แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Action แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Action แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) Movie Review


"Batman v Superman: Road to Justice League"



Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

-- ภาพรวม --
- กัล กาด็อท รับบทวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนสุดๆ
- การแสดงของเบน เอฟเฟลค และเจเรมี่ ไอรอน ค่อนข้างดี ทำให้ภาพยนตร์ Batman ในอนาคต น่าดูขึ้นเยอะ
- เฮนรี คาวิลล์ ยังคงรับบทเป็น Superman ได้ดี ถ่ายทอดสภาวะความสับสนของตัวละครได้น่าติดตาม
- ฉากแอ็คชั่นมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะท้ายเรื่องที่อลังการพอตัว
- เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งรับบทโดยเจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ในด้านนึงก็น่าสนใจ แต่ในอีกด้านก็น่ารำคาญ
- การเล่าเรื่องของ แซค สไนเดอร์ ค่อนข้างจืดชืด
- บทพูดเหมือนพยายามจะให้ดูเท่ห์อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นน่ารำคาญ
- พยายามที่จะยัดหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องเดียวมากเกินไป จนเป็นเหตุทำให้ภาพรวมออกมาวุ่นวาย ขาดความเป็นเอกภาพ
- เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างมารวมตัวกัน แฟนๆน่าจะชอบอย่างแน่นอน ในขณะที่คนทั่วไปคงไม่ประทับใจเท่าไรนัก

เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดภาพยนตร์ที่กระแสแรงแห่งปี 2016 เสียจริงๆ กับการปะทะกันของซุปเปอร์ฮีโร่ Batman v Superman : Dawn of Justice ที่เปิดตัวมาก็มีกระแสดราม่า เมื่อคะแนนในเว็บไซต์นักวิจารณ์ตั้งแต่ Metacritic ยัน Rotten Tomatoes ค่อนข้างต่ำ จนหลายคนล้อกันว่าเป็น ผู้ชม vs นักวิจารณ์ ไปเสียแล้ว


Dawn of Justice ในภาพรวมแล้วถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่แย่ แต่ก็พูดยากว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม หรือกระทั่งเข้าขั้นดี ด้วยความที่มันมีทั้งจุดดี จุดเด่น ผสมผสานกับจุดด้อย และปัญหาต่างๆพร้อมกัน

ขอเริ่มจากจุดที่ชื่นชอบในภาพยนตร์ก่อนละกัน ในด้านของนักแสดงหน้าใหม่แล้ว ต้องขอชม กัล กาด็อท ซึ่งกระโดดเข้ามารับบทเป็นวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนอย่างมาก ส่วน เบน แอฟเฟล็ค ซึ่งเข้ามารับบทบาทสำคัญอย่างพี่แบท ก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว เคมีของเขานั้นเข้ากับ เจเรมี่ ไอรอน ซึ่งรับบทเป็น อัลเฟรด อย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้ตั้งตารอคอยภาพยนตร์แบทแมน ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกว่าจะกำกับเองและเล่นเองไม่ใช่น้อย


ส่วนในด้านของนักแสดงที่กลับมารับบทเดิมอย่าง เฮนรี คาวิลล์ ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพัฒนาในการแสดงของเขา ถ่ายทอดสภาพความสับสนของตัวละครได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม นักแสดงอีกท่านอย่าง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ซึ่งรับบทเป็น เล็กซ์ ลูเธอร์ อาจจะต้องรอดูผลงานในภาคต่อถัดๆไป เพราะในบางฉากตัวละครของเขาก็น่าสนใจดี แต่พอไปถึงอีกฉาก การแสดงของเขาก็กลายเป็นน่ารำคาญเสียอย่างนั้น คล้ายคลึงกับบทพูดในภาพยนตร์ ซึ่งดูพยายามเหลือเกินที่จะให้มันดูเท่ห์ ดูหล่อ ดูสวย แต่พอเริ่มยัดเข้ามาทุก 5 นาที ความเท่ห์เริ่มจะกลายเป็นความน่ารำคาญเสียแทน


สำหรับท่านใดที่เห็นชื่อภาพยนตร์ Batman v Superman แล้วหวังว่าจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นระหว่างพี่แบทกับพี่ซุปเยอะๆแล้วละก็ เตรียมผิดหวังได้เลย เพราะอย่าว่าแต่ฉากพี่แบทกับพี่ซุปเลย แค่ฉากแอ็คชั่นทั้งหมดรวมกันคงจะไม่ถึง 1 ใน 3 ของทั้งเรื่องด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าฉากที่มีอยู่โดยเฉพาะท้ายเรื่องค่อนข้างจะมั่วซั่วได้ซะใจสมเป็น แซค สไนเดอร์ ก็ตาม ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามมากที่สุด

ในเมื่อทางค่าย Warner Bros. ได้ตัดสินใจที่จะเลือกผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เหตุใดทิศทางของภาพยนตร์จึงแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ดราม่าไปได้ ทั้งๆที่นั้นไม่ใช่จุดแข็งของผู้กำกับท่านนี้เลยแม้แต่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะกลัวว่าผู้ชมติดภาพ Dark Knight Trilogy ของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ไม่ทราบเช่นกัน


ยิ่งพอผนวกเข้ากับความพยายามในการยัดเยียดหลากหลายตัวละครเข้าไปพร้อมๆกันในภาพยนตร์เรื่องเดียว ยิ่งทำให้เรื่องราวแกนหลักจริงๆในภาคนี้ซึ่งควรจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จางหายไปในพื้นหลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งในจุดนี้แฟนๆคงน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นโฉมหน้าสมาชิกทีม Justice League ในอนาคต แต่สำหรับคนทั่วไป หรือท่านที่ไม่ได้รู้จักตัวละครเหล่านี้มากนัก คงได้แต่นั่งงงตาปริบๆและตั้งคำถามว่า 'ใส่มาทำไมในเมื่อมันคือตัวละครสำหรับภาพยนตร์ในอนาคตและแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์ที่ฉันกำลังนั่งดูอยู่'

เอาเข้าจริงแล้ว ตัวแนวคิดหรือแกนหลักของ Dawn of Justice ก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว ในด้านของการพูดถึงการล่มสลายของความเชื่อในมนุษยชาติ การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด จนต้องนำไปสู่ความหวังในการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นในมนุษย์ให้กลับคืนมา


แต่ในเมื่อการเล่าเรื่อง บทภาพยนตร์ และเวลาในภาพยนตร์ต่างถูกใช้ไปกับการปูทางไปสู่ภาพยนตร์ในอนาคตจำนวนมาก จนเนื้อหาตัวภาพยนตร์จริงๆเหลือเพียงแต่ร่องรอย น้ำหนัก และความน่าจดจำของความคิดนี้ ก็เปรียบเสมือนการซื้อต้นไม้มาวางไว้ที่บ้านโดยที่ไม่มีใครแยแสจะใส่ใจและให้เวลากับมัน จนต้องแห้งและล้มตายไปในที่สุด


สุดท้ายแล้ว ด้วยการแสดงและการแนะนำตัวละครใหม่ๆอย่าง แบทแมน วันเดอร์วูแมน หรือสมาชิกทีม Justice League ที่น่าตื่นเต้น รวมไปถึงฉาก Climax ที่อลังการงานสร้าง น่าจะทำให้ Batman v Superman: Dawn of Justice กลายเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆชื่นชอบได้ไม่ยากนัก ในขณะที่สำหรับผู้ชมทั่วไปแล้วมันคงจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการใช้วัตถุดิบและเครื่องมือที่มีอยู่อย่างผิดทิศผิดทาง เป็นเหตุทำให้ภาพรวมกระจัดกระจาย ขาดเอกภาพ ถึงแม้ว่าภาพรวมมันอาจจะไม่แย่อย่างที่กระแสพูดถึงกันก็ตาม

Final Score : [ 6.5 ]

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Spectre ( 2015 ) Movie Review



Spectre ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ยานอนหลับชั้นดี"


 ห็นได้ชัดเลย ว่าช่วงนี้ตลาดภาพยนตร์กำลังตื่นตัวกับกระแสภาพยนตร์สายลับมากทีเดียว โดยเฉพาะการนำมันมาพลิกกลับด้านกลายเป็นมุขตลกโปกฮาอย่างเช่นใน Spy หรือ Kingsman: The Secret Service ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เหล่านี้ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์สายลับรหัสเลขสามตัว 007 หรือ James Bond


