แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie Review แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Goosebumps (2015) Movie Review


Goosebumps (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลิน"


   ไม่น่าเชื่อเลยว่า นวนิยายสุดโด่งดังอย่าง Goosebumps หรือในชื่อไทยสุดคุ้นหูอย่างชมรมขนหัวลุกจะได้โอกาสมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์เสียที หลังจากที่อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานานแสนนานตั้งแต่ปี 1992

แน่ละว่าการมารับบทนำของ แจ็ค แบล็ค ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดีกันแน่ เนื่องจากผลงานที่ขึ้นๆลงๆตลอดของเขา อย่างไรก็ตามถ้าหากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะเชื่ออย่างเต็มเปาว่าคงไม่มีใครจะเหมาะไปกว่าแจ็ค แบล็คผู้นี้อีกแล้ว



อย่างไรก็ตามความรู้สึกในช่วง 30 นาทีแรกของความพยายามในการนำแฟรนไชส์หนังสือชื่อดังเรื่องนี้ มาถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์ก็ดูน่าเป็นห่วงเอาการเพราะนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

ด้วยการเล่าเรื่องของผู้กำกับ ร็อบ เลทเทอร์แมน ที่ยังขาดชั้นเชิง ซ้ำร้ายบทก็แสนจืดชืด ซ้ำซากเหลือเกิน ว่าด้วยเรื่องราวของตัวละครที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพบกับเพื่อนบ้านหรือคนใกล้ชิดที่แอบซ่อนความลับเอาไว้ จนนำไปสู่การผจญภัยอันแสนตื่นเต้น บลาๆ เรียกได้ว่าเป็นพล็อตสุดคลาสสิกที่เราคงเคยเห็นกันมาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ซึ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ Goosebumps ล้มเหลวในการสร้างความแตกต่าง หรือสร้างความโดดเด่นในส่วนนี้ของมันให้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆต่างหาก

อีกสิ่งที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อยเลย ก็คือความพยายามในการยัดเยียดหลายสิ่งอย่างเข้าไปในปากผู้ชม เฉกเช่นพอต้องการจะเล่าถึงปมหลังของตัวละครเอก ก็จะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายต่อหลายรอบ แถมยังไปไกลถึงขนาดที่ให้ตัวละครพูดในทำนองที่ว่า "มันไม่มีอะไรหรอก" เพื่อเป็นการบอกใบ้อย่างสุดฤทธิ์ให้ผู้ชมรู้ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆอีกต่างหาก ในส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่านี้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนวนิยายเด็ก แต่ในเมื่อกลายมาเป็นภาพยนตร์แล้วข้ออ้างนั้นก็ดูจะเริ่มฟังไม่ขึ้นเข้าไปทุกทีๆ



แต่เป็นที่โชคดีสุดๆของ Goosebumps ที่มันเสมือนได้สติขึ้นมากลางคัน ตื่นขึ้นและเฉิดฉายขึ้นมาในกลางเรื่อง ซึ่งนั้นเป็นจุดที่เหล่าสัตว์ประหลาด ภูติผีปีศาจสุดแสนจะจินตนาการทั้งหลายต่างผุดขึ้นมากันอย่างไม่จบสิ้น และจุดนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่น 

นอกจากเหล่าปีศาจนี้จะน่าสนใจแล้ว การเล่าเรื่องของ ร็อบ เลทเทอร์แมน ก็ดูจะดีขึ้นมาอย่างทันตาเห็น สร้างสรรค์การผจญภัยของเหล่าตัวละครได้อย่างน่าค้นหา น่าติดตาม และคอยหยอดมุขอยู่เนืองๆได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะแปกค่อนข้างบ่อยก็ตาม

ที่ดูจะน่าจับตามองจริงๆเลยก็คงจะหนีไม่พ้นนักแสดงที่แปะชื่อให้เห็นกันอย่างชัดเจนบนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง แจ็ค แบล็ค ซึ่งเขารับบทตัวละครใน Goosebumps ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว ไม่ว่าจะมองมุมไหนตัวละครนี้ก็ดูจะเหมาะสมกับแนวทางการแสดงของ แจ็ค แบล็ค ไปเสียหมด เสมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้ลงตัวพอดิบพอดี



ในเมื่อพูดถึงตัวละครแล้ว ตัวละครที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือเจ้าหุ่นกระบอกวายร้ายสุดแสบอย่าง สแลปปี้ ซึ่งกระโจนขึ้นมากลายเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในทันที จากความเจ้าเล่ห์ ความยียวนกวนทีน และเบื้องลึกเบื้องหลังที่สะท้อนปมขัดแย้งของตัวละครนี้ได้อย่างน่าติดตามเหลือเกิน ซ้ำปมขัดแย้งนี้ยังถูกถ่ายทอดและสะท้อนได้อย่างมีชั้นเชิง เข้าไปสัมพันธ์กับเนื้อของภาพยนตร์ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งก็คือการให้กำลังใจต่อคนที่ถูกรังแกหรือปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก ให้ความกล้าในการหันกลับมาเผชิญหน้าความเป็นจริง ถึงแม้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะช่างแสนโหดร้าย น่ากลัว และสยดสยองไม่ต่างจากเหล่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ แต่มันก็ยังมีเรื่องราวที่ช่างน่าตื่นเต้น น่าค้นหา และความสุขรอคอยอยู่เช่นเดียวกันนั้นเอง

ถ้าหากจะมีจุดใดที่ Goosebumps สามารถแก้ไขและพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ก็คงจะเป็นทางด้านของเหล่าตัวร้ายทั้งหลาย ที่ในภาพยนตร์โดนทางสแลปปี้เบียดจนตกขอบกลายเป็นแค่ตัวประกอบฉากกันไปซะหมด ทั้งๆที่ตัวละครภูติปีศาจหรือสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆทั้งหลายซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยนักเขียนอย่าง อาร์.แอล. สไตน์ ก็ต่างมีความน่าสนใจและความโดดเด่นที่ไม่แพ้กันเลย การที่ตัวภาพยนตร์ตัดสินใจที่จะดึงตัวละครเพียงตัวเดียวออกมาใช้อย่างจริงจังถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าตัวละครที่ดึงออกมาจะยอดเยี่ยมมากเท่าไรก็ตาม



สุดท้ายแล้ว Goosebumps ก็ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวเหล่าภูติผีปีศาจและสัตว์ประหลาดของ อาร์.แอล. สไตน์ ออกมาใช้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาทั้งใหญ่และเล็กผสมปนเปกันไปอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุด ผลที่ได้ออกมาก็เป็นประสบการณ์ที่เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาขนาดย่อมๆ ผสมกับการเดินเข้าบ้านผีสิงจนกลายมาเป็นความทรงจำขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลินที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

San Andreas ( 2015 ) Movie Review


San Andreas (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"เลขที่ออก..... ซาน แอนเดรส !!"


             ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การมาของภาพยนตร์ San Andreas ออกจะดูช้าไปหน่อยรึเปล่า เนื่องจาก ณ ตอนนี้กระแสของภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้ย้ายไปสู่ภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากนวนิยายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

แน่ล่ะว่าเรายังคงจดจำภาพอันน่าประทับใจของภาพยนตร์หายนะต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์เทพีเสรีภาพแช่แข็งใน The Day After Tomorrow หรือกระทั่งภาพยนตร์ 2012 ที่ ณ เวลานี้คงกลายเป็นภาพยนตร์ตลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


San Andreas เป็นภาพยนตร์หายนะที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เรย์ นักกู้ภัยที่จะต้องออกผจญภัยตามหาลูกสาวของเขาที่ไปติดอยู่ในเมือง ซาน ฟรานซิสโก ระหว่างที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดให้ได้




ไม่ว่ารอยเลื่อนซาน แอนเดรสในภาพยนตร์จะหายนะซักเท่าไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งที่หายนะยิ่งกว่า ก็คือตัวภาพยนตร์เอง จากปัญหาที่มากมายนานับประการที่ถาถมเข้ามาหนักหน่วงยิ่งกว่าคลื่นสึนามิในตัวอย่างภาพยนตร์


โดยสิ่งแรกที่โดนก่อนเพื่อนเลย ก็คือตัวบทภาพยนตร์ที่สุดแสนจะซ้ำซาก จืดชืด และยังคาดเดาง่ายปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ นี้เป็นภาพยนตร์ที่คุณเดาตอนจบได้ตั้งแต่ตอนยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำไป และที่สำคัญคือฉากหักมุมต่างๆก็ไม่ได้ทำให้คุณตื่นเต้นตกใจหรือกระทั่งมีอารมณ์ร่วมไปกับมันเลย 


สิ่งถัดมาที่โดนไปด้วยหลังจากบทภาพยนตร์อันย่ำแย่ ก็คือเหล่าตัวละครอันแบนราบทั้งหลาย ซ้ำร้ายเข้าไปอีกก็คือความสัมพันธ์และปมขัดแย้งของเหล่าตัวละครนี้ที่ช่างสุดแสนจะจืดชืดน่ารำคาญ เฉกเช่น ตัวละครเอกอย่าง เรย์ ที่มีปมขัดแย้งกับภรรยาเก่า เอ็มม่า การแยกทางของทั้งคู่ที่ตัวภาพยนตร์พยายามยัดเยียดเข้ามาทั้งๆที่มันไม่ได้น่าสนใจด้วยซ้ำไป ที่น่าตกใจเข้าไปอีกก็คือตัวละครสามีใหม่ที่ถูกยัดเยียดให้กลายเป็นตัวร้ายที่ผู้ชมสามารถจะรังเกียจเท่าไรก็ได้อย่างน่าตาเฉย ไม่สิเหตุผลก็คือเพราะมันดันมาขัดขวางและแย่งความรักจากภรรยาเก่าของพระเอกไปสินะ.....


