วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

X-Men: Apocalypse (2559) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




ดำเนินกันมาถึงจุดไตรภาคเป็นที่เรียบร้อยสำหรับแฟรนไชส์ X-Men ฉบับใหม่ของ ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ถูกปลุกขึ้นมาในปี 2011 กับภาค First Class ซึ่งอาจจะยังคงเรียกได้ว่าเป็นภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดภาคหนึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะของแฟรนไชส์ X-Men แต่รวมไปถึงภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดในขณะนี้


น่าเสียดายที่ภาคที่สอง Days of Future Past ไม่สามารถที่จะคงความยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ ผสมผสานกับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ปัจจุบันที่ค่อนข้างมีตัวเลือกที่เยอะ ยังไม่นับถึงคะแนนเปิดตัวจากฝั่งนักวิจารณ์ของภาคนี้ที่ดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง จนเป็นเหตุทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการมาของภาคที่สาม Apocalypse ซักเท่าไรนัก X-Men: Apocalypse ถ้าสังเกตุและวิเคราะห์ในหลายๆด้าน ก็อดที่จะแอบเปรียบเทียบกับ Avengers: Age of Ultron ของทางฝั่ง Marvel ไม่ได้ เนื่องจากมันมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร เช่น ตัวร้ายที่ทรงพลังสามารถกำราบทีมฮีโร่ของเราได้อย่างราบคาบ ฮีโร่หรือตัวละครใหม่ที่เข้าไปสวามิภักต่อเหล่าร้าย วิธีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกปัจจุบัน ไปจนถึงการสอดแทรกประเด็นเทคโนโลยีไร้สายในยุคปัจจุบัน


แต่ถ้าหากเทียบกันกับ Age of Ultron แล้ว สิ่งที่ Apocalypse ดูจะเป็นต่อกว่าก็หนีไม่พ้นด้านตัวร้ายอย่าง อะพอคคาลิปส์ ซึ่งดูร้ายกาจและทรงพลังมากกว่าอัลตรอนที่เอาแต่พล่ามแล้วพล่ามอีก
ในด้านฉากแอ็คชั่นของ Apocalypse ถ้าหากท่านใดคาดหวังว่ามันจะมีตลอดทั้งเรื่องก็คงจะต้องปาดน้ำตากันไปตามระเบียบ แต่ฉาก Climax ท้ายเรื่องที่ค่อนข้างอลังการ ก็น่าจะเป็นตัวช่วยเกาให้หายคันกันได้อยู่บ้าง

จุดหนึ่งที่ต้องขอยกเครดิตให้อย่างเต็มใจในความเทพอย่างสุดขีดของเขา ก็คือเจ้าหนุ่มวัยรุ่น ควิกซิลเวอร์ ซึ่งยังคงโคตรเทพ โคตรฮาและเป็นตัวขโมยซีนระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง ในมิติหนึ่งอาจเรียกได้ว่า เขาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่วงต้นเรื่องอันแสนอืดชืดของ Apocalypse มีสีสันขึ้นมาได้อย่างทันตาเห็น และยังคงเป็นจุดที่ Marvel ยังคงไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในขณะนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม Apocalypse ก็ยังคงมีปัญหาที่คอยรุมเร้าตัวภาพยนตร์ให้ไม่สามารถที่จะไปไกลได้มากนักอยู่หลายจุด จุดใหญ่ๆที่ต้องพูดถึงก็คงจะหนีไม่พ้นด้านบทภาพยนตร์ และตัวผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์


จุดที่เป็นปัญหาของ ไบรอัน ซิงเกอร์ หลักๆแล้วก็หนีไม่พ้นการเล่าเรื่อง การวางปมขัดแย้ง และการผูกปมแต่ละตัวละครนั้นค่อนข้างขาดชั้นเชิง ตรงไปตรงมาจนเกินไป ยิ่งพอผนวกกับบทภาพยนตร์ ที่ขาดความสดใหม่ และค่อนข้างเชยมากๆแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนนั่งดูภาพยนตร์เมื่อ 5 ถึง 10 ปีที่แล้วอย่างมาก ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือการสอดแทรก 'พลังแห่งผองเพื่อน' เข้ามาจนตกใจ นึกว่านั่งอ่านมังงะหรือดูอนิเมะอะไรซักอย่างอยู่