โดยเฉพาะหลังจากความสำเร็จของ Skyfall ในภาคที่แล้ว ซึ่งยอดเยี่ยมจนหลายต่อหลายคนถึงกับเอาไปวางบนหิ้ง ซึ่ง Spectre ก็เป็นภาคต่อที่พยายามจะสานต่อความสำเร็จนี้อีกครั้งหนึ่ง 


แต่น่าเสียดาย เมื่อเทียบกับ Skyfall แล้ว Spectre แทบจะเปรียบเสมือนเด็กน้อยปั่นจักรยานข้างทางที่ดูจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรซักเท่าไรนัก กล่าวคือนี้เป็นภาคต่อของสายลับมาดเท่ห์ 007 ที่ปราศจากซึ่งความโดดเด่น ความน่าจดจำใดๆ ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยความจืดชืด น่าเบื่อ ชวนง่วงหงาวหาวนอน



Spectre ว่าด้วยเรื่องราวต่อจาก Skyfall เจมส์ บอนด์ เดินตามรอยแห่งอดีตซึ่งทำให้เขาต้องพบกับศัตรูตัวร้ายคนใหม่ที่ร้ายกาจกว่าครั้งที่ผ่านๆมา


ที่ดูจะเลวร้ายที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นบทภาพยนตร์ ช่างน่าเบื่อ แทบไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ใดๆของเจมส์ บอนด์อยู่เลย เต็มไปเรื่องราวซ้ำๆซากๆ ตั้งแต่ พระเอกต้องเผชิญกับองค์กรร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ หัวหน้ากลุ่มที่มีความแค้นส่วนตัวกับพระเอก หรือ อดีตที่ตามมาหลอกหลอน  ที่แย่คือสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ซ้ำซาก แต่ยังขาดชั้นเชิงอย่างมาก ส่งผลทำให้เรื่องราวไม่มีความน่าจดจำใดๆเลย

แต่สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งทำให้ Spectre กลายเป็นภาพยนตร์ที่แสนน่าผิดหวัง ก็คือตัวละครร้ายทั้งหลายของภาพยนตร์ โดยเฉพาะตัวละครของนักแสดงรางวัลออสการ์ คริสตอฟ วอลซ์ ที่ถูกวางมาให้เป็นคู่ปะทะที่สูสีและอาจจะเหนือกว่า เจมส์ บอนด์ ด้วยซ้ำไป ก่อให้เกิดเรื่องราวการปะทะอันแสนดุเดือด แต่สิ่งที่เราเห็นกลับมีเพียงตัวร้ายที่ทำอะไรแทบไม่ได้นอกจากพล่ามแล้วพล่ามอีก พอถึงเวลาจริงก็กระจอกงอกง่อย น่าผิดหวังไม่ต่างอะไรกับ อัลตรอน ใน Avengers: Age of Ultron จุดนี้ทำร้ายตัวภาพยนตร์อย่างมาก เนื่องจากทำให้เรื่องราวอันแสนอลังการที่ถูกสร้างมาทั้งเรื่อง ไร้ความหมายไปในทันที เสมือนสิ่งก่อสร้างอันแสนศักดิสิทธิ์นับร้อยชั้นที่พังครีนลงมาเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังไว้ให้ดูชมอย่างเจ็บปวดรวดร้าว




ในหลายส่วนก็ต้องตั้งคำถามถึงการกำกับของ แซม เมนเดส เช่นกัน ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เพราะการกำกับของเขาใน Spectre นั้นแทบจะเหมือนยานอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่จืดชืด ไร้พลัง การวางตัวละคร ปูปมขัดแย้งในจุดต่างๆที่ขาดชั้นเชิง และฉากแอ็คชั่นที่กลายเป็นระเบิดภูเขาเผากระท่อมไม่มีความน่าสนใจใดๆเลย ต่างก็ได้ส่อถึงปัญหาอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากภาคที่แล้ว


มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่ Spectre ยังคงทำได้ดี นั้นก็คือด้านโปรดักชั่นที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำ ฉาก หรือการจัดแสงต่างๆที่น่าทึ่ง และฉากเปิดเรื่องที่คลอเพลง Writing's On the Wall ของ แซม สมิธ ไปด้วย ช่างไพเราะ งดงาม และดูจะอลังการ น่าจดจำเสียยิ่งกว่าตัวภาพยนตร์จริงๆทั้งเรื่องเสียอีก




จริงๆ Spectre มีความน่าสนใจ ความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งภาคของ เจมส์ บอนด์ ที่ยอดเยี่ยมได้ เช่นการจับเรื่องราวระหว่างตัวละครเอก เจมส์ บอนด์ กับ สาวบอน์ด ซึ่งเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ชุดนี้อย่างจริงจัง พูดถึงการสูญเสียคนรักมากมาย บาดแผลในใจของ บอนด์ ที่อาจจะทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางสิ่ง เสมือนกับเพลง Writing's On the Wall 

ถ้าหากมองข้ามความเป็นจริง ว่านี้คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ของสายลับรหัส 007  Spectre ก็ดูจะเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวร้ายซักเท่าไรนัก แต่ในเมื่อความเป็นจริงมันไม่ใช่เช่นนั้น และผลงานที่ออกมาตอนนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของสิ่งที่มันควรจะเป็น ท้ายที่สุดแล้ว Spectre ก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความผิดหวัง


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

The Last Witch Hunter (2015) Review


The Last Witch Hunter (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"พี่วินก็เอาไม่อยู่"


  ถือได้ว่ากลายเป็นดาราแอ็คชั่นระดับยักษ์ใหญ่ งานเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนแล้วจริงๆสำหรับพี่ วิน ดีเซล ที่เชื่อว่าหลายคนคงจะจำเขาได้จากบทบาทใน Pitch Black หรือแฟรนไชส์ The Fast and the Furious


ซึ่งด้วยความโด่งดังนี้เอง ทำให้เขาจึงต้องถูกดึงตัวไปในภาพยนตร์ใหม่ๆ The Last Witch Hunter ก็เป็นหนึ่งในความพยายาม ที่จะใช้พลังของ วิน ดีเซล ในการดึงกระแส และสร้างความโดดเด่นให้กับภาพยนตร์


The Last Witch Hunter ว่าด้วยเรื่องราวของนักล่าแม่มดฝีมือเก่งกาจคนหนึ่งที่พบว่าเขากำลังเผชิญกับภัยอันตรายครั้งใหม่ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ



ต้องพูดเลย ว่า วิน ดีเซล ผู้รับบทเป็น คาลเดอร์ นักล่าแม่มดอันเก่งกาจ เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมและน่าจดจำที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขายังคงเป็นนักแสดงที่บู้ได้อย่างเมามันส์ แต่ก็เสริมเรื่องราวตัวละครในบทที่ตนเล่นได้ดี ยังคงเป็นนักแสดงที่เรารู้สึกถูกชะตาได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่เขาไม่ได้รับบท ริดดิค หรือ ดอม อีกต่อไปแล้ว

พูดตรงๆคือเขาเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ The Last Witch Hunter อยู่ในจุดที่พอจะหาความบันเทิงได้บ้าง ท่ามกลางองค์ประกอบอันแสนย่ำแย่ส่วนอื่นๆ ตั้งแต่บทภาพยนตร์ที่แสนซ้ำซาก  หาความโดดเด่นได้ยากเย็นเหลือเกิน และในความซ้ำซากก็ยังจะทำออกมาได้จืดชืดซะอีก


ในด้านของตัวละครนอกจากตัวเอก โดยรวมๆก็ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรนัก เช่น ตัวละคร โคลอี้ ที่รับบทโดย โรส เลสลี่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสัมพันธ์เชิงคนรักกับ คาลเดอร์ ความสัมพันธ์นี้ก็ถูกยัดเยียดเข้ามามากเกินจนเราไม่รู้สึกเชื่อเท่าไรนัก แต่กลับรู้สึกว่าไอ้สองคนนี้มันไปชอบกันตอนไหนเสียมากกว่า ที่ดูน่าสับสนที่สุดก็คงจะเป็นตัวละครของ เอไลจาห์ วูด ไม่แน่ใจว่ามีมาเพื่ออะไร เป็นตัวละครที่มีตัวตนอยู่ด้วยเหตุผลอันเบาหวิวอย่างมาก