แต่ในอีกด้านหนึ่ง โชคยังดีที่ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกระหว่างตัวละครเอกกับนางเอกของเรื่อง ยังได้ผลบ้างเป็นครั้งคราว ด้วยปมหลังที่ค่อนข้างจะน่าสนใจ และการแสดงของ เดอะร็อคที่พัฒนาขึ้นอยู่บ้าง



การที่ตัวภาพยนตร์อาศัย "ความบังเอิญ" มากเกินไป จนทำให้ตัวภาพยนตร์ปราศจากความน่าเชื่อถือใดๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าให้อภัยใน San Andreas ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่พออยู่ในสถานการณ์อันลำบาก เฉียดตาย ก็จะรอดแบบฉิวเฉียดได้ตลอด ในขณะที่คนอื่นโดนกันเต็มๆ , ความบังเอิญของตัวละครที่ดันมาอยู่ถูกที่ถูกเวลาตลอด


เช่นนักวิทยาศาสตร์ที่ดันมาสร้างเครื่องทำนายแผ่นดินไหวได้สำเร็จพอดีในตอนที่แผ่นดินไหวเกิดขึ้นจริงในภาพยนตร์เปะๆ ไม่เกินชั่วโมงหรือสิบนาทีด้วยซ้ำไป หรือนักเรียนที่ถามคุณครูว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นที่นี้ได้ไหม ก่อนวันที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆเพียงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กระทั่งตัวละครที่หยิบของดูจะไร้ประโยชน์จากฉากก่อนหน้า มาได้ใช้ประโยชน์ในฉากต่อไปอย่างหน้าตาเฉย สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอยากที่จะกระโดดเข้าไปถามตัวละครในภาพยนตร์ว่าไปทำบุญหรือไปสักยันต์วัดไหนมา ถึงได้ดวงดี ดวงเทพ และดวงซวยไปพร้อมๆกันเฉกเช่นนี้


ในด้านของคุณภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิคหรือซีจีทั้งหลายแหล่ใน San Andreas ก็ทำคุณภาพออกมาได้ขึ้นๆลงๆอยู่มาก ฉากหนึ่งซีจีสวยงามอลังการชวนขนลุก แต่ฉากถัดมากลับดูของปลอมและดูยังไงก็ใช้ฉากกรีนสกรีนอย่างชัดเจน ไม่แน่ใจว่าทางทีมผู้สร้างใช้ทีมงานกันคนละทีมรึเปล่าคุณภาพถึงได้ออกมาสลับไปมาอย่างกับทอยลูกเต๋าเช่นนี้


สำหรับในด้านการกำกับของ แบรด เพย์ตัน ก็ยังคงมีหลายๆสิ่งที่มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เช่นการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมา ปราศจากชั้นเชิง ซึ่งทำให้ตัวภาพยนตร์จืดชืดไร้รสชาติ หรือความหวาดกลัวที่กลัวว่าผู้ชมจะไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ว่าเป็นไปได้ จึงพยายามให้ตัวละครยัดเยียดเหตุผลหรือกระทั่งวิทยาศาสตร์ต่างๆเข้ามา เสมือนรีบยัดเม็ดยาเข้าปากผู้ชมแต่ดันบอกว่าเป็นขนม ซึ่งผลของการกระทำครั้งนี้ก็คือ ยิ่งทำให้เราไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เข้าไปอีก เพราะมันบังเอิญ พอเหมาะพอเจาะ และชัดเจนมากจนเกินไป



ถึงกระนั้นก็ตามในช่วงจุดสูงสุด ฉาก Climax ของตัวภาพยนตร์ก็ยังคงทำให้เราตื่นเต้นไปด้วยได้ในระดับหนึ่ง จากจุดบทสรุปปมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกที่น่าสนใจ และไม่ทำให้รู้สึกแย่ขนาดในช่วงต้นหรือกลางเรื่องที่จืดชืดน่าเบื่อ


แต่สิ่งที่น่ากังขา และน่าตั้งคำถามมากที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่บทภาพยนตร์ ไม่ใช่ทีมนักแสดง ไม่ใช่การกำกับ ไม่ใช่ซีจี แต่เป็นสิ่งที่มันต้องการจะบอกต่างหาก 
จากหายนะทั้งหมดทั้งมวลที่มีทรัพย์สินเสียหายไปเป็นล้านๆเหรียญสหรัฐ คนตายเป็นเบือ แต่สุดท้ายแล้วตัวภาพยนตร์กลับเข้าสู่บทสรุปอย่างง่ายดายว่า "ทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง เราจะสร้างมันกลับคืนมา" ด้วยท่าทีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข


ซึ่งนั้นเป็นแนวคิดและการจบที่น่าอนาจที่สุดเท่าที่เคยได้เห็นมาในภาพยนตร์หายนะทั้งหลาย หมายความว่าทรัพย์สินที่เสียหายทั้งหลาย คนตายไม่รู้กี่หมื่นหรือกี่แสนกระทั่งกี่ล้านคน ไม่ได้นำมาซึ่งบทเรียนให้แก่มนุษยชาติ(หรือแก่ผู้ชม)แต่อย่างใดเลย แต่มันนำมาซึ่งความโอหังของมนุษยชาติที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมต่างหาก นั้นคือสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงเช่นนั้นหรือ ?




ที่น่าขำยิ่งกว่า ก็คือบทวิจารณ์ภาพยนตร์ของนักวิจารณ์ต่างประเทศท่านหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าไปเจอในระหว่างหาข้อมูลภาพยนตร์เรื่องนี้เข้า ซึ่งบรรทัดบทสรุปของนักวิจารณ์ท่านนี้ ก็เขียนบทสรุปความคิดของตัวเขาที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง San Andreas ได้อย่างตลก น่าประทับใจ แต่กลับถูกต้องอย่างมากที่สุดอีกด้วย โดยที่เขาได้กล่าวไว้ดังนี้


"ดีที่ได้รู้ว่า เงินเป็นพันๆ ล้านเหรียญสหรัฐที่สูญเสียไปกับทรัพย์สินที่เสียหายต่างๆ และความตายของคนเป็นแสนๆ ไปเกิดขึ้นที่ ซาน แอนเดรส เพียงเพื่อที่จะทำให้ เรย์ และเอ็มม่า หลีกเลี่ยงการหย่าร้างไปได้" - แดน ไกล์ (Dann Gire) Chicago Daily Herald


Final Score : [ 4 / 10 ]


บทวิจารณ์ภาพยนตร์ของ Dann Gire - Chicago Daily Herald : http://www.dailyherald.com/article/20150528/entlife/150528891/

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

The Last Five Years ( 2015 ) Movie Review

The Last Five Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บทเพลงแด่ชีวิตรักของเรา"


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความนิยมของภาพยนตร์เพลง ที่มีต้นฉบับมาจากละครเวที ก็มากขึ้นจนมีให้เห็นกันแทบจะทุกปีเลยทีเดียว จากปีก่อนๆอย่าง Les Miserables และต้นปีนี้กับ Into the Woods ซึ่งทั้งสองภาพยนตร์ก็ค่อนข้างจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายๆคนไม่ใช่น้อย


และคราวนี้ แอนนา เคนดริก นักแสดงสาวสวยผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็กลับมารับบทในภาพยนตร์เพลงอีกครั้งหนึ่ง จากต้นปีที่เธอเพิ่งจะรับบทเป็นซินเดอเรลล่าใน Into the Woods ของดิสนีย์มาหมาดๆ


The Last Five Years เป็นภาพยนตร์ที่พาเราลงไปสำรวจชีวิตคู่ในเวลา 5 ปีของสองพระนาง เคธี่ กับ เจมี่ ผ่านอุปสรรค และปมปัญหามากมาย ที่อาจจบลงอย่างน่าเศร้า



สิ่งที่ดูจะเป็นแสงสว่าง ความหวัง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้นตัวนักแสดงอย่าง แอนนา เคนดริก เอง ตั้งแต่เสียงอันไพเราะ ยันการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอ ซึ่งทำให้เราอยากที่จะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ หรือ อาจจะพูดได้ว่าหลายประการ เพราะปัญหานี้ ก็คือทุกสิ่งๆทุกๆอย่างที่ฉายอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเอง


เนื่องจากทุกสรรพสิ่งบนจอภาพยนตร์มันจืดชืดไปหมด ตั้งแต่งานออกแบบฉาก เสื้อผ้า โปรดัคชั่นดีไซน์ที่ไร้สีสัน น่าเบื่อ หรือ การกำกับภาพที่ย่ำแย่ของภาพยนตร์ เพราะหลายๆมุมกล้องถ่ายออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ซ้ำยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ที่แย่เข้าไปอีก ก็คือการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวละคร ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากๆในภาพยนตร์ Into the Woods แต่ใน The Last Five Years การเคลื่อนไหวเหล่านี้กลับติดๆขัดๆ น่าเบื่อ และไร้ชีวิตชีวา ไม่แน่ใจว่าต้นตอปัญหาของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเนื่องมาจากงบประมาณเพียงแค่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหรือไม่ จึงเป็นเหตุทำให้ทุกๆสิ่งออกมาครึ่งๆกลางๆเช่นนี้