โชคยังดีที่ทีมนักแสดงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ หรือหน้าใหม่อย่าง ออสการ์ ไอแซค ผู้รับบทเป็นอะพอคคาลิปส์ และไท เชอริแดน ผู้รับบทเป็นไซคลอปส์ สามารถที่จะทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม จนทำให้อย่างน้อย ตัวละครของพวกเขาก็น่าสนใจและน่าติดตามขึ้นมาบ้าง


เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่มีทั้งล้มเหลวและประสบผลสำเร็จแล้ว ผลสรุปการผสมผสานสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันของ X-Men: Apocalypse ก็คือภาพยนตร์ที่ดูจะสอบผ่านเพียงในด้านของความบันเทิงชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ซึ่งเพียงเท่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายและได้ก้าวล้ำหน้าแฟรนไชส์อันล้าหลังนี้ไปแล้วหลายก้าว Final Score: [ 6.5 ]

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

The VVitch ( 2559 ) Movie Review

สำหรับผู้ชมภาพยนตร์และใครหลายคนในปัจจุบัน คำว่า 'แม่มด' ดูจะกลายเป็นสิ่งที่เริ่มปราศจากความน่ากลัวเข้าไปทุกทีๆ จากการตีความที่แตกต่างของภาพยนตร์กระแสหลักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter หรือ The Last Witch Hunter และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมาย จนเรียกได้ว่า เราแทบจะหาภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของคำๆนี้ ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาได้ยากเหลือเกิน..... จนมาถึงตอนนี้

The VVitch ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวธรรมดาซึ่งต้องถูกทดสอบศรัทธาในตัวพวกเขา เมื่อพวกเขาประสบพบเจอกับความชั่วร้ายบางสิ่งบางอย่าง ที่ค่อยๆคลืบคลานมาจากความมืดมิด

ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าความพยายามในการสร้างองค์ประกอบต่างๆให้ความรู้สึกเป็น Folktale (นิทานพื้นบ้าน) หรือเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของ The VVitch กลายเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปรียบภาพยนตร์สยองขวัญอื่นๆ เนื่องจากธรรมชาติของความเป็นเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ที่ให้ความรู้สึกใกล้ตัว และจับต้องได้ง่ายกว่าเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเอง คล้ายคลึงกับตอนสมัยเข้าค่ายลูกเสือบ้านเรา ที่จะต้องหนีไม่พ้นการเล่าเรื่องผีข้างกองไฟท่ามกลางความมืดมิดจนทำให้เราหลับตาไม่ได้ทั้งคืน

นอกจากนั้นยังนำเสนอภาพลักษณ์ของแม่มดในรูปแบบที่ค่อนข้างสดใหม่ และแตกต่างจากแม่มดที่เราเคยๆเห็นในภาพยนตร์กระแสหลักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความลึกลับหรือความน่ากลัว
แต่จุดที่ต้องขอชมผู้กำกับโรเบิร์ต เอ็กเกอร์สและทีมสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดเลยจริงๆ ก็คือความรู้สึกสยดสยอง น่ากลัว และบรรยากาศอันแสนไม่น่าไว้วางใจนี้นั้น ไม่ได้มาจากมุขตุ้งแช่ หรือมุขผีหลอกชัดเจน แบบที่ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องอื่นๆเขาทำกัน เอาเข้าจริงแล้ว The VVitch ถ้าตัดด้านบรรยากาศและเนื้อเรื่องแม่มดออกไป ตัวมันแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ เมโลดราม่าด้วยซ้ำไป

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คำถามที่น่าสนใจก็คือความรู้สึกของเราระหว่างชมที่รู้สึกหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยไปพร้อมๆกับตัวละครนี้ มาจากสิ่งใดกัน ถ้าหากไม่ใช่มุขผีทั้งหลาย ซึ่งคำตอบก็คือ บรรยากาศที่ภาพยนตร์สร้างขึ้นนั้นเอง โดยสิ่งๆนี้เกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบหลายสิ่งหลายอย่างของภาพยนตร์มารวมตัวกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่นำเสนอภาพความขัดแย้งภายในจิตใจตัวละคร ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงทีละเล็กละน้อย เพลงประกอบอันแสนโหยหวน สยดสยอง ไปจนถึงการวางภาพ และใช้มุมกล้อง ซึ่งผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆ ให้ความรู้สึกเก่าแก่สมกับเป็น Folktale องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ ผสมผสานกันออกมาเป็นบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม เสมือนมีอะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถอธิบาย หรือมองเห็นได้ ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในรูปแบบที่เราไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อองค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ต่างถูกสร้างออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือการสร้างบรรยากาศ ความรู้สึกแบบนิทานพื้นบ้าน เป็นเหตุทำให้เมื่อสิ่งเหล่านี้มาประกอบรวมกัน กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่โดดเด่นและเห็นความเป็นเอกภาพอย่างชัดเจน