แต่ ตัวละครที่ไม่น่าอภัยที่สุดใน The Last Witch Hunter เลย ก็คือตัวแม่มดสุดร้ายกาจ ที่ตัวภาพยนตร์อวยนักอวยหน้า ว่าเก่ง ว่าเทพ จะนำความวิบัติมากมายมาสู่โลก แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นได้แค่อีกหนึ่งตัวละครดาษๆที่ทำอะไรแทบไม่ได้นอกจากพล่าม กลายเป็นว่าตัวละครอีกตัวอย่าง บีไลห์ ที่รับบทโดย โอลาฟูร์ ดาร์รี โอลาฟสัน ยังมีความน่าสนใจ และดูจะร้ายกาจเสียยิ่งกว่าอีก


ซึ่งเหตุผลที่ตัวภาพยนตร์ประสบปัญหาอย่างที่เป็นนี้ หลายๆสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นปัญหาที่มาจากในด้านของการกำกับเอง  เบรก ไอส์เนอร์ ดูจะเป็นผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองที่ไม่เหมาะกับงานที่ต้องอาศัยความสร้างสรรค์อย่างมากเช่น The Last Witch Hunter เสียเลย แทบจะทุกสรรพสิ่งในภาพยนตร์ต่างถูกกำกับออกมาอย่างจืดชืด ไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ตัดต่อรวดเร็วเกินไปดูอะไรแทบจะไม่รู้เรื่อง แถมยังออกแบบฉากต่อสู้ได้แห้งแล้ง ปราศจากซึ่งความอลังการหรือความน่าจดจำ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์สุดท้ายของเรื่องที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูกำแพง ช่างแบนราบ แข็งกระด้าง และน่าเบื่อเสียนี้กระไร



สุดท้ายแล้ว The Last Witch Hunter ก็เป็นได้แค่อีกหนึ่งภาพยนตร์ดาษๆที่หาความน่าจดจำหรืออะไรที่เป็นเนื้อหาสาระแทบจะไม่ได้เลย ต้องยกนิ้วให้ วิน ดีเซล ที่ดูจะพยายามอย่างมากในการดึงภาพยนตร์ขึ้นมาหุบเหวมรณะ แต่ในเมื่อผู้กำกับล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิงในการสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาน่าสนใจ มีพลัง หรือสร้างความแตกต่างจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ บทสรุปที่ออกมาก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากความหายนะ 


Final Score: 4.5 / 10

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

Sicario ( 2015 ) Movie Review


Sicario (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"เด็กน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่า"



เดนนิส วิลเลอเนิฟ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับฝีมือระดับหาตัวได้ยากของฮอลลีวูด จากผลงานก่อนๆอย่าง Prisoners และ Enemy ซึ่งภาพยนตร์ของเขา มักจะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด สถานการณ์อันกดดันจนหายใจลำบากในทุกๆวินาที ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับน้อยคนนักจะทำได้เป็นเอกลักษณ์อย่างคงเส้นคงว่าเท่า เดนนิส


ซึ่ง Sicario ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นี้ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด กดดัน และสมจริง ว่าด้วยเรื่องราวของ เคท FBI สาวมือฉกาจที่ถูกส่งไปร่วมช่วยเหลือต่อต้านขบวนการค้ายาและเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายที่ชายแดนระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับแม็กซิโก แต่การมาของเธอครั้งนี้ทำให้เธอได้รู้ซึ้งถึงความอันตรายครั้งใหม่



สาเหตุที่ทำไม Sicario เป็นภาพยนตร์ที่ช่างลุ้นระทึก กดดัน และตึงเครียด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนสำคัญมาจากผู้กำกับ เดนนิส วิลเลอเนิฟ ซึ่งยังคงเล่าเรื่อง และสร้างสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะผ่านบทพูด หรือ ภาพบนจอภาพยนตร์ ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเหล่าตัวละครนั่นตกอยู่ในสภาวะที่เป็นภัย และความรู้สึกที่อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อใดก็ได้ตลอดทั้งเรื่อง

ยิ่งผนวกเข้ากับการตัดต่อของ โจ วอล์คเกอร์ เข้าไป ก็ยิ่งทวีคูณความเคร่งเครียดให้กับสถานการณ์ในภาพยนตร์ขึ้นไปอีกขั้น


ในด้านของนักแสดงทั้งหลายในภาพยนตร์ ทุกคนก็ยังคงแสดงพลังผ่านเรื่องราวอันตึงเครียดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เอมิลี่ บลันท์ ซึ่งรับบทหญิงแกร่งในต้นเรื่อง สู่หญิงผู้บอบบางอ่อนแอในท้ายเรื่อง หรือ จอช โบรลิน ที่นอกจากจะรับบทจริงจังได้แล้ว ยังเป็นคนที่คอยใส่มุขกวนๆเข้ามาสร้างสีสันในภาพยนตร์ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดได้ตลอดเวลา


แต่บุคคลที่เป็นตัวเอกที่แท้จริงของภาพยนตร์ ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เบนิซิโอ เดล โทโร ซึ่งรับบทเป็นตัวละครอันแสนโหดเหี้ยม น่ากลัว และน่าเกรงขามที่สุดในภาพยนตร์ นอกจากนั้น ความสัมพันธ์เสมือน 'พ่อสั่งสอนลูก' ระหว่างตัวละครของเขา กับ ตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ ก็ช่างน่าสนใจเสียจริงๆ



ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่งที่ Sicario ยังทำได้ไม่โดดเด่นเท่าไรนัก ก็คงจะเป็นพื้นหลังการวางเรื่องราวปมปัญหาระหว่างประเทศอเมริกาและแม็กซิโก ที่ยังคงดูเดิมๆ ไม่น่าจดจำและไม่น่าสนใจเท่าไรนัก 
การสอดแทรกประเด็นศีลธรรมในมนุษย์ก็ค่อนข้างจะโดนส่วนอื่นเบียดจนตกไป แตกต่างจากในผลงานก่อนอย่าง Prisoners ที่ตัว เดนนิส เล่นจุดนี้ได้ดี ได้น่าจดจำกว่ามากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย


ถึงแม้ว่าในช่วงปัจจุบันเราจะได้เห็นและได้ชมการยอมรับพลัง สิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมระหว่างเพศชาย กับเพศหญิงที่มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะนอกหรือในโลกภาพยนตร์ แต่ช่างน่าแปลกใจที่ Sicario กลับเป็นภาพยนตร์ที่ตอกย้ำถึงพื้นที่หรือโลกบางส่วนที่มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ และเป็นที่ๆเพศหญิงหรือผู้อ่อนแอไม่อาจมีชีวิตรอด ซึ่งในภาพยนตร์เปรียบเปรยโลกๆนี้ว่าเป็น 'โลกแห่งหมาป่า' ที่ๆซึ่งเหยื่อผู้อ่อนแอจะถูกกำจัดอย่างง่ายดาย


ซึ่งตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนความแข็งแกร่งของเพศหญิง ที่เข้ามาถูก บดบี้ ขยี้ และถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในโลกของผู้ชายหรือโลกของหมาป่าแห่งนี้ เสมือนเป็น เด็กน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่า อย่างแท้จริง



สุดท้ายแล้ว Sicario ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ เล่าเรื่อง ตัดต่อ หรือการแสดง ต่างก็อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การสอดแทรกความคิดที่มีโลกหรือพื้นที่บางส่วนซึ่งผู้หญิง หรือ ผู้อ่อนแอไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว และเป็นโลกของผู้ชาย ฝูงหมาป่าอันแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ก็เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย Sicario อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้านที่ดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปซักเท่าไรนัก


Final Score : [ 8 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Hitman: Agent 47 (2015) movie review



Hitman: Agent 47 (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


" God Mode Activated "


 ถือได้ว่าเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้ง กับภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากวิดีโอเกม ซึ่งอย่างที่น่าจะทราบกันดี ประวัติศาสตร์ของวงการนี้นั้นค่อนข้างจะมืดมนพอสมควร จากภาพยนตร์ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าหลายต่อหลายเรื่อง ส่วนเรื่องที่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้แฟนๆเกมก็ตั้งคำถามถึงคุณภาพมันอยู่ทุกวัน (Reside....)