ถึงกระนั้นก็ตาม โชคยังดีที่บทเพลงอันไพเราะหลายๆเพลง และเคมีที่เข้ากันของทั้งสองนักแสดงหลักก็ช่วยพยุงตัวภาพยนตร์ให้น่าดู น่าติดตามได้อยู่บ้าง



นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ของ The Last Five Years ซึ่งผู้เขียนได้ไปค้นหาข้อมูลมาภายหลังจากได้ชมภาพยนตร์ และก็ไปสะดุดกับจุดเด่นของ The Last Five Years ฉบับละครเวทีอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของมัน โดยในฉบับละครเวทีนั้นจะเล่าเรื่องผลัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก เคธี่จะเริ่มเรื่องจากตอนฉากจบของเรื่องเล่าย้อนกลับมาตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก ถ้านับเป็นตัวเลข การเล่าเรื่องของเคธี่ก็เหมือนนับ 10 ย้อนกลับมา 1


ในขณะที่ตัวละคร เจมี่ เล่าเรื่องไล่ตามเวลาปกติ โดยเริ่มจากตอนที่สองคนเจอกันครั้งแรกมาสู่จุดสิ้นสุดของทั้งคู่ หรือก็คือนับเลข 1 ไปถึง 10 ตามปกติ และในแต่ละช่วงของแต่ละคน ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างตรงๆ(คิดง่ายๆว่าไม่มีการร้องเพลงร่วมกัน)อีกด้วย เช่นถ้าหากช่วงนี้เป็นช่วงของ เจมี่ ก็จะมีแต่เพียงเจมี่ที่ร้องเพลงเท่านั้น ส่วนเคธี่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในฉาก หรือถึงมีก็ไม่ได้ร้องเพลงร่วมกัน ยกเว้นฉากแต่งงานซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเรื่องที่ทั้งคู่ดำเนินมาเจอกันพอดี


ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้ในฉบับละครเวที ก็ถูกนำมาใช้ในตัวภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะมาทราบถึงการเล่าเรื่องเช่นนี้ในตอนหลังที่ได้ชมตัวภาพยนตร์รึเปล่า ถึงได้ทำให้รู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ริชาร์ด ลาแกรฟเนสส์   ก็ยังเล่าเรื่องได้จืดชืดมากอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่แปลกใหม่เช่นนี้แล้วก็ตาม 



แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดใน The Last Five Years ก็คงจะหนีไม่พ้นการสอดแทรกเรื่องราวชีวิตรักอันแสนขมขื่น ความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าติดตาม และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด หรือพยายามเรียกน้ำตาจนน่ารำคาญเหมือนภาพยนตร์โรแมนติก/คอเมดี้ เรื่องอื่นๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าผู้สร้าง The Last Five Years ฉบับละครเวที เจสัน โรเบิรต์ บราวน์ ได้นำปัญหาการแต่งงานในชีวิตของตัวเองมาแต่งเป็นละครเวทีจริงๆ และความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ก็ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงสุดท้ายอันแสนข่มขื่นที่ทั้งสองตัวละครหลักร้องพร้อมกันในตอนท้ายซึ่งมีชื่อเพลงว่า "ลาก่อน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ / ฉันไม่อาจที่จะช่วยเธอได้ " (Goodbye Until Tomorrow / I Could Never Rescue You)


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

Big Game ( 2015 ) Movie Review


Big Game ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ประธานาธิบดีบุกป่า"


         ถือได้ว่าเป็นการกลับมาของกระแสภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ปีที่แล้วมีภาพยนตร์อย่าง Olympus has Fallen และ White House Down ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องบอกว่า Big Game ค่อนข้างจะเป็นภาพยนตร์ประธานาธิบดีที่แปลกทีเดียว



Big Game ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ต้องไปตั้งแคมป์ในป่าตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ในระหว่างนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกโจมตีและตกลงในแถวป่าที่เขาอาศัยอยู่  เรื่องราวทุกอย่างจึงต้องมาพัวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ซึ่งความแปลกใหม่ของ Big Game ที่น่าจะสร้างความน่าสนใจไม่ใช่น้อย ก็คือนอกจากมันจะเป็นภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวความเชื่อและประเพณีของวัฒนธรรมประเทศอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ฟินแลนด์ มาผสมผสานเทียบเคียงวัฒนธรรมกันได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย เฉกเช่น ความเชื่อในการพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายอย่างแรงกล้า และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก



แต่ถึงกระนั้นก็ตาม น่าเสียดายที่ความแปลกใหม่นี้ ค่อนข้างจะถูกลบเลือนจนจางหายไปในช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง และก็ถูกแทนที่ด้วยความซ้ำซากที่ดูจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยากในภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดี ที่มีจำนวนภาพยนตร์ประเภทนี้ที่มากมายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตัวละครร้ายที่เดิมๆ หรือ บทที่คาดเดาง่าย  ซึ่ง Big Game ก็แทบจะไม่มีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจมานำเสนอ หรือสร้างความโดดเด่นจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆเลย


ที่น่าเสียดายเข้าไปอีก ก็คือการออกแบบฉากแอ็คชั่นไล่ล่า รวมทั้งการเล่าเรื่องทั้งหลาย ก็ดาษดื่น ไม่น่าสนใจ จนทำให้ไม่รู้สึกร่วมไปกับตัวภาพยนตร์ซักเท่าไรนักเลย ถึงแม้ว่าในด้านของสถานที่ถ่ายทำ และการกำกับภาพจะสวยงามมากๆก็ตาม โดยรวมจึงทำให้ Big Game เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนุกหรือตื่นเต้นมากนัก อารมณ์ประมาณดูได้เรื่อยๆมากกว่า


สิ่งที่ Big Game ดูเหมือนจะทำได้ดีที่สุด ก็คือในด้านของข้อคิดและประเด็นที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดถึง เพราะมันน่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะ การนำเรื่องของการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง และความภาคภูมิในความเป็นชาย ซึ่งตัวภาพยนตร์นำด้านของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งต้องพิสูจน์ตนเองต่อเผ่าและพ่อของเขา มาเปรียบเทียบกับ ประธานาธิบดีที่ภายนอกดูยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยความภาคภูมิ แต่ภายในไม่เอาไหน ได้อย่างยอดเยี่ยม (ทำให้นึกถึงผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี สุดๆ)



ในท้ายที่สุดแล้ว Big Game ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สามารถนำเสนอสิ่งแปลกและสดใหม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบางด้านของมันที่น่าสนใจ แต่หลายๆด้านก็ยังคงซ้ำซากจำเจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฉากแอ็คชั่นต่างๆก็ยังไม่น่าตื่นเต้นพอที่จะทำให้เรารู้สึกอยากที่จะจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้เลย


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

Fast and Furious 7 ( 2015 ) Movie Review

Fast and Furious 7 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz



"ฉีกทุกกฏวิทยาศาสตร์ ฉีกทุกกฏความมันส์"


ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์ประเภทแข่งรถแล้ว อีกหนึ่งภาพยนตร์ซีรียส์ ที่นอกจากจะโด่งดังแล้ว ยังจะสามารถรักษาคุณภาพของตัวเองมาได้โดยตลอด ก็คือซีรียส์ Fast and Furious ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ภาคแรก The Fast and the Furious ในปี 2001 ยาวมาถึงภาคที่ 7 ในปี 2015 นี้

Fast and Furious 7 ว่าด้วยเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว โดเมนิก จะต้องตามไล่ล่าผู้ที่สังหารเพื่อน และทำร้ายครอบครัวของเขาให้จงได้



สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในแทบจะทุกภาคของ Fast and Furious ก็คือความที่มันละเมิดแทบจะทุกกฏและทฤษฏีวิทยาศาสตร์ทั้งหลายแหล่ รวมถึงความโอเวอร์และความบ้าบอที่เริ่มที่จะมากขึ้นเข้าไปทุกภาคๆ โดยเฉพาะตัวละครเอกทั้งหลาย ที่ไม่รู้ว่าไปสักยันต์หรือไปทำบุญวัดไหนมา เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาประสบกับประสบการณ์เฉียดตาย พวกเขาก็มักจะรอดมาได้เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นรถตกหน้าผาตีลังกาไม่รู้กี่สิบตลบ หรือรอดจากการถูกเฮลิคอปเตอร์ไล่ล่าได้อย่างฉิวเฉียด เรียกได้ว่าถ้าวันไหนพวกเขาเกิดดวงซวยขึ้นมา วันนั้นก็คงจะทำให้พวกเขากลายเป็นโก้โก้ครันช์อย่างแน่นอน

นอกเหนือจากนั้นแล้ว บทภาพยนตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจะเป็นจุดโดดเด่นของภาพยนตร์ซีรียส์นี้ โดยเฉพาะพล็อต ที่ก็ยังคงใช้พล็อตที่เข้าใจง่าย และธรรมดาอยู่เช่นเคย ซึ่งภาคนี้ก็ยังคงไม่แตกต่าง เพียงคุณรู้แค่ว่า นี้คือภาพยนตร์ล้างแค้น คุณก็แทบจะรู้เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องแล้ว