ศรัทธา อาจเรียกได้ว่าเป็นคำที่ใกล้เคียงกับมนุษยชาติมากที่สุดคำหนึ่ง ในด้านหนึ่งแล้ว คำๆนี้เปรียบเสมือนแสงไฟที่ส่องสว่างทางที่มืดมิดน่ากลัวให้เรา กลายเป็นความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวังมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน คำๆนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่บดบังตาเรามืดบอด มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหน้า ที่น่าตลกไปยิ่งกว่านั้น คือความที่เราสามารถที่จะสั่นคลอนและสามารถจมดิ่งไปสู่ความสิ้นหวังได้ง่ายเสียยิ่งกว่าการต้านความมืดมิดที่ดูไม่สิ้นสุดนี้เสียอีก
-- ภาพรวม --
- ถ่ายทอดตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านได้ดี ให้ความรู้สึกจับต้องได้ ใกล้ตัวกว่าภาพยนตร์สยองขวัญปกติ
- สร้างภาพลักษณ์ของแม่มดที่แท้จริง แตกต่างจากแม่มดเรื่องอื่นๆที่เคยดู
- ไม่มีมุกตุ้งแช่หรือมุกผีหลอกให้เห็น แต่ความน่ากลัวมาจากบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม น่ากลัว
+ บรรยากาศนี้สร้างขึ้นมาด้วย ความขัดแย้งในแต่ละตัวละคร และระหว่างตัวละคร ความศรัทธาของตัวละครที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงไปทีละเล็กละน้อย
+ เพลงประกอบอันโหยหวน สยดสยอง
+ การวางภาพ มุมกล้อง ผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆไม่เยอะจนเกินไป ผสมผสานกันออกมาเป็นความรู้สึกที่เข้ากับตำนานหรือเรื่องเล่าแบบ Folklore
Final Score : [ 9 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

Captain America: Civil War (2016) Movie Review

Captain America: Civil War (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
"กรอบหรือกฏระเบียบนั้นอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่กฏระเบียบที่ริดรอนสิทธิ เสรีภาพ ก็ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้"
เมื่อนึกถึงระยะเวลาการรอคอยของคอหนังและแฟนๆ Marvel สำหรับช่วงเวลาที่แสนสำคัญอย่าง Captain America: Civil War แล้ว อาจเรียกได้ว่าการรอคอยครั้งนี้ เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดก็เป็นได้
เพราะไม่ว่าจะมองในด้านใด Civil War ก็ดูจะเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยม น่าทึ่ง สมกับความคาดหวังของแฟนๆเสียไปหมดทุกส่วน

เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายครบถ้วน ตั้งแต่ ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงการสอดแทรกมุขตลกมาให้ได้ฮากันเรื่อยๆตามสไตล์ Marvel ที่สำคัญคือภาพรวมทั้งหมดที่สนุกจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว

ซึ่งองค์ประกอบอันแสนสำคัญที่ต้องยกเครดิตให้อย่างเต็มใจก็หนีไม่พ้นผู้กำกับสองพี่น้องแอนโทนี่ รุสโซ่ และโจ รุสโซ่ ที่สร้างสรรค์ผลงานการกำกับอันแสนล้ำเลิศเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นที่อลังการงานสร้าง การออกแบบฉาก และวางคิวตัวละครต่างๆที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์

ความสามารถที่จะรักษาความสำคัญของทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ให้ใกล้เคียงกัน ทำให้แต่ละตัวละครมีฉากที่โดดเด่นเป็นของตัวเองทุกตัว ทั้งๆที่ Civil War เต็มไปด้วยตัวละครมากมายเหลือเกิน

และจุดที่สำคัญที่สุด ก็คือความรู้ ความเข้าใจในตัวละครแต่ละตัวอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ทัศนคติ ไปจนถึงพลังและความสามารถของแต่ละตัว ทำให้สามารถที่จะดึงศักยภาพของทุกๆตัวละครออกมาได้อย่างเต็มที่