แน่ล่ะ สุดท้ายแล้วพอมีภาพยนตร์ใหม่ๆเหล่านี้ประกาศออกมาหรือมีตัวอย่างภาพยนตร์ออกมา เราก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ แถมยังมีภาพยนตร์อย่าง Warcraft หรือ Assassin's Creed ในปีหน้าที่หลายๆคนคาดหวังไว้ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำลายคำสาปนี้ให้สิ้นไป  แต่สำหรับ Hitman: Agent 47 (ซึ่งจริงๆเคยเป็นภาพยนตร์มาก่อนแล้วครั้งหนึ่งในปี 2007) อนาคตนั้นดูจะลำบากเหลือเกิน 



Hitman: Agent 47 ว่าด้วยเรื่องราวของเอเจนท์หมายเลข 47 ซึ่งต้องร่วมมือกับผู้หญิงปริศนาคนหนึ่งเพื่อตามหาบุคคลสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการ


บอกตามตรงเลย ว่าถ้าหากเปลี่ยนชื่อภาพยนตร์ไปเป็นชื่ออะไรก็ได้อื่นๆ ต่อให้ชมภาพยนตร์จนจบก็แทบจะไม่รู้เลยว่านี้เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากวิดีโอเกมชื่อดังอย่าง Hitman ยิ่งโดยเฉพาะผู้ชมบางท่านที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน ยิ่งแล้วใหญ่


ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสภาพของตัวภาพยนตร์เอง ช่างจืดชืด ธรรมดา ปราศจากความสดใหม่ หรือความโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย เสมือนเป็นแค่อีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็คชั่นธรรมดาๆทั่วไปที่โผล่ขึ้นมาในโรงภาพยนตร์ให้ชมไม่กี่อาทิตย์แล้วเราก็ลืมๆมันไปอย่างรวดเร็ว


ตั้งแต่ บทภาพยนตร์ ซึ่งดาษดื่น และพูดถึงเรื่องเดิมๆที่ภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นพูดมาแล้วไม่รู้กี่ล้านรอบ ไม่ว่าจะเป็น องค์กรลับอยู่เบื้องหลัง , โครงการสร้างสิ่งที่เหนือมนุษย์ สร้างกองทัพ , การท้าทายพระเจ้า , ตัวละครสูญเสียความทรงจำและต้องออกตามหาความทรงจำ บลาๆอื่นอีกมากมาย



หรือกระทั่งเหล่าฉากแอ็คชั่นเอง ก็ยังทำได้ค่อนข้างธรรมดา ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับภาพยนตร์ที่น่าจะได้อิทธิพลมาจากเกมอย่าง Hitman โดยรวมฉากแอ็คชั่นยังถือว่าพอดูได้ สนุกได้ แต่ก็ไม่มีฉากใดน่าจดจำหรือทำให้เราร้องว้าวเลยแม้แต่ฉากเดียว


แต่ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของตัวภาพยนตร์จริงๆ ดูเหมือนจะเป็นตัวละครเสียมากกว่า ในขณะที่ตัวละครร้ายก็ช่างแสนจะแบนราบ ข้าร้าย ข้าอยากครองโลก ก็เพราะข้าเป็นตัวร้าย และยิงวืดมันได้ทุกนัด พระเอกของเรา เอเจนท์ 47 ก็ช่างมหาเทพเสมือนใส่สูตร เปิดโหมดพระเจ้า ปืนเล็งอัตโนมัติไม่มีวันพลาด กระสุนไม่มีจำกัด อย่างงั้นเลยทีเดียว ถ้าหากลุง เลียม นีสัน ใน Taken เปิดโหมดพระเจ้า , เอเจนท์ 47 ก็เหมือนเปิดโหมดพระเจ้าเวอร์ชั่นอัพเกรด 2.0 ซึ่งผลของตัวละครที่เป็นเช่นนี้ ก็คือภาพยนตร์ที่ปราศจากความตื่นเต้น หรือความน่าสนใจ เพราะตัวละครเอกของเราไม่เคยตกอยู่ในสภาวะลำบาก หรือสภาพที่กำลังเสี่ยงต่อชีวิตเลยแม้แต่ครั้งเดียว



ทำให้สุดท้ายแล้วภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากวิดีโอเกมชื่อดังเรื่องล่าสุด Hitman: Agent 47 นี้กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็คชั่นที่ปราศจากความน่าจดจำ นี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งความล้มเหลวของฮอลลีวูดในการพยายามสร้างภาพยนตร์เหล่านี้ แต่อย่างน้อยนี้ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่รู้สึกทรมาณหรือรู้สึกอยากเดินออกจากโรงระหว่างชม นี้ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สามารถชมได้อย่างเพลินๆ เพียงแต่ว่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังสำหรับสภาพของภาพยนตร์ประเภทนี้ ที่เริ่มจะสิ้นหวังเข้าไปทุกวันทุกวัน


Final Score : [ 5 / 10 ]

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Mission Impossible : Rogue Nation ( 2015 ) Movie Review



Mission Impossible : Rogue Nation ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz 



"อร่อยไม่เคยเปลี่ยน"


       ในโลกของภาพยนตร์ไม่ว่าจะในช่วงอดีตหรือปัจจุบันนั้น มีภาพยนตร์ซีรีส์หลากหลายชุดเกิดขึ้นมามากมาย เช่น Terminator  ,Transformers , X-Men , Die Hard หรือ James Bond  แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีเพียงไม่กี่ซีรีส์เท่านั้นที่ยังคงรักษาระดับคุณภาพและเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในนั้นก็คงจะหนีไม่พ้น ภาพยนตร์แอ็คชั่นสุดยอดสายลับที่มีอายุยาวนานถึงเกือบ 20 ปี อย่าง Mission Impossible 


Mission Impossible: Rogue Nation ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มสายลับมือฉกาจ ไอเอ็มเอฟ  ที่กำลังถูกตามล่าตัวโดยกลุ่มลึกลับกลุ่มใหม่ที่ได้ชื่อว่า ซินดิเคท ทำให้สมาชิกกลุ่ม ไอเอ็มเอฟ จึงต้องหาทางเอาชีวิตรอดท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูจะเป็นไปไม่ได้




ถึงแม้จะไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ ว่า Rogue Nation ยังคงเป็นภาพยนตร์ภาคต่อของ Mission Impossible ที่ยังคงรักษาระดับคุณภาพของตนเองได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางภาพยนตร์ซีรีส์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และภาพยนตร์ซีรีส์เก่าๆที่ต่างล้มหายตายจากและคุณภาพลดลงเข้าทุกวัน เช่น Terminator หรือกรณีหนักสุดอย่าง Die Hard 



Rogue Nation ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นไล่ล่าอันลุ้นระทึก ตื่นเต้น และมีการออกแบบฉากแอ็คชั่นและลำดับฉากต่างๆได้เป็นอย่างดี ซ้ำฉากเหล่านี้ยังถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน แทบไม่มีเวลาให้หยุดพัก จนทำให้แทบจะไม่มีช่วงใดที่รู้สึกเบื่อเลย จะว่าไปแล้ว ความคิดที่ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้คือภาพยนตร์ที่สนุก ตื่นเต้นและน่าติดตามมากที่สุดในปีนี้ ณ เวลานี้ ก็พุ่งเข้ามาในสมองระหว่างชมอยู่หลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียว




ในด้านของตัวละครต่างๆ เหล่าสายลับไอเอ็มเอฟเจ้าเก่าก็ยังคงเป็นตัวละครที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ยังคงสนุกสนาน น่าคอยเอาใจช่วยไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าจะน่าเสียดายที่ตัวละครส่วนใหญ่ที่เราจะได้เห็นในภาคนี้ ดูจะเป็นตัว อีธาน ฮันท์ ซึ่งรับบทโดย ทอม ครูซ กับตัวละครใหม่อย่าง อิลซ่า ซะเกินครึ่งเรื่อง แต่จริงๆนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว เพราะตัวละคร อิลซ่า ซึ่งรับบทโดย รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน ก็โดดเด่นน่าสนใจ แอบแฝงเรื่องราวมุมมองของตัวละครที่น่าติดตามอยู่มากเลยทีเดียว ซ้ำการแสดงอันน่าทึ่ง และความเซ็กซี่ของเธอก็ยิ่งทำให้ตัวภาพยนตร์น่าดูชมเข้าไปอีก


