แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Game Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Game Review แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Metro 2033 Redux ( 2014 ) Game Mini-Review


Metro 2033 Redux ( 2014 ) Game Review



Rating : R
Platform : PC


Metro 2033 Redux เป็นอีกหนึ่งเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งผสมกับสยองขวัญเล็กน้อย โดยฉบับ Redux เป็นเวอร์ชั่นที่เอา Metro 2033 ตัวเก่า มาปรับกราฟฟิคและระบบต่างๆให้ดียิ่งขึ้น


Metro 2033 เป็นเกมที่ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองมอสโคว์ในโลกมนุษย์ที่พังทลาย (Post-Apocalyptic) มนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่ตามสถานีรถไฟ ส่วนโลกด้านบนถูกปกครองโดยเหล่าสัตว์ประหลาดที่ถูกตั้งชื่อว่า "The Dark Ones" ตัวละครเอกของเราจึงต้องเดินทางไปตามที่ต่างๆเพื่อตามหาสิ่งที่จะมาทำลายเหล่าสัตว์ประหลาดนี้ และทวงเมืองมอสโคว์ที่พวกเขาเคยอยู่คืนมาให้ได้



นี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่เรียกได้ว่าต้องแนะนำจริงๆเลย นี้ไม่ใช่เกมประเภท FPS ที่ยิงมั่วซั่ว วิ่งเข้าไปแรมโบ้แล้วจะสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แต่เป็นเกมชนิดเอาชีวิตรอดจริงๆ ที่เวลาเล่นจะต้องคำนึงถึงจำนวนกระสุนที่ใช้ไปตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อกระสุนกลายเป็นค่าเงินในเกมอีกด้วย ยิ่งถ้าหากท่านคิดที่จะเล่นโหมดระดับยากๆขึ้นไป การเลือกที่จะหลบหลีกทุกการต่อสู้เท่าที่จะทำได้ดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปแรมโบ้ ปาระเบิดรัวๆ ไล่ยิงชาวบ้าน หรือ หลบหลีก ย่องเบาข้ามศัตรูไป ทุกทางก็สนุกและตื่นเต้นตลอดเวลา


ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ๆก็คงจะต้องยกเครดิตให้กับการสร้างบรรยากาศในเกม ที่ให้ความรู้สึกว่าภัยอันตรายจะมาได้จากทุกทิศทุกทาง และทุกเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งสร้างความน่ากลัว ความตึงเครียดให้กับบรรยากาศในเกมอย่างมาก รวมถึงตัวระบบยิงของเกมที่สนุก แต่ละปืนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าจำนวนอาจจะดูน้อยไปหน่อย



ในด้านของตัวบทและเรื่องราวในเกม ถึงแม้ว่าตัวเกมจะสร้างโลกมนุษย์อันหายนะ และสิ้นหวังได้อย่างยอดเยี่ยม การดำเนินเรื่องและเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็ดูจะค่อนข้างซ้ำซากเดาง่ายอยู่มาก แม้กระทั่งฉากจบลับก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ามันลับซักเท่าไรเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สำหรับตัวเกมที่สร้างโลกออกมาได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงตัวเอกของเราที่ดันปฏิเสธที่จะพูดคำใดๆก็ตามนอกเหนือจากฉากโหลด ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน


จากประสบการณ์ที่เล่นมา ยังไม่ค่อยเจอบัคหรือGlitch ซักเท่าไรนัก จะมีก็เช่นพอกดเมนูขึ้นมาแล้วทำให้ Subtitle ย้อนกลับมาเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก ทั้งๆที่ตัวละครพูดไปไกลมากแล้ว ในขณะที่ AI ศัตรูในเกมก็ค่อนข้างจะฉลาดน้อยพอสมควร บางทีเดินไปใกล้จนหน้าแทบจะติดกันแล้วยังไม่รู้ตัว หรือจ้องหน้ากันอยู่ก็ยังไม่รู้ตัว โชคดีที่ส่วนใหญ่ยังพอที่จะถูไถไปได้



แต่สิ่งที่น่าติที่สุดสำหรับ Metro 2033 Redux เลย ก็คือการแนะนำระบบการเล่นที่ย่ำแย่มากๆของเกม ตัวเกมนั้นแทบจะไม่แนะนำวิธีการเล่นแบบลึกๆลงไปเลย หรือบอกก็บอกได้แย่มากๆ เช่นไม่บอกว่าถอดหน้ากากยังไง ปาดฝุ่น/เลือดออกจากหน้ากากยังไง หรือกระทั่งใช้อาวุธสำรองพวกมีดและระเบิดยังไง ทำให้เราต้องมานั่งกดหาปุ่มเอาเอง ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อย



