แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ RPG แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ RPG แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Dragon Age : Inquisition ( 2014 ) Game Review

Game Review




"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Dragon Age : Inquisition คือหนึ่งในสุดยอดเกม RPG แห่งปีนี้อย่างแท้จริง"


ชื่อ : Dragon Age : Inquisition ( 2014 )
ประเภท : Action RPG  / Open World
ผู้พัฒนา : Bioware
ลงให้กับเครื่อง : PC / PS3 / PS4 / Xbox360 / XboxOne
เรท : Mature 



                        Dragon Age : Inquisition เรียกได้ว่าเป็นเกมในปี 2014 ที่มีแฟนๆทั่วโลกรอคอยและตั้งความหวังมากที่สุดเกมหนึ่งเลยทีเดียวเชียว ถึงแม้จะต้องสารภาพว่า นี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เขียนกับเกม Dragon Age เลย แต่ก็เคยได้ยินชื่อเกมนี้มาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในภาคแรก Dragon Age : Origins ในปี 2009 ที่ยอดเยี่ยมจนกล่าวขานกันมาถึงทุกวันนี้


แต่พอภาคต่อมา Dragon Age II ในปี 2011 ตัวเกมก็กลับทำให้แฟนๆเกมผิดหวังอย่างร้ายแรงในหลายๆด้าน จนแฟนเกมหลายคนถึงกับเซ็งเป็ดกันไปตามๆกัน ซึ่งคาดว่าเพราะเหตุนี้เอง ทางผู้พัฒนา Bioware จึงใช้เวลาถึง 3 ปี ในการสร้างเกม Dragon Age : Inquistion นี้ออกมา เพราะแน่นอนว่าทางผู้พัฒนาเองก็คงไม่อยากจะให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอีกเป็นแน่แท้




    ต้องขอบอกก่อนเลยว่าท่านใดก็ตามที่ไม่เคยเล่นเกม Dragon Age มาก่อนเลยแบบผู้เขียน ก่อนที่จะแตะเกมนี้ แนะนำให้ไปหาอ่านบทความเนื้อเรื่อง คำอธิบายต่างๆในโลก Dragon Age มาก่อนเลย เพราะถ้าหากท่านไม่อ่านมาก่อนแล้วล่ะก็ คงจะงงกันเป็นไก่ตาแตกแน่ๆเวลาเล่นในเกมว่า The Chantry คืออะไร Circle of Magi คืออะไร แต่ละเผ่าพันธุ์ในเกมมีอะไรบ้าง Danish Elf คืออะไร และที่สำคัญเลยก็คือต้นเหตุแห่งความขัดแย้งต่างๆในเกม จะอ่านเรื่องราวของสองภาคที่แล้วหรือไปหาเกมมาเล่นเลยด้วยยิ่งดี ซึ่งทาง Bioware ก็ได้สร้างเว็ปไซต์ Dragonagekeep ขึ้นมาให้ผู้เล่นใหม่ชมเนื้อเรื่องย่อๆตั้งแต่ภาคแรกซึ่งทำมาเป็นแบบวิดีโอและถือว่าดีทีเดียว ส่วนผู้เล่นเก่าท่านใดที่เริ่มลืมเนื้อเรื่องไปแล้ว จะกลับไปรับชมก็ไม่ว่ากัน แถมยังสามารถโอนเซฟจากภาคที่แล้วเข้ามาในเกมภาคใหม่นี้ได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะโลกของภาคนี้พอสมควรเลยทีเดียว ในขณะที่ผู้เล่นใหม่ก็จะได้การปรับแต่งที่ผู้สร้างเกมให้มาแล้วไปแทนหรือจะปรับเองจาก Dragonagekeep เลยก็ได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามแค่ดูวิดีโอมันยังไม่พอจริงๆ ผู้เขียนแนะนำว่ายังไงก็ต้องไปหาอ่านคำศัพท์ต่างๆครับ อีกอย่างคือ Dragon Age เป็นเกมที่ค่อนข้างจะอาศัยภาษาอังกฤษระดับหนึ่งพอสมควร เพราะนี้เป็นเกมที่ต้องอาศัยการตัดสินใจสูง ถ้าหากท่านไม่เข้าใจว่าหลายๆอย่างแปลว่าอะไร แล้วกดมั่วซั่วคงจะไม่ดีแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะเล่นอะไรไม่รู้เรื่องเลยซะทีเดียว


คราวนี้ถึงเวลามาพูดถึงเรื่องเนื้อเรื่องของ Dragon Age : Inquisition กันบ้าง ต้องพูดก่อนเลยว่าการดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเป็นเส้นตรงและเดาได้ไม่ยากซักเท่าไรนัก แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมน่าสนใจน้อยลงเลย ด้วยความที่ตัวเกมค่อนข้างจะเปิดเรื่องราวและแนวทางอื่นๆเอาไว้เยอะ กว้างและน่าสนใจมาก ตัวเกมเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆมากมายที่ชวนให้คิดอยู่ตลอดเวลา ในด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงโลกที่เราๆอยู่กันได้เป็นอย่างดีทีเดียว เช่นเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ ความขัดแย้งของเชื้อชาติหรือเผ่าพันธ์ต่างๆ รวมถึงการเมืองอันดุเดือดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอออกมาในทั้งด้านที่ดีและด้านไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง แถมในบางครั้งเส้นแบ่งแยกนี้มันก็ช่างเบาบางจนเรียกได้ว่าทำเอาแยกไม่ออกว่าตกลงอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ เช่นความขัดแย้งระหว่างเมจกับเทมพลาที่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งที่อยู่ในทุกภาคของ Dragon Age เรื่อยมา ในด้านหนึ่งตัวผู้เขียนก็เห็นใจเมจ แต่กลับกันก็ไม่อาจพูดว่าสิ่งที่เทมพลาทำนั้นผิด เป็นต้น 





Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่หลายๆครั้งบังคับให้ท่านตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในเนื้อเรื่องที่มักจะเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก ในหลายครั้งคุณอาจจะตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ในบางครั้ง ผู้เขียนก็พบว่าตัวเลือกทุกตัวเลือกมันก็เลวร้ายพอๆกัน แต่คุณจำเป็นจะต้องเลือก แถมมันยังส่งผลต่อตัวเนื้อเรื่องคุณต่อจากนี้ไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นจงเลือกให้ดี มิเช่นนั้นท่านอาจจะมาเสียใจภายหลัง



ที่น่าประทับใจสำหรับตัวผู้เขียนเลย ก็คือตัวเกมค่อนข้างให้ความรู้สึกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอดเวลา อย่างเช่นเมื่อเรากระทำการอะไรที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นจับคู่กับตัวละครอื่น , เล่นเนื้อเรื่องสำคัญต่างๆ แม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ที่คุณเลือกเล่น ตัวละครรอบข้างของเราก็จะพูดถึงเรื่องนั้นและเหตุการณ์นั้นด้วยเช่นกัน แถมถ้าหากคุณไปไล่คุยกับตัวละครอื่นๆในเกมนอกจากคุณจะได้ฟังถึงเบื้องหลังที่มาที่ไปของพวกเขาแล้ว คุณยังได้ฟังความคิดของเขาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งมันให้ความรู้สึกว่าตัวเกมเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับเรา





อีกหนึ่งระบบของ Dragon Age ที่สำคัญมากๆเลยก็คือ ตัวละครเพื่อนร่วมทีมของเรา นอกจากตัวละครเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือเราต่อสู้ในเกมได้แล้ว แทบจะทุกตัวละครยังถูกเขียนออกมาได้ดีอีกด้วย แต่ละตัวละครเต็มไปด้วย ความคิด ทัศนะคติและหลายๆสิ่งอย่างที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ จนเสมือนพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญก็คือการตัดสินใจหลายๆอย่างของเราจะส่งผลต่อพวกเขาด้วย เช่นถ้าหากคุณตัดสินใจอะไรไปที่ตัวละครบางตัวไม่เห็นด้วย พวกเขาก็อาจจะไม่พอใจคุณก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าในส่วนนี้มันอาจจะไม่ได้ส่งผลรุนแรงมากมายต่อตัวเกมซักเท่าไรนัก แต่มันก็เพิ่มความลึกและน่าสนใจให้ตัวเกมไม่ใช่น้อย




และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงตัวละครใน Dragon Age ไม่ใช่แค่คุณสามารถพูดคุยหรือนำพวกเขามาเป็นเพื่อนร่วมทีมได้เท่านั้น แต่คุณยังสามารถมีความสัมพันธ์กับพวกเขาได้อีกด้วย หรือสิ่งที่ในเกมเรียกว่า "Romance" ซึ่งเป็นระบบที่โดดเด่นมากๆในเกมนี้ เรียกได้ว่าใครชอบตัวละครไหนก็จับจองกันได้เลย ตั้งแต่คู่ปกติ ยันสายเกย์ก็มีให้ท่านได้ไปกันเต็มที่เลยทีเดียว ที่สำคัญคือนี้เป็นระบบที่ตัวผู้พัฒนา Bioware ดูจะจริงจังเอามากๆ เพราะนี้ไม่ใช่แค่ระบบที่นำตัวละครมาวิ่งไปวิ่งมาช่วยเหลือคุณรอบข้าง แต่คุณยังจับคู่กับตัวละครที่คุณชื่นชอบและเพิ่มบทบาทตัวละครนั้นๆขึ้นมาอีกด้วย



สิ่งที่ผู้เขียนสารภาพเลยว่าถูกใจมากๆในเกม Dragon Age : Inquisition ก็คือทุกๆตัวละครในเกมมีเสียงพากษ์ทุกตัวละคร แม้กระทั่งตัวละครเควสเล็กๆทั่วไปก็ยังมีเสียงพากษ์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเกมน่าสนใจขึ้นเยอะ ตัวรายละเอียดของภารกิจ เนื้อเรื่องต่างๆน่าสนใจขึ้น น่าฟังขึ้นอย่างมาก รวมถึงเสียงพากษ์ต่างๆก็ทำได้ค่อนข้างดีมากอีกด้วย ในขณะที่เกม RPG บางเกมยังคงใช้ขึ้นมาแต่ตัวอักษรซึ่งไม่น่าสนใจชวนอยากกดๆข้ามไปอยู่ตลอดเวลา