น่าเสียดายที่ตัวละครร้ายหลักของเรื่องอย่าง โซโลมอน เลน ซึ่งรับบทโดย ฌอน แฮร์ริส ค่อนข้างจะจืดชืด แบนราบ และถูกบดบังรัศมีโดย อิลซ่า อยู่มาก ซึ่งจริงๆส่วนหนึ่งก็ต้องโทษเวลาบนจอหนังที่ให้กับตัวละครนี้น้อยมากๆจนแทบจะไม่มีโอกาสสร้างมิติหรือปูเรื่องราวให้กับตัวละครเท่าไรนัก ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดาย




อีกสิ่งที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง ก็คือบทภาพยนตร์อันสุดแสนจะธรรมดา ค่อนข้างจะจืดชืดและเดาทางง่ายอยู่มากของตัวภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะพยายามพลิกไปมา ใส่จุดหักมุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไรนัก จะมีก็เพียงฉากเปิดตัว ซินดิเคท และ โซโลมอน เลน ในช่วงต้นเรื่องด้วยวิธีที่คาดไม่ถึงแต่โคตรเท่ห์เท่านั้น ที่พอจะสร้างความน่าตื่นเต้นให้ได้บ้าง


นี่ยังไม่นับถึงตรรกะอันหลุดโลกของตัวภาพยนตร์ที่ดูจะออกนอกแกแล็คซี่เข้าไปทุกวินาที จนแทบจะปราศจากซึ่งเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆ ได้แต่แถไปเรื่อยเปื่อย แต่นี้ดูจะเป็นสิ่งที่คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเอาเข้าจริงก็คงจะพอให้อภัยได้ในบางโอกาส สำหรับภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อว่า Mission "Impossible"




แต่สิ่งที่น่าประทับใจและน่านำไปครุ่นคิดมากที่สุดของ Rogue Nation อย่างแท้จริงเลย ไม่ใช่ฉากแอ็คชั่นไล่ล่าอันน่าตื่นเต้น หรือ เหล่าตัวละครที่น่าหลงใหล แต่เป็นการตั้งคำถามถึงศีลธรรมในการตัดสินใจของตัวละคร ที่ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าและชัยชนะ โดยปราศจากซึ่งการคำนึงถึงความเดือดร้อน และภัยอันตรายที่จะส่งผลต่อผู้อื่น ของตัวละครเอกอย่าง อีธาน ฮันท์ ต่างหาก 


หรือกระทั่งคำกล่าวของเหล่าตัวละครร้าย ที่หาว่าเหล่าตัวละครเอกของเราพึ่งแต่สิ่งที่เรียกว่า "โชค" ในการเอาชีวิตรอดสถานการณ์อันยากลำบากต่างๆ ก็เช่นกัน  สุดท้ายแล้วทั้งสองสิ่งนี้ ก็เป็นอะไรที่ยากจะปฏิเสธ โดยเฉพาะความจริงที่ชะตากรรมของเหล่าตัวละครเอกที่หากวันใดอับโชค ก็อาจนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงอันน่าหวาดกลัว แต่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีได้เลยเสียจริง


Final Score: [ 7.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Jurassic World ( 2015 ) Movie Review


Jurassic World ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"สุดยอดภาพยนตร์ฟาสต์ฟู้ดของฮอลลีวูด"



Jurassic Park เชื่อเลยว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ หรืออาจจะเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในตอนนั้น การมาของเหล่าไดโนเสาร์ในภาพยนตร์ ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฮอลลีวูดไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่ง Jurassic World ก็คือการกลับมาที่พยายามจะสร้างประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง


Jurassic World ว่าด้วยเรื่องราวของสวนสนุกจูราสสิคเวิลด์ที่เกิดเหตุไดโนเสาร์หลุดออกมาจึงทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง 



อย่างแรกที่ Jurassic World แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและปฏิเสธไม่ได้จริงๆเลย ก็คือทางด้านโปรดัคชั่น และซีจีต่างๆของมัน นี้เป็นภาพยนตร์ที่สรรรค์สร้างซีจีไดโนเสาร์ต่างๆ หรือ การออกแบบฉากต่างๆได้อย่างน่าทึ่ง อลังการงานสร้าง ระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่างไม่ต้องสงสัย


ยิ่งผนวกโปรดัคชั่นและซีจีเข้ากับฉากต่อสู้ของไดโนเสาร์ที่โดยเฉพาะในช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง ก็ทำให้ผลออกมาได้ฉากต่อสู้สุดมันส์ ตื่นเต้น และน่าดูชมสุดๆ



แต่ปัญหาของ Jurassic World ก็คือ มีเพียงแค่ โปรดัคชั่น ซีจี และฉากต่อสู้(อันสุดมันส์)ของไดโนเสาร์เท่านั้น ที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้อย่างดีและยอดเยี่ยมจริงๆ เมื่อเรามองหรือลงไปสำรวจส่วนอื่นๆของภาพยนตร์เรื่องนี้สิ่งทีเราพบกลับเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จกลวงๆ ปราศจากซึ่งชั้นเชิงหรือความฉลาดใดๆ


เฉกเช่น ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ที่สุดแสนจะจืดชืด แบน ขาดความมีชีวิตหรือความเป็นมนุษย์ ซ้ำร้ายการตัดสินใจบางอย่างของพวกเขาก็ช่างน่ากุมขมับในหลายต่อหลายครั้ง นี้ไม่ใช่ตัวละครที่เราจะรู้สึกสนใจหรือใส่ใจในความเป็นอยู่ของพวกเขาเหมือนที่เราอาจจะเคยรู้สึกกับตัวละครภาคก่อนหน้าเลย นี้ยังไม่นับถึงเรื่องราวความรัก โรแมนติก กุ๊กกิ๊กของสองตัวละครเอกที่ถูกยัดเยียดเข้ามาอย่างน่ารำคาญ และขาดความน่าสนใจอย่างรุนแรง





สิ่งที่น่าตลกเข้าไปอีก ก็คือความพยายามในการยัดเยียดเพลงประกอบภาพยนตร์เอกลักษณ์ของ Jurassic Park เข้ามา ซึ่งมันควรจะทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น ขนลุกหรือ ฟินอะไรก็ว่าไป


แต่ด้วยความที่มันดันยัดเยียดเข้ามาในฉากเปิดเรื่องและการเล่าเรื่องอันจืดชืดของผู้กำกับ โคลิน เทรเวอร์โรว์ มันก็ทำให้ตัวเพลงประกอบภาพยนตร์กลายเป็นเสมือนซอสมะเขือเทศ ที่พยายามบีบเทอย่างบ้าคลั่งลงไปในอาหารที่รสชาติย่ำแย่จืดชืด แต่ก็ดันมีราคาแพงจนไม่อยากที่จะทิ้งๆไปแทน


ที่น่าสงสัยและน่าตั้งคำถามเข้าไปอีก ก็คือบทภาพยนตร์อันสุดแสนจะย่ำแย่ของ Jurassic World เสมือนทางทีมเขียนบทไปขอยืมบทจากภาพยนตร์เกรดบีอย่างเช่น Dinocroc หรือ Rogue ซึ่งเอาเข้าจริงถ้าหากนี้เป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดทั่วไปมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องแย่อะไร ซ้ำภาพยนตร์บางเรื่องอย่างเช่น Rogue ก็สนุกและตื่นเต้นดี แต่ไม่ใช่ในภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ มีชื่อยักษ์ใหญ่อย่าง 'Jurassic' แปะอยู่ และที่สำคัญคือไม่ใช่ในภาพยนตร์ที่มีทุนสร้างมากกว่าภาพยนตร์อย่าง Rogue เกือบ 6 เท่า



ในด้านเนื้อหาและประเด็นต่างๆ Jurassic World ก็เป็นภาพยนตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามระบบทุนนิยมในบางด้านที่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักของเงิน มากกว่าศีลธรรมต่างๆได้น่าสนใจทีเดียว รวมถึงความเชื่อที่ของปลอมหรือของที่มนุษย์พยายามสร้างเลียนแบบธรรมชาตินั้นไม่สามารถที่จะมาทดแทนหรือเทียบกับของแท้หรือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างแท้จริงได้ ก็เป็นการยืนยันถึงความเล็กกระจิ๋วหลิวของมนุษย์ที่พยายามก้าวข้ามสิ่งที่ตนเองไม่อาจจะควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม 



