเป็นการกลับมาของกระแสภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ปีที่แล้วมีภาพยนตร์อย่าง Olympus has Fallen และ White House Down ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องบอกว่า Big Game ค่อนข้างจะเป็นภาพยนตร์ประธานาธิบดีที่แปลกทีเดียว



Big Game ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ต้องไปตั้งแคมป์ในป่าตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ในระหว่างนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกโจมตีและตกลงในแถวป่าที่เขาอาศัยอยู่  เรื่องราวทุกอย่างจึงต้องมาพัวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ซึ่งความแปลกใหม่ของ Big Game ที่น่าจะสร้างความน่าสนใจไม่ใช่น้อย ก็คือนอกจากมันจะเป็นภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวความเชื่อและประเพณีของวัฒนธรรมประเทศอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ฟินแลนด์ มาผสมผสานเทียบเคียงวัฒนธรรมกันได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย เฉกเช่น ความเชื่อในการพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายอย่างแรงกล้า และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก



แต่ถึงกระนั้นก็ตาม น่าเสียดายที่ความแปลกใหม่นี้ ค่อนข้างจะถูกลบเลือนจนจางหายไปในช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง และก็ถูกแทนที่ด้วยความซ้ำซากที่ดูจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยากในภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดี ที่มีจำนวนภาพยนตร์ประเภทนี้ที่มากมายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตัวละครร้ายที่เดิมๆ หรือ บทที่คาดเดาง่าย  ซึ่ง Big Game ก็แทบจะไม่มีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจมานำเสนอ หรือสร้างความโดดเด่นจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆเลย


ที่น่าเสียดายเข้าไปอีก ก็คือการออกแบบฉากแอ็คชั่นไล่ล่า รวมทั้งการเล่าเรื่องทั้งหลาย ก็ดาษดื่น ไม่น่าสนใจ จนทำให้ไม่รู้สึกร่วมไปกับตัวภาพยนตร์ซักเท่าไรนักเลย ถึงแม้ว่าในด้านของสถานที่ถ่ายทำ และการกำกับภาพจะสวยงามมากๆก็ตาม โดยรวมจึงทำให้ Big Game เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนุกหรือตื่นเต้นมากนัก อารมณ์ประมาณดูได้เรื่อยๆมากกว่า


สิ่งที่ Big Game ดูเหมือนจะทำได้ดีที่สุด ก็คือในด้านของข้อคิดและประเด็นที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดถึง เพราะมันน่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะ การนำเรื่องของการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง และความภาคภูมิในความเป็นชาย ซึ่งตัวภาพยนตร์นำด้านของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งต้องพิสูจน์ตนเองต่อเผ่าและพ่อของเขา มาเปรียบเทียบกับ ประธานาธิบดีที่ภายนอกดูยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยความภาคภูมิ แต่ภายในไม่เอาไหน ได้อย่างยอดเยี่ยม (ทำให้นึกถึงผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี สุดๆ)



ในท้ายที่สุดแล้ว Big Game ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สามารถนำเสนอสิ่งแปลกและสดใหม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบางด้านของมันที่น่าสนใจ แต่หลายๆด้านก็ยังคงซ้ำซากจำเจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฉากแอ็คชั่นต่างๆก็ยังไม่น่าตื่นเต้นพอที่จะทำให้เรารู้สึกอยากที่จะจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้เลย


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

Child 44 ( 2015 ) Movie Review

Child 44 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"สังคมเขา สังคมเรา"



หลังจากสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Fast and Furious 7 และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสุดท้ายได้เข้าฉายไปเสียที ภาพยนตร์ที่พยายามหนีกระแสมาในสัปดาห์นี้ก็มีหลายต่อหลายเรื่อง แต่แน่นอนว่าหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้ ก็ต้องหนีไม่พ้น Child 44  ที่นอกจากจะได้นักแสดง ทอม ฮาร์ดี้ มารับบทนำแล้ว ยังมี แกรี่ โอลด์แมน มาเสริมทัพอีกด้วย (ทำไมรู้สึกเหมือน The Dark Knight Rises อีกครั้งหนอ)


Child 44 ว่าด้วยเรื่องราวของทหารนายหนึ่งในยุคสตาลิน ที่ต้องตามสืบคดีการฆาตกรรมเด็กอันน่าสยดสยอง แต่ระหว่างนั้นเขากลับพบว่าทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคาดคิดไว้.....




ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องและนักแสดงของภาพยนตร์จะน่าสนใจเอามากๆ Child 44 ก็เป็นภาพยนตร์ที่มีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ ซึ่งนั้นก็คือตัวผู้กำกับ แดเนียล เอสพิโนซ่า


การเล่าเรื่องของเขา เสมือนกับขบวนรถไฟสายหนึ่งที่วนอยู่กับที่ ไม่ไปถึงจุดหมายเสียที และเวลาที่เสียไปกับการวนมาที่สถานีเดิมๆ ก็เสียไปอย่างสูญเปล่า พาเอาความน่าติดตามของภาพยนตร์ลดลงอย่างมาก และยังทำให้ความต่อเนื่องของภาพยนตร์หายไปในหลายๆช่วง เพราะการดำเนินเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนถูกบังคับและจัดวางให้มาถึงจุดนี้ มากกว่าเป็นเพราะเหตุและผลของการกระทำในภาพยนตร์


ซึ่งการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 17 นาที ก็พาทำให้รู้สึกน่าเบื่อและรู้สึกเหมือนกำลังถูกลากสังขารที่กำลังร่อแร่ไปๆมาๆอยู่ตลอดเวลา 


ที่น่าติอีกอย่าง ก็คือการกำกับฉากต่อสู้ต่างๆของเขา ที่ถึงแม้ว่าจะมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่ได้น่าประทับใจเลย หนำซ้ำฉากต่อสู้เหล่านี้ยังเต็มไปด้วยการใช้เทคนิคการตัดต่ออันรวดเร็วจนน่ารำคาญ และยังใช้การสะบัดกล้องไปมาจนพาดูอะไรแทบไม่รู้เรื่อง นี้เป็นเทคนิคการถ่ายทำ ที่ควรจะถูกเลิกใช้ในภาพยนตร์ยุคนี้ได้แล้ว เพราะมันแสดงถึงตัวผู้กำกับที่ไร้ความสามารถในการสร้างสรรค์วิธีการที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์ได้อย่างแท้จริง




สำหรับในด้านของตัวละครและนักแสดงต่างๆแล้ว ทอม ฮาร์ดี้ และ แกรี่ โอลด์แมน ยังคงนำแสดงผลงานได้น่าประทับใจเช่นเคย แต่ในขณะเดียวกัน ในฝั่งของตัวละครร้ายต่างๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครของ โจแอล คินนาแมน หรือ วินเซ็นต์ แคสเซล ก็เต็มไปด้วยตัวละครร้ายอันซ้ำซากจำเจ ไร้มิติ ร้ายเพราะอยากจะร้ายเท่านั้น 


ถึงกระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนนั่งครุ่นคิดตลอดเวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือการที่มันสะท้อนถึงสภาพสังคมโซเวียต ในยุคของสตาลินได้อย่างน่าสนใจ


ไม่ว่าจะความยากลำบากในการใช้ชีวิตนานับประการ สภาพสังคมที่ย่ำแย่ ยุคที่เต็มไปด้วยเด็กกำพร้า และแม้กระทั่งการเมืองทุกฝีก้าวก็ต้องใช้ความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ คือการที่มันพูดถึงยุคสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งเพศสตรีแทบจะไม่มีสิทธิต่อปากต่อคำใดๆทั้งนั้น (ถึงต่อให้พวกเธอมีสิทธิ พวกเธอก็หวาดกลัวจนไม่กล้าอยู่ดี)