สุดท้ายแล้ว Metro 2033 Redux ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และมีปัญหาอยู่บ้างไม่ใช่น้อย แต่ด้วยเกมเพลย์อันสนุกตื่นเต้น บรรยากาศอันน่ากลัว ตึงเครียด และการสร้างโลกมนุษย์อันสิ้นหวังได้อย่างยอดเยี่ยม ก็ทำให้นี้กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ไม่ควรพลาด แม้ท่านอาจจะไม่ใช่ขาประจำเกม FPS ก็ตาม


Final Score : [ 7.5 / 10 ]

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

Deemo ( 2014 ) Game Review

Deemo ( 2014 ) Game Review



"ถึงแม้ว่านี้อาจจะไม่ใช่เกมดนตรีที่ลงทุนสูงมากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่คอเกมดนตรีทั้งหลายห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด"


        สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมประเภทดนตรีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราก็มักจะชอบตามหาเกมดนตรีที่น่าลองและน่าเล่นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะท่านที่ไม่มีเครื่องเกมอย่าง PSP หรือ PSVita ที่มีเกมอย่าง DJMAX ให้เล่น ซึ่งเครื่องเกมพกพาที่น่าจะใกล้ตัวมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นสมารท์โฟนนั่นเอง


โดยเกมนี้มีชื่อว่า Deemo นั่นเอง ซึ่งเป็นเกมของค่าย Rayark Inc. จากประเทศไต้หวัน และเคยมีผลงานเกมดนตรีบนมือถือมาก่อนแล้วในชื่อของ Cytus ลงให้กับทั้ง Android และ iOS



แต่สิ่งที่แยกตัวเกม Deemo ออกมาจากเกมดนตรีอื่นๆ และสร้างความเป็นลักษณ์ของตัวมันเองเลย ก็คือการที่นี้คือเกมที่เน้นรูปแบบเพลงเปียโนเป็นหลัก เรียกได้ว่าทุกเพลงจะมีเสียงเพลง และเครื่องเล่นเปียโนเป็นหลักนั้นเอง แทนที่จะเป็นออกแนวเทคโนแบบ DJMAX หรือ Cytus

ซึ่งถ้าให้ท่านใดที่ชอบฟังเพลงหรือชอบฟังเครื่องดนตรีประเภทเปียโนอยู่แล้ว นี้จะเป็นเกมที่เติมเต็มความฝันของคุณในการได้ฟังและเล่นเกมเสมือนเราได้ลงไปดีดเปียโนด้วยตนเองเลยทีเดียว

ซ้ำบทเพลงต่างๆก็ถูกสร้างสรรค์ด้วยศิลปินมากความสามารถ ที่สามารถสร้างสรรค์บทเพลงอันน่าทึ่ง ไพเราะ น่าจดจำ เฉกเช่นเพลงอย่าง Pure White ซึ่งได้ผู้แต่งเพลงมากความสามารถจากประเทศไต้หวันอย่าง V.K. มาบรรเลง หรือเพลง Saika ซึ่งเป็นเพลงที่ผสมผสานโน้ตเปียโนกับเทคโนให้ออกมารุนแรงของศิลปิน Rabpit เป็นต้น เรียกได้ว่าเล่นไปซักพักนี้แทบจะต้องรีบหาตัวอัลบั้มต้นฉบับมาฟังกันเลยทีเดียวเชียว



ในด้านของระบบการเล่น Deemo ก็ยังคงมีการเล่นที่เข้าใจง่ายเช่นเคย โดยระหว่างเล่นจะมีตัวโน้ตสีดำตกลงมาตามที่ต่างๆให้เรากดตามจังหวะเพลง ส่วนโน้ตสีทองก็ให้ใช้นิ้วลากตามโน้ตแทน ซึ่งถึงแม้ว่าระบบการเล่นจะเข้าใจง่าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเกมจะง่ายแต่อย่างใด โดยเฉพาะหลังจากเพลงเลเวล 7 ขึ้นไปซึ่งมีโน้ตที่โหดร้ายทารุณพอสมควร จึงทำให้ตัวเกมค่อนข้างจะท้าทายและสนุกตลอดเวลา

