แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Art Films แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Art Films แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

The Host ( 2006 ) Movie Review

Movie Review



"ภาพยนตร์สัตว์ประหลาดที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ?"

           ถึงแม้ว่าในภายนอก The Host หรือในชื่อภาษาเกาหลีว่า "Gwoemul" จะเป็นเหมือนภาพยนตร์สัตว์ประหลาดสุดแสนธรรมดา เอาเข้าจริงถ้าหากดูจากคุณภาพ CG และโปสเตอร์แล้ว มันแทบจะกลายเป็นหนังเกรด B เมื่อเทียบกับ Hollywood อย่าง Godzilla ไปเลย 

แต่สิ่งที่ทำให้มันโกลาหลและน่าทึ่งเสียยิ่งกว่า Goldzilla ปี 2014 ซะอีกเลยก็คือ บทภาพยนตร์ของมันต่างหาก มันไม่ใช่แค่ภาพยนตร์สัตว์ประหลาดที่ใส่มาเพียงแต่ฉากถล่มเมืองหรือถล่มสิ่งต่างๆ แต่มันเต็มไปด้วยเนื้อหาการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีใต้และรัฐบาลอเมริกาอย่างรุนแรงและหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าฉากปล่อยพลังของ Godzilla ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นี้ก็ดันมีเหตุมาจากส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับอเมริกาในปี 2000 อีกด้วย จะเรียกได้ว่าเป็นการตอบโต้ของผู้กำกับ บอง จุน โฮซึ่งไม่ได้เพียงวิพากษ์รัฐบาลอเมริกาที่สอดมือเข้ามายุ่ง แต่ยังวิพากษ์รัฐบาลเกาหลีใต้ที่ไม่รักษาผลประโยชน์และแก้ไขปัญหาของประเทศตัวเองอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Gwoemul แตกต่างจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ ก็คือตัวละคร โดยส่วนมากตัวละครในภาพยนตร์แนวนี้จะไม่ค่อยน่าสนใจและซ้ำซาก หรือดีไม่ดีก็อาจจะพาน่าเบื่อไปเลยก็มีเช่นใน Godzilla ปี 2014 แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตัวละครต่างๆกลับน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าแต่ละตัวละครจะมีแกนหลักคล้ายๆกันอยู่บ้างซึ่งก็คือการต้องการพิสูจน์ตนเอง หรือ การแก้แค้นสัตว์ประหลาด แต่ประเด็นเหล่านี้ ตัวภาพยนตร์ก็เล่าออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้เป็นมนุษย์จริงๆ

ผู้เขียนต้องขอชมการกำกับของผู้กำกับมากความสามารถ บอง จุน โฮคนนี้จริงๆ นอกจากเขาจะเป็นผู้กำกับที่เล่าเรื่องเก่งมากๆคนหนึ่งแล้ว ผู้เขียนยังชื่นชอบแนวทางการสร้างภาพยนตร์ของเขาอย่างมากอีกด้วย ถึงแม้ว่า Gwoemul จะเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาด ซึ่งโดยปกติมันจะต้องอลังการ ยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยฉากหายนะทุก สิบนาที ซึ่งในหลายๆครั้งฉากเหล่านี้มันกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงของภาพยนตร์เหล่านี้ ที่มีแต่อาหารทางภาพแต่ดันไม่มีความหมายหรือสื่อไปถึงอะไรได้เลยนอกจากความซะใจส่วนตัวอย่างเดียว แต่บอง จุน โฮ เลือกที่จะจำกัดความเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดของเขาลงให้เหลือแต่ด้านที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งเป็นผลทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขาไม่รู้สึกถึงเวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เลยสักวินาทีเดียว ซ้ำการกำกับที่แอบแฝงความตลกปนทุกข์เอาไว้อย่างแนบเนียนก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าทึ่งเข้าไปอีก

ในท้ายที่สุด The Host หรือ "Gwoemul" ก็กลายเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดที่น่าทึงที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยการกำกับที่น่าทึ่งของบอง จุน โฮ ที่ถ่ายทอดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีใต้และตอบโต้รัฐบาลอเมริกาอย่างรุนแรงได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาของผู้เขียนเลยทีเดียว

Final Score : [ A + ] & [ Must See Badge ]

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

Europa ( 1991 ) Movie Review

Movie Review 


      Europa เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ที่เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับคนหนึ่งบนโลกที่ค่อนข้างจะมีสไตล์การกำกับและเนื้อหาภาพยนตร์ที่หนักหน่วง รุนแรง และมักจะพูดถึงความโสมมหรือความมืดมิดในจิตใจมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง Europa นี้เองก็ไม่แตกต่างกัน มันเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และใส่ซื่อแต่เมื่อเขาได้ไปประสบพบเจอกับตัวละครอื่นๆที่ชั่วร้าย ความชั่วร้ายนั้นก็ถูกถ่ายทอดมาที่ตัวเขาเสมือนโรคร้าย จนในที่สุดจากผ้าสีขาวก็ถูกย้อมด้วยเลือดของตนเองและคนอื่นๆไปโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

นี้เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงวิพากษ์วิจารณ์สงครามเย็นอย่างหนักหน่วง แต่แทนที่มันจะเลือกข้างแบบภาพยนตร์หลายๆเรื่อง Europa กลับเลือกที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองข้าง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือเยอรมัน ที่ชั่วช้าไม่ต่างกัน จะว่าไปแล้ว ถ้าหากเราพิจารณาดูจริงๆ การกระทำของอเมริกาที่อาศัยฝีปากและการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ไม่ว่าจะทางด้านการเมือง หรือ การสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นทุกเรื่อง ซึ่งอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าการกระทำของกลุ่มคอมมิวนิสต์หรือในกลุ่มในภาพยนตร์ที่เรียกว่า "Werewolf" ก็เป็นได้ ที่ตลกขบขันยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่ตัวภาพยนตร์ไม่เลือกข้างใดเลย ก็เปรียบเสมือนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตัวมันเอง ผ่านคำพูดของตัวละครที่กล่าวไว้ว่า "ผู้ที่ไม่เลือกฝ่ายเลยนั้นแหละคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง และพระเจ้าจะไม่ให้อภัย" 

การกำกับของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่าโดดเด่นไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเทคนิคทางด้านภาพต่างๆๆเช่น การทาสีลงบนแผ่นฟิลม์เพียงแค่ข้างเดียว , การซ้อนภาพหลัง ซึ่งสื่อถึงจิตใจที่กำลังแตกสลายหรือสับสนของตัวละคร และ การเล่าเรื่องที่นำเทคนิคการใช้คนพากษ์มาแยกผู้ชมออกจากตัวภาพยนตร์ รวมถึงตอกย้ำถึงความสำคัญในการมองสาร/ข้อความอย่างคนนอกโดยไม่พยายามเลือกหรือเอนเอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่ง

ในท้ายที่สุด Europa ก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงความเลวร้ายของมนุษยชาติที่ไม่เคยรู้จักที่จะเรียนรู้ถึงความผิดพลาด แต่กลับทำมันอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเชื้อแห่งความน่ารังเกียจนี้มันก็ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งคนที่ดูจะเป็นคนที่ดีที่สุดก็อาจจะกลายเป็นคนที่เลวร้ายที่สุดได้ภายในพริบตา

Final Score : [ A ] & [ Must See Badge ]

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

Cache "Hidden" ( 2005 ) Movie Review

Movie Review

"ผลงานอีกเรื่องหนึ่งของผู้กำกับไมเคิล ฮาเนเก้ ที่ยังคงเอกลักษณ์การวิจารณ์ภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างน่าสนใจ"

   ถ้าหากจะพูดถึงผู้กำกับซักคนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับภาพยนตร์กระแสหลักเช่นพวกภาพยนตร์  Hollywood ที่ฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์กันทุกวันนี้ซักคนหนึ่งแล้ว ชื่อผู้กำกับอย่างไมเคิล ฮาเนเก้มันจะต้องผุดขึ้นมาในหัวนักดูหนังหลายๆคนอย่างแน่นอน

ด้วยผลงานการกำกับของเขาเรื่องก่อนๆที่แทบจะฉีกกฏทุกอย่างในภาพยนตร์กระแสหลักทิ้งและดัดแปลงมันออกมาได้อย่างน่าสนใจ จนพาเอาหลายๆคนเหวอไปตามๆกัน โดยเฉพาะ Funny Games ที่ทำลายกำแพงระหว่างผู้ชมกับตัวภาพยนตร์ลงอย่างตั้งอกตั้งใจ พร้อมยังพาเราเล่นและหยอกล้อไปกับมันอีกด้วย โดยเฉพาะฉากรีโมทในเรื่องก็เป็นอะไรที่เหวอสุดขีดพอสมควร

ในภาพยนตร์เรื่อง Cache หรือ Hidden ไมเคิล ฮาเนเก้ ก็ใช้จุดที่ผู้ชมมักจะคาดหวังมาเล่นได้อย่างน่าสนใจ จากในภาพยนตร์กระแสหลัก เมื่อเราซื้อตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์ซักเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรกลับมา เช่นได้ทราบว่าใครคือคนร้าย หรือได้ทราบเหตุผล ที่มาและที่ไปบางอย่าง ซึ่ง Hidden ก็ใช้จุดนี้เล่นและหยอกล้อกับผู้ชมได้เป็นอย่างดี

จะว่าไปแล้ว Hidden ก็เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นทริลเลอร์หรือเขย่าขวัญผสมผสานอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่เขย่าขวัญในที่นี้ ไม่ได้มาจากฉากน่ากลัว มืดมิด หรือลุ้นระทึกเพราะมีคนจะฆ่ากันแต่อย่างใด แต่มาจากความคิดของผู้ชมอย่างเราๆเอง เมื่อเราคิดตามตัวภาพยนตร์ไปเรื่อยๆเราจะพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างไปจากตัวละครในภาพยนตร์ หวาดระแวง และพยายามหาเหตุผลรวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังโดยอัตโนมัติ ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราคือมนุษย์ แน่นอนว่าเราจะต้องพยายามหาคำตอบให้ทุกๆสิ่งที่เราไม่สามารถจะอธิบายให้ได้ 

ต้องขอชมผู้กำกับไมเคิล ฮาเนเก้ที่ยังคงใช้การเล่าเรื่องในภาพยนตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเคย โดยเฉพาะการใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งในหลายๆครั้งซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนที่ตัวละครรู้สึกมากกว่าการใช้มุมมองปกติ รวมถึงการดำเนินเรื่องที่ช้าสร้างความอึดอัดให้กับผู้ชมพอสมควร

ในท้ายที่สุด Cache หรือ Hidden ก็อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับคนดูทั่วๆไปซักเท่าไรนัก นอกจากมันจะช้าและอาศัยการคิดตามพอสมควรแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะปราศจากเหตุการณ์ที่เหนือจริงหรือใหญ่โตแบบภาพยนตร์กระแสหลักทั่วๆไป แต่ถ้าหากคุณรับในจุดนี้ได้ นีก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์การคาดหวังคำตอบในภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างน่าสนใจมากเลยทีเดียว


Final Score : [ A ] & [ Must See Badge ]