ด้านตัวละครใหม่ สไปเดอร์แมน และแอนท์แมน เรียกได้ว่าน่าทึ่งและเข้ากับทีม Avengers เดิมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์ยังรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง โดยเฉพาะสำเนียงการพูดของนักแสดง แต่ในด้านหนึ่งปัญหาจุดนี้ก็น่าจะมาจากพื้นฐานของตัวละครที่พยายามให้เหมือนกับฉบับหนังสือการ์ตูน คงจะต้องปรับตัวและรอดูกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สองพี่น้องรุสโซ่นั้น พยายามหาทางให้ทีม Avengers มาปะทะกันตามเนื้อเรื่องของ Civil War และก็พยายามอย่างมากที่จะสอดแทรกการสะท้อนแนวความคิดเรื่อง สิทธิ เสรีภาพและอิสรภาพ เข้าไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความเยอะและองค์ประกอบที่มากมาย ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
แต่การจับปลาสองมือในครั้งนี้ ก็นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสของตัวภาพยนตร์เองอยู่บ้าง ที่ไม่อาจจะดำเนินไปถึงจุดสูงสุดในด้านใดด้านหนึ่งได้เลย เนื่องจากต้องสลับสับเปลี่ยนและแบ่งเวลาให้กันและกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านของการสะท้อนแนวคิด ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลา 2 ชั่วโมง 27 นาที ผ่านไปมากเท่าไร แนวคิดเหล่านี้ก็เริ่มที่จะเลือนลาง และจางหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่า Captain America: Civil War จะสูญเสียบางสิ่งระหว่างทางไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในท้ายที่สุด ก็ไม่อาจเป็นอื่นใดได้นอกจากความยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
--ภาพรวม--
- เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ครบถ้วน ตั้งแต่สนุก ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงตลกตามสไตล์ Marvel

- หลายสิ่งอย่างยอดเยี่ยมได้ จากการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่
+ ซึ่งกำกับฉากแอ็คชั่นได้ยอดเยี่ยม ตระการตา เต็มไปด้วยจิตนาการ
+ เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบุคลิก ทัศนคติและพลังของแต่ละตัวละคร ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน
+ สามารถที่จะรักษาความสมดุลของบทบาทหลากหลายตัวละครได้อย่างดี ทุกตัวละครต่างมีฉากเท่ห์ๆเป็นของตัวเอง
- ตัวละครใหม่อย่างสไปเดอร์แมนนั้นโคตรเจ๋ง แอนท์แมนก็ยอดเยี่ยม เข้ากับทีมได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์อาจจะต้องรอดูไปก่อน

- ตัวภาพยนตร์พยายามที่จะหาเหตุผลในการให้ทีม Avengers มาปะทะกัน และสอดแทรกเนื้อหาอันลึกซึ้ง การปะทะกันของแนวคิดไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความยากถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว แต่แน่นอนว่าการจับปลาสองมือก็นำมาสู่จุดเสียที่ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งไปสู่จุดสูงสุดได้

Final Score: [ 8 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

Take Me Home (2559) Movie Review


Take Me Home (2559) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Take Me Home หรือในชื่อไทย สุขสันต์วันกลับบ้าน เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ ไม่ใช่เพราะเพียงแค่ฝีมือดารานำแสดงอย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ แต่ยังรวมไปถึงตัวผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ เจ้าของผลงานภาพยนตร์ไทยสยองขวัญระดับขึ้นหิ้งอย่าง ลองของ หรือเฉือน และยังรวมไปถึงการเขียนบทให้กับ เป็นชู้กับผี อีกด้วย



ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเก่าๆของตัวเขาแล้ว สุขสันต์วันกลับบ้าน ดูจะเป็นผลงานที่ได้มาตราฐาน แต่ก็ไม่อาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างไปได้

ในขณะที่ตัวภาพยนตร์สามารถสร้างบรรยากาศความสยองขวัญผ่านตัวละครและเรื่องราวเสมือนการพาเราเข้าไปเดินบ้านผีสิงในช่วงกลางถึงท้ายเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม



ช่วงต้นเรื่องกลับค่อนข้างหายนะทีเดียว ตั้งแต่การปูความสัมพันธ์ตัวละคร หรือปมขัดแย้งที่ย่ำแย่ ไปจนถึงเทคนิคอันน่าปวดหัวเช่น มุขผีตุ้งแช่ทั้งหลาย ไปจนถึงเทคนิคการพากษ์เสียง (Voice Over) ซึ่งดูจะกลายเป็นเทคนิคที่ยัดเยียดเข้ามาด้วยความหวาดกลัวว่าผู้ชมจะดูไม่รู้เรื่องหรือตีความเองไม่เป็น มากกว่าเป็นเทคนิคที่จะนำมาเสริมหรือเติมแต่งองค์ประกอบต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากนึกถึงในด้านเนื้อหาแล้ว สุขสันต์วันกลับบ้านก็ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีประเด็นน่าสนใจไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็น คุณค่าของความรัก การรักษาสัญญา ไปจนถึงความเชื่อเรื่องวงเวียนแห่งความตายอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งสะท้อนค่านิยมและความเชื่อของสังคมไทยได้อย่างเป็นเอกลักษณ์