ถึงกระนั้นก็ตาม Deemo เป็นเกมที่มีข้อเสียที่ร้ายแรงเอามากๆอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งข้อเสียข้อนั้น ก็คือการที่ตัวโน้ตไม่ได้เป็นตัวกำหนดเสียงเพลงต่างๆในเกมจริง

อธิบายง่ายๆก็คือ โดยปกติแล้ว อย่างเช่น DJMAX เวลาตัวโน้ตต่างๆที่ตกลงมาให้เรากดตามจังหวะ พอเรากดได้ โน้ตตัวนั้นก็จะแสดงเสียงประจำโน้ตหรือเครื่องดนตรีออกมา ผสมกับเพลงหลักออกมาเป็นตัวเพลงเต็มๆ แต่ใน Deemo มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะต่อให้คุณปล่อยผ่านโน้ตที่ตกลงมาซักกี่ร้อยตัว ตัวโน้ตและเครื่องดนตรีก็ยังคงเล่นต่อไปเหมือนเดิม ซ้ำยังไม่มีทีท่าที่จะขึ้น Game Over เลยอีกด้วย



เสมือนว่าตัวเกมมีเพลงมาให้แล้วเต็มๆ แต่แค่แสดงภาพเป็นโน้ตให้เรากดเล่นเฉยๆ โดยไม่ได้ส่งผลถึงตัวเพลงจริงๆ ในขณะที่เกมอย่าง DJMAX ถ้าเรากดพลาด ในหลายๆครั้งเราจะทราบทันทีเลย เพราะว่าเสียงโน้ตตัวนั้นๆจะหายไป  ซึ่งนี้ก็แสดงได้ถึงตัวระบบการเล่นของ Deemo ที่ดูหลอกตา เสมือนว่าจะมีระบบที่ลึกซึ้ง ยอดเยี่ยม แต่เอาเข้าจริงกลับค่อนข้างจะว่างเปล่าซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือนกัน คาดว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ น่าจะมาจากด้านงบประมาณ เนื่องจากผู้พัฒนาก็เป็นทีมผู้พัฒนาค่ายอินดี้เล็กๆเท่านั้น


มาพูดถึงในส่วนของราคาตัวเกมกันบ้าง โดยตัวเกมตอนแรกจะสามารถโหลดมาเล่นได้ด้วยราคาประมาณ 60 บาท ซึ่งจะปลดล็อคเฉพาะในส่วนของ Book Collection 1 หรือคิดง่ายๆว่าก็คือเล่นได้จำกัดเฉพาะบางเพลงเท่านั้น โดย Collection 1 จะมีเพลงให้เล่นด้วยกัน 27 เพลงด้วยกัน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว



โดยในตัวเกมพอเล่นไปซักพักจะมีเสมือนฉากอนิเมชั่นเนื้อเรื่องเล็กน้อยให้ดูอีกด้วย ซึ่งค่อนข้างจะสวยงามทีเดียว ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องอาจจะค่อนข้างพื้นๆและน้อยมากพอสมควร แต่ถ้าคิดว่าเป็นของแถมไปก็ยังถือว่าพอรับได้อยู่

นอกเหนือจากนั้นแล้วท่านยังสามารถซื้อเพลง Collection อื่นๆในเกมได้อีกด้วย แต่ราคาค่อนข้างจะสูงทีเดียวคือ ประมาณชุดละ 120 กว่าบาท แถม Collection อื่นนอกจากอันแรก จะมีอยู่ไม่กี่เพลงเท่านั้น ประมาณ 6 เพลง แต่ท่านสามารถเข้าไปดูตัวอย่างเพลงทั้งหมดได้ในเกมเลย ซึ่งถามว่าคุ้มไหม ก็คงคุ้มถ้าหากท่านชอบเพลงชุดนั้น อย่างเช่น Collection 6 ของศิลปิน V.K. ซึ่งผู้เขียนชอบมากๆเลยทีเดียว โดย ณ เวลานี้ตัวเกมมีอยู่ทั้งหมดด้วยกัน  12 Collection ด้วยกันครับ

