วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

Predestination ( 2014 ) Movie Review

Predestination ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"นักมายากลที่ถูกกลของตัวเองเล่นงาน"




      นี้ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรก ที่นำแนวความคิดเรื่องของการย้อนเวลามาใช้ในภาพยนตร์ เอาเข้าจริงเร็วๆนี้ก็มีภาพยนตร์อย่าง Looper ที่นำเรื่องการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตเช่นเดียวกัน แถม Looper ก็ทำได้ค่อนข้างจะน่าประทับใจเสียด้วย งานนี้จึงเรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักเลย สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่จะสร้างความประทับใจแบบเดียวกับภาพยนตร์เรื่องก่อนได้ โดยเฉพาะถ้าหากสิ่งต่างๆยังคงเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่ก็คงจะไม่ดีแน่


Predestination ( ไมเคิล สไพริก , ปีเตอร์ สไพริก ) ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหน้าองค์กรคนหนึ่งที่สามารถข้ามเวลาและย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ และในภารกิจสุดท้ายนี้ของเขา เขาจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะหยุดวายร้ายที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายไปเสียก่อน



ต้องพูดเลยว่า Predestination เป็นภาพยนตร์ที่มีปัญหาหลายข้ออยู่เหมือนกัน ซึ่งก็คือเมื่อตัวภาพยนตร์ได้เฉลยปมทุกอย่างแล้ว ทุกๆความน่าสนใจ และความน่าค้นหาต่อไปของตัวภาพยนตร์ ก็จบลงไปด้วยเลยในทันทีทันใด ทั้งๆที่เอาเข้าจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จบลงในรูปแบบค่อนข้างจะปลายเปิดทีเดียว แต่ปัญหาก็คือ ตัวเนื้อหาของภาพยนตร์นั่น ไม่น่าสนใจมากเพียงพอ และเคยถูกพูดมาแล้วในภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ เช่นประเด็นของเส้นกั้นอันเบาบางระหว่างฆาตกรกับวีรบุรุษ


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามานั่งสำรวจดูเนื้อหนังของตัวภาพยนตร์ที่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเท่าไรอยู่แล้วหลายๆสิ่งก็ยิ่งดูจืดชืดลงไปพอสมควร ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็อาศัยการเล่นซ่อนแอบ สลับชิ้นส่วนไปมา เพื่อที่จะทำให้เราไม่สามารถเดาทิศทาง บทสรุป หรือจับไต๋ได้ในการพยายามทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจยิ่งขึ้น เฉกเช่นการแสดงภาพการกระทำของตัวละครต่างๆ แต่ถ่ายแบบไม่ให้เห็นหน้าของตัวละคร แล้วมาเฉลยในภายหลังเป็นต้น ซึ่งจริงๆวิธีการนี้ก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร 




ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อจำนวนการใช้เทคนิคซ่อนแอบ สลับไปมา และความพยายามในการสร้างความแปลกใจให้กับผู้ชมมันก็เริ่มที่จะมากเกินไปจนล้นออกมา ทำให้ตัวภาพยนตร์ก็เริ่มที่จะส่อถึงปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้การเล่าเรื่องของทั้งสองผู้กำกับสไพริก กลายเป็นเสมือนการใส่ลูกเล่นเกินควรเสียมากกว่าการถ่ายทอดด้วยกลวิธีภาพยนตร์ด้วยจำนวนที่จำเป็นต่อการเล่าเรื่องจริงๆ ซ้ำจุดหักมุมทั้งหลายก็ไม่ได้น่าตกใจหรือเหนือความคาดหมายอะไรมากมายที่จะพอให้อภัยในส่วนนี้ได้  และเอาเข้าจริงนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย 


เพราะการเล่าเรื่องของสองพี่น้องสไพริกจริงๆก็ค่อนข้างจะดีเลยทีเดียว พวกเขาสามารถเชื่อมต่อการเล่าเรื่องแบบเรื่องซ้อนเรื่องได้อย่างน่าสนใจ น่าติดตามและไม่รู้สึกติดขัดเลยแม้แต่น้อย 
แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าหากการเล่าเรื่องของพวกเขาหลายๆส่วน ไม่ถูกจำกัดลงอย่างมากเนื่องจากความจริงที่พวกเขาต้องมานั่งห่วงว่าจะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์รวดเร็วจนเกินไป เสมือนนักมายากลที่มัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับกลของตัวเอง จนไม่ทันหันมาดูว่าผู้ชมได้เดินออกไปจากโรงละครหมดแล้ว


ซึ่งเหตุผลของการสับขาหลอกก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าตัวเนื้อหนังของภาพยนตร์จริงไม่ค่อยจะมีอะไรมากมายซักเท่าไรนัก นอกเหนือจากตัวละครที่เป็นตัวดำเนินเรื่องทั้งหลาย

ถึงแม้ว่าหลายๆประเด็นจะสอดแทรกมาได้น่าสนใจ แต่นั้นก็ไม่ได้เพียงพอต่อการเป็นข้ออ้างในการเล่าเรื่องวนซ้ำไปมาขนาดนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว การทำเช่นนี้ก็ไม่ได้สามารถนำผู้ชมไปสู่ทัศนะใหม่ที่ไม่สามารถจะเข้าถึงได้นอกจากการใช้เทคนิคนี้เท่านั้นเลย



อีกส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือนักแสดงนำของภาพยนตร์ ในด้านของอีธาน ฮอว์ค เขาก็ยังคงนำแสดงผลงานได้ดีเช่นเคย แต่นักแสดงคนที่น่าติดตามมากจริงๆเลย ก็คือนักแสดงหญิงชาวออสเตรเลีย ซาร่าห์ สนุค ผู้รับอีกหนึ่งบทนำในภาพยนตร์ ที่แสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆทีเดียว ซึ่งการแสดงของเธอก็ทรงพลังและน่าเชื่อถือมากจนพาเรารู้สึกร่วมถึงเหตุการณ์ไปกับเธอเลยทีเดียว 


นอกจากนั้นแล้ว ตัวละครของเธอ ก็ยังสะท้อนถึงเรื่องราวประเด็นต่างๆที่น่าสนใจมากทีเดียว ตั้งแต่ประเด็นเพศสตรีที่ถูกครอบงำและควบคุมทางอ้อมโดยสังคมชายเป็นใหญ่ หรือ ประเด็นสภาวะความแปลกแยกของเธอ ซึ่งเสียดสีสภาพสังคมในยุค 1940 ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบทสรุปของประเด็นอาจจะย้อนแย้งหันกลับมาจิกกัดตัวเองในตอนท้ายไปบ้าง แต่ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว



สรุปแล้ว Predestination ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเสียทีเดียว เนื่องจากตัวมันอาศัยอยู่บนความพยายามในการสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ชมและการใช้เทคนิคหลบซ่อน สับขาหลอกไปมามากจนเกินไป รวมถึงตัวบทภาพยนตร์ที่สามารถไปได้ลึกกว่านี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี้ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ใกล้เคียงคำว่าแย่แต่อย่างใด เพราะยังคงมีนักแสดงที่น่าทึ่ง การเล่าเรื่องซ้อนเรื่องที่น่าติดตาม และการสะท้อนสภาวะสภาพสังคมยุค 1940 - 1960 ได้อย่างน่าสนใจ จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกไปอยู่ในจุดของความไม่ยิ่งใหญ่ แต่กำลังพอดี


Final Score : [ B ] 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น