ที่สำคัญเลยก็คือบทพูดต่างๆก็ถูกเขียนมาได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย พอยิ่งผสมผสานเข้ากับตัวเกมที่เต็มไปด้วยตัวเลือกและทางเลือกต่างๆให้ตอบมากมาย ก็ยิ่งทำให้มันน่าสนใจและเพิ่มคุณค่าในการหยิบตัวเกมมาเล่นซ้ำแต่เลือกตัวเลือกใหม่ๆเข้าไปอีก  ถึงแม้ว่าในรอบแรกที่ผู้เขียนเล่นจะใช้เวลาไปถึง 50 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รู้ตัวไปแล้วก็ตาม ทั้งๆที่ผู้เขียนข้ามภารกิจหรือเควสย่อยต่างๆมากมาย ยังไม่นับถึงแผนที่ต่างๆที่ยังสำรวจไม่ครบอีก เรียกได้ว่าเอาเข้าจริง Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่เล่นได้มากกว่า 100 ชั่วโมงดีไม่ดีจะมากกว่านั้นอีกด้วยซ้ำไป





มาถึงในหัวข้อที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในทุกๆเกม ก็คือเกมเพลย์ของตัวเกม 
Dragon Age : Inquisition โดยในเรื่องของอาชีพและคลาสต่างๆในเกมแบ่งคลาสออกเป็น 3 คลาส Rouge , Mage และ Warrior และแต่ละคลาสยังแยกย่อยออกมาเป็นอาชีพพิเศษอีกอย่างละ 3 อาชีพ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคลาส แต่ละอาชีพก็จะมีสกิล แนวการเล่นที่แตกต่างกันออกไป โดยเราสามารถเลือกคลาสได้อย่างอิสระในขณะที่ตัวละครอื่นๆในเกมจะเป็นคลาสที่ถูกกำหนดมาแล้ว และเราจะเลือกตัวละครไหนมาเป็นเพื่อนร่วมทีมเราก็ได้ คุณจะจัดทีม Mage ซัก 3 คนแล้ว Warrior เอาไว้แทงค์หนึ่งคนก็ไม่ว่ากัน ถึงกระนั้นก็ตาม สกิลต่างๆใน Dragon Age : Inquisition ส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจเท่าไร โดยเฉพาะ Rouge ที่รู้สึกน่าเบื่อไม่ใช่น้อยแม้จะเพิ่มอาชีพพิเศษแล้วก็ตาม ในขณะที่ถ้าหากเปรียบเทียบกับ Magick Archer ในเกม Dragons Dogma ยังมีสกิลที่น่าสนใจและเท่ห์กว่าเยอะ 


นอกจากนั้นแล้วในตอนที่คุณต่อสู้ คุณสามารถสลับโหมดปกติไปสู่โหมด Tactical View ได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เวลาในขณะนั้นหยุดลงทั้งหมดเพื่อให้คุณสั่งคำสั่ง A.I ให้ใช้สกิลต่างๆหรือเดินไปโจมตีศัตรูที่คุณต้องการอีกด้วย ซึ่งเป็นโหมดที่ดูเหมือนจะสำคัญมากๆสำหรับท่านใดที่อยากจะเล่นโหมด Nightmare ซึ่งยากสุดๆ และการให้ A.I ที่ไม่ค่อยจะฉลาดเท่าไรนักไปต่อสู้ด้วยตนเองคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก





สำหรับใน Dragon Age : Inquisition นอกจากตัวเนื้อเรื่องหลักแล้ว ตัวเกมค่อนข้างจะเปิดกว้างเป็น Open World อยู่พอสมควร โดยเราสามารถเข้าไปสำรวจแผนที่ต่างๆได้ ซึ่งภารกิจหลักในแต่ละแผนที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการตั้งแคมป์ที่ต่างๆ ช่วยเหลือชาวบ้าน และทำลายปีศาจทั้งหลาย เพื่อเพิ่มแต้มของคุณ ซึ่งคุณสามารถนำแต้มนี้เพื่อไปเปิดสู่เนื้อเรื่องขั้นต่อไป และเปิดแผนที่ใหม่ๆได้ด้วย ในส่วนของแต่ละแผนที่ก็ถือว่าออกแบบมาได้น่าสนใจดี ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ถึงขนาดน่าประทับใจนัก แต่บางแผนที่ลับก็ถือว่าโดนใจไม่ใช่น้อย อย่างเช่นผู้เขียนที่บังเอิญเดินไปเจอกับสถานที่ลับเข้าให้ แล้วสถานที่นั้นเวลาถูกหยุดลง ตัวละครที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือดก็ถูกแช่ค้างเอาไว้ด้วยท่าทางต่างๆ มันเป็นอะไรที่เท่ห์และน่าจดจำมากเลยทีเดียว


และแน่นอนว่าเมื่อชื่อเกมบอกซะขนาดนี้ ผู้เล่นหลายๆท่านก็คงอยากที่จะลงไปฟาดฟันกับมังกรในเกมไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยมังกรในเกมนี้ที่ค่อนข้างจะเก่งกาจและต้องอาศัยหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในการสู้ โดยเฉพาะธาตุและการหลบท่าต่างๆของมัน ยิ่งท่านที่เล่นโหมด Nightmare ต้องยิ่งระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นท่านอ
าจจะลงไปกองนอนกับพื้นก่อนที่จะได้ทำอะไร แต่ถ้าหากท่านเอาชนะมาได้ ก็จะได้รางวัลของดรอปต่างๆที่คุ้มค่าต่อการสู้เลยทีเดียว 


มังกร !!


ในส่วนของการคราฟหรือสร้างของต่างๆในเกม ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว โดยไอเดียที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษก็คือ ตัวเกมจะไม่มีพวกถุงมือ หรือว่า ด้ามของอาวุธให้เก็บ แต่เราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้และใส่ประกอบเข้าไปในชุดที่ดรอปให้จากหลายๆวิธีในเกม หรือจะสร้างเองเลยก็ได้ ซึ่งมันเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียวแถมหน้าตาของชุดและอาวุธต่างๆยังเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราใส่ไปอีกด้วย


นอกจากนั้นแล้ว ไม่ทราบว่าทาง Bioware คิดอะไรเหมือนกันถึงใส่โหมด Multiplayer เข้ามาในเกม ซึ่งเอาเข้าจริงผู้เขียนก็ไม่ได้ถึงขนาดไม่ชอบอะไรมากมายนัก แต่โหมด Multiplayer ใน Dragon Age : Inquisition ให้ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆอยู่พอสมควร ตั้งแต่หน้าปรับแต่งตัวละครยันในตัวเกมเองที่ให้ความรู้สึกถูกรีบเข็นออกมาโดยไม่ได้ใส่เวลาเท่าที่ควรลงไป เซิฟเวอร์ที่ค่อนข้างจะมีอาการกระตุกอยู่บ่อยครั้ง แถมยังมีการใส่ประเภทขายของด้วยเงินจริงในเกมเข้ามาอีก ซึ่งถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง ผู้เขียนแทบจะไม่รู้สึกว่าอยากที่จะเล่นโหมดนี้ต่อไปเลย เพราะในส่วนของโหมดธรรมดาก็ถือว่าทำได้ดีกว่าเยอะมาก ยกเว้นท่านจะอยากเล่นกับเพื่อนๆก็ยังถือว่าเป็นโหมดที่พอรับได้


เอ่อ......


สำหรับกราฟฟิคในเกม Dragon Age : Inquisition ก็เรียกได้ว่าสวยงามมากๆเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแสง รายละเอียดของสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรายละเอียดตัวละครต่างๆก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าประทับใจมากๆ ทั้งๆที่ผู้เขียนปรับ PC อยู่ในระดับเพียงปานกลางถึงต่ำ แต่ก็ยังสวยงามไม่มีที่ติเลยทีเดียว โดยเฉพาะหน้าตาและชุดต่างๆของตัวละครที่สวยงามอลังการงานสร้างสุดๆ


ช่าง...งดงาม



แต่... ในเวอร์ชั่นที่ผู้เขียนเล่นซึ่งก็คือ PC นั้น เรียกได้ว่าเปิดตัวมาค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ต้องบอกก่อนว่า PC ของผู้เขียนเสปคต่างๆถือได้ว่าค่อนข้างธรรมดาพอสมควร แต่ถึงแม้ว่าจะผ่านเสปคขั้นต่ำของตัวเกมก็ตาม นั้นก็ไม่ได้ทำให้บัคทั้งหลายในเกมหายไปเลย


 Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่เปิดมามีบัคหรือปัญหาต่างๆอยู่มากมาย อย่างเช่น เดินๆอยู่ตัวละครก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้, ตัวละครเดินบนอากาศ , เวลาใช้แต้มสกิลหลายๆแต้มพร้อมกันจะทำให้ตัวเกมค้าง , การโหลด Texture ที่ช้า , เฟรมเรทในฉากคัดซีนที่ไม่รู้ทำไมตกลงมาเหลือ 30 fps , คอมพิวเตอร์ A.I ที่มักจะชอบเดินติดกำแพงอยู่บ่อยๆ แถมการปรับค่า A.I ก็ดูจะไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก , กดไปห้อง War Room ทำให้เกมค้าง ไปจนถึงเกมที่อยู่ดีๆก็ค้างตอนหน้าจอเมนูหลักเกือบพาเอาเล่นไม่ได้ ที่่สำคัญเลยก็คือเวลาโหลดระหว่างข้ามแผนที่ต่างๆของตัวเกมที่ดูเหมือนจะใช้เวลาอันยาวนานเหลือเกิน ถ้าคิดจากเวลาที่ผู้เขียนเล่นในเกม ซึ่งก็คือ 50 ชั่วโมง ผู้เขียนแน่ใจว่าอย่างน้อยก็ต้องเกือบๆ 30 นาทีหรือมากกว่าที่ใช้เวลาไปกับการนั่งดูฉากโหลดเกม แถมฉากโหลดเกมนี้ดันยังมีสองฉากอีก ฉากแรกก็คือฉากปกติซึ่งจะมีทริคหรือว่าข้อมูลในเกมให้เราอ่านฆ่าเวลา แต่พอโหลดไปได้ซักพักอยู่ดีๆตัวเกมก็ตัดสินใจจะตัดไปฉากจอมืดเฉยซึ่งก็เข้าไปนั่งรอโหลดเหมือนกัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงจะต้องโหลดถึงสองฉาก แล้วฉากจอมืดนี้มีมาเพื่ออะไรกันแน่