แต่ในเมื่อการปูความสัมพันธ์ตัวละคร ปมขัดแย้งในช่วงต้นเรื่อง จนไปถึงการหยิบใช้เทคนิคบางอย่างนั้นชวนให้เราตั้งคำถาม ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่อาจที่จะซึมซับเรื่องราวต่างๆในภาพยนตร์ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญและโดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้

Final Score : [ 6.5 ]

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

10 Cloverfield Lane (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



10 Cloverfield Lane (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



ถือได้ว่าเป็นภาคต่อที่อยู่ดีๆก็โผล่มาจากมุมมืดอยู่พอสมควรเลยทีเดียวสำหรับ 10 Cloverfield Lane จากความที่แทบไม่มีข่าวอะไรเท่าไรนัก แต่วันหนึ่งก็มีตัวอย่างหลุดออกมา จนกระทั่งตัวอย่างแบบเป็นทางการที่เรียกได้ว่าพาเอาแฟนๆ Cloverfield ขนลุก ตื่นเต้น อดหลับอดนอนไปพร้อมๆกัน

แม้ว่า 10 Cloverfield Lane จะเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก แม็ตต์ รีฟส์ ในภาคแรกมาเป็น แดน เทรนช์เทรเบิร์ก ดูเหมือนว่าความโดดเด่น และความน่าจดจำของแฟรนไชส์นี้จะไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งทวีคูณความน่าสนใจขึ้นในภาคต่อนี้




เมื่อเราแยกส่วนประกอบต่างๆออกมาแล้วจะพบว่า 10 Cloverfield Lane เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบต่างๆที่น่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บทภาพยนตร์ที่สดใหม่ ซ่อนเรื่องราวภายใต้สถานการณ์ต่างๆและหักมุมได้อย่างชาญฉลาด 

การแสดงที่ดีของจอห์น กู้ดแมน และแมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด ซึ่งกลายเป็นความสัมพันธ์ของสองตัวละครที่ช่างน่าค้นหา น่าสนใจ




ไปจนถึงการกำกับของ แดน เทรนช์เทรเบิร์ก ซึ่งเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม ใช้สัญญะต่างๆผ่านภาพได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังของผู้ชมได้อย่างเจ็บแสบจนน่าชื่นชม

เมื่อองค์ประกอบที่น่าทึ่งเหล่านี้มารวมตัวกัน ผลที่ได้ออกมาก็คือความรู้สึกที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ ตื่นเต้น ลุ้นระทึกทุกวินาทีเสียยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา ตั้งแต่ต้นจนจบชนิดไม่ให้หยุดพัก 




ซึ่งคงจะเยี่ยมกว่านี้ถ้าหากลดเพลงประกอบที่ยัดเยียด พยายามจูงจมูกผู้ชมมากจนเกินไปและบทที่ดูจะรีไซเคิลมากไปนิดนึง แต่นั้นก็เป็นเพียงจุดเล็กๆในภาพยนตร์ที่น่าทึ่งเรื่องหนึ่ง




10 Cloverfield Lane สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในโลกปัจจุบันซึ่งพวกเราแทบทุกคนต่างพร้อมที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อดึงให้ตัวเองไปอยู่ในจุดที่ตนเองต้องการ และทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดอะไรก็ตามที่ขวางทางพวกเราอยู่ สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม จรรยาบรรณ หรือมนุษยธรรม คือสิ่งที่นิยามและให้ความหมายแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมไปในสังคมอย่างน่าเป็นห่วง


-- ภาพรวม --
- ตื่นเต้น ลุ้นระทึก หายใจแทบไม่ทัน
- ความตื่นเต้นนั้นไม่ได้มาจากเทคนิคไร้สาระเช่นผีตุ้งแช่ แต่มาจากการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม ล้อหลอกกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง
- บทภาพยนตร์ถึงแม้จะโดนยืดไปบ้าง แต่ก็หักมุมได้อย่างฉลาด ค่อนข้างสดใหม่
- ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น จอห์น กู้ดแมน หรือแมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด
- เสียงเพลงสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี แต่หลายครั้งดูยัดเยียดและหนักมือมากเกินไปจนกลายเป็นน่ารำคาญ