ถึงกระนั้นก็ตาม Fast and Furious ก็เป็นภาพยนตร์ซีรียส์ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านำพามาซึ่งความสนุก ตื่นเต้น และอะดรีนาลีนพลุ่งพลานได้เป็นอย่างดี และในภาค 7 นี้ก็เช่นเดียวกัน 

ใช่ฉากแอ็คชั่นโลดโผนเหล่านี้มันสุดจะโอเวอร์เหนือจริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า มันโคตรจะ"มันส์"เลยเช่นกัน เพราะเนื่องจากความเหนือจริงของมันนี้แหละ จึงทำให้ฉากแอ็คชั่นเหล่านี้สามารถแทบที่จะทำอะไรก็ได้ หลุดโลกเท่าไรก็ได้ ในด้านของความตระการตา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงแทบที่จะได้เต็มไปเลยทีเดียว นี้ยังไม่นับถึงการมาร่วมงานของ เจสัน สเตทแธม และ จา พนม ที่สร้างความสมน้ำสมเนื้อระหว่างตัวละครเอก และ ตัวร้ายได้อย่างน่าติดตามทีเดียว



อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ Fast and Furious ภาคนี้กำกับโดย เจมส์ วาน ซึ่งเคยมีผลงานโด่งดังเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง Saw ( 2004 ) , Insidious ( 2010 ) และ The Conjuring ( 2013 ) นี้ถือได้ว่าแทบจะเป็นการพลิกบทบาทการกำกับเลยทีเดียว จากเจ้าพ่อภาพยนตร์สยองขวัญ มากำกับภาพยนตร์แอ็คชั่น 

ซึ่งโดยรวมการกำกับของ เจมส์ วาน ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องเชื่อมต่อระหว่างฉากแอ็คชั่นและฉากพูดคุยของตัวละคร หรือ การปูจุดขัดแย้งของเรื่อง ถึงแม้ว่าการกำกับฉากแอ็คชั่น และการเล่าเรื่องต่างๆอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบและค่อนข้างจะธรรมดาพื้นๆไปบ้างก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าซีรียส์ Fast and Furious ทำได้ยอดเยี่ยมเหนือภาพยนตร์แข่งรถ / แอ็คชั่นอื่นๆ ก็คือความผูกพันธ์ระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ที่เราแทบจะรู้สึกเหมือนตัวละครเหล่านี้เป็นเพื่อนหรืออาจจะเป็นครอบครัวของเราขึ้นมาจริงๆ เหมือนกับประเด็นที่ตัวภาพยนตร์มักจะพยายามตอกย้ำ ซึ่งพูดถึงความสำคัญของครอบครัวอยู่เสมอๆ ซึ่งเราในฐานะผู้ชมก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุนี้นอกจากจะมาจากจำนวนภาคที่มากถึง 7 ภาคแล้ว ยังจะมาจากตัวละครเหล่านี้ ที่มีความเป็นมนุษย์ซึ่งน่าติดตาม น่าคอยเอาใจช่วย และการเข้าไปรู้จักกับพวกเขา ก็ยังทำให้เราผูกพันธ์ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ซึ่งด้วยสาเหตุนี้เอง ข่าวการจากไปของนักแสดงหลักอย่าง พอล วอล์กเกอร์ ก็ทำให้แฟนๆหลายคนสะเทือนใจไม่ใช่น้อย และมันก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทางทีมเขียนบทและผู้กำกับ เจมส์ วาน จะเขียนบทสรุปให้กับตัวละครของพอลอย่างไร และก็ต้องขอชมในส่วนนี้เสียจริงๆ กับฉากบทสรุปของพอลที่นอกจากจะสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจะฉลาดมากอีกด้วย



ในท้ายที่สุดแล้ว Fast and Furious 7 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันดี ด้วยฉากแอ็คชั่นสุดโอเวอร์ และพล็อตที่สุดแสนจะธรรมดา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกและความบันเทิงของภาพยนตร์ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ที่น่าประทับใจมากที่สุดเลย ก็คือบทสรุปของตัวละคร พอล วอล์กเกอร์ ที่น่าจดจำและอาจที่จะทำให้คุณเสียน้ำตาอย่างง่ายดาย


Final Score : 7.5 / 10

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

Paddington ( 2015 ) Movie Review

Paddington ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"การผจญภัยของหมีน้อยน่ารัก ท่ามกลางป่าผู้ดีที่มีชื่อว่าลอนดอน"


 ไม่แน่ใจว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้ามาฉายในช่วงนี้ หลังจากที่เราได้ติดภาพตัวละครหมีน้อยที่อยู่ในลักษณะหยาบโลน ทะลึ่งจากในภาพยนตร์อย่าง Ted ( 2012 ) ที่กำลังจะเข้าฉายภาคที่สองในปีนี้
ถึงแม้ว่าตัวละครอย่างแพดดิงตันน่าจะมาก่อนอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ตัวละครนี้มีต้นฉบับมาจากหนังสือตั้งแต่ปี 1958 ของไมเคิล บอนด์ และถูกนำมาใช้เป็นทีวีซีรียส์หลายต่อหลายครั้ง

Paddington เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหมีแพดดิงตั้นซึ่งเดินทางจากป่าลึกในเปรูมาถึงเกาะอังกฤษ ด้วยภารกิจการตามหานักสำรวจที่เคยพบกับญาติๆของเขา แต่ระหว่างนั้นเองเขาก็ได้พบกับครอบครัวบราวน์ที่จะนำพาเขาไปสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และน่าติดตามเสียจริงเชียว ตั้งแต่การออกแบบฉาก ตัวละคร หรือการใช้โทนสีต่างๆในฉากที่ออกแบบมาได้อย่างน่าทึ่ง สวยงามตระการตา และน่ามองเป็นที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ อีริค วิลสัน และ ผู้ออกแบบโปรดัคชั่นอย่าง แกรี่ วิลเลี่ยมสัน ที่เนรมิตลอนดอน และบ้านของครอบครัวบราวน์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง


ในด้านของผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง พอล คิง ที่ผันตัวจากการกำกับทีวีซีรียส์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง เขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมมากทีเดียว ด้วยการเล่าเรื่องอันสนุกสนาน น่าติดตาม และเขายังโอบอ้อมความโอเวอร์ เหนือจริงในแบบหนังสือการ์ตูน หรือ มิวสิควิดีโอ มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด ในจำนวนที่กำลังพอดี ไม่มากจนล้น ซึ่งทำให้เกิดมุขตลกชวนขำที่สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม ซ้ำยังผสมผสานการดำเนินเรื่องเข้ากับเพลงประกอบภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว สร้างการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลไม่รู้สึกติดขัดและทำให้ภาพยนตร์รู้สึกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา


แต่ความน่าทึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ด้วยบทภาพยนตร์ของมันที่ก็แข็งแกร่งและน่าค้นหาไม่แพ้กัน
ตั้งแต่ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ เช่น ครอบครัวบราวน์ , ตัวละครร้ายที่รับบทโดยนิโคล คิดแมน และตัวละครสุดสำคัญอย่างเจ้าหมีแพดดิงตันที่น่ารัก น่าหยิกเป็นที่สุด ทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ก็ถูกเขียนและออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีมิติ และบุคลิกซึ่งสอดแทรกถึงปมปัญหาในแต่ละตัวละครได้อย่างน่าสนใจ เช่น ตัวละครผู้เป็นพ่ออย่าง เฮนรี่ บราวน์ ซึ่งสะท้อนถึงความรักและภาระอันหนักหน่วงของผู้เป็นพ่อที่มีต่อครอบครัวของตน หรือ ตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ต้องการแก้ไขในสิ่งที่พ่อของเธอได้ทำผิดพลาดไว้





และที่สำคัญเลย ก็คือนักแสดงทุกคนในภาพยนตร์ต่างก็แสดงผลงานอย่างยอดเยี่ยมทำให้ตัวละครต่างๆดูมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น แซลลี่ ฮอว์กินส์ , ฮิวจ์ บอนเนวิล  และโดยเฉพาะ นิโคล คิดแมน ซึ่งนำแสดงบทตัวร้ายได้อย่างแสบสัน แต่กลับน่ารัก น่าติดตามเสียจริงเชียว 


ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะดูสดใส หรือน่ารักซักเท่าใด แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำมากที่สุดในต้นปี 2015 ณ ตอนนี้เลย ก็คือความที่มันสามารถสอดแทรกประเด็นอันหนักหน่วงได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นการพูดถึงประเด็นปัญหาของคนอเมริกาใต้ที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอังกฤษ ซึ่งพาดพึงไปถึงยุคล่าอาณานิคมของประเทศอังกฤษในสมัยก่อน และยังเสียดสีถึงสังคมผู้ดีอังกฤษที่ยกตนเหนือชนชาติและเผ่าพันธ์ุอื่นได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงก็คือ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคนแปลกหน้าเหล่านี้จะเป็นชนชาติ(หรือเผ่าพันธุ์)อะไร ตราบใดที่เรามีความรักให้กับพวกเขา พวกเขาก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเรานั้นเอง