คาถานินจาวิชาลอยตัวกลางอากาศ


 ผู้เขียนไม่ทราบว่าเวอร์ชั่นอื่นๆอย่าง PS4 หรือ Xbox One มีปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่แน่นอนว่าสำหรับบนเวอร์ชั่น PC เรียกได้ว่าตัว Bioware ค่อนข้างจะหลุดเรื่องบัคออกมาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งปัญหาเหล่านี้อยากให้ผู้อ่านทุกท่านทราบไว้ว่า อาจจะเกิดเฉพาะกับเครื่องผู้เขียนอย่างเดียวก็เป็นได้ ถือว่าโชคดีที่ทาง Bioware เพิ่งจะปล่อยแพชแก้ไขออกมาเพียงไม่กี่วันนี้ ซึ่งคงจะแก้ปัญหาไปได้ส่วนหนึ่ง


ถ้าหากจะมีข้อเสียอีกซักข้อหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกเกี่ยวกับ Dragon Age : Inquisition ก็คือช่วงตอนจบของมัน ที่ให้ความรู้สึกรีบเร่งไปนิดหน่อย แต่ที่สำคัญเลยก็คือตัวหน้าบอสสุดท้ายที่น่าผิดหวังสุดๆ เอาเข้าจริงมันไม่ให้ความรู้สึกเหมือนบอสหัวหน้าใหญ่ตัวสุดท้ายของเกมเลย เหมือนแค่ศัตรูทั่วๆไปที่เลือดเยอะขึ้นมาหน่อย ในขณะที่มังกรในเกมต่างๆยังให้ความท้าทายที่มากกว่าเสียอีก จึงเป็นอะไรที่น่าผิดหวังเหมือนกัน 


ยังดีที่บทสรุปของเกมถือว่าจัดการได้ดีมาก ในขณะที่จบลงอย่างสวยงาม ด้วยการจบที่ขึ้นอยู่กับตัวเลือกต่างๆในเกมที่คุณได้กระทำลงไป แต่ก็ทิ้งท้ายอะไรเอาไว้โดยไม่เป็นการขายภาคต่อหรือ Expansion ต่อไปมากจนเกินไป ซึ่งตัว Bioware ถือว่าจัดการบทสรุปออกมาได้ลงตัวมาก น่าเสียดายถ้าหากช่วงตอนจบเกมกับบอสหัวหน้าใหญ่ของเกม มันท้าทายและน่าจดจำกว่านี้ ก็คงจะดี




แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ด้วยเนื้อเรื่องอันน่าสนใจน่าติดตาม ระบบต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น การออกแบบตัวละครที่ดี เสียงพากษ์อันยอดเยี่ยม ภาพและกราฟฟิคอันน่าประทับใจ รวมถึงโลกของ Dragon Age ที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนที่กับเราไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Dragon Age : Inquisition เป็นอีกหนึ่งเกม RPG แห่งปี 2014 โดยไม่ต้องสงสัยเลย

Final Score : [ A ] & [ Must Play Badge ] 

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

Dark Souls II ( 2014 ) Game Review

Game Review
คุณพร้อม ที่จะเผชิญกับคำสาบและความตายหรือยัง ?



Game Name : Dark Souls II ( 2014 ) Action / Role-Playing (RPG)
Developers : From Software
Platforms : Playstation 3 , Xbox 360 , PC
Rating : Mature 18+






                                       Dark Souls เป็นชื่อที่คอเกมหลายๆคน น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง หรือบางท่านอาจจะเคยสัมผัสมาแล้วในภาคแรกก็เป็นได้ โดยซีรียส์ Souls นั้น จริงๆแล้วมีถึง 3 ภาค นั้นก็คือ Demon Souls - Dark Souls และแน่นอน Dark Souls 2 ซึ่งผู้เขียนต้องขอพูดตั้งแต่เริ่มก่อนเลยว่า ไม่เคยแตะภาคก่อนหน้านี้เลย เรียกได้ว่า Dark Souls 2 เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของ ซีรียส์ Souls อย่างแท้จริงเลยทีเดียว


และแน่นอนเมื่อเราพูดถึง Dark Souls หรือนึกถึง Dark Souls สิ่งๆแรกที่มักจะขึ้นมาในหัว ก็คงหนีไม่พ้นความ "ยาก" ของมัน ที่ยากจนขนาดเรียกได้ว่า จงจำไว้เลยว่า นี้ไม่ใช่ God of War หรือ Devil May Cry  คุณไม่สามารถที่จะวิ่งเข้ารัวๆปุ่ม แล้วรอดชีวิตกลับมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นการสู้ตัวต่อตัวในเกม แม้แต่ตอนต้นเกม ก็เรียกได้ว่าท้าทาย และโหดร้ายอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ยิ่งศัตรูมาหลายๆตัว ก็ยิ่งไม่ต้องพูดเลย วิ่งเถิด !! เพราะว่าในเกมนี้นั้น ศัตรูทั่วๆไปนั้นมีการโจมตีที่รุนแรงมาก ขนาดผู้เขียนเองเล่นสายที่เรียกได้ว่าน่าจะมีเลือด และเกราะพอตัวแล้ว ศัตรูบางตัวยังตีเพียงแค่ทีเดียว เลือดจาก 100% เหลือ 20-15% ทันที ย้ำว่าทีเดียว เพราะฉะนั้นจงทำใจเอาไว้ก่อนจะเล่นเกมในซีรียส์ Souls เลยว่า คุณจะต้อง "ตาย" (หลายครั้ง) อย่างแน่นอน เพราะสำหรับตัวผู้เขียนเองที่เล่นซีรียส์ Souls เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ตายไปมากกว่า 50 ครั้ง หรืออาจจะเฉียดๆ 100 ครั้งแล้วด้วยซ้ำไป ยิ่งไปกว่านั้นคือมีการนับสถิติการตายของผู้เล่นทั่วโลกอีกด้วย ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ปาไปหลายล้านแล้วครับ !!


ซึ่งด้วยความที่ศัตรูนั้นตีแรงมากๆในเกม มันทำให้การหลบการโจมตี หรือ ป้องกันการโจมตีจากศัตรู เป็นจุดที่สำคัญมากๆ ซึ่งสองแบบนี้ จะมีความเสี่ยงและรางวัลที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่การหลบการโจมตี คุณจะไม่ได้รับความเสียหายใดๆเลย ซ้ำยังสามารถหาจังหวะสวนกลับได้อีก แต่ถ้าหากคุณดันหลบพลาดก็เตรียมรับดาเมจแบบเต็มๆ ซึ่งในตอนนั้นอาจจะหมายถึงชีวิตของคุณได้เลย อีกแบบหนึ่งก็คือการป้องกันการโจมตีจากศัตรูโดยโล่ (ซึ่งสำคัญมากถ้าหากคุณเป็นมือใหม่) ซึ่งโล่ส่วนใหญ่จะป้องกันความเสียหายได้พอสมควรแต่ไม่ 100% ซึ่งคุณไม่ต้องเสี่ยงว่าจะหลบพลาดแล้วโดนเต็มๆหน้าหรือไม่ แต่นั้นก็แลกมาด้วย การเสียโอกาสในการสวนกลับศัตรูไปพอสมควรเพราะคุณจะเสีย Stamina หรือ ค่าความเหนื่อยจากการรับการโจมตีของศัตรูนั้นเองเวลาสวนจึงสวนได้ไม่มากเท่ากับการหลบการโจมตี และบางครั้งอาจจะไม่ได้สวนเลยก็ได้ โดยเฉพาะศัตรูที่เป็นบอส เพราะการโจมตีส่วนใหญ่ของบอสนั้น จะทำให้การป้องกันเราแตกได้ภายในไม่กี่ครั้งของการโจมตี เพราะเมื่อคุณป้องกันการโจมตีแล้ว Stamina ของเราจะกลายเป็น 0 ทันที (โดยเฉพาะช่วงหลังๆของเกมที่บอสตีแรงมาก) และในช่วงนั้นคุณจะอยู่ในสถานะทำอะไรไม่ได้เลยทันที (จงดูค่า Stamina ให้ดี มิเช่นนั้นการ์ดแตกในขณะที่บอสยังคอมโบไม่จบ ก็เตรียมตัวนอนได้เลย) 



ขออนุญาติซ้ำเติมความ "สิ้นหวัง" ซึ่งเป็น Theme ของภาคนี้ เข้าไปอีก ก็คือการตกในเกม เกมส่วนใหญ่นั้น เวลาเราตกน้ำ หรือ ตกผา ส่วนมากจะเสียแค่เลือด แล้วก็กลับมาที่เดิม (เช่น Darksiders ) แต่ใน Dark Souls II การตก = ตาย ไม่ว่าคุณจะมีเลือดมากเท่าไร หรือ เกราะยอดเยี่ยมมากเท่าไรก็ตาม ตายหมด เพราะฉะนั้นสำรวจสถานที่รอบๆข้างให้ดีก่อน เพราะบางครั้งเราไม่ได้เดินไปตกเอง แต่เพราะเราโดนการโจมตีของศัตรูนี้แหละทำให้กระเด็นไปตกตาย หรือ บางครั้งเรากลิ้งหลบตกผาเองก็ยังเป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้(จากประสบการณ์ผู้เขียน เชื่อเถอะ)