แต่ข้อคิดที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับ Child 44 เลย ก็คือการที่มันมีการเปรียบเทียบสภาพสังคมตนเอง กับสังคมผู้อื่น โดยวางสังคมตรงกันข้ามให้เป็นตัวร้าย และวางสังคมของตนเองให้เหนือกว่า ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ได้ตั้งคำถามกลับไปว่า สังคมที่ตกต่ำและเลวร้าย มาจากความเลวร้ายของผู้อื่น หรือ มาจากความเลวร้ายของพวกเราเอง เพียงแต่เราไม่ยอมรับว่าเราเป็นต้นเหตุของความตกต่ำนี้กันแน่ นี้ก็เป็นคำถามที่ชวนให้น่าคิดทีเดียว




ในท้ายที่สุด Child 44 ก็เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงสภาพสังคมโซเวียต ในยุคของสตาลินอันยากลำบากและเคร่งเครียดได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ความน่าสนใจนี้ต้องมาถูกลดทอนลงด้วยการเล่าเรื่องอันย่ำแย่ วนไปวนมา น่าเบื่อ ซ้ำตัวละครร้ายยังซ้ำซากจำเจ จนทำให้ความน่าจดจำของภาพยนตร์เรื่องนี้ ลดลงอย่างมากจนแทบจะไม่เหลืออะไร


Final Score : [ 6 / 10 ] 

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

Fast and Furious 7 ( 2015 ) Movie Review

Fast and Furious 7 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz



"ฉีกทุกกฏวิทยาศาสตร์ ฉีกทุกกฏความมันส์"


ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์ประเภทแข่งรถแล้ว อีกหนึ่งภาพยนตร์ซีรียส์ ที่นอกจากจะโด่งดังแล้ว ยังจะสามารถรักษาคุณภาพของตัวเองมาได้โดยตลอด ก็คือซีรียส์ Fast and Furious ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ภาคแรก The Fast and the Furious ในปี 2001 ยาวมาถึงภาคที่ 7 ในปี 2015 นี้

Fast and Furious 7 ว่าด้วยเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว โดเมนิก จะต้องตามไล่ล่าผู้ที่สังหารเพื่อน และทำร้ายครอบครัวของเขาให้จงได้



สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในแทบจะทุกภาคของ Fast and Furious ก็คือความที่มันละเมิดแทบจะทุกกฏและทฤษฏีวิทยาศาสตร์ทั้งหลายแหล่ รวมถึงความโอเวอร์และความบ้าบอที่เริ่มที่จะมากขึ้นเข้าไปทุกภาคๆ โดยเฉพาะตัวละครเอกทั้งหลาย ที่ไม่รู้ว่าไปสักยันต์หรือไปทำบุญวัดไหนมา เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาประสบกับประสบการณ์เฉียดตาย พวกเขาก็มักจะรอดมาได้เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นรถตกหน้าผาตีลังกาไม่รู้กี่สิบตลบ หรือรอดจากการถูกเฮลิคอปเตอร์ไล่ล่าได้อย่างฉิวเฉียด เรียกได้ว่าถ้าวันไหนพวกเขาเกิดดวงซวยขึ้นมา วันนั้นก็คงจะทำให้พวกเขากลายเป็นโก้โก้ครันช์อย่างแน่นอน

นอกเหนือจากนั้นแล้ว บทภาพยนตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจะเป็นจุดโดดเด่นของภาพยนตร์ซีรียส์นี้ โดยเฉพาะพล็อต ที่ก็ยังคงใช้พล็อตที่เข้าใจง่าย และธรรมดาอยู่เช่นเคย ซึ่งภาคนี้ก็ยังคงไม่แตกต่าง เพียงคุณรู้แค่ว่า นี้คือภาพยนตร์ล้างแค้น คุณก็แทบจะรู้เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องแล้ว


ถึงกระนั้นก็ตาม Fast and Furious ก็เป็นภาพยนตร์ซีรียส์ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านำพามาซึ่งความสนุก ตื่นเต้น และอะดรีนาลีนพลุ่งพลานได้เป็นอย่างดี และในภาค 7 นี้ก็เช่นเดียวกัน 