ในท้ายที่สุด Paddington อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่อง หรือบทสรุปที่ซ้ำซากไปบ้าง เฉกเช่นการมาของตัวละครใหม่ซึ่งทำให้เกิดการมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้งของหลายๆตัวละครเก่า แต่นั้นก็ไม่อาจจะเทียบถึงความน่าทึ่ง และความน่าอัศจรรย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ชีวิต และสามารถถ่ายทอดเนื้อหาอันหนักหน่วงได้ดีเยี่ยม จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Paddington กลายเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะจูงมือบุตรหลานของตน เข้าไปชมและสามารถสนุกไปได้พร้อมๆกันอย่างแน่นอน

Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

Battle Royale ( 2000 ) Movie Review

Battle Royale ( 2000 )  บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz



   Battle Royale หรือชื่อสั้นๆว่า "BR" น่าจะเป็นอีกหนึ่งชื่อภาพยนตร์ ที่ใครหลายๆคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งมันโด่งดังขนาดที่ว่า สื่อต่างๆมากมายเอาไปเป็นต้นแบบไม่ว่าจะเป็นหนังสือนวนิยาย หรือ ภาพยนตร์อย่าง The Hunger Games กระทั่งวงการเกมอย่าง Danganronpa ก็นำแนวความคิดนี้ไปใช้เช่นเดียวกัน


ซึ่งสื่อเหล่านี้มีจุดร่วมที่น่าสนใจเหมือนกันจุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการจับกลุ่มวัยรุ่นหรือนักเรียนมารวมกันบนสถานที่ ที่ไม่อาจจะหนีไปไหนได้ อย่างโลกของเกมใน The Hunger Games และ ในโรงเรียนปิดตายใน Danganronpa ถึงแม้ว่าในแต่ละซีรียส์จะมีจุดต่างๆที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายของผู้ควบคุม ก็คือให้ผู้เข้าร่วมทุกคนฆ่ากันเอง เพื่อเอาชีวิตรอด และนั้นก็คือจุดเริ่มต้นของ Battle Royale และสื่อเหล่านี้


ไม่แน่ใจว่าด้วยจำนวนฉากการฆ่าอันโหดร้าย , ตัวละครที่ตายกันแทบจะทุกนาที , ด้วยการเล่าเรื่องอันแสนจะจริงจัง เสมือนจริง หรือการสอดแทรกประเด็นอันหนักหน่วงกันแน่ ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดอยู่ตลอดเวลาในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งๆที่เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของตัวละครเหล่านี้ซักเท่าไร ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะตัวละครตัวหลักๆหลายตัวในภาพยนตร์ ก็ถูกปูพื้นหลังมาได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว แต่น่าจะมาจากตัวละครที่มีเยอะมาก จนเราไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับตัวละครเหล่านี้ซักเท่าไร


แต่การที่มันทำให้เรารู้สึกตั้งคำถามต่อศีลธรรมของมนุษย์ต่างหาก ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง ทั้งๆที่ตัวเนื้อเรื่องก็สุดแสนจะหลุดโลก จนแทบไม่อยากจะเชื่อ คิดดูว่าถ้าหากวันหนึ่งมีกฏหมายที่จับคนมารวมกันไว้บนเกาะและสั่งให้ฆ่ากันเอง เชื่อว่าใครที่ได้ฟังแนวความคิดนี้ ก็คงจะหาว่าบ้า หรือคงอาจจะหัวเราะ... แต่ถ้าหากว่ามันเป็นไปได้ล่ะ ? นั้นก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวระหว่างชม Battle Royale อย่างไม่รู้จบ ซึ่งเสมือนเราตั้งคำถามต่อศีลธรรมของตัวละครต่างๆในเรื่อง ที่เข่นฆ่ากันอย่างกับผักปลา เราก็ไม่อาจที่จะแน่ใจว่า มนุษย์บนโลกใบนี้จะมีศีลธรรมที่ดีไปกว่าตัวละครในภาพยนตร์ซักเท่าไรเลย ยิ่งโดยเฉพาะถ้าหากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อันแสนโหดร้ายของมนุษย์ที่ผ่านมา ยิ่งพาให้เรากลับหันมาย้อนดูสภาวะโลกของเราปัจจุบันนี้


ที่น่าสนใจก็คือ มันมีเรื่องหนึ่งที่ Into the Woods พูดได้อย่างคล้ายคลึงกับ Battle Royale โดยใน Into the Woods ก็เป็นภาพยนตร์ที่นำนิทานสอนเด็กต่างๆ กลับมาย้อนถามถึงตัวผู้ใหญ่เอง ซึ่งเป็นอะไรที่เหมือนกับ Battle Royale  แค่คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย เป็นคนสั่งให้นักเรียนเหล่านี้มาไล่ฆ่ากันเองก็ย่ำแย่แล้ว แต่ยิ่งการที่พวกเขาคิดว่าพวกเขา "เหนือกว่า" เด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ คิดว่าเด็กเหล่านี้นั้นไร้ค่า ก็ยิ่งสะท้อนถึงความไม่รู้อะไรเลยของผู้ใหญ่เหล่านี้ เสมือนท้ายเรื่องฉบับ Director's Cut ของ Battle Royale ที่ตัวละครผู้ใหญ่อย่างคิทาโนะก็ไม่รู้จะตอบนักเรียนอย่างโนริโกะอย่างไรดี ซ้ำยังถามว่า "ในเวลาอย่างนี้ ผู้ใหญ่ควรจะพูดอย่างไรกับเด็กดี" 


ในอีกด้านหนึ่งเหตุการณ์บนเกาะในภาพยนตร์ ก็สะท้อนถึงสภาวะสังคมและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงปี 1990 - 2000 ได้เป็นอย่างดีทีเดียว ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำและย่ำแย่ของญี่ปุ่น ซึ่งนำมาซึ่งความยากลำบากของบ้านเมืองและผู้อยู่อาศัย ซึ่งนอกจากตัวภาพยนตร์จะสะท้อนปัญหานี้ออกมาในบทภาพยนตร์แล้ว ความรุนแรงในภาพยนตร์ก็สะท้อนถึงความเครียดในสังคมญี่ปุ่นที่ต้องการที่ระบายได้เป็นอย่างดี


สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือการตอบรับของโลกหลังจาก Battle Royale ตั้งแต่ The Hunger Games ที่สะท้อนถึงการไม่ยอมรับต่อการกดขี่และการลุกขึ้นสู้ของชนชั้นล่าง หรือแนวคิดที่น่าสนใจกว่าในเกม Danganronpa สะท้อนแนวความคิด "ความสิ้นหวัง ปะทะ ความหวัง" ซึ่งกล่าวถึง สภาวะของโลกหรือมนุษย์ที่แม้ว่าจะเลวร้าย สิ้นหวังเท่าใด แต่เราจะต้องมีความหวัง ว่าจะมีใครซักคนที่ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของความสิ้นหวังนี้ และลุกขึ้นมาต่อสู้กับมัน


Final Score : [ 9 / 10 ]

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

The Theory of Everything ( 2014 ) Movie Review

The Theory of Everything ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"คำตอบทฤษฏีของทุกสิ่งคือ... "


  ต้องสารภาพเลย ว่าผู้เขียนส่วนตัวก็ไม่ค่อยจะรู้จักประวัติและผลงานของ สตีเฟน ฮอว์คิง มากนัก จริงๆแล้วจะเรียกว่าไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ จะมีก็เพียงเคยได้ยินชื่อหลายต่อหลายครั้งมากก็เท่านั้น

ซึ่งนั้นก็ทำให้ประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ The Theory of Everything ซึ่งเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติของ สตีเฟน ฮอว์คิง ออกมาให้ความรู้สึกที่ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลย


ซึ่งความรู้สึกอันน่าประหลาดใจนี้ ก็มาจากการที่ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะแทบไม่รู้จักตัว สตีเฟน ฮอว์คิง เลย แต่กลับรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครของเขาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาทีในภาพยนตร์ เสมือนเป็นคนที่รู้จักเขาดีแล้วระดับหนึ่ง



The Theory of Everything ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ผ่านชีวิต ความรัก และเส้นทางการพิสูจน์ทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ของเขา ซึ่งนำมาสู่การเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก


และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็มาจากความน่าทึ่งของแต่ละองค์ประกอบต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่แทบจะไม่ด้านไหนน้อยหน้าไปกว่ากันเลย


ตั้งแต่ นักแสดงผู้รับบทเป็น สตีเฟน ฮอว์คิง อย่าง เอดดี เรดเมย์น ที่นำแสดงบทบาทได้อย่างน่าจดจำ และน่าทึ่งเป็นที่สุด ยิ่งคิดว่าการต้องแสดงเป็นบุคคลที่ประสบปัญหาทางด้านร่างกายให้น่าเชื่อถือ มันยากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความน่าทึ่งในการแสดงของเขาจริงๆ 
นอกจากนั้นแล้ว การแสดงของ เฟลิซิตี้ โจนส์ ผู้รับบทเป็นภรรยาของ สตีเฟน ฮอว์คิง ก็สามารถที่จะถ่ายทอดความยากลำบากในการใช้ชีวิตคู่ของเธอได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน


หรือจะเป็นการกำกับของผู้กำกับ เจมส์ มาร์ช ที่สามารถจะเล่าเรื่องราวของสองตัวละครหลักอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง กับ ภรรยาของเขา ซึ่งเผชิญปัญหาต่างๆในชีวิตมากมายได้อย่างน่าสนใจ 
ส่วนใหญ่ๆก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมเขียนบทที่เขียนตัวละครออกมาได้อย่างน่าทึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องขอชม เจมส์ มาร์ช ที่นอกจากจะถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนมนุษย์จริงๆแล้ว การเล่าเรื่องของเขายังไม่บีบคั้นอารมณ์และพยายามบีบน้ำตาจากผู้ชมมากเกินไปจนน่ารำคาญอีกด้วย