แต่... เพราะความยากของ Dark Souls II นี้แหละ ถึงทำให้ตัวเกมมันโดดเด่น น่าสนใจ และที่สำคัญก็คือ ท้าทายอยู่ตลอดเวลา เพราะตัวเกมไม่มีการออมมือ หรือ จูงมือ ชี้ทางคุณแต่อย่างใด ตัวเกมนั้นให้อิสระกับคุณอย่างมากเลยทีเดียว และเพราะความยากนี้เอง มันทำให้ทุกๆชัยชนะมีความหมายอย่างมาก ใน Dark Souls II นั้นเมื่อคุณฆ่าบอส หรือผ่านศัตรูที่สุดแสนโหดไปได้แล้ว คุณจะรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว รวมไปถึงกับตัวเกมก็ให้รางวัลที่ค่อนข้างจะสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงของเราอยู่พอสมควรเลยทีเดียว และนั้นเป็นความรู้สึก ที่เกมหลายๆเกมให้ไม่ได้ แต่ Dark Souls II ให้ได้นั้นเอง จะว่าไปแล้วตัวเกมก็ไม่ได้ถึงกับขี้โกง หรือ ยากซะทีเดียว แต่ผู้เขียนรู้สึกว่ามัน "แฟร์หรือเท่าเทียม" กับเรามากกว่า ใช้เรารับความเสียหายหนัก แต่เราก็ทำความเสียหายหนักเช่นกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและวิธีของคุณแล้ว ว่าใครจะได้รับชัยชนะไป



อย่างที่บอกไว้แล้ว ว่าตัวเกมนั้นให้อิสระกับผู้เล่นอย่างมาก ซึ่งนั้นก็รวมไปถึงเกมเพลย์และระบบต่อสู้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าตัวเกมจะเริ่มมาโดยให้มีเลือกคลาสหรืออาชีพต่างๆก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คุณจะเพิ่มค่าสถานะต่างๆอย่างไรก็ได้ตามใจคุณ รวมถึงคุณจะใส่อาวุธอะไรก็ได้ตามใจคุณอีกเช่นกัน คุณอยากจะเป็น Cleric ที่ถือดาบคู่ไล่ฟาดฟันศัตรูหรือ ? ย่อมได้
คุณอยากจะเป็น Knight ขี้กลัว ที่ถือธนูคอยสอยศัตรูจากมุมมืดงั้นหรือ ? ย่อมได้ 
ซึ่งนอกจากนั้นแล้ว ถ้าหากคุณถืออาวุธที่เหมือนกันในสองมือ เช่นดาบคู่ หรือ มืดพกคู่ คุณยังสามารถใช้ท่าพิเศษที่มีแต่ในอาวุธเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งเหมือนทีมพัฒนา From Software จะให้ความสำคัญกับในจุดนี้มากเลยทีเดียว


การให้อิสระของตัวเกมนั้น มันทำให้เกมเพลย์ของ Dark Souls II นั้นแตกต่างจากเกมอื่นๆอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คุณมีอิสระที่จะไปแผนที่ไหนก่อนก็ได้ หรือ จะฆ่าบอสตัวไหนก่อนก็ได้แล้วแต่คุณ ถ้าหากคุณไปถึง และฆ่ามันไหว(ยกเว้นบอสบางตัวที่มีเงื่อนไข) และถ้าหากคุณอยากจะกลับไปอีกแผนที่อย่างรวดเร็ว ก็ยังมี Bonfire เอาไว้ให้คุณวารป์ไปอีกแผนที่ ที่คุณเคยไปและจุด Bonfire มาแล้วอีกด้วย (คิดซะว่า Bonfire เปรียบเสมือนจุดเซฟ)  นอกจากนั้นแล้ว Bonfire ยังเรียกได้ว่า เป็นเพียงไม่กี่สิ่งในโลกของ Dark Souls II ที่ไม่พยายามจะฆ่าคุณ แต่กลับช่วยคุณอย่างมากอีกต่างหาก หากคุณนั่งพักใน Bonfire มันจะฟื้นฟูพลังชีวิตของคุณ และยังฟื้นฟูค่าคงทนของอาวุธของคุณอีกด้วย แต่จงระวัง ถ้าหากคุณนั่งบน Bonfire แล้ว ศัตรูที่คุณฆ่าไปจะเกิดใหม่ทั้งหมด (ยกเว้นบางตัว เช่นบอส) นั้นหมายความว่า คุณพัก ศัตรูก็ได้พักเช่นกัน แต่ในภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในจุดนี้ นั้นก็คือ ถ้าหากคุณฆ่าศัตรูตัวเดิมๆซ้ำๆ มันจะไม่เกิดใหม่อีกแล้ว เพื่อป้องกันการฟารม์ Souls ซึ่งเป็นระบบเงินในเกม และนอกจากนั้นยังเป็นการช่วยผู้เล่นที่ไม่ผ่านแผนที่นั้นๆ ให้ไม่ต้องผ่านศัตรูใหม่ทั้งหมดหลายๆรอบจนเกินไปอีกด้วยนั้นเอง



และด้วยความยากของตัวเกม มันทำให้วิธีการเล่นของคุณเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง ถ้าหากเป็นแต่ก่อน ผู้เขียนคงวิ่งเข้าไปรัวปุ่มแบบ Darksiders อย่างแน่นอน แต่ Dark Souls II เปลี่ยนวิธีการเล่นของผู้เขียนไปจนหมดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การมองแผนที่และสิ่งรอบๆข้างว่าตรงไหนมีหลุม มีบ่อ หรือมีที่ๆจะตกลงไปตายได้หรือไม่ มีที่ตรงไหนแคบ หรือจะทำให้การต่อสู้เราเสียเปรียบหรือไม่ และถ้าหากเสียเปรียบ จะถอยอย่างไร ก่อนที่จะทำการค่อยๆลากศัตรูมาทีละตัว แล้วฆ่าทิ้งซะ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด หรือ จะเป็นนิสัยที่ชอบฟันหีบสมบัติก่อนที่จะเปิด (ผู้เขียนโคตรกลัว Mimic เคยโดนกินทีนึง)  ซึ่งไม่มีเกมใดเท่าที่ผู้เขียนเคยเล่นมา ที่จะส่งผลถึงพฤติกรรมผู้เล่นได้ขนาดนี้ เมื่อเล่นเกมไปซักพัก คุณจะพบว่าคุณจะมีอาการระแวดระวังซะทุกอย่างรอบตัวไปเสียหมดเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะใน Dark Souls II ถ้าหากคุณไม่เก่งจริง หรือ แม้กระทั่งคุณเก่ง การไร้ความอดทน และความโลภ สามารถทำให้คุณโดนรุมกระทืบหรือโดนฟันตายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากคุณคิดว่าคุณสามารถสวนการโจมตีได้เพียง 2 ครั้ง จงตีเพียง 2 ครั้ง อย่าโลภ หรือ พยายามจบเร็วๆ ด้วยการโจมตี 3 ครั้ง เพราะบางครั้ง มันจะทำให้คุณหลบการโจมตี หรือ ยกโล่ไม่ทัน และผลก็คือจะมีคำว่า You Died ขึ้นตัวใหญ่ๆบนหน้าจอของคุณนั้นเอง



ถึงแม้ว่าตัวเกมจะดูว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านก็ตาม แต่ความจริงแล้ว ถ้าหากคุณมีความอดทนพอ คุณจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิดเลย ใช่ศัตรูเหล่านี้มันช่างโหดร้าย และโจมตีรุนแรงมาก ถึงมากที่สุด แต่ถ้าหากคุณอดทน และสังเกตุดีๆ คุณจะทราบถึง ท่าหรืออนิเมชั่นการโจมตี หรือ ท่าต่างๆของศัตรู เช่นฟันสามที , ทุบด้วยโล่ หรือ กระโดดทับ และเมื่อคุณรู้ว่าศัตรูกำลังจะใช้ท่าอะไร หาทางรับมือกับมัน และสวนในขณะที่มันมีช่องว่างให้ตีฟรีๆซะ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดจริงๆ (แต่เชื่อเถอะพูดมันง่ายกว่าทำ) 


นอกจากนั้นแล้วตัวเกมยังมีระบบ Multiplayer ที่เข้ามาสร้างมิติใหม่ๆและประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้เล่นอีกด้วย เช่นคุณสามารถที่จะเรียกผู้เล่นคนอื่นมาช่วยในการรุมกระทืบบอสที่คุณทำเท่าไรก็ไม่ผ่านซักทีได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งจงระวังการโดนบุกรุกจากผู้เล่นคนอื่นเอาไว้ด้วย เพราะผู้เล่นเหล่านี้มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว ก็คือฆ่าคุณนั้นเอง ส่วนวิธีแก้ก็ง่ายมาก ก็ฆ่าเขาก่อนที่เขาจะฆ่าคุณได้นั้นเอง (หรือกดปิดเครื่อง) ซึ่งในจุดนี้ระบบ Covenant หรือคล้ายๆกับกลุ่มในเกม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก เช่นในบางแผนที่ ที่มี Covenant นี้ประจำอยู่ ถ้าหากคุณเข้าไปในแผนที่ๆนั้นโดยที่คุณไม่ได้เป็นสมาชิกของ Covenant นั้น คุณจะมีสิทธิโดนบุกรุกจากสมาชิกของกลุ่มๆนั้น หรือ บาง Covenant จะไม่บุกรุกโลกของคุณ แต่จะฉุดกระฉากลากดึงคุณเข้าไปโลกของเขา เพื่อที่จะเข้าได้แอบวางกับดักต่างๆไว้รอคุณอีกด้วย ซึ่ง Covenant ต่างๆจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป แล้วถ้าหากคุณทำตามเงื่อนไขของแต่ละ Covenant ได้สำเร็จ คุณก็จะได้รับไอเทมอีกด้วย



อีกหนึ่งระบบที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือระบบ Souls ในเกม ซึ่ง Souls เปรียบเสมือนเป็นเงินในเกมก็ว่าได้ เอาไว้ใช้ซื้อของ ซ่อมของ ตีบวกอาวุธ รวมไปถึงการอัพเลเวลอีกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในเกมก็ว่าได้ แต่ !! จงระวัง ถ้าหากคุณตาย คุณจะสูญเสีย Souls ที่คุณถือเอาไว้ตอนนั้นอยู่ทันที ซึ่งยังมีวิธีแก้ก็คือการเดินไปแตะที่ Souls ของคุณ ณ จุดๆที่คุณตายนั้นแหละ แต่ถ้าหากคุณยังตายอีกรอบหรือเรียกง่ายๆว่าล้มเหลวในการกู้ Souls คืน 
Souls ทั้งหมดตรงนั้นก็จะหายวับไปกับตา เหลือแต่ความเศร้าโศกของคุณ 