ใช่ฉากแอ็คชั่นโลดโผนเหล่านี้มันสุดจะโอเวอร์เหนือจริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า มันโคตรจะ"มันส์"เลยเช่นกัน เพราะเนื่องจากความเหนือจริงของมันนี้แหละ จึงทำให้ฉากแอ็คชั่นเหล่านี้สามารถแทบที่จะทำอะไรก็ได้ หลุดโลกเท่าไรก็ได้ ในด้านของความตระการตา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงแทบที่จะได้เต็มไปเลยทีเดียว นี้ยังไม่นับถึงการมาร่วมงานของ เจสัน สเตทแธม และ จา พนม ที่สร้างความสมน้ำสมเนื้อระหว่างตัวละครเอก และ ตัวร้ายได้อย่างน่าติดตามทีเดียว



อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ Fast and Furious ภาคนี้กำกับโดย เจมส์ วาน ซึ่งเคยมีผลงานโด่งดังเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง Saw ( 2004 ) , Insidious ( 2010 ) และ The Conjuring ( 2013 ) นี้ถือได้ว่าแทบจะเป็นการพลิกบทบาทการกำกับเลยทีเดียว จากเจ้าพ่อภาพยนตร์สยองขวัญ มากำกับภาพยนตร์แอ็คชั่น 

ซึ่งโดยรวมการกำกับของ เจมส์ วาน ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องเชื่อมต่อระหว่างฉากแอ็คชั่นและฉากพูดคุยของตัวละคร หรือ การปูจุดขัดแย้งของเรื่อง ถึงแม้ว่าการกำกับฉากแอ็คชั่น และการเล่าเรื่องต่างๆอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบและค่อนข้างจะธรรมดาพื้นๆไปบ้างก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าซีรียส์ Fast and Furious ทำได้ยอดเยี่ยมเหนือภาพยนตร์แข่งรถ / แอ็คชั่นอื่นๆ ก็คือความผูกพันธ์ระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ที่เราแทบจะรู้สึกเหมือนตัวละครเหล่านี้เป็นเพื่อนหรืออาจจะเป็นครอบครัวของเราขึ้นมาจริงๆ เหมือนกับประเด็นที่ตัวภาพยนตร์มักจะพยายามตอกย้ำ ซึ่งพูดถึงความสำคัญของครอบครัวอยู่เสมอๆ ซึ่งเราในฐานะผู้ชมก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุนี้นอกจากจะมาจากจำนวนภาคที่มากถึง 7 ภาคแล้ว ยังจะมาจากตัวละครเหล่านี้ ที่มีความเป็นมนุษย์ซึ่งน่าติดตาม น่าคอยเอาใจช่วย และการเข้าไปรู้จักกับพวกเขา ก็ยังทำให้เราผูกพันธ์ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ซึ่งด้วยสาเหตุนี้เอง ข่าวการจากไปของนักแสดงหลักอย่าง พอล วอล์กเกอร์ ก็ทำให้แฟนๆหลายคนสะเทือนใจไม่ใช่น้อย และมันก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทางทีมเขียนบทและผู้กำกับ เจมส์ วาน จะเขียนบทสรุปให้กับตัวละครของพอลอย่างไร และก็ต้องขอชมในส่วนนี้เสียจริงๆ กับฉากบทสรุปของพอลที่นอกจากจะสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจะฉลาดมากอีกด้วย



ในท้ายที่สุดแล้ว Fast and Furious 7 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันดี ด้วยฉากแอ็คชั่นสุดโอเวอร์ และพล็อตที่สุดแสนจะธรรมดา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกและความบันเทิงของภาพยนตร์ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ที่น่าประทับใจมากที่สุดเลย ก็คือบทสรุปของตัวละคร พอล วอล์กเกอร์ ที่น่าจดจำและอาจที่จะทำให้คุณเสียน้ำตาอย่างง่ายดาย


Final Score : 7.5 / 10