และแม้กระทั่งการถ่ายภาพในภาพยนตร์ ก็จัดวางมุมกล้อง และการเคลื่อนไหวของกล้องได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถที่จะถ่ายทอดฉากต่างๆออกมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่ง โดยเฉพาะฉากโรแมนติกในภาพยนตร์ ที่เมื่อนำไปผสมผสานกับเพลงประกอบอันไพเราะชวนเคลิ้ม ก็พาเอาเราถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในจักรวาลต้องมนต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปอีก


เมื่อนำส่วนผสมองค์ประกอบทุกด้านมารวมกัน ก็ทำให้ The Theory of Everything กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ดราม่าที่ดีที่สุด น่าติดตามที่สุด และน่าทึ่งที่สุดในปี 2014 อย่างไม่ต้องสงสัย


แต่ถ้าหากจะมีข้อติซักข้อหนึ่งสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องสิ่งที่มันต้องการจะบอกกับผู้ชม เนื่องจากตัวภาพยนตร์ค่อนข้างจะทะเยอทะยานเอามากๆ ตั้งแต่การจับเรื่องทฤษฏีวิทยาศาสตร์ต่างๆ ปัญหาชีวิตคู่ การตั้งคำถามต่อศีลธรรม คุณค่าของเวลา และอื่นๆอีกมากมาย มาพูดถึงรวมกันในเรื่องเดียว


จึงเป็นเหตุทำให้หลายๆเรื่องมันไปชนกันเองในตอนท้ายสุด เสมือนการจราจรบนถนนที่ติดขัดและขาดซึ่งไฟนำทางที่ดี กลายเป็นว่าพาเอาเราไม่แน่ใจว่าตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดอะไรกันแน่จนภาพยนตร์ต้องพูดออกมาเองตรงๆซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่ใช่น้อย



ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything จะเต็มไปด้วยทฤษฏีวิทยาศาสตร์อันยุ่งยากต่างๆมากมาย หรือการพูดถึงปัญหาชีวิตคู่อันซับซ้อนมากเท่าใด สุดท้ายแล้วสิ่งที่มันให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือคุณค่าของชีวิต ที่ไม่ว่าภายภาคหน้าจะมีปัญหาอันยากเกินจะแก้มากเท่าใด ตราบใดที่เรามีสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตอยู่ เราก็ยังคงมีความหวังที่จะก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นไปหลงเหลืออยู่เสมอ 


Final Score : [ 8.5 / 10 ] 

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

Tyrannosaur ( 2011 ) Movie Review

Tyrannosaur ( 2011 , Paddy Considine )


"ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์"


ต้องสารภาพเลยว่า เนื่องจากเป็นคนที่ดูภาพยนตร์อังกฤษน้อย จึงค่อนข้างจะแปลกใจเล็กน้อยกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยท่าทีที่จริงจัง เคร่งเครียด และประเด็นที่พูดถึงก็หนักหน่วง


Tyrannosaur เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงสังคมที่มีปัญหาของประเทศอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาการถูกคุกคามทางเพศของเด็กและสตรีที่มีให้เห็นกันแทบจะทุกวัน ปัญหาก็คือ ทุกคนในสังคมนั้นทราบถึงจุดนี้กันดี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะลงมือทำอะไรซักอย่าง

และนั้นก็นำมาสู่การพูดถึง "ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์" ในภาพยนตร์ ที่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หน้าไหนก็มีสัญชาติญาณของความเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น ตั้งแต่ผู้ดียันอันธพาล ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ตั้งคำถามถึงความเชื่อในความสูงส่งและความดีงามของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นตัวละครเอกโจเซฟ ที่สารภาพว่าไม่อยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฮันน่าห์เลย อยากที่จะเพียงยืนมองอยู่ห่างๆเท่านั้น เพราะเขาทราบดีว่า ถ้าหากเขารู้จักเธอเข้าจริงๆ เธอจะไม่ได้ "สวยงาม" อย่างที่เขาหวังไว้

ซึ่งสองความสัมพันธ์นี้มันน่าสนใจก็ตรงที่ ทั้งสองตัวละครนี้ แทบจะเป็นสองฝั่งตรงข้ามที่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนหรือใกล้เคียงกันเลย ตัวละครเอกอย่างโจเซฟที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ที่พุ่งพล่าน และมักจะสร้างปัญหาให้กับตัวเอง กับฮันน่าห์ หญิงผู้ดีวัยกลางคน อาศัยอยู่ที่บ้านผู้ดีอันสวยหรู และตัวภาพยนตร์ก็นำความสัมพันธ์นี้มาเสียดสีได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องขอชมทั้งสองนักแสดงหลักในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น โอลิเวีย คอลแมน ที่แสดงเป็นหญิงไร้เดียงสา และโดยเฉพาะปีเตอร์ มุลแลน ที่รับบทเป็นโจเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม

ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ตัวภาพยนตร์พยายามพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง นั้นก็คือการพูดถึงการมีตัวตนของศาสนา ซึ่งเอาเข้าจริงกลับรู้สึกว่าถูกยัดเยียดไปหน่อย และก็ยังขยี้ได้ไม่ดีพอ จนสุดท้ายกลายเป็นประเด็นที่ถูกทิ้งไว้ครึ่งๆกลางๆอย่างน่าเสียดาย

สิ่งที่น่าประทับใจมากที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือความรู้สึกแรกต่อตัวละครเอกในภาพยนตร์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากการกระทำและนิสัยอันไม่น่าคบ แต่พอภาพยนตร์ดำเนินเรื่องไปถึงตอนจบ เรากลับพบว่าตัวภาพยนตร์ทำให้เรารู้สึกว่ามันดึงตัวละครทุกตัวและสังคมในเรื่อง ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินไม่ต่างไปจากความรู้สึกแรกต่อตัวละครเอกเลย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่น่าทึ่งทีเดียว

Final Score : [ A - ]

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

Insurgent ( 2015 ) Movie Review

Insurgent ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ความซ้ำซากในความแตกต่าง"



                ยังไม่ทันที่เราจะได้เฉียดกลางปี 2015 ภาพยนตร์อย่าง Insurgent ก็กลับมาตอกย้ำถึงตลาดภาพยนตร์ที่มีต้นแบบจากหนังสือนวนิยายขายดีกันอีกครั้ง จากภาคที่แล้วอย่าง Divergent ซึ่งค่อนข้างจะประสบความสำเร็จทีเดียว ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายก็ตาม แต่ต้องสารภาพเลยว่า การลงทุนและยกระดับความยิ่งใหญ่ของตัวภาพยนตร์ให้มากขึ้นกว่าภาคที่แล้ว ก็ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจและน่าดูขึ้นเยอะ


สิ่งที่ต้องรำลึกไว้เสมอตลอดการชม Insurgent  ก็คือ การเปลี่ยนแปลงผู้กำกับจาก นีล เบอร์เกอร์ มาเป็น โรเบิร์ต ชเวนท์เก 


ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไม่รู้จะอธิบายถึงตัวผู้กำกับ โรเบิร์ต ชเวนท์เก อย่างไรดี เพราะในด้านหนึ่งเขาก็กำกับภาพยนตร์อย่าง RED ( 2010 ) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่ผู้เขียนชอบมากทีเดียว แต่พอหันมามองผลงานต่อมาของเขา ผู้เขียนก็รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึง อย่าง R.I.P.D. ( 2013 ) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยได้ดูมา ด้วยประสบการณ์นี้เอง จึงทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจ ว่าควรจะหวังอะไรจากผลงานชิ้นใหม่นี้ของเขาดี


Insurgent คือภาพยนตร์ภาคต่อจาก Divergent ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ทริช ( ไชลีน วูดลีย์ ) หญิงสาวผู้ซึ่งไม่สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใดของสังคมได้ ทุกคนจึงเรียกเธอว่า "ไดเวอร์เจนท์" แต่การที่เธอแตกต่างนี้เอง ทำให้เจนีน ( เคต วินสเล็ต )ต้องการตัวเธอ และจะทำทุกวิถีทางในการนำตัวเธอมาให้ได้  ทริชจะสามารถหนีพ้นจากเจนีนไปได้หรือไม่ !?