สิ่งที่พิเศษมากๆใน Dark Souls II ก็คือความรู้สึกที่ทุกอย่างนั้นมีส่วนร่วมในเกมอยู่ตลอดเวลา เช่น แทนที่ตัวเกมจะมีการปรับระดับความยาก กลับใส่ไอเทมอย่าง Bonfire Ascetic ที่เพิ่มความโหดให้กับศัตรูในบริเวณนั้นเข้าไปแทน
หรือระบบ Hollow ในเกม ที่เมื่อเราตาย เราจะเริ่มกลายสภาพเป็น Hollow หรือคล้ายๆกับมนุษย์ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นปีศาจไปในที่สุด ซึ่งนอกจากมันจะส่งผลถึงเกมเพลย์โดยการที่มันลดขนาดหลอดเลือดเราแล้ว มันยังให้ความรู้สึกว่าเรากำลังเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่องในเกม ที่พูดถึง คำสาป และ การแก้คำสาปอีกด้วย นอกจากนั้นการที่เรากลายสภาพเป็น Hollow เราจะไม่สามารถเรียก NPC หรือ ผู้เล่นคนอื่นมาช่วยได้อีกด้วย เพราะเรานั้นไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้วนั้นเอง 


ในด้านของเนื้อเรื่องในตัวเกมแล้ว ก็น่าสนใจพอสมควรเลยทีเดียว คุณคือคนที่ต้องคำสาป และเดินทางมาที่ดินแดนนี้ เพื่อหาทางแก้คำสาปของคุณ ซึ่งเนื้อเรื่องหลักๆแบบไม่หาอะไรเพิ่มเติมมันจะดูไม่ค่อยมีอะไรมากนัก แต่ถ้าหากใครเป็นแฟนของเกม Dark Souls ก็คงจะนั่งดูรายละเอียดแต่ละไอเทม และพยายามตั้งสมมุติฐานต่างๆเกี่ยวกับดินแดน และเรื่องราวเหล่านี้อย่างแน่นอน เพราะ ถ้าหากสังเกตุและตั้งใจฟังดีๆแล้ว แต่ละตัวละคร แต่ละสถานที่ และแต่ละไอเทม จะแอบแฝงไปด้วยเรื่องราวมากมายเลยทีเดียว 



ถึงแม้ว่า Dark Souls II จะเป็นเกมที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบเสียเหลือเกินก็ตาม แน่นอนว่ามันก็ต้องมีข้อเสียอยู่บ้าง และนี้ก็เป็นข้อเสียในความรู้สึกของผู้เขียนของ Dark Souls II

อย่างแรกเลยก็คือกราฟฟิค และ ภาพในเกม ที่ถึงแม้มันจะไม่ใช่จุดเด่นหรือจุดขายของเกมก็ตาม แต่ก็อดยอมรับไม่ได้จริงๆ ว่ากราฟฟิคมันช่างเก่าย้อนยุคเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในยุค Next-Gen นี้แล้วยิ่งเข้าไปใหญ่ ซึ่งก็แลกมาด้วยเฟรมเรตที่ดีขึ้น เล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่กระตุก แต่ในบางครั้งก็แอบเศร้าในกราฟฟิคอยู่เหมือนกัน

หรือระบบ Covenant ของ Dark Souls II ผู้เขียนต้องบอกตามตรงเลยว่า ไม่ได้รู้สึกว่ามันสำคัญและน่าสนใจซักเท่าไรเลย นอกจากการทำถ้วย Platinum เพราะสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า Covenant เหล่านี้สำคัญจริงๆ ก็เพราะระบบ Multiplayer แท้ๆเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันจำเป็น หรือ น่าสนใจแต่อย่างใดเลยจริงๆ พูดง่ายๆก็คือ Covenant อื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวกับ Multiplayer ดูไม่น่าสนใจไปทันทีเลยทีเดียว



Dark Souls II เป็นเกมที่เรียกได้ว่าสมกับการร่ำลือเสียจริงๆ เพราะนอกจากมันจะเป็นเกมที่ท้าทาย สนุก และให้รางวัลกับผู้เล่นที่กล้าที่จะต่อกรกับมันแล้ว ตัวเกมมันยังช่างให้ความรู้สึกที่ไม่สามารถที่จะหาได้จากเกมอื่นๆอีกด้วย ซึ่งความรู้สึกนั้น มันส่งผลต่อตัวผู้เล่นมากถึงขนาดที่เปลี่ยนวิธีการเล่นไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ซึ่งนี้ก็เป็นหลักฐานได้อย่างชัดเจนว่าทำไม Dark Souls II ถึงได้เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดเกมหนึ่งบนโลก แล้วคุณล่ะ พร้อมที่จะมาสัมผัส Dark Souls II หรือยัง ถ้าหากพร้อมแล้ว ก็เหลือเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่คุณจะต้องตอบ                                                                  "คุณพร้อมที่จะตายหรือยัง ?"


Final Score : [ A+ ] 




สามารถ Comment บทวิจารณ์หรือติดต่อผู้เขียนโดยตรงได้ที่ fallsdownzth@gmail.com ครับผม ขอบคุณครับ :) .

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Persona 4 : Golden ( PS VITA ) GAME REVIEW

GAME REVIEW
หนึ่งในเกมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาในชีวิต (พูดจริง)




Game Name : Persona 4 : Golden (P4G) RPG  [ US Version ]
Developer : Atlus
Platforms : PSVita Exclusive
Rating : M 






REVIEW

                                                                           Persona 4 : Golden นั้นต้องขอสารภาพเลยจริงๆว่า ตอนแรกที่เกมมีข่าวมาเรื่อยๆและออกมาตอนแรกๆนั้น ตัวผู้เขียนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนัก เนื่องจากดูจากภาพ และ เกมเพลย์แล้วก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น(นั้นคือความคิดในตอนนั้น) จนวันหนึ่ง เนื่องจากได้ยินกระแสพูดถึงเกมนี้อย่างมากมาย จนอดไม่ได้ที่จะลองด้วยตัวเองซักครั้ง แบบไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไร จนรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไป 70 กว่าชั่วโมงในรอบแรก โดยที่รู้สึกแบบเต็มๆเลยว่า ไม่อยากให้เกมจบเลย อยากจะให้มีต่อไปเรื่อยๆ อยากจะเล่นอีกเรื่อยๆ จึงไม่แปลกเลยที่ผมจะถึงขนาดคิดว่า Persona 4 : Golden เป็นเกมที่ดีที่สุดเท่าที่ได้เคยเล่นมาในชีวิตนี้  ต้องขอบอกเลยว่าผมไม่คิดว่าผมจะเขียนรีวิวอธิบายได้ถึงทุกๆส่วนจริงๆในเกมเลย เพราะ Persona 4 : Golden เป็นเกมที่มีอะไรหลายๆอย่างมากเหลือเกิน มากจนคิดว่า "ใส่ลงไปในแผ่น Memory Vita ได้ไงฟะเยอะขนาดนี้" มันมีอะไรหลายๆอย่างมากมายจริงๆ และบางส่วนก็กลัวเป็นการสปอยล์ไปด้วย และถ้าหากข้อมูลใดๆผิด ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ



Persona 4 : Golden เป็นเกมที่ Re-release หรือ จะว่าเป็นฉบับเอาเกมเก่ามาพอรต์ลงเครื่องใหม่ก็คงจะไม่ผิดนัก ต้องขอสารภาพเลยว่า ตัวผมเองนั้นไม่เคยเล่นเกม Persona มาก่อนเลย ไม่ว่าจะภาคไหนๆก็ตาม แม้แต่เกมชุด Shin Meigami Tensei ก็ไม่เคยเล่นมาก่อนซักเกม จะรู้จักก็เพียงแค่การ์ตูนอย่าง Devil Children ที่เคยได้ดูตอนเด็กๆเท่านั้น (ทำให้จำ Jack Frost ได้) แต่จากเท่าที่ได้ฟังมา หลายๆคนที่ได้เคยเล่น Persona 4 บน Playstation 2 มาก่อนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทาง Developer Atlus ไม่ได้เพียงแค่พอรต์ลงให้ PSVita แบบหลายๆเกมเท่านั้น แต่เพิ่มหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง จนมันแทบจะเป็นคนละเกมเลยทีเดียว ซึ่งก็ถือว่าทาง Developer ได้ใจแฟนๆหลายคนไปเลยทีเดียว



Persona 4 : Golden ว่าด้วยเรื่องราวของ ตัวเอกของเรา (ที่ในเกมเขาให้เราตั้งชื่อเอง แต่มีหลายๆคนชอบเรียกเขาว่ Yu Narukami ) ที่พบว่าตัวเองมีพลังบางอย่างที่สามารถเรียกสิ่งที่เรียกว่า Persona ออกมาได้ และ เขากับเพื่อนๆของเขาจะต้องแก้ไขปริศนาฆาตกรรมอันลึกลับในเมือง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป....