Final Score : 7.5

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) Movie Review


"Batman v Superman: Road to Justice League"



Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

-- ภาพรวม --
- กัล กาด็อท รับบทวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนสุดๆ
- การแสดงของเบน เอฟเฟลค และเจเรมี่ ไอรอน ค่อนข้างดี ทำให้ภาพยนตร์ Batman ในอนาคต น่าดูขึ้นเยอะ
- เฮนรี คาวิลล์ ยังคงรับบทเป็น Superman ได้ดี ถ่ายทอดสภาวะความสับสนของตัวละครได้น่าติดตาม
- ฉากแอ็คชั่นมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะท้ายเรื่องที่อลังการพอตัว
- เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งรับบทโดยเจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ในด้านนึงก็น่าสนใจ แต่ในอีกด้านก็น่ารำคาญ
- การเล่าเรื่องของ แซค สไนเดอร์ ค่อนข้างจืดชืด
- บทพูดเหมือนพยายามจะให้ดูเท่ห์อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นน่ารำคาญ
- พยายามที่จะยัดหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องเดียวมากเกินไป จนเป็นเหตุทำให้ภาพรวมออกมาวุ่นวาย ขาดความเป็นเอกภาพ
- เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างมารวมตัวกัน แฟนๆน่าจะชอบอย่างแน่นอน ในขณะที่คนทั่วไปคงไม่ประทับใจเท่าไรนัก

เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดภาพยนตร์ที่กระแสแรงแห่งปี 2016 เสียจริงๆ กับการปะทะกันของซุปเปอร์ฮีโร่ Batman v Superman : Dawn of Justice ที่เปิดตัวมาก็มีกระแสดราม่า เมื่อคะแนนในเว็บไซต์นักวิจารณ์ตั้งแต่ Metacritic ยัน Rotten Tomatoes ค่อนข้างต่ำ จนหลายคนล้อกันว่าเป็น ผู้ชม vs นักวิจารณ์ ไปเสียแล้ว


Dawn of Justice ในภาพรวมแล้วถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่แย่ แต่ก็พูดยากว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม หรือกระทั่งเข้าขั้นดี ด้วยความที่มันมีทั้งจุดดี จุดเด่น ผสมผสานกับจุดด้อย และปัญหาต่างๆพร้อมกัน

ขอเริ่มจากจุดที่ชื่นชอบในภาพยนตร์ก่อนละกัน ในด้านของนักแสดงหน้าใหม่แล้ว ต้องขอชม กัล กาด็อท ซึ่งกระโดดเข้ามารับบทเป็นวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนอย่างมาก ส่วน เบน แอฟเฟล็ค ซึ่งเข้ามารับบทบาทสำคัญอย่างพี่แบท ก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว เคมีของเขานั้นเข้ากับ เจเรมี่ ไอรอน ซึ่งรับบทเป็น อัลเฟรด อย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้ตั้งตารอคอยภาพยนตร์แบทแมน ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกว่าจะกำกับเองและเล่นเองไม่ใช่น้อย


ส่วนในด้านของนักแสดงที่กลับมารับบทเดิมอย่าง เฮนรี คาวิลล์ ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพัฒนาในการแสดงของเขา ถ่ายทอดสภาพความสับสนของตัวละครได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม นักแสดงอีกท่านอย่าง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ซึ่งรับบทเป็น เล็กซ์ ลูเธอร์ อาจจะต้องรอดูผลงานในภาคต่อถัดๆไป เพราะในบางฉากตัวละครของเขาก็น่าสนใจดี แต่พอไปถึงอีกฉาก การแสดงของเขาก็กลายเป็นน่ารำคาญเสียอย่างนั้น คล้ายคลึงกับบทพูดในภาพยนตร์ ซึ่งดูพยายามเหลือเกินที่จะให้มันดูเท่ห์ ดูหล่อ ดูสวย แต่พอเริ่มยัดเข้ามาทุก 5 นาที ความเท่ห์เริ่มจะกลายเป็นความน่ารำคาญเสียแทน