ก่อนทีเราจะเข้าสู่ช่วงการพูดถึงตรรกะและเหตุผลของภาพยนตร์ ก็ต้องออกตัวด้วยการชมถึงสิ่งที่ดีในภาคนี้กันก่อน

อย่างแรกในภาคนี้ ที่ดูดีขึ้นมากกว่าเดิมเยอะ ก็คือฉากซีจีที่อลังการงานสร้างทั้งหลาย ที่แสดงให้เห็นถึงการลงทุนที่มากขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะฉากบททดสอบตัวละครเอก ที่หายนะและวินาศดี ซึ่งทำให้ตัวภาพยนตร์รู้สึกน่าดูชมอยู่ตลอดเวลา 


อย่างต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือการแสดงของ ไชลีน วูดลีย์ ที่ยังคงรับบทเป็น ทริช ก็นำแสดงผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเธอถึงเป็นขวัญใจแฟนๆหลายคนในขณะนี้ ยิ่งโดยเฉพาะผลงานปีที่แล้วของเธออีกเรื่องอย่าง The Fault in our Stars ( 2014 ) 


สุดท้ายเลย ก็คือการกำกับของ โรเบิร์ต ชเวนท์เก ที่ไม่หายนะแบบ R.I.P.D ( 2013 ) อีกแล้ว การกำกับฉากแอ็คชั่นและการเล่าเรื่องของเขาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สนุก น่าติดตามใช้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าชั้นเชิงในการเล่าเรื่องต่างๆอาจจะดูธรรมดาไปบ้างก็ตามที



ถึงกระนั้นก็ตาม Insurgent ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยปัญหามากมายหลายประการ


สิ่งที่น่าติมากที่สุดในภาพยนตร์ ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวบทภาพยนตร์เอง ที่นอกจากจะดาษดื่น สุดแสนจะธรรมดาแล้ว พอนำไปเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากนวนิยายเรื่องอื่นๆ ก็ยังเกือบจะเทียบเขาไม่ติด อย่างเช่นซีรียส์ The Hunger Games  ( 2012 - 2015 ) ที่ไปได้ไกลกว่าเยอะในด้านของการพูดถึงสังคมมนุษย์ที่ล่มสลาย (ถึงแม้ว่าภาคล่าสุดจะล้มไม่เป็นท่าก็ตาม) จะมีที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คงจะเป็น The Maze Runner ( 2014 ) 

ซึ่งไม่แน่ใจว่าปัญหาส่วนนี้เป็นสาเหตุมาจากอะไร เนื่องจากส่วนตัวไม่เคยอ่านหนังสือซีรียส์ Divergent มาก่อน อาจจะเป็นไปได้ว่ามาจากตัวหนังสือต้นฉบับเอง หรืออาจเป็นสาเหตุมาจากการปรับเปลี่ยนบทให้เข้ากับสื่อภาพยนตร์ จนทำให้ทุกอย่างที่เคยน่าสนใจ เคยยอดเยี่ยมในหนังสือหายไปก็เป็นได้


อีกสิ่งที่ดูจะน่าสงสัยมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือความที่มันเกือบจะปราศจากซึ่งตรรกะและเหตุผลใดๆ โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่น กระโดด โลดโผนทั้งหลายที่เหนือจริงและหลุดโลกสุดๆ ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะมีประโยคแปะหน้าโปสเตอร์ว่า "Defy Reality" หรือ "ท้าความจริง" แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันสามารถที่จะหลุดโลกจนทำให้รู้สึกว่าตัวละครเอกของเรากลายเป็นพระเจ้าที่จะเดินเหาะโลดโผนอย่างไรก็ได้ขนาดนั้น ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความหลุดโลกนี้มันก็บันเทิงในการชมดี แต่ความบันเทิงนั้นก็ไม่ได้มาจากการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่ดี แต่มาจากการละเลงฉากแอ็คชั่นต่างหาก




และปัญหาของความเก่งกาจในตัวละครเอกนั้น ก็นำมาซึ่งการคลี่คลายปมปัญหาต่างๆในเรื่อง ที่ช่างแสนง่ายดายจนพาเอาคุณค่าและความหมายของภาพยนตร์ทั้งเรื่องดิ่งลงเหวไปด้วย โดยเฉพาะบททดสอบตัวละครเอกทริช  ที่ดูง่ายดายและไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไรมากมายนักในการผ่าน ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็มาจากการที่ตัวละครทริชนี้ช่างเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง จนเสมือนไม่อาจที่จะล้มเหลวอะไรได้ หรือต่อให้ล้มเหลว เธอก็สามารถที่จะก้าวข้ามความล้มเหลวนี้ไปได้อย่างง่ายดายและแทบจะไม่เสียเหงื่อซักหยดเลย


ในด้านของนักแสดงแล้ว ถึงแม้ว่าไชลีน วูดลีย์จะนำแสดงได้ดี แต่เราก็ไม่สามารถที่จะพูดเช่นนั้นกับนักแสดงคนอื่นๆได้ซักเท่าไรนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะเอาเข้าจริง Insurgent ก็มีดารานักแสดงระดับแถวหน้ามาร่วมแสดงหลายต่อหลายคน ตั้งแต่ เคท วินเสล็ต , นาโอมิ วัตส์ , อ็อคเทเวียร์ สเปนเซอร์ หรือ ไมลส์ เทลเลอร์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แสดงแย่ แต่การแสดงของพวกเขาก็ไม่มีความน่าจดจำแต่อย่างใดเลย ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องติตัวละครในบทภาพยนตร์ที่ถูกเขียนมาได้ไม่ดีเท่าไร เพราะหลายๆนักแสดงก็แทบที่จะไม่ได้ทำอะไรซักเท่าไรเลย เนื่องจากบทบาทที่น้อยมาก


นี้ยังไม่นับถึงบทสรุปในภาคนี้ ที่คุณๆก็สามารถที่จะเดาออกได้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกของภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยอ่านหนังสือ Insurgent ก่อนเลยก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเคยได้ชมภาพยนตร์ที่มีต้นฉบับมาจากหนังสือนวนิยายแนวนี้มาก่อนจะยิ่งเดาได้ไม่ยากนัก 
ซึ่งกรณีนี้ จะว่าเป็นความผิดของ Insurgent ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แต่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากหนังสือนวนิยาย ที่มีเรื่องราวคล้ายคลึงกันมากเกินไป จนมันทำให้เกิดความซ้ำซากขึ้นในภาพยนตร์ประเภทนี้



จะมีที่แตกต่างขึ้นมาหน่อยก็คงจะเป็นการพูดถึงเรื่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และการฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมีความ กล้าหาญ เสียสละ ความรู้ สันติ และความซื่อสัตย์ ซึ่งในภาพยนตร์บุคคลที่มีสิ่งเหล่านี้ก็คือ "ไดเวอร์เจนท์" แต่ในโลกของเรา บุคคลทีมีสิ่งเหล่านี้ก็คือมนุษย์อย่างเราๆนี้เอง ซึ่งก็เป็นแนวความคิดมนุษยนิยมที่สอดแทรกเข้ามาอยู่ในโลกที่ผุพังและโหดร้ายแห่งดิสโธเปียได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน


Final Score : [ C ]

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

Cinderella ( 2015 ) Movie Review

Cinderella ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz


"รองเท้าแก้วปัดฝุ่น"


  ณ ตอนนี้ ดูเหมือนค่ายและสตูดิโอผู้สร้าง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นค่ายเจ้าหนู ดิสนีย์ ตั้งแต่การซื้อ Marvel , Star Wars แล้วยังจะภาพยนตร์อนิเมชั่นของตนเอง ที่ช่วงนี้ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเป็นพิเศษอย่าง Frozen ( 2013 ) และ Big Hero 6 ( 2014 ) นี้ยังไม่นับถึงการประกาศสร้างภาพยนตร์จำนวนมากแบบล่วงหน้า เสมือนไม่กลัวว่าจะเจ๊งแต่อย่างใดเลย โดยเฉพาะสตูดิโอของ Marvel ที่ประกาศกันที 5-6 เรื่องติดกัน


ซึ่งอีกหนึ่งแนวทาง ที่ทางดิสนีย์กำลังตั้งใจสร้างอยู่ในขณะนี้ ก็คือการชุบชีวิตภาพยนตร์อนิเมชั่นคลาสสิคทั้งหลาย มาทำเป็นภาพยนตร์ Live-Action เช่นปีที่แล้ว Maleficent ( 2014 ) ปีนี้ Cinderella ( 2015 ) และ Beauty and the Beast ที่ได้นักแสดงสาวขวัญใจวัยรุ่นอย่าง เอ็มม่า วัตสัน มารับบทเป็นเบลล่าในปี 2017 อีกด้วย


Cinderella ยังคงเรื่องราวแบบเดิม ที่ว่าด้วยเรื่องราวของซินเดอเรลล่า ผู้ซึ่งถูกใช้งานเยี่ยงทาสจากแม่เลี้ยง และพี่สาวใจร้ายทั้งสองของเธอ แต่อยู่มาวันหนึ่งเธอก็ได้พบกับเจ้าชายที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล




ที่น่าแปลกใจในภาพยนตร์ Live-Action ของดิสนีย์เรื่องนี้เลยก็คือ การที่คราวนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดๆของบทภาพยนตร์เลย หมายความว่าเราจำได้ว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Cinderella ในปี 1950 เป็นอย่างไร ตัวภาพยนตร์ก็เป็นแบบนั้นเปะๆ


ที่น่าแปลกก็เพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของดิสนีย์อย่าง Maleficent ถึงแม้ว่าจะมีต้นแบบมาจาก Sleeping Beauty (1959 ) ก็จริง แต่ตัวภาพยนตร์ก็เปลี่ยนมาเล่าในมุมมองของตัวละคร มาเลฟิเซนต์ แทนซึ่งทำให้เกิดมุมมองใหม่ของตัวภาพยนตร์ ในขณะที่ Cinderella ( 2015 ) กลับเล่าเหมือนเดิมเปะๆ และการทำเช่นนั้นมันก็ทำให้เกิดปัญหาอยู่เหมือนกัน