Persona 4 : Golden ต้องขอบอกเลยว่าเป็นเกมที่ ส่วนตัวแล้วคิดว่า น่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่มีอะไรหลายๆอย่างให้ทำมากมายจนผมไม่แน่ใจว่า จะสามารถทำทุกอย่างได้ภายในการจบเกมรอบแรกได้หรือไม่ (ถ้าไม่นับ GTA ที่เล่นเป็นพันชั่วโมงก็ยังได้) มีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเหลือเกินในเกมที่ให้ใช้เวลา เช่น ตกปลา เข้าไปทานอาหารจีน สร้างความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ จับแมลง อ่านหนังสือ ว่ายน้ำ และอีกมากมาย จนแทบจะเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียวว่าแต่ละวันเราจะทำอะไรดี และ แต่ละอย่างที่มีให้ทำ รู้สึกสนุก รู้สึกน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่มี Event ใดๆเลยทีทำให้รู้สึกถึงความขี้เกียจหรือไม่ตั้งใจของ Developer นอกจากนั้น Event หรือ Activity เหล่านี้ หลายๆ Activity มักจะให้อะไรกับตัวละครของคุณเสมอๆ เช่น ถ้าหากคุณไปตกปลาคุณก็จะได้ปลามาใช้ในการทำเควสต่างๆ หรือ ถ้าหากคุณอ่านหนังสือเล่มๆนึงจนจบ ค่าตัวละครของคุณก็จะเพิ่มขึ้นตามที่หนังสือนั้นบอก ทำให้คุณรู้สึกเสมอๆว่า คุณไม่ได้ทำ Event เหล่านี้ไปโดยเปล่าประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ยัง ยังไม่หมด ในภาค Golden นี้นั้น ยังจะมีในส่วนของ TV Listing มาให้คุณทำอีกมากมาย เช่น เล่นเกมตอบคำถามในเกม ซึ่งจะมีตัวละครในเกมมาแข่งกับเราจริงๆ แถมส่วนนี้ยังเป็นการพากษ์แบบเต็มๆอีกด้วย น่าประทับใจถึงความพยายามของทีมงานจริงๆ (ซึ่งเป็นเกมตอบคำถามที่สนุกมากๆ) มี Concert ให้ดู , Concept Art , เข้าไปฟังเพลง Soundtrack ต่างๆในเกม ซึ่งเป็น Soundtrack ที่ดีมากๆเลยทีเดียว , เข้าไปฟังอธิบายทฤษฏีที่ในเกมพูดถึง , เข้าไปดูฉาก Cut Scene ที่เคยได้ดูมาแล้วอีกครั้ง อื่นๆ ซึ่งแค่ในตัวเกมเท่านั้นก็เยอะจนเลือกอะไรไม่ถูกแล้ว ตัว TV Listing ยังเยอะมากมายขนาดนี้อีก เรียกได้ว่า กว่าจะทำทุกอย่างได้หมด ไม่นับเก็บถ้วย Platinum ก็คงจะไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมงอย่างแน่นอน 


สำหรับ Plot หรือ บทใน Persona 4 : Golden นั้นเป็นบทที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว นอกจากมันจะสนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม พิศวง ลึกลับเหลือเกินแล้ว มันยังเป็นบทที่ให้ความรู้สึกว่าน่าสนใจ และ เข้าใจได้ไม่ยากสำหรับทุกๆคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ และ เนื่องจากส่วนตัวเป็นพวกบ้าแนวสืบสวนอยู่ด้วยแล้ว ก็เลยยิ่งชอบเข้าไปอีก ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า บทใน Persona 4 : Golden นั้น ไม่ได้เดายากอะไรมากมายนัก และ ดีไม่ดีคุณจะเดาตัวร้ายที่แท้จริงได้ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยด้วยซ้ำ(แบบผม) แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมนั้นสนุกน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เพราะ ตัวบทมักจะมีอะไรให้คุณคอยคิดตาม และ คอยหลอกล่อคุณเสมอๆ ยังไม่นับถึงบทที่มี Layer หรือ หลายชั้นพอสมควรเลยทีเดียว เช่นโลกแห่งความจริง โลกแห่งทีวี ที่ทั้งสองโลกนี้ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่แล้ว แล้วยังทำมันออกมาให้ได้เข้าใจได้อย่างง่ายดายได้ ช่างเป็นอะไรที่น่าชื่นชมจริงๆ 



มาพูดถึง Characters หรือ ตัวละครกันบ้าง สำหรับผมแล้ว Persona 4 : Golden ถือได้ว่าเป็นเกมที่มีการเขียนตัวละครมาได้ดีที่สุดเท่าที่เคยได้เล่นมาเลยทีเดียว และเป็นส่วนที่ชอบมากที่สุดในเกมเลยก็ว่าได้ ตัวละครทุกๆตัว ทุกๆตัวจริงๆในเกม รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง แต่ละคนมีความคิด มีนิสัยที่แตกต่างกัน มีการดีไซน์ที่ดียอดเยี่ยม การพากษ์เสียงที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ ดูสมจริงในทุกๆความคิด การพูด การกระทำ และ คุณจะรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครนี้มากเหลือเกิน มากจนบางคนอาจจะคิดเลยด้วยซ้่ำ ว่านี้คือเพื่อนของคุณในชีวิตจริงๆในโลกจริง จริงๆ นี้ผมไม่ได้พูดโม้หรืออะไร แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างในกรณีของผม ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยจะอ่อนไหวเท่าไรนัก ในตอนจบของเกม ผมแทบจะเกือบน้ำตาไหลออกมา ที่รู้ว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว เราจะไม่ได้เจอเพื่อนหรือตัวละครเหล่านี้ในเกม ที่ผ่านสิ่งต่างๆนาๆมาด้วยกัน หัวเราะ สนุก ร้องไห้ เสียใจ สิ้นหวัง มีความหวัง ผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้าย และเข้าใจซึ่งกันและกันมาด้วยกันตลอดทั้งเกม (ยิ่งฉากจบมันเป็น Cut Scene ยิ่งทำให้สมจริงเข้าไปอีก) นอกจากนั้นตัวละครแต่ละตัว ช่างมีความลึกแบบที่ไม่น่าเชื่อเหลือเกิน แต่ละคนนอกจากจะมีความคิดที่แตกต่างกันแล้ว เรายังจะได้รู้ถึงปัญหาในชีวิตของพวกเขา ความผิดหวังต่างๆของตัวละครเหล่านี้ ความหวังของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเสียใจมากที่สุด และอีกมากมาย ในตัวละครเหล่านี้ ผ่าน Dialog ที่เราจะคุยกับพวกเขาตลอดทั้งเกม และตัวเกมก็ทำได้ดีเหลือเกินที่ทำให้เราเข้าใจพวกเขา คอยเอาใจช่วยเหลือพวกเขา ทำให้เรา "Bond" หรือสร้างความสัมพันธ์ ผูกพันธ์กับพวกเขา เหมือนในเกมจริงๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องอะไรที่โคตรยาก ที่จะทำให้เราเข้าใจตัวละครๆหนึ่งได้ โดยเฉพาะที่ยังเป็นตัวละครในเกม ที่ไม่มีจริงแล้วอีกด้วย ยิ่งยากขึ้นไปอีก แต่ Persona 4 : Golden ก็ทำได้ยอดเยี่ยมแบบไม่มีข้อสงสัยใดๆเลย เพราะ เรารู้สึกผูกพันธ์กับทุกๆตัวละคร ย้ำทุกๆตัวละครจริงๆ 



ส่วนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั้นก็คือ Gameplay ซึ่งเกม Persona 4 : Golden นั้น ถือได้ว่าเป็นเกมที่หนักไปในด้านบทพูดพอตัวเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าบทพูดหรือ Script ที่ร่างออกมานั้นจะหนาแค่ไหน เนื่องจากมีบทพูดในเกมที่มากมายเหลือเกิน นอกจากนั้น ยังมีการที่ให้คุณโต้ตอบกับตัวละครต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่ Dialog หรือ คำพูดต่อมาที่แตกต่างกันอีกด้วย (ยิ่งเพิ่มคุณค่าของการเล่นเกมซ้ำอีกรอบเข้าไปอีก) ซึ่งในทุกๆ Dialog ทุกๆ Dialog จริงๆ ช่างเขียนมาได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ซึ่งในตัวผมเองนั้นต้องขอบอกก่อนเลยว่าเล่นในเวอร์ชั่น US ซึ่งไม่รู้ว่าเวอร์ชั่น JP  Dialog จะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ในเวอร์ชั่น US นั้นเท่าที่ได้เล่น ก็น่าที่จะพอเดาได้ว่าแปลมาได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว หลายๆครั้งที่ Dialog เหล่านี้ทำให้คุณหัวเราะอย่างกับคนบ้า หรือ ทำให้คุณเข้าถึงเนื้อเรื่องได้มากขึ้นเข้าไปอีก บางครั้ง Dialog เหล่านี้ยังสร้าง Tension ในบางสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ที่สำคัญเลยก็คือ Dialog เหล่านี้เป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ของคุณให้กับตัวละครอื่นๆที่คุณจะได้เจอในเกม ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่า ถ้าหากคุณเล่นเกมนี้แล้วคุณไม่อ่าน Dialog ใดๆเลย กดรัวๆๆๆข้ามอย่างเดียว ผมแนะนำให้ขายเกมทิ้งแล้วไปหาเกมอื่นมาเล่นเสียดีกว่า เพราะ Dialog ในเกมมันเป็นอะไรที่สำคัญมากกว่าที่หลายๆคนคิดเอาไว้มากมายนัก ถ้าหากข้าม Dialog เหล่านี้ไปหมด ส่วนตัวแล้วคิดว่า ที่เหลือในเกมในส่วนต่างๆแทบจะหมดความสนุกไปหมดเลยทีเดียว ตัวเกมนั้นใช้ระบบเป็นวันเป็นช่วงๆไปในแต่ละวัน เช่นช่วง เช้า ช่วงหลังเลิกเรียน ช่วงเย็น ซึ่งในช่วงเช้าก็อาจจะมี Event ที่ตอนคุณเรียนอยู่อาจารย์ก็อาจจะถามคำถามคุณซึ่งบางคำถามก็จะเป็นสิ่งที่อาจารย์คนๆนั้นพูดไปก่อนหน้านี้ หรือ เป็นคำถามรอบตัว (ที่ค่อนข้างจะรอบตัวแบบรอบโลกไปหน่อยยากพอตัวเลยทีเดียวถ้าไม่รู้จริงๆก็เปิด Google ก็ได้ครับ)  ซึ่งถ้าคุณตอบถูกคุณก็จะได้ค่าความรู้เพิ่มขึ้น หรือ ถ้าเพื่อนของคุณเป็นฝ่ายโดนถาม เพื่อนของคุณก็จะมาถามคุณว่าจะตอบข้อไหนดี และถ้าคุณบอกคำตอบเพื่อนได้ถูก คุณก็จะได้ค่าความสัมพันธ์กับตัวละครนั้นๆมากขึ้นอีกด้วย และ หลังช่วงหลังเลิกเรียนเป็นช่วงที่ส่วนใหญ่คุณจะทำยังไงกับช่วงนี้ก็ได้ อาจจะไปตกปลา จับแมลง ออกไปกับบางตัวละครในเกม ซึ่งบาง Event ที่คุณทำจะไม่กินเวลา แต่บาง Event จะกินเวลาทำให้ช่วงหลังเลิกเรียนของคุณจบลงและข้ามไปช่วงเย็น(ซึ่งคุณจะกลับบ้านเองอัตโนมัติ) ซึ่ง Event ส่วนใหญ่ที่จะกินเวลาก็จะเป็น Event จำพวก Event ที่เพิ่มค่าสัมพันธ์ของตัวละครในเกม ซึ่งถ้าหากคุณจะเก็บถ้วย Platinum เกมนี้ อาจจะต้องวางแผนกันหน่อยมิเช่นนั้นก็อาจจะไม่ทันในตอนจบเกม แต่ผมแนะนำว่าให้ไปเก็บรอบสองดีกว่า แล้วรอบแรกเล่นตามธรรมชาติไปจะสนุกกว่าครับ (เพราะตัวเกมมี New Game + ให้เล่นอยู่แล้ว)