ในด้านตัวบัคของตัวเกมเท่าที่เจอหนักสุดก็คงจะเป็นเวลาที่เราหยุดเกมกลางคันระหว่างเล่น เช่นสลับหน้าเกมไปเล่น Facebook หรืออื่นๆ พอกลับเข้ามากดเล่นเกมต่อ ตัวเกมจะเกิดอาการที่ตัวเพลงกับตัวโน้ตไม่ตรงกัน เสมือนเพลงไปแล้วท่อนถัดไป แต่ตัวโน้ตที่ให้กดยังอยู่ท่อนก่อนหน้าอยู่เลย ซึ่งสร้างความน่ารำคาญให้พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะเกมบนสมารท์โฟนที่บางครั้งเราเล่นอยู่ อาจจะมีใครโทรมา ทำให้เกมต้องหยุดทันที และพอเรากลับเข้ามาต้องมาเจอบัคแบบนี้ก็คงพาอารมณ์เสียน่าดู 


โดยรวมแล้วถึงแม้ว่า Deemo จะไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นัก ด้วยระบบการเล่นที่ค่อนข้างจะหลอกตาผู้เล่น และราคาตัวเพลง Collection แยกที่ค่อนข้างจะสูง แต่สุดท้ายแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ด้วยความไพเราะของตัวบทเพลง และตัวระบบการเล่นที่สนุกใช้ได้ ก็ทำให้เกมๆนี้ กลายเป็นเกมที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะแฟนเกมดนตรีทั้งหลาย


Final Score : [ B + ]

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Evolve ( 2015 ) Game Review

Game Review



" Evolve อาจจะไม่ได้เป็นเกมที่ปฏิวัติวงการเกม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นเกมที่วิวัฒนาการแนวความคิดของสัตว์ประหลาดกับนักล่าได้ยอดเยี่ยมมากพอที่จะทำให้สนุกอย่างไม่รู้จบจริงๆ"




                     ณ ตอนนี้ เวลานี้ สำหรับวงการวิดีโอเกมแล้ว คงไม่มีกระแสดราม่าไหนที่มาแรงไปกว่ากระแสต่อต้าน Download able content ( DLC ) ในวันแรกหรือก่อนวันที่เกมออกวางจำหน่ายอีกแล้ว 


ซึ่งวิดีโอเกมล่าสุดที่โดนกระแสนี้เข้าไปเต็มๆก็คือ Evolve เกมต่อสู้และเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งพัฒนาโดยทีมสร้างทีมเดียวกับเกมซอมบี้ชื่อดัง Left 4 Dead อย่าง Turtle Rock Studios  ที่ลงให้กับเครื่อง PC , PS4  และ XboxOne 





โดยกระแสต่อต้าน Evolve ก็เกิดขึ้นมาเนื่องจากการตัดสินใจของทางผู้จัดจำหน่าย 2K Games ซึ่งปล่อย DLC ออกมาจำนวนมากในวันแรกที่เกมวันวางจำหน่าย ถึงแม้ว่า DLC ทั้งหมดจะเป็นเพียงแค่ คอสตูมที่เปลี่ยนแปลงหน้าตาตัวละคร/อาวุธในเกมเท่านั้น  แต่ด้วยจำนวนราคา DLC ทั้งหมดรวมกันตามการคำนวนจากเว็ปไซต์ Destructoid  ก็ปาไปถึง $60.89 หรือประมาณเกือบ 2,000 บาท ซึ่งแพงยิ่งกว่าตัวเกมเองเสียอีก (http://www.destructoid.com/evolve-sure-has-a-lot-of-skin-dlc-at-launch-287447.phtml) ก็เป็นที่แน่นอนว่าการกระทำครั้งนี้ก็ทำให้ผู้เล่นหลายคนออกมาต่อต้านกันมากพอสมควร ตั้งแต่ในโปรแกรม Steam ที่บทรีวิวเกมหน้าแรกของ Evolve มีแต่ด้านลบ โดยเกมเมอร์หลายๆคนพูดว่าพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาจ่ายเงินไปกับเกมที่ไม่สมบูรณ์แบบเนื่องจาก DLC และต้องควักเงินจากกระเป๋าจ่ายเพิ่มเพื่อให้เกมที่พวกเขาจ่ายเงินไปแล้วกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง


ถึงกระนั้นก็ตามในความคิดเห็นของผู้เขียนแล้ว ถึงแม้ว่าการปล่อย DLC มาวันแรกจำนวนมากมายขนาดนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็จริง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะตัดสินคุณภาพของตัวเกมได้เพียงแต่การปล่อย DLC เท่านั้น เราจะต้องตัดสินคุณภาพของตัวเกมที่เป็นอยู่จริงๆด้วย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกมเมอร์บางคนลืมเลือนไปอย่างน่าเสียดาย



Evolve เป็นเกมแนวต่อสู้ / เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งนำแนวความคิดที่น่าสนใจอย่าง ความคิดของการจับทีมต่อสู้กับศัตรูตัวใหญ่ๆ หรือ ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดอย่างก๊อตซิลล่า มาจับรวมกันเป็นเกม นึกถึงง่ายๆก็คือนึกภาพสัตว์ประหลาดอย่างในภาพยนตร์ Godzilla หรือ Pacific Rim จากนั้นนึกภาพเรารวมตัวเพื่อนอีก 3 คนมาไล่ล่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นในเกม นั้นคือรูปแบบของ Evolve นั้นเอง


โดยในฝั่งแรกคือฝั่งผู้ล่าหรือ Hunter ซึ่งมีได้สูงสุด 4 คน และแต่ละคนจะได้รับหน้าที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ Assault ตัวละครทำความเสียหายหลักของทีม , Trapper ตัวละครที่คอยดักจับ/ไล่ล่าสัตว์ประหลาดไม่ให้หนีไปได้ , Medic ตัวละครซึ่งทำหน้าที่สำคัญที่สุดในเกมอย่างการรักษาหรือชุบชีวิตเพื่อนร่วมทีม และ Support ตัวละครซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือตัวละครอื่นในด้านต่างๆเช่น สร้างเกราะให้ หรือ ทำให้ทีมสามารถทำความเสียหายได้รุนแรงยิ่งขึ้นนั้นเอง  


ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็คือฝั่ง Monsters หรือสัตว์ประหลาดซึ่งมีได้สูงสุด 1 คน โดยสัตว์ประหลาดยังแบ่งออกเป็นแต่ละตัวละครโดยมี Goliath , Kraken และ Wraith  โดยแต่ละสัตว์ประหลาดจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย




ซึ่งทั้งสองฝั่งจะต้องมาปะทะกันโดยแต่ละฝั่งจะมีเป้าหมายแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบการเล่นซึ่งมีอยู่ 4 รูปแบบในตอนนี้


รูปแบบแรกคือ  Hunt ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเกมขณะนี้ โดยการเล่นใน Hunt จะจับผู้เล่น นักล่า 4 คนไปไล่ล่าและพยายามฆ่า ผู้เล่นสัตว์ประหลาดให้ได้ก่อนที่ฝั่งสัตว์ประหลาดจะพัฒนาร่างไปสู่ระดับสามเพื่อทำลายจุดเป้าหมายหรือสามารถที่จะฆ่าผู้เล่นฝั่งนักล่าทุกคนได้ก่อน


รูปแบบที่สองก็คือ Nest ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่นที่จะให้นักล่าไปไล่ทำลายไข่สัตว์ประหลาดทั้งหมดให้ได้ก่อนเวลาจะหมด โดยฝั่งสัตว์ประหลาดจะต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้ไข่ถูกทำลายทั้งหมดก่อนเวลาจะหมดลง


รูปแบบที่สามคือ Rescue ซึ่งในความคิดเห็นของผู้เขียนเป็นรูปแบบที่น่าสนใจน้อยที่สุด โดยในรูปแบบนี้ผู้เล่นฝั่งนักล่าจะต้องไปช่วยเหลือ NPC ตัวอื่นๆที่อยู่ในเกมก่อนที่ ผู้เล่นฝั่งสัตว์ประหลาดจะฆ่าพวกเขาก่อนทั้งหมด


รูปแบบสุดท้ายก็คือ Defend ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่นที่ให้ฝั่งนักล่าปกป้องฐานของตนเองไม่ให้ถูกทำลายก่อนเวลาหมด ส่วนผู้เล่นฝั่งสัตว์ประหลาดก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำลายฐานของฝั่งผู้ล่าให้หมด