สำหรับท่านใดที่เห็นชื่อภาพยนตร์ Batman v Superman แล้วหวังว่าจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นระหว่างพี่แบทกับพี่ซุปเยอะๆแล้วละก็ เตรียมผิดหวังได้เลย เพราะอย่าว่าแต่ฉากพี่แบทกับพี่ซุปเลย แค่ฉากแอ็คชั่นทั้งหมดรวมกันคงจะไม่ถึง 1 ใน 3 ของทั้งเรื่องด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าฉากที่มีอยู่โดยเฉพาะท้ายเรื่องค่อนข้างจะมั่วซั่วได้ซะใจสมเป็น แซค สไนเดอร์ ก็ตาม ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามมากที่สุด

ในเมื่อทางค่าย Warner Bros. ได้ตัดสินใจที่จะเลือกผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เหตุใดทิศทางของภาพยนตร์จึงแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ดราม่าไปได้ ทั้งๆที่นั้นไม่ใช่จุดแข็งของผู้กำกับท่านนี้เลยแม้แต่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะกลัวว่าผู้ชมติดภาพ Dark Knight Trilogy ของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ไม่ทราบเช่นกัน


ยิ่งพอผนวกเข้ากับความพยายามในการยัดเยียดหลากหลายตัวละครเข้าไปพร้อมๆกันในภาพยนตร์เรื่องเดียว ยิ่งทำให้เรื่องราวแกนหลักจริงๆในภาคนี้ซึ่งควรจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จางหายไปในพื้นหลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งในจุดนี้แฟนๆคงน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นโฉมหน้าสมาชิกทีม Justice League ในอนาคต แต่สำหรับคนทั่วไป หรือท่านที่ไม่ได้รู้จักตัวละครเหล่านี้มากนัก คงได้แต่นั่งงงตาปริบๆและตั้งคำถามว่า 'ใส่มาทำไมในเมื่อมันคือตัวละครสำหรับภาพยนตร์ในอนาคตและแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์ที่ฉันกำลังนั่งดูอยู่'

เอาเข้าจริงแล้ว ตัวแนวคิดหรือแกนหลักของ Dawn of Justice ก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว ในด้านของการพูดถึงการล่มสลายของความเชื่อในมนุษยชาติ การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด จนต้องนำไปสู่ความหวังในการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นในมนุษย์ให้กลับคืนมา


แต่ในเมื่อการเล่าเรื่อง บทภาพยนตร์ และเวลาในภาพยนตร์ต่างถูกใช้ไปกับการปูทางไปสู่ภาพยนตร์ในอนาคตจำนวนมาก จนเนื้อหาตัวภาพยนตร์จริงๆเหลือเพียงแต่ร่องรอย น้ำหนัก และความน่าจดจำของความคิดนี้ ก็เปรียบเสมือนการซื้อต้นไม้มาวางไว้ที่บ้านโดยที่ไม่มีใครแยแสจะใส่ใจและให้เวลากับมัน จนต้องแห้งและล้มตายไปในที่สุด


สุดท้ายแล้ว ด้วยการแสดงและการแนะนำตัวละครใหม่ๆอย่าง แบทแมน วันเดอร์วูแมน หรือสมาชิกทีม Justice League ที่น่าตื่นเต้น รวมไปถึงฉาก Climax ที่อลังการงานสร้าง น่าจะทำให้ Batman v Superman: Dawn of Justice กลายเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆชื่นชอบได้ไม่ยากนัก ในขณะที่สำหรับผู้ชมทั่วไปแล้วมันคงจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการใช้วัตถุดิบและเครื่องมือที่มีอยู่อย่างผิดทิศผิดทาง เป็นเหตุทำให้ภาพรวมกระจัดกระจาย ขาดเอกภาพ ถึงแม้ว่าภาพรวมมันอาจจะไม่แย่อย่างที่กระแสพูดถึงกันก็ตาม

Final Score : [ 6.5 ]

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

The Hunting Ground (2015) Movie Review


The Hunting Ground (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งการล่า"

อ่าห์ ชีวิตมหาวิทยาลัย เชื่อเลยว่าสำหรับใครหลายคน นี้เป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด นี้คือช่วงชีวิตที่เราใฝ่ฝันมาโดยตลอด ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าสอบติดคณะหรือมหาลัยที่ตนเองอยากเขามาตั้งแต่เด็กๆ ได้เข้ามาเรียน จนกระทั่งจบการศึกษา เรียกได้ว่ามหาลัยเปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองที่เราไว้วางใจไม่ต่างจากบ้านแท้ของเราเอง