ในเกมยังมีการที่เราสร้างความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆอีกด้วย ซึ่งการที่เราสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาเช่น นั่งคุยกับพวกเขา อ่านหนังสือด้วยกัน ออกไปหาอะไรทานด้วยกัน จะเพิ่มค่าความสัมพันธ์ของคุณกับตัวละครนั้นๆ และมันจะทำให้ตัวละครนั้นๆได้ความสามารถต่างๆ หรือ ทำอะไรบางอย่างพิเศษได้ในเวลาถึงฉาก Battle หรือตอนที่เข้าไปในโลกของทีวีสำหรับตัวละครที่เราควบคุมได้ หรือ ถ้าเป็นตัวละครที่เราควบคุมไม่ได้หรือเล่นไม่ได้ ถ้าหากเราพัฒนาความสัมพันธ์ไปจนสุดแล้วล่ะก็ เราก็จะสามารถสร้าง Persona หรือ มอนเสตอร์ที่แข็งแกร่งมากๆ ได้อีกด้วย



มาพูดถึงในส่วนของระบบต่อสู้กันบ้าง ระบบต่อสู้ใน Persona 4 : Golden นั้น ถือได้ว่าเป็นระบบต่อสู้ที่ค่อนข้างจะลึกพอตัวเลยทีเดียว โดยหลักๆก็คือ เราจะใช้สิ่งที่เรียกว่า "Persona" หรือ เข้าใจง่ายๆก็คิดซะว่ามันเป็น Pokemon ละกัน ในการต่อสู้กับมอนเสตอร์ต่างๆหรือบอสต่างๆตลอดทั้งเกม และ Persona เหล่านี้ ต่างก็มีธาตุที่ชนะหรือแพ้ และบางตัวที่จะไม่แพ้ธาตใดๆเลย หรือกระทั่ง สะท้อนธาตุนั้น ดูดพลังของธาตุนั้นเข้ามาเป็นพลังชีวิตของตัวเองก็ยังมีอีกด้วย เพราะ ฉะนั้นผู้เล่นควรจะใจเย็นและตั้งใจดูก่อนที่จะโจมตีด้วยท่าอะไรไปก่อนทุกครั้ง ไม่งั้นโจมตีท่ามั่วๆซั่วๆไป กลายเป็นเพิ่มพลังชีวิตให้แทนจะซวยนะจ๊ะ  ซึ่ง Persona เหล่านี้จะได้มาจากการที่เราฆ่าหรือชนะมอนเสตอร์ตัวอื่นๆ ที่จะมีโอกาสที่จะสุ่มมาเป็นการ์ด Persona ให้เราเลือกมาใช้ได้ หรือ เราจะนำการ์ดที่เราไม่ใช้แล้ว มารวมๆกันหลายๆใบแล้วผสมกันเป็นการ์ด Persona ที่แข็งแกร่งขึ้นได้ ก็สามารถจะทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่เราผสมการ์ดหลายๆใบเข้าด้วยกัน จะสามารถถ่ายทอดท่าหรือพลังบางท่า เช่น ท่าปล่อยน้ำแข็งระดับ Medium ให้กับ Persona ตัวใหม่ที่เราจะผสมออกมาได้อีกด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความน่าสนุกกับการผสมเข้าไปอีก ยังไม่รวมถึง Persona ในเกมที่เยอะเหลือเกิน และทุกๆตัวมีรูปร่างเวลาใช้ที่แตกต่างกันหมด ไม่ใช่เป็นแบบ Re-use เหมือนกันหมดทุกตัวแน่นอน ถึงแม้ว่าตัวมอนเสตอร์ที่เราจะเจอในตามฉากต่างๆในเกม อาจจะซ้ำกันไปบ้าง หรือ ใช้ทริคสุดแสนคลาสสิค เปลี่ยนสีเอานิดหน่อยบ้าง แต่ก็ถือว่าอยู่ในจุดที่พอรับได้ ไม่ซ้ำมากจนน่ารำคาญหรือรู้สึกได้ถึงความขี้เกียจแต่อย่างใด ถ้าหากคุณสร้างความสัมพันธ์ของคุณกับบางตัวละครไปถึงจุดๆหนึ่ง ตัวละครนั้นๆก็จะมีค่าความสามารถพิเศษที่ใช้ได้ในตอนต่อสู้ เช่น แก้สถานะผิดปกติบางอย่างให้กับตัวละครอื่นๆได้ หรือ บางครั้งที่คุณโจมตีและทำให้ศัตรูล้มลงแล้ว ตัวละครนั้นๆก็อาจจะส่งสัญญาณขอให้เข้าไปใช้ความสามารถพิเศษที่อาจจะทำให้ศัตรูตัวอื่นล้มลงด้วย หรือ กระทั่งลบศัตรูบางตัวออกจากสนามไปเลยก็ยังมี และ วิธีที่คุณจะทำให้ศัตรูของคุณล้มนั้นมีหลายวิธีด้วยการ เช่นใช้ธาตุที่ศัตรูตัวนั้นๆแพ้โจมตีใส่ เช่น Persona ตัวนี้แพ้ไฟ คุณก็โจมตีมันด้วยไฟ ก็จะทำให้ศัตรูตัวนั้นๆล้มลง , โจมตีติดคริติคอล หรือ สกิลบางสกิลที่่ทำให้ศัตรูล้มลงก็มี่เช่นกัน ถ้าหากคุณสามารถที่จะทำให้ศัตรูล้มลงได้สำเร็จคุณก็จะได้สิทธิที่จะสามารถใช้ท่าได้ต่ออีกรอบเลยทีเดียว (แต่ศัตรก็สามารถทำได้เช่นกันระวังด้วย) และ ถ้าหากคุณสามารถที่จะล้มศัตรูได้หมดทั้งสนามคุณก็จะสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้ระบบ All-Out-Attack หรือไม่ ซึ่งระบบ All-Out-Attack นั้นจะเป็นเหมือนกับการที่ตัวละครทุกๆตัวของคุณ(ที่ไม่ติดสถานะผิดปกติบางอย่างอยู่) เข้าโจมตีศัตรูทั้งสนามพร้อมๆกับซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงมากๆเลยทีเดียว หรือ ถ้าหากคุณคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ทำอย่างอื่นเช่นฮิลรักษาเพื่อนของคุณก็ทำได้เช่นกัน (แต่คุณก็จะเสียโอกาสใช้ All-Out-Attack ไป) 


ระบบต่อสู้ในเกมนั้นจะให้ความท้าทายกับผู้เล่นอยู่ตลอดเวลาแม้ในระบบ Normal ก็ตามทีที่สนุก ตื่นเต้น พอตัวเลยทีเดียว (มาถึงกดท่ามั่วๆระวังจะได้เริ่มใหม่ทั้งชั้นนะเอ่อ) และ Boss Fight ก็เป็นอะไรที่ท้าทาย ตื่นเต้น มากเลยทีเดียว แต่เนื่องจาก Persona 4 : Golden เป็นเกมที่มีระบบ LV. เข้ามาเกี่ยวด้วย ถ้าหากคุณเป็นพวกบ้าฟารม์แบบผมหน่อย ก็อาจจะไม่ค่อยท้าทายเท่าไรนัก เพราะ กว่าเราจะไปสู้กับบอสเราก็ค่อนข้างจะโหดพอตัวอยู่แล้ว (แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะกดท่ามั่วๆได้นะ ตายนะเออ)  แต่เท่าที่ผมเล่นมา ถือว่าตัวเกมทำได้ดีในด้านการพัฒนาจากด้านต่างๆไปอีกด้านได้ดีพอตัวเลย เพราะถึงแม้จะฟารม์ EXP เท่าไรก็รู้สึกว่า ในการต่อสู้แต่ละครั้ง ท้าทาย และ สนุกเสมอๆ ไม่ใช่เราถล่มเขาฝ่ายเดียว


Stage หรือ ฉากต่างๆในแต่ละฉากก็ Design ออกมาได้ดีทั้งหมดเลยทีเดียว ไม่ใช้ฉากใช่แล้วซ้ำเลยแม้แต่น้อย และในหลายๆฉากจะมีอะไรพิเศษๆที่ทำให้แตกต่างจากฉากอื่นๆ เช่น ฉากฐานลับที่เวลาเราเปิดประตูในฉากมันจะเปิดแบบเหมือนเราเข้าไปในองค์กรลับอะไรจริงๆ หรือ ฉากคลับ ที่ประตูจะกลายเป็นเหมือนม่าน เหมือนเราเข้าไปดูโชว์อะไรจริงๆ ซึ่งเป็นอะไรที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกตลอดเวลา และ ไม่รู้สึกซ้ำซาก กลับกัน รู้สึกอยากจะรู้ ว่าฉากต่อไปมันจะเป็นอย่างไร มีอะไรพิเศษเสียมากกว่า ในแต่ละฉากนั้นจะมีเป็นชั้นๆไป ซึ่งชั้นสูงสุดจะมีบอสรอคอยเราอยู่ ซึ่งในแต่ละชั้นๆ นั้นจะมีทางเดินที่แตกต่างกันเสมอๆ และคาดเดาได้ค่อนข้างจะยากพอตัว แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้าคุณเป็นคนเดาเก่ง(หรือเปิดเว็ปดูว่าจะต้องเดินอย่างไร) คุณก็จะผ่านชั้นๆนั้นไปโดยไม่เสียเวลามากนัก แต่ถ้าหากคุณดวงซวยหน่อยสุดท้ายคุณจะก็ได้ผ่านชั้นนั้นแน่นอน แต่อาจจะเสียเวลาไปกับการเดินไปเจอทางตันพร้อมกับมอนเสตอร์แทน ทางขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า สร้างความตื่นเต้น น่าค้นหาได้ดีเลยทีเดียว