ในท้ายที่สุดแล้ว Jurassic World ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ตอบสนองผู้ชมหลายส่วนในด้านของความบันเทิงอย่างแน่นอน มันเป็นภาพยนตร์ที่ โหวกเหวกโวยวาย ตื่นเต้น ระทึก สนุก และเต็มไปด้วยภาพอันสวยงามอลังการ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายฉากนั้นพาเอาขนลุกอยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่มีเพียงแค่นี้เท่านั้นที่ Jurassic World เสนอให้กับเราได้ ถ้าหากคุณหวังว่าจะได้เจอกับเวทย์มนตร์ที่เคยตราตึงคนทั่วโลกจนใครหลายๆ คนยังไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้แบบใน Jurassic Park คุณก็คงจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mad Max: Fury Road ( 2015 ) Movie Review


Mad Max: Fury Road ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"แสงสว่างที่เล็ดรอดเข้ามาในโลกอันบ้าคลั่ง"



  ดูเหมือนว่ากระแสภาพยนตร์ดิสโธเปียโลกแตก สังคมล่มสลาย ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะจางหายไปไหน จากสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ประเภทนี้ถึงสองเรื่อง Lost River และ Mad Max: Fury Road 


ซึ่ง Mad Max: Fury Road เป็นภาพยนตร์รีบู้ทหรือนำกลับมาสร้างใหม่ จากภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกันเมื่อปี 1979 และมีภาคต่อมาในปี 1981 และภาคสุดท้าย Mad Max: Beyond Thunderdome ในปี 1985 โดยในตอนนั้นมีนักแสดงนำเป็น เมล กิ๊บสัน ทั้งสามภาค 
ส่วนในภาครีบู้ทครั้งนี้ ตัวละครเอกอย่างแมดแม็กซ์ก็ได้เปลี่ยนตัวนักแสดงมาเป็น ทอม ฮาร์ดี้ ที่มีผลงานน่าประทับใจหลากหลายเรื่องในช่วงนี้ ตั้งแต่ The Dark Knight Rises (2012) , Warrior (2011) และล่าสุดอย่าง Child 44 (2015)


Mad Max: Fury Road ว่าด้วยเรื่องราวของ แม็กซ์ ชายผู้ต้องไปเผชิญกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์บ้าคลั่ง ในระหว่างนั้นเอง เขาก็ได้พบกับฟูริโอซ่า นางทหารที่กำลังวางแผนการลับบางอย่างเอาไว้ แม็กซ์จึงตกอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างฟูริโอซ่าและหัวหน้าแก๊งค์จอมโหดอิมเมอร์ตันโจ เขาจะสามารถเอาชีวิตรอดไปจากสถานการณ์นี้ได้หรือไม่ ?




บุคคลที่ต้องขอซูฮกเลยจริงๆเลย ก็คือผู้กำกับ/เขียนบทร่วม จอร์จ มิลเลอร์ ซึ่งก็อายุอานามก็ไม่ได้น้อยๆแล้ว แต่กลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับอัจฉริยะได้เช่นนี้


ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นไล่ล่า คิวบู้ ที่สุดแสนจะตื่นเต้น ดิบ เถื่อน สะใจ , การเล่าเรื่องที่ลื่นไหล น่าติดตามเต็มไปด้วยพลัง หรือการออกแบบลักษณะของตัวละครที่น่าสนใจ พูดจริงๆเถอะ ใครบ้างละจะไม่ชอบเจ้าตัวละครดีดกีตาร์ร็อคปล่อยไฟได้ ? สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ต้องพูดเลยว่าน่าตกใจมากที่ออกมาจากผู้กำกับอายุ 70 ปีท่านนี้คงต้องพูดว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขสำหรับป๋าจอร์จเสียจริงๆ


ในด้านของบทภาพยนตร์แล้ว ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ภายนอกแล้วดูเหมือนนี้จะเป็นพล็อตอันแสนธรรมดา ตัวร้ายไล่ล่าตัวละครเอก และพวกตัวละครเอกก็ต้องหาทางหนีให้ได้ หากแต่ว่าเมื่อได้ชมจริงๆตัวบทมันดิ่งลงไปมากกว่านั้น เช่น การสอดแทรกปมเบื้องหลังของแต่ตัวละครได้อย่างลึกซึ้งน่าเชื่อถือ และยังเต็มไปด้วยมุขและลูกเล่นอัจฉริยะพลิกเรื่องราวไปมาหลายตลบที่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจอยู่ได้ตลอดเวลา


อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องขอชมอีก ก็คือในด้านของโปรดัคชั่นดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม ฉาก และอุปกรณ์รวมถึงซีจีคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สวยงาม สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับโลก Mad Max ได้เป็นอย่างดี





แต่บุคคลที่ต้องยกเครดิตและความดีความชอบให้ในฐานะที่ทำให้ตัวภาพยนตร์ Mad Max: Fury Road เป็นที่น่าประทับใจมากจริงๆเลย  ก็คือ ชาร์ลิซ เธอรอน ผู้รับบทฟูริโอซ่าในเรื่อง  ที่ถ่ายทอดการแสดงระดับเข้าชิงเวทีรางวัลให้เราได้ชมกัน ทำให้เรารู้สึกหลงรักในตัวละครของเธอ โดยเฉพาะฉากที่เธอทรุดตัวลงไปกรื้ดร้องท่ามกลางทะเลทรายอันแสนโหดร้ายที่พาเอาขนลุกขนพองกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีนักแสดงหลายคนที่น่าชมไม่ใช่น้อยเช่น นิโคลัส ฮอลท์ หรือ ทอม ฮาร์ดี้ แต่ยังไง ชาร์ลิซ เธอรอนก็คงจะได้มงกุฎไปอย่างไม่ต้องสงสัย


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครฟูริโอซ่าของเธอ ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวเอกที่โดดเด่นมากกว่าตัวละครที่มีชื่อแปะอยู่ในโปสเตอร์ภาพยนตร์อย่าง แมดแม็กซ์ เสียอีก ด้วยการใช้ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นจุดขัดแย้งหลักของเรื่อง และใช้แมดแม็กซ์เป็นตัวช่วยเหลือในการดำเนินเรื่อง(หรือในบางครั้งอาจจะเป็นตัวแทนผู้ชมก็เป็นได้) ถ้าหากจะเปรียบเทียบก็เสมือน ตัวละครแมดแม็กซ์เป็นกระบอกปืน ในขณะที่ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นลูกกระสุน ทั้งคู่ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ถ้าหากต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมากทีเดียว



ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นล้างผลาญ บ้าๆ บอๆ ก็ตาม แต่ภายในของมันก็กลับเต็มไปด้วยการสอดแทรกประเด็นและแนวคิดต่างๆที่น่าสนใจทีเดียว เช่น การลุกขึ้นมาต่อสู้ของเพศสตรีที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือหรือถูกกดขี่โดยเพศชายเพียงฝ่ายเดียว 





แต่ประเด็นที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ เชียวเลย ก็คือสอดแทรกความเชื่อเรื่องความตายอันมีเกียรติจะนำไปสู่ 'วัลฮาล่า'(Valhalla)ซึ่งหมายถึงแดนสรวงสวรรค์ ของภาพยนตร์ หลายๆ ตัวละครในภาพยนตร์อยากตายจากในโลกอันแสนเลวร้ายที่พวกเขาอยู่ 'โลกดิสโธเปีย' เพื่อไปสู่วัลฮาล่า โลกซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง อุดมสมบูรณ์ 'โลกยูโธเปีย' นั้นเอง ซึ่งนอกจากนี้จะแสดงถึงความฉลาดของภาพยนตร์ที่สามารถสอดแทรกความคิดขั้วตรงกันข้ามอย่างยูโธเปีย เข้าไปในภาพยนตร์ดิสโธเปียได้อย่างยอดเยี่ยม พอเหมาะพอเจาะ ไม่บังคับหรือยัดเยียดมากไปแล้ว ยังสะท้อนถึงความหวังของมนุษย์ที่อยากจะอยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ จุดสูงสุด ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร และยังอยากให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าตนเองกำลังจะถึงจุดนั้น เฉกเช่นที่เราเห็นหลายๆตัวละครในภาพยนตร์ตะโกนก่อนจะทำอะไรบ้าๆว่า "จงดูฉันนะ" ซึ่งแสดงถึงความเชื่อใน 'American Dream' ได้ดีอีกด้วย





