วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

Taken 3 ( 2015 ) Movie Review

Taken 3  ( 2014 )  บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาถรรพ์เดือนมกราคมแห่งภาพยนตร์ฮอลลีวูดจะพัฒนาจากแค่ภาพยนตร์สยองขวัญ มาสู่ภาพยนตร์แอ็คชั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"


   ป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควร เมื่ออยู่ดีๆก็มีข่าวคราวของภาพยนตร์แอ็คชั่นภาคต่ออย่าง Taken 3 โผล่ขึ้นมาตอนปลายปี 2014 ทั้งๆที่ตัวภาคที่แล้วใน Taken 2 ก็ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างจะแย่ นอกจากนั้นแล้วทางค่ายยังตัดสินใจในการใช้ผู้กำกับท่านเดิมซึ่งก็คือ โอลิเวียร์ เมกาตัน อีกด้วย 


ยังไม่รวมถึงการที่ทางค่ายตัดสินใจนำตัวภาพยนตร์เข้าฉายในเดือนมกราคมของปีก็เป็นลางที่ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไรนักสำหรับภาพยนตร์ฮอลลีวูด เพราะภาพยนตร์ฮอลลีวูดส่วนใหญ่ในเดือนมกราคมมักจะเต็มไปด้วยภาพยนตร์ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก ซึ่งเราจะเห็นหลักฐานได้ชัดจากภาพยนตร์แนวสยองขวัญหลายปีที่ผ่านมาอย่างเช่น The Devil Inside , Texas Chainsaw 3D หรือ Paranormal Activity: The Marked Ones และอื่นๆอีกมากมาย 


แต่ดูเหมือนตอนนี้มีภาพยนตร์อีกประเภทหนึ่งที่กำลังจะเข้าไปร่วมแชร์ประสบการณ์ความเลวร้ายแห่งเดือนมกราคมนี้ด้วย ซึ่งนั้นก็คือภาพยนตร์แอ็คชั่นจากตัวอย่างหายนะปีที่ผ่านมาอย่าง The Legend of Hercules และ I, Frankenstein 
ซึ่งลางร้ายทั้งหลายทั้งมวลที่ส่อแววท่าจะไม่รอดนี้ ก็ดูเหมือนจะได้เกิดขึ้นจริงกับภาพยนตร์ Taken 3 เสียแล้ว


ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีความตั้งใจในการเขียนออกมาซักเท่าไรนัก เพราะมันเต็มไปด้วยความซ้ำซาก ปราศจากซึ่งความลึกและความสร้างสรรค์ในตัวบท ยิ่งผนวกกับการเล่าเรื่องของผู้กำกับ โอลิเวียร์ เมกาตันที่พยายามสับขาหลอกผู้ชมไปมาเพื่อปกปิดความซ้ำซากของบทภาพยนตร์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะปัญหาก็คือมุขและเล่ห์กลต่างๆที่เขาใช้นั้นถูกใช้โดยภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  แถมสิ่งที่ตัวเขาพยายามซ่อนไว้เราก็จับได้แทบจะทุกครั้งไป 


ที่เหลวแหลกเข้าไปอีกก็คือการกำกับฉากแอ็คชั่นของโอลิเวียร์ เมกาตัน ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคการตัดต่อทุกครึ่งวินาที และการใช้เทคนิคสั่นกล้องหรือ Shakycam เพื่อทำให้ฉากแอ็คชั่นดูน่าตื่นเต้นขึ้น แต่ผลที่ได้กลับเป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูไม่รู้เรื่องเพราะการตัดที่รวดเร็วเกินไปรวมถึงเทคนิคการสั่นกล้องที่ให้ความรู้สึกน่ารำคาญมากกว่าตื่นเต้น ซึ่งเทคนิคการกำกับเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนอดที่จะนึกถึงผู้กำกับอย่าง พอล ดับเบิลยู. เอส. แอนเดอร์สัน ไม่ได้เลยทีเดียวและแน่นอนว่านี้ไม่ใช่คำชมแน่ๆ


สิ่งที่น่าตกใจอีกอย่างก็คือการออกแบบฉากแอ็คชั่นอันปราศจากซึ่งการใช้ความคิดแต่อย่างใดทั้งๆที่ Taken ภาคก่อนหน้าทั้งสองภาคมักจะมีฉากเหล่านี้ปรากฏให้เห็นอยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่าหรือฉากการต่อสู้ที่เหมือนลอกมาจากตำราเรียน เปะๆไม่มีความสร้างสรรค์หรือใช้เทคนิคมาประยุกต์ใหม่แต่อย่างใดซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ฉากแอ็คชั่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างจะจืดชืด


แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดิ่งลงเหวลึกที่สุด ก็คือการปราศจากซึ่งตรรกะและเหตุผลใดๆ ตั้งแต่ตัวพระเอก เลียม นีสันที่ในตอนนี้เปรียบเสมือนพระเจ้าลงมาเดินดินด้วยตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขาตายได้ ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาได้ เมื่อเขาอยากจะตามล่าใครก็ไม่มีใครหนีเขาพ้น เขาอยากจะถูกจับตอนไหนก็ได้เพราะสุดท้ายเขาก็หนีพ้นอยู่ดี รวมถึงเขายังสามารถล่องหนได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อใดก็ได้อีกด้วย นี้ยังไม่รวมถึงฉากแอ็คชั่นที่ละเมิดทุกเหตุผลและความเชื่อใดๆเสมือนกับความคิดเด็กอ่อนหัดที่พยายามสร้างฉากแอ็คชั่นให้ดูเท่ห์ที่สุดและหายนะที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ได้ใส่ใจซึ่งเหตุผลที่จะมารองรับฉากเหล่านั้นแต่อย่างใด


ทำให้ในท้ายที่สุด Taken 3 ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ภาคต่อที่ยิ่งพาตัวภาพยนตร์ชุดนี้ดิ่งลงเหวลึกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่บทภาพยนตร์อันซ้ำซาก การเล่าเรื่องและกำกับฉากแอ็คชั่นของผู้กำกับ โอลิเวียร์ เมกาตันที่ยังไร้ประสบการณ์ ที่หนักสุดก็คือความปราศจากซึ่งตรรกะและเหตุผลใดๆของตัวภาพยนตร์ที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะจริงจังหรือไปถือสาอะไรกับมันได้เลย ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าอาถรรพ์แห่งเดือนมกราคมฮอลลีวูดได้ลามมาถึงภาพยนตร์แอ็คชั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และภาพยนตร์อย่างเช่น The Legend of Hercules ,  I, Frankenstein หรือ Taken 3 ก็เป็นภาพยนตร์ที่จะคอยตอกย้ำเตือนเราถึงความจริงนี้อยู่เรื่อยไป


Final Score  : [ D ]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น