สำหรับในส่วนของภาพถือได้ว่าเป็นเกมที่ค่อนข้างจะมีภาพที่สวยเลยทีเดียว สำหรับเกมที่เป็นการพอรต์มาลงใหม่ ไม่ได้เป็นเกมที่สร้างมาลงให้ PSVita ตั้งแต่แรก Cut Scene ที่สวยงาม น่าตื่นตา เลยทีเดียว (เสียดายที่น่าจะมีให้เปิด Subtitle ใน Cut Scene ซักหน่อย) 



Persona 4 : Golden เป็นเกมที่ในตอนนี้คงจะไม่มีใครเถียงได้ว่าเป็นเกมที่ดีที่สุดในขณะนี้สำหรับเครื่อง PSVita เลยทีเดียว และเป็นเกมที่ถ้าหากคุณมีเครื่อง PSVita อยู่ในมือล่ะก็ ควรจะหามาเล่นซักครั้งในชีวิตจริงๆ ผมไม่รู้จะหาข้อเสียมาพูดยังไงสำหรับเกมนี้จริงๆ เพราะมันไม่มีจุดใดในเกมที่ผมรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีเลยแม้แต่จุดเดียว ทุกอย่างดูจะลงตัวไปเสียหมด ในทุกๆจุดที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม และ พอมารวมกับเป็นเกมๆหนึ่งมันช่างลงตัวกันได้อย่างน่าทึ่งเหลือเกิน โดยเฉพาะ การสร้างความสัมพันธ์ของผู้เล่นกับตัวละครในเกม ที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ "เกม" อีกต่อไปแล้ว 




Final Score : [ S ] & [ Must Play Badge ] 

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Kingdoms of Amalur : Reckoning Game Review

Games Review




Game Name : Kingdoms of Amalur : Reckoning ( 2012 ) Action / Open-World RPG 
Developer and Publishers : 38 Studios / Big Huge Game / EA
Platforms : PC / PS3 / Xbox 360
Others : Single - Player / DLC / 30 - 200 Hrs.
Rating : M


Kingdoms of Amalur : Reckoning Official Trailer

Reviews:
(THAI)

Kingdoms of Amalur : Reckoning เป็นเกมส์ประเภท Open World RPG อีกเกมของปีนี้
ซึ้งผสมผสานความเป็น Action ลงไปด้วย ด้วยเนื้อเรื่องที่ว่า คุณตายจากสงคราม (ซึ่งหลักๆก็มี Mortal ก็คือมนุษย์นั้นแหละ และ Fae ซึ่งแยกออกเป็นตัวดีและตัวร้าย)และถูกชุบชีวิตขึ้นมาด้วย Well of Souls แต่หลังจากถูกชุบชีวิตขึ้นมาคุณลืมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่ง Amalur ทุกคนต่างถูกกำหนดชะตาเอาไว้แล้วแต่คุณกลับเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกลิขิตชะตาและนอกจากนั้นคุณยังทำให้ชะตาของคนรอบๆข้างคุณเปลี่ยนไปอีกด้วย (เช่นคนนี้ควรจะตายแต่ไม่ตายเพราะเรามาช่วย) 

Gameplay & System Score **** / ***** ( Great ) :
ด้านเกมเพลย์และระบบของเกมเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆถ้าคุณเล่นเกมRPGมาเยอะๆจนเบื่อการนั่งกดคำสั่งหรือเอียนกับมันแล้วAmalurเป็นเกมที่คุณต้องลองอย่างแน่นอน ด้วยระบบการต่อสู้แบบ Action คล้ายๆกับMonster HunterและDevilMayCryซึ่งทำออกมาได้ลื่นไหลมากๆนอกจากนั้นสกิลต่างๆก็สวยงามตั้งแต่ต้นไม่มีประเภทท้ายเกมถึงจะสวยอีกแล้วเกมนี้ระบบการต่อสู้คุณสามารถถืออาวุธได้2ชนิดในเวลาเดียวกันและสามารถคอมโบได้อย่างง่ายดายอีกด้วยเช่นคุณสามารถจะฟันศัตรูด้วยดาบให้ลอยขึ้นไปบนฟ้าจากนั้นก็ยิงต่อธนูนอกจากนั้นยังมีระบบ Fate หรือก็คือระบบอาชีพที่จะมีโบนัสให้เช่นถ้าคุณอัพสกิลสายเวทย์จำนวนหนึ่งแล้ว การแดชของคุณก็จะเปลี่ยนเป็นการ Blink หรือเทเลพอรต์ระยะใกล้แทนนอกจากนั้นคุณยังสามารถใช้สายสกิลของสายอื่นได้อีกด้วยเช่นการลากศัตรูมาด้วยสกิลของสาย Might จากนั้นก็ยิงศัตรูด้วยสายฟ้าจากสายเวทย์ ไม่ใช้ว่าคุณเลือกอันไหนแล้วอีกสายใช้ไม่ได้อีกต่อไปนอกจากนั้นก็ยังมีระบบอื่นๆที่น่าสนใจมากๆเช่น Lorestone ที่จะทำให้คุณรู้เรื่องราวของสถานที่นั้นๆมากขึ้น นอกจากนั้นคุณไม่ต้องห่วงว่าถ้าจะเปลี่ยนสายแล้วต้องมานั่งเล่นใหม่เพราะตัวเกมมีระบบReset Skill ให้ด้วย ด้วยการจ่ายเงินนิดๆหน่อยที่หาได้ไม่ยากสักเท่าไร ทำให้เราสามารถเปลี่ยนวิธีการเล่นได้อย่างง่ายได้และรวดเร็ว แต่Amalurก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น เวลาเราดูเควสแล้วต้องการจะดูว่าเราควรจะไปจุดไหนของแผนที่ แต่เราต้องมานั่งกดกลับไปกลับมาแทนที่จะมีให้อยู่ข้างๆนอกจากนั้นเลเวลของเกมนี้ยังตันแค่ 40 ซึ้งมันดูเหมือนเยอะใช่ไหมครับ แต่หลังจากเล่นไปได้ซักพักคุณจะรู้ว่ามันเร็วมากๆอย่างมาก 40-50 ชม. ก็น่าจะ ตันกันหมดแล้ว (ในขณะที่ถ้าเก็บรายละเอียดเล่นทุกเควสมันล่อไปซะ100-200 ชม.) นั้นก็คืออีก 60กว่า ชม.ที่เหลือคุณก็เลิกหวังเลเวลอัพไปได้เลย
นอกจากนั้นระบบการเลือกตอบในเควสต่างๆจบแทบจะเหมือนกันหมด ไม่เหมือนเกมส์อย่าง Skyrim
ที่การตอบของคุณจะมีผลกับสิ่งที่จะเกิดต่อไปมาก

Plot & Story Score *** / ***** ( Good ) : 
ด้านบทและเนื้อเรื่องของ Amalur ถือว่าน่าสนใจเอามากๆคุณตายและถูกชุบชีวิตขึ้นมาโดยที่ดันไม่มีชะตาถูกกำหนดเอาไว้นั่นก็คือชะตากรรมอยู่ในมือของคุณไม่ได้ถูกกำหนดไว้เหมือนเช่นคนอื่น ทำให้ทั้งเกมส์จะเน้นไปที่คุณเป็นใครและคุณตายด้วยน้ำมือใคร ? นอกจากนั้นเควสต่างๆในเกมก็น่าสนใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทรยศการเคลือบแคลงสงใสทำให้เรารู้สึกอยากจะรู้ตอนต่อไปตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้น
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากมาย เควสส่วนใหญ่ก็ประเภท ช่วยคนนี้ คนนู้น ไปฆ่านู้นนี้

CG & Pictures Score *** / ***** ( Good ) : 
ด้านกราฟฟิคของเกมAmalurถือว่าทำได้ออกมาสวยพอใช้ได้คล้ายๆกับการ์ตูน+แฟนตาซีโคตรๆ ซึ้งดูเป็นธรรมชาติและสวยดี ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีอาการเฟรมเรตตกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกัน CG แบบนี้เวลาเราเล่นไปเรื่อยๆจะทำให้รู้สึกเบื่อมากๆเพราะว่าแต่ละที่มันแทบจะเหมือนกันหมด แทบจะไม่มีความแตกต่างเลย

Final Score **** / ***** ( Great ) : 
Kingdoms of Amalur : Reckoning เป็นเกมแนวโลกกว้างผสมกับแอ๊คชั่นที่สนุกมากๆๆๆอีกเกมส์ด้วยระบบการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใครที่คุณไม่ต้องมานั่งกดคำสั่งตลอดเวลาหรือโจมตีศัตรูด้วยอาวุธเดิมๆ สกิลเดิมๆทั้งเกมส์ เนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แต่ข้อเสียของ Amalur หลักๆก็คือการที่บอสแต่ละตัวของเกม มันก็คือคนธรรมดาเนี้ยแหละ ทำให้รู้สึกน่าเบื่ออยู่บ้างนอกจากนั้นในระดับ Normal เกมก็รู้สึกไม่ยากเท่าไรเลย โดยเฉพาะบอสบางตัวที่ฆ่าง่ายกว่ามินิ-บอสบางตัวอีก แต่อย่างไรก็ตามความสนุกของมันทำให้ผมนั่งรอใจจดใจจ่อ Kingdoms of amalur 2

(ENGLISH)

The Good :  - Great Gameplay and Fighting job System
- 30 - 200 Hrs of play
- Good CG
- Good Soundtrack

The Bad : - Same CG over and over again
- Boss is not Boss (it's another fae !!!)
- Every choice got the same end.

Suggestion : If you want to try a new stuff like Action + Open World RPG you have to try this !!
the fighting system in this game is awesome and great but it's like half of RPG is goes to fighting
so it's not like Skyrim that very very hardcore RPG but you have to try this one before thinks that
this game sucks trust me you gonna spent a lot of hours to this games.

Totally Score B+ ( Great )



Thankyou to Kingdoms of amalur (2012) EA , 38 Studios , Big Huge Games , Trailer from youtube