แต่ถ้าหากวันหนึ่ง มีคนเดินมาบอกคุณว่า กว่า 20% ของนักศึกษาหญิงในประเทศสหรัฐอเมริกา เคยถูกข่มขืนในมหาลัย และกว่า 88% ตัดสินใจไม่บอกให้ใครรู้ละ ? และนั้นก็คือสิ่งที่ภาพยนตร์สารคดี The Hunting Ground จับมือพาเราลงไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา เสมือนเป็นอีกหนึ่งสักขีพยานต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมมหาลัย

ประสบการณ์ที่ The Hunting Ground มอบให้กับผู้ชมนั้น เรียกได้ว่าจัดอยู่ในอันดับต้นๆของภาพยนตร์ประจำปี 2015 เลยทีเดียว มันช่างทรงพลัง และตราตรึงตั้งแต่ต้นจนจบเสียจริงๆ



ผู้กำกับ เคอร์บี้ ดิค เรียกได้ว่าถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม น่าติดตามจริงๆ การเล่าเรื่องของเขาไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป วางเรื่อง ปมประเด็นปัญหา ดึงตัวเราให้เข้าไปติดตามเนื้อหาในภาพยนตร์ได้อย่างทันทีทันใด สอดแทรกตัวเลขสถิติด้วยซีจีต่างๆได้ตระการตาไม่รู้สึกน่าเบื่อหรือยัดเยียดมากเกินไป ถึงแม้จังหวะในช่วงท้ายเรื่องดูจะหลุดๆและเปลี่ยนอารมณ์กระทันหันไปหน่อย ซึ่งส่งผลทำให้อารมณ์ร่วมของผู้ชมในช่วงบทสรุปลดลงไปบ้าง

จะว่าไปแล้ว ในด้านของความสดใหม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็นำเสนอมุมมองของสังคมซึ่งเราไม่เคยคาดคิดมาก่อนอยู่พอสมควร เรียกได้ว่าตกใจยิ่งกว่าสไปดี้โผล่มาในตัวอย่าง Captain America: Civil War เสียอีก โดยไม่ได้พูดถึงเพียงแค่เรื่องราวของเหยื่อ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพวกเขา แต่ยังลงไปสำรวจถึงต้นตอ และสาเหตุหลากหลายประการที่ทำให้ปัญหาอันร้ายแรงนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ลากยาวไปจนถึงคนมีชื่อเสียงในอเมริกา กลายเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่ใครๆเขาก็ทำกัน 



เฉกเช่น ท่าทีของมหาลัยในประเด็นที่นักศึกษาของพวกเขาถูกข่มขืน ซึ่งหลายคนคงเชื่อว่าพวกเขาจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและปกป้องเหยืออย่างแน่นอน ในขณะที่ความเป็นจริง นอกจากที่พวกเขาจะเพิกเฉย ไม่ทำอะไรเลยแล้ว มหาลัยยังเห็นถึงผลประโยชน์ของตนเองเหนือกว่าชีวิตนักศึกษา แถมมหาลัยที่ว่าเหล่านี้ ก็ไม่ใช่มหาลัยบ้านนอกที่ไหน แต่เป็นชื่อที่รู้จักกันดี เช่น ฮาร์วาร์ด หรือเยล นี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนมุมมองจากความคิดที่ว่า มหาวิทยาลัยคือบ้านหลังที่สอง คือแหล่งที่ปลอดภัยพ่อแม่ผู้ปกครองไว้ใจได้ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งอันตรายไม่แตกต่างไปจากทางถนนในซอยเปลี่ยว 

อย่างไรก็ตาม คงจะดีกว่านี้ถ้าหากกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์มีความหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นได้เห็นมุมมอง ความคิดเห็นจากฝั่งผู้กระทำหรือเหยื่อที่เป็นเพศชายมากขึ้น เพื่อให้เราได้มองเห็นประเด็นได้อย่างถ่องแท้ รอบด้าน



สุดท้ายแล้ว The Hunting Ground ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการร่วมมือร่วมใจ และยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของสังคม เพื่อหยุดวงจรอันแสนเลวร้ายนี้ให้จบลงไปเสียที ถึงแม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่ก็เสมือนเพลงประกอบภาพยนตร์ Till it happen to you ซึ่งส่งนักร้องชื่อดัง เลดี้ ก้าก้า เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีที่ผ่านมา คุณไม่มีทางเข้าใจความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับหรอก จนกว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวคุณ

Final Score : [ 8.5 / 10 ]