สุดท้ายแล้ว Mad Max: Fury Road ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงสุดยอดแห่งภาพยนตร์แอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยความมันส์ที่ทำเอานั่งเก้าอี้ไม่ติด ปวดฉี่ก็ต้องนั่งอั้นทั้งเรื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพยนตร์ที่สอดแทรกประเด็นเนื้อหาอันซับซ้อนต่างๆที่แสดงถึงเนื้อแท้ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งภายนอกและภายในได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย นี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เพรชเนื้อดีหายากของฮอลลีวูดที่นานๆทีจะมีโอกาสเกิดขึ้น และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่คอภาพยนตร์ทุกคนไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด


Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Avengers 2 : Age of Ultron ( 2015 ) Movie Review


Avengers: Age of Ultron ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

"อาหารว่างยามเบื่อ"




ในที่สุดเราก็ได้เข้าสู่ปลายช่วง Phase 2 และกำลังจะเข้าสู่ Phase 3 ของมาร์เวลอย่างเต็มตัวเสียที หลังจากที่ทางค่ายมาร์เวล ได้ประกาศตารางภาพยนตร์อีกยาวเหยียดไปจนถึงปี 2019 ใน Infinity War part 2 กันเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง แน่นอนว่าก็ทำให้ภาพยนตร์ของทางค่ายในช่วงนี้ก็เต็มไปด้วยการปูไปสู่อภิมหาสงครามที่จะเกิดขึ้นใน Infinity War  ซึ่งAvengers 2 ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เหล่านั้น


Avengers: Age of Ultron  ว่าด้วยเรื่องราวการทดลองอันล้มเหลวของไอรอนแมน ซึ่งให้กำเนิด อัลตรอนหุ่นยนตร์อัจฉริยะผู้พยายามจะทำลายโลกขึ้นมา กลุ่มอเวนเจอร์จึงต้องรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อหยุดแผนการของอัลตรอนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้




สำหรับ Avengers: Age of Ultron ก็คงต้องบอกว่า ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกได้เรื่อยๆ และเต็มไปด้วยซีจี การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม อลังการงานสร้างตามสไตล์ของมาร์เวลเช่นเคย 


โดยในภาคนี้ทิศทางของภาพยนตร์ดูจะเดินไปในทางที่ให้ความสำคัญกับเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครต่างๆ มากกว่าการเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นวินาศทุก 5 นาทีแบบ นาทีแบบใน Avengers ภาคแรก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่เลวเลยทีเดียว



เพียงแต่ว่าตัวภาพยนตร์ในภาคนี้ยังค่อนข้างจะเดิมๆไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ฉากแอ็คชั่น ปมขัดแย้ง ยันตัวละคร พูดง่ายๆว่าทุกอย่างแทบจะเหมือน Avengers ภาคแรกเปะๆ แต่น่าสนใจน้อยกว่า ด้วยสาเหตุที่มันยังคงเต็มไปด้วยมุขเดิมๆ ตัวละครเอกทะเลาะกันเอง ตัวละครร้ายพูดถึงมนุษย์ที่ทำสิ่งแย่ๆ บลาๆๆ ซ้ำซากเหมือนทางผู้กำกับ จอส วีดอน นึกมุขใหม่ไม่ออก  ที่สำคัญคือตัวภาพยนตร์ยังเสียเวลาหลายส่วนกับการปูไปสู่ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของมาร์เวลทั้งๆที่ตัวมันเองก็แทบจะไม่มีเวลาในการเล่าเรื่องของตัวเองแล้ว เช่นตัวละครอย่างอัลตรอน ที่ถูกเร่งการพัฒนาตัวละครอย่างมาก จนเราแทบจะหาเหตุผลในการกระทำของเขา หรือ รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาไม่ได้เลย



ซ้ำร้ายเข้าไปอีก ก็คือตัวละครร้ายของเรื่องอย่างอัลตรอน ที่ควรจะถูกจัดอยู่ในสุภาษิต "ท่าดีทีเหลว" เพราะนอกจากจะกระจอกงอกง้อยต่างจากฉบับหนังสือการ์ตูนอย่างลิบลับแล้ว ตัวภาพยนตร์ยังพยายามอวยเกินเหตุทั้งๆที่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันต่างกันลิบลับ โดยเฉพาะหลังจากการมาของอีกหนึ่งตัวละครใหม่ซึ่งลดชั้นอัลตรอนจนแทบจะเป็นเศษเหล็กข้างถนน


ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวร้ายของภาคที่แล้วอย่าง โลกิ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะอย่างน้อยโลกิก็เป็นตัวละครร้ายที่มีเรื่องราวน่าติดตามมากกว่าอัลตรอนอยู่มาก  ในขณะที่อัลตรอนเป็นตัวละครใหม่ ยังดีที่อีกสองตัวละครใหม่ สการ์เล็ต วิช และควิกซิลเวอร์ ยังพอน่าสนใจที่จะดึงฝั่งตัวร้ายให้ดูสูสีกับฝั่งตัวเอกได้อยู่บ้าง (ถึงแม้ว่าเรื่องราวของทั้งสองตัวละครจะโคตร cliché เลยก็เถอะ)


อีกหนึ่งสิ่งที่ค่อนข้างจะจืดชืด ก็คือบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเดาง่าย หรือแนวความคิดที่พูดถึงความเลวร้ายในมนุษย์ ด้านมืดของมนุษย์ก็ช่างซ้ำซาก และยังขยี้ประเด็นได้เบามากๆอีก จนไม่รู้ว่าจะใส่มาทำไม ทั้งๆที่เอาเข้าจริง ประเด็นซ้ำซากจำเจเหล่านี้ก็สามารถเป็นที่ยอมรับ หรือกระทั่งยอดเยี่ยมได้ ถ้าหากถ่ายออกมาได้ดีพอ ทำให้เรารู้สึกอยากเข้าไปสำรวจหรือครุ่นคิดมากพอ แต่สิ่งที่ Avengers 2 เป็นอยู่ในขณะนี้ยังห่างไกลจากคำนั้นอยู่มาก



สุดท้ายแล้ว Avengers: Age of Ultron ก็เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกขาดๆอยู่มาก เสมือนทางมาร์เวลกั๊กของดีๆเอาไว้ รวมถึงตัวผู้กำกับ จอส วีดอน เองก็หมดมุข จนทำให้ทุกอย่างจืดชืด ได้เป็นเพียงแค่อาหารว่างฆ่าเวลา รอให้อาหารจานหลักถูกนำมาเสิร์ฟก็เท่านั้น 


Final Score: 6.5 / 10 

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

Big Game ( 2015 ) Movie Review


Big Game ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ประธานาธิบดีบุกป่า"


         ถือได้ว่าเป็นการกลับมาของกระแสภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ปีที่แล้วมีภาพยนตร์อย่าง Olympus has Fallen และ White House Down ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องบอกว่า Big Game ค่อนข้างจะเป็นภาพยนตร์ประธานาธิบดีที่แปลกทีเดียว



Big Game ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ต้องไปตั้งแคมป์ในป่าตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ในระหว่างนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกโจมตีและตกลงในแถวป่าที่เขาอาศัยอยู่  เรื่องราวทุกอย่างจึงต้องมาพัวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ซึ่งความแปลกใหม่ของ Big Game ที่น่าจะสร้างความน่าสนใจไม่ใช่น้อย ก็คือนอกจากมันจะเป็นภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดีแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวความเชื่อและประเพณีของวัฒนธรรมประเทศอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ฟินแลนด์ มาผสมผสานเทียบเคียงวัฒนธรรมกันได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย เฉกเช่น ความเชื่อในการพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายอย่างแรงกล้า และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก



แต่ถึงกระนั้นก็ตาม น่าเสียดายที่ความแปลกใหม่นี้ ค่อนข้างจะถูกลบเลือนจนจางหายไปในช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง และก็ถูกแทนที่ด้วยความซ้ำซากที่ดูจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยากในภาพยนตร์ไล่ล่าประธานาธิบดี ที่มีจำนวนภาพยนตร์ประเภทนี้ที่มากมายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตัวละครร้ายที่เดิมๆ หรือ บทที่คาดเดาง่าย  ซึ่ง Big Game ก็แทบจะไม่มีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจมานำเสนอ หรือสร้างความโดดเด่นจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆเลย


ที่น่าเสียดายเข้าไปอีก ก็คือการออกแบบฉากแอ็คชั่นไล่ล่า รวมทั้งการเล่าเรื่องทั้งหลาย ก็ดาษดื่น ไม่น่าสนใจ จนทำให้ไม่รู้สึกร่วมไปกับตัวภาพยนตร์ซักเท่าไรนักเลย ถึงแม้ว่าในด้านของสถานที่ถ่ายทำ และการกำกับภาพจะสวยงามมากๆก็ตาม โดยรวมจึงทำให้ Big Game เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนุกหรือตื่นเต้นมากนัก อารมณ์ประมาณดูได้เรื่อยๆมากกว่า


สิ่งที่ Big Game ดูเหมือนจะทำได้ดีที่สุด ก็คือในด้านของข้อคิดและประเด็นที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดถึง เพราะมันน่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะ การนำเรื่องของการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง และความภาคภูมิในความเป็นชาย ซึ่งตัวภาพยนตร์นำด้านของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งต้องพิสูจน์ตนเองต่อเผ่าและพ่อของเขา มาเปรียบเทียบกับ ประธานาธิบดีที่ภายนอกดูยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยความภาคภูมิ แต่ภายในไม่เอาไหน ได้อย่างยอดเยี่ยม (ทำให้นึกถึงผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี สุดๆ)



ในท้ายที่สุดแล้ว Big Game ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สามารถนำเสนอสิ่งแปลกและสดใหม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบางด้านของมันที่น่าสนใจ แต่หลายๆด้านก็ยังคงซ้ำซากจำเจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฉากแอ็คชั่นต่างๆก็ยังไม่น่าตื่นเต้นพอที่จะทำให้เรารู้สึกอยากที่จะจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้เลย


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

Fast and Furious 7 ( 2015 ) Movie Review

Fast and Furious 7 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz



"ฉีกทุกกฏวิทยาศาสตร์ ฉีกทุกกฏความมันส์"


ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์ประเภทแข่งรถแล้ว อีกหนึ่งภาพยนตร์ซีรียส์ ที่นอกจากจะโด่งดังแล้ว ยังจะสามารถรักษาคุณภาพของตัวเองมาได้โดยตลอด ก็คือซีรียส์ Fast and Furious ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ภาคแรก The Fast and the Furious ในปี 2001 ยาวมาถึงภาคที่ 7 ในปี 2015 นี้

Fast and Furious 7 ว่าด้วยเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว โดเมนิก จะต้องตามไล่ล่าผู้ที่สังหารเพื่อน และทำร้ายครอบครัวของเขาให้จงได้



สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในแทบจะทุกภาคของ Fast and Furious ก็คือความที่มันละเมิดแทบจะทุกกฏและทฤษฏีวิทยาศาสตร์ทั้งหลายแหล่ รวมถึงความโอเวอร์และความบ้าบอที่เริ่มที่จะมากขึ้นเข้าไปทุกภาคๆ โดยเฉพาะตัวละครเอกทั้งหลาย ที่ไม่รู้ว่าไปสักยันต์หรือไปทำบุญวัดไหนมา เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาประสบกับประสบการณ์เฉียดตาย พวกเขาก็มักจะรอดมาได้เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นรถตกหน้าผาตีลังกาไม่รู้กี่สิบตลบ หรือรอดจากการถูกเฮลิคอปเตอร์ไล่ล่าได้อย่างฉิวเฉียด เรียกได้ว่าถ้าวันไหนพวกเขาเกิดดวงซวยขึ้นมา วันนั้นก็คงจะทำให้พวกเขากลายเป็นโก้โก้ครันช์อย่างแน่นอน

นอกเหนือจากนั้นแล้ว บทภาพยนตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจะเป็นจุดโดดเด่นของภาพยนตร์ซีรียส์นี้ โดยเฉพาะพล็อต ที่ก็ยังคงใช้พล็อตที่เข้าใจง่าย และธรรมดาอยู่เช่นเคย ซึ่งภาคนี้ก็ยังคงไม่แตกต่าง เพียงคุณรู้แค่ว่า นี้คือภาพยนตร์ล้างแค้น คุณก็แทบจะรู้เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องแล้ว


ถึงกระนั้นก็ตาม Fast and Furious ก็เป็นภาพยนตร์ซีรียส์ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านำพามาซึ่งความสนุก ตื่นเต้น และอะดรีนาลีนพลุ่งพลานได้เป็นอย่างดี และในภาค 7 นี้ก็เช่นเดียวกัน 

ใช่ฉากแอ็คชั่นโลดโผนเหล่านี้มันสุดจะโอเวอร์เหนือจริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า มันโคตรจะ"มันส์"เลยเช่นกัน เพราะเนื่องจากความเหนือจริงของมันนี้แหละ จึงทำให้ฉากแอ็คชั่นเหล่านี้สามารถแทบที่จะทำอะไรก็ได้ หลุดโลกเท่าไรก็ได้ ในด้านของความตระการตา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงแทบที่จะได้เต็มไปเลยทีเดียว นี้ยังไม่นับถึงการมาร่วมงานของ เจสัน สเตทแธม และ จา พนม ที่สร้างความสมน้ำสมเนื้อระหว่างตัวละครเอก และ ตัวร้ายได้อย่างน่าติดตามทีเดียว



อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ Fast and Furious ภาคนี้กำกับโดย เจมส์ วาน ซึ่งเคยมีผลงานโด่งดังเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง Saw ( 2004 ) , Insidious ( 2010 ) และ The Conjuring ( 2013 ) นี้ถือได้ว่าแทบจะเป็นการพลิกบทบาทการกำกับเลยทีเดียว จากเจ้าพ่อภาพยนตร์สยองขวัญ มากำกับภาพยนตร์แอ็คชั่น 

ซึ่งโดยรวมการกำกับของ เจมส์ วาน ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องเชื่อมต่อระหว่างฉากแอ็คชั่นและฉากพูดคุยของตัวละคร หรือ การปูจุดขัดแย้งของเรื่อง ถึงแม้ว่าการกำกับฉากแอ็คชั่น และการเล่าเรื่องต่างๆอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบและค่อนข้างจะธรรมดาพื้นๆไปบ้างก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าซีรียส์ Fast and Furious ทำได้ยอดเยี่ยมเหนือภาพยนตร์แข่งรถ / แอ็คชั่นอื่นๆ ก็คือความผูกพันธ์ระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ที่เราแทบจะรู้สึกเหมือนตัวละครเหล่านี้เป็นเพื่อนหรืออาจจะเป็นครอบครัวของเราขึ้นมาจริงๆ เหมือนกับประเด็นที่ตัวภาพยนตร์มักจะพยายามตอกย้ำ ซึ่งพูดถึงความสำคัญของครอบครัวอยู่เสมอๆ ซึ่งเราในฐานะผู้ชมก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุนี้นอกจากจะมาจากจำนวนภาคที่มากถึง 7 ภาคแล้ว ยังจะมาจากตัวละครเหล่านี้ ที่มีความเป็นมนุษย์ซึ่งน่าติดตาม น่าคอยเอาใจช่วย และการเข้าไปรู้จักกับพวกเขา ก็ยังทำให้เราผูกพันธ์ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ซึ่งด้วยสาเหตุนี้เอง ข่าวการจากไปของนักแสดงหลักอย่าง พอล วอล์กเกอร์ ก็ทำให้แฟนๆหลายคนสะเทือนใจไม่ใช่น้อย และมันก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทางทีมเขียนบทและผู้กำกับ เจมส์ วาน จะเขียนบทสรุปให้กับตัวละครของพอลอย่างไร และก็ต้องขอชมในส่วนนี้เสียจริงๆ กับฉากบทสรุปของพอลที่นอกจากจะสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจะฉลาดมากอีกด้วย



ในท้ายที่สุดแล้ว Fast and Furious 7 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันดี ด้วยฉากแอ็คชั่นสุดโอเวอร์ และพล็อตที่สุดแสนจะธรรมดา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกและความบันเทิงของภาพยนตร์ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ที่น่าประทับใจมากที่สุดเลย ก็คือบทสรุปของตัวละคร พอล วอล์กเกอร์ ที่น่าจดจำและอาจที่จะทำให้คุณเสียน้ำตาอย่างง่ายดาย


Final Score : 7.5 / 10