เนื่องจากมันจะทำให้ตัวภาพยนตร์จะออกมาไม่น่าติดตามหรือน่าสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะทราบถึงเรื่องราวของ Cinderella ( 1950 )ไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรในภาพยนตร์ที่จะสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสดใหม่ได้อีก 
ไม่แน่ใจว่าเพราะด้วยภาพยนตร์เรื่อง Into the Woods ( 2014 ) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งก็นำเรื่องราวของซินเดอเรลล่ามาเล่า แต่ปรับเปลี่ยนให้เหมือนต้นฉบับมากขึ้นด้วยรึเปล่า ทางดิสนีย์จึงตัดสินใจที่จะไม่ปรับเปลี่ยนอะไรในซินเดอเรลล่าฉบับนี้




ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือด้านโปรดัคชั่นดีไซน์ การสร้างฉาก อุปกรณ์ เสื้อผ้า และสิ่งของต่างๆในภาพยนตร์ ที่อลังการงานสร้างชนิดที่สาวกดิสนีย์คนไหนไปชมก็คงจะฟินไปตามๆกัน โดยเฉพาะรถฟักทองและรองเท้าแก้วของซินเดอเรลล่าที่มองทีไรก็พาขนลุกไปทุกทีเพราะมันช่างงดงามเหลือเกิน


แต่ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายมากที่สุดในการนำภาพยนตร์ Cinderella ( 1950 ) กลับมาสร้างใหม่ในครั้งนี้ ก็คือการเล่าถึงความสัมพันธ์ของสองตัวละคร ซินเดอเรลล่า กับ แม่เลี้ยงใจร้ายของเธอ โดยเฉพาะในด้านตัวละครแม่เลี้ยงใจร้าย ที่น่าจะมีการพูดถึงสาเหตุที่เธอเป็นเช่นนี้และทำไมเธอถึงทำกับซินเดอเรลล่าเช่นนี้ได้ แต่ตัวภาพยนตร์ยังให้เวลาในส่วนนี้น้อยเกินไป จนทำให้เรื่องราวในจุดนี้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร และได้แตะเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น 


กลายเป็นว่าอีกหนึ่งความสัมพันธ์ อย่างความสัมพันธ์พ่อ-ลูกของเจ้าชายกับพระราชา กลับน่าสนใจและสรุปออกมาได้ดีมากกว่าเสียอีก
ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากทีเดียว โดยเฉพาะถ้าหากคิดถึงนักแสดง เคต บลานเชตต์ ก็นำแสดงเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายได้แซ่บสุดๆเลยทีเดียว




สรุปแล้ว Cinderella ในฉบับปี 2015 นี้ ก็ไม่สามารถที่จะนำเสนอสิ่งใหม่อะไรได้เลยนอกจากโปรดัคชั่นดีไซน์อันตระการตา ถึงแม้ว่านั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธถึงความรู้สึกอันเฉยชา ค่อนไปทางเบื่อหน่ายเมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่งดงามพอที่จะดึงดูดความสนใจเราไปได้

แต่ในท้ายที่สุด Cinderella ( 2015 ) ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สอนข้อคิดที่น่าสนใจให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้เราพยายามมองข้ามเรื่องชนชั้นและฐานะของบุคคลไป แต่มองไปที่จิตใจของคนผู้นั้นที่อาจจะดีและสวยงามยิ่งกว่ารองเท้าแก้วไหนๆนั้นเอง


Final Score : [ B - , 6.75 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

Run All Night ( 2015 ) Movie Review

Run All Night ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"พ่อจ๋าช่วยหนูด้วย" 


  ไม่น่าเชื่อเลยว่า สองเดือนที่แล้วนี้เอง ที่เราเพิ่งจะได้เห็น เลียม นีสัน กลับมาเปิดโหมดพระเจ้าไล่กระทืบชาวบ้านในภาพยนตร์ภาคต่อ Taken 3 อยู่หมาดๆ  
รอยเลือดยังไม่ทันจาง เขาก็กลับมาแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นอย่าง Run All Night ต่อเสียแล้ว เรียกได้ว่าเขาเป็นอีกหนึ่งนักแสดงชายสูงวัยที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในตลาดฮอลลีวูดตอนนี้เลยทีเดียว


โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ลุงเลียมก็ได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ โจเม่ โคเลต-เซอร่า อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วถึงสามเรื่องตั้งแต่ Unknown ( 2011 ) , Non-Stop ( 2014 ) และล่าสุด Run All Night ในปีนี้


ซึ่งจริงๆแล้ว ตัวผู้กำกับโจเม่ โคเลต-เซอร่า ก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีฝีมือคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะการให้ความสำคัญในการสอดแทรกข้อคิดต่างๆเอาไว้ในฉากแอ็คชั่นอันสนุกตื่นเต้น เช่นการเสียดสีระบบป้องกันประเทศที่มีช่องโหว่ของสหรัฐอเมริกา ในภาพยนตร์ Non-Stop ( 2014 ) 
ซึ่งแนวทางการกำกับนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่หายากขึ้นทุกทีในภาพยนตร์ประเภทนี้ที่สมัยนี้แทบจะหาเนื้อดีจริงๆได้ยาก



Run All Night ( 2015 , โจเม่ โคเลต-เซอร่า ) ว่าด้วยเรื่องราวของ จิมมี่ ( เลียม นีสัน ) นักฆ่ามือฉกาจที่ดันไปฆ่าลูกชายของผู้มีอิทธิพล ( เอ็ด แฮร์รีส ) เข้าให้ การแก้แค้นจึงบังเกิดขึ้น จิมมี่จึงต้องทำทุกวิถีทางในการเอาชีวิตรอดทั้งตัวเขาและลูกชายของเขา ภายในคืนที่แสนโหดนี้ไปให้ได้ !!


สารภาพเลยว่าตอนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากมันดี อาจจะเป็นเพราะว่าเนื่องจากผลงานล่าสุดของลุงเลียมใน Taken 3 เข้าขั้นเลวร้ายจนแทบจะไม่อยากนึก  และรวมถึงตัวอย่างภาพยนตร์ที่ดูค่อนข้างจะธรรมดาอีกด้วย 
แต่เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้เขียนก็เหมือนจะเริ่มกลับมามีความหวังในตัวภาพยนตร์ของลุงเลียม นีสันอีกครั้ง เพราะ Run All Night เป็นภาพยนตร์ที่น่าประทับใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว


โดยเฉพาะในด้านการสร้างตัวละครต่างๆ ที่ผู้เขียนบท แบรด อิงเกิลสบี สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เพราะตัวละครทั้งหลายในภาพยนตร์ มีมิติเสมือนมนุษย์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทัศนะคติ บุคลิก ประสบการณ์ และเหตุผลในการมีตัวตน 
ตัวละครเหล่านี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่ติดขัด 



แต่ตัวละครที่ดูจะโดดเด่นเหนือคนอื่นๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวละครของสองนักแสดง เลียม นีสัน กับ เอ็ด แฮร์ริส ที่มีสถานะของความเป็นพ่อในภาพยนตร์เหมือนๆกัน แต่กลับต้องมาปะทะกัน และตัวภาพยนตร์ก็นำจุดเด่นนี้มาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้มันกลายเป็นอะไรที่ช่างน่าติดตามเหลือเกิน ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องขอชมการแสดงของทั้งคู่ที่ค่อนข้างจะดีทีเดียว




กระทั่งการเล่าเรื่องของผู้กำกับ โจเม่ โคเลต-เซอร่า ก็ตื่นเต้นน่าติดตามอยู่ตลอดเวลา และการให้ความสำคัญต่อเรื่องราวในภาพยนตร์ของเขา ตั้งแต่การเล่าถึงจุดเหมือน จุดแตกต่าง และความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งสุดท้ายนำมาสู่ปมขัดแย้งใหญ่ของเรื่อง ก็ทำให้ตัวภาพยนตร์รู้สึกว่ามีอะไรให้คิดตลอดเวลา รวมถึงบทสรุปของเรื่อง ที่นำมาสู่ข้อคิดของภาพยนตร์ซึ่งมีน้ำหนักเหตุผลอันน่าเชื่อถือ ถ้าหากจะมีข้อติถึงการกำกับของเขาซักข้อ ก็คงจะเป็นเรื่องการใช้ข้อแม้ "เอาชีวิตรอดภายในคืนเดียว"ในภาพยนตร์ให้เป็นประโยชน์กว่านี้ เพราะในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่เพียงพอในการนำเงื่อนไขหรือข้อแม้ชุดนี้ออกมาใช้เลย นอกจากมันดูน่าตื่นเต้นดี



สุดท้ายแล้ว Run All Night ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงภาพยนตร์แอ็คชั่นสนุก ตื่นเต้นธรรมดา แต่เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นเนื้อดีอีกด้วย ซึ่งก็ต้องขอชมผู้กำกับ และผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่สามารถถ่ายทอดชุดความคิดนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ซึ่งตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ก็ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองตัวสำคัญ จนนำมาสู่ชุดความคิดที่พูดถึง ความรักของผู้เป็นพ่อที่มีต่อลูก ไม่ว่าลูกของพวกเขาจะชั่วช้าเลวทราม หรือโกรธเกลียดตนเองเท่าไร คนเป็นพ่อก็พร้อมที่จะให้อภัยและพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกของตนเสมอ ถึงแม้ว่านั่นอาจจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเขาก็ตาม..


Final Score : [ B + , 7.5 / 10 ]