นอกจากนั้นแล้วก็จะมีโหมด Evacuation ซึ่งก็คือนำ 4 โหมดข้างต้นมารวมกัน โดยก่อนจะเล่นตัวเกมจะให้ผู้เล่นทุกคนเลือกแผนที่และโหมดที่จะเล่นในแต่ละครั้ง ซึ่งพิเศษตรงที่ผลแพ้-ชนะจะไปส่งผลถึงแผนที่ต่อไปด้วย เช่นถ้าหากผู้เล่นฝั่งสัตว์ประหลาดชนะในแผนที่แรก ก็จะส่งผลทำให้สัตว์ประหลาดมีเกราะที่หนายิ่งขึ้นในแผนที่ถัดไปเป็นต้น 


โดยรวมๆแล้วโหมดต่างๆใน Evolve ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งอื่นๆมากซักเท่าไรนักในด้านของการเล่น โดยเฉพาะเกมอย่าง Call of Duty หรือ Battlefield ซึ่งค่อนข้างจะคล้ายกันมากในรูปแบบการเล่น จะมีก็เพียงโหมดอย่าง Hunt ที่คล้ายคลึงกับ Team Deathmatch แต่แทนที่จะเป็น ผู้เล่น 4 คน ปะทะ ผู้เล่นอีก 4 คน ใน Evolve ก็กลายเป็น ผู้เล่น 4 คน ปะทะ ผู้เล่นซึ่งบังคับสัตว์ประหลาด 1 คนแทน ถึงกระนั้นก็ตามนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ารูปแบบการเล่นแบบอื่นๆไม่สนุกหรือไม่น่าเล่น เพียงแต่อาจจะไม่น่าประทับใจมากนักเท่ากับรูปแบบ Hunt 


อีกหนึ่งข้อเสียหลักที่ผู้ที่สนใจในตัวเกม Evolve ควรจะทราบไว้ก่อนจะซื้อก็คือ Evolve เป็นเกมที่แทบจะไม่มีเนื้อเรื่อง พูดง่ายๆคือโหมดเล่นคนเดียวเป็นเสมือนเล่นกับคอมเสียมากกว่า โดยไม่มีการวางเนื้อเรื่องหรือเล่าเรื่องใดๆทั้งนั้น ถึงจะบอกว่าโหมด Evacuation เป็นเสมือนโหมดเนื้อเรื่องก็คงไม่ใช่ เพราะเนื้อเรื่องมีอยู่อย่างเดียวคือไปช่วยชาวบ้านอย่างเดียว ส่วนของเนื้อเรื่องจึงมีน้อยมากถึงแทบจะไม่มีเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาด เนื่องจาก Evolve ค่อนข้างจะตั้งตัวและตั้งเป้าหมายเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นเกมแบบผู้เล่นหลายคนหรือ Multiplayer แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเกมที่เน้นผู้เล่นหลายคนเกมอื่นๆอย่าง Call of Duty หรือ Battlefield ผู้เขียนก็รู้สึกผิดหวังในตัวเกม Evolve อยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยใน Call of Duty หรือ Battlefield ก็ยังมีโหมดเนื้อเรื่องให้เล่นทุกภาค ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ดีหรือไม่น่าจดจำเลยก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีตัวตนอยู่ในเกม ซึ่งการที่ Evolve แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยในเกมก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยในการตัดสินใจเหมือนกัน เสมือนว่าทางทีม Turtle Rock มั่นใจมาก ว่ารูปแบบการเล่นผู้เล่นหลายคนหรือ Multiplayer ของพวกเขาจะยอดเยี่ยมพอที่จะทำให้ Evolve ไม่กลายเป็นเกมที่ถูกลืมภายใน 1 อาทิตย์




ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาได้วางความหวังเอาไว้ก็ดันวางไว้ถูกที่เสียด้วย เนื่องจากโหมด Hunt ซึ่งถึงแม้ว่าจะดูไม่ได้ใหม่อะไร แต่การเล่นโหมดนี้มันช่างเป็นอะไรที่สนุก ตื่นเต้น และหยุดเล่นไม่ได้เสียจริงๆ


ด้วยโหมด Hunt ซึ่งภายนอกก็ดูเหมือนแค่ Team Deathmatch ในเกมอื่นๆ แต่เมื่อลงไปสำรวจถึงความลึกซึ้งของโหมดนี้ เราจะพบว่าโหมดนี้นั้นค่อนข้างจะลึกทีเดียว ถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีเป้าหมายสุดแสนจะง่ายสำหรับทั้งสองฝ่าย ฝ่ายนักล่าตามหาสัตว์ประหลาดและฆ่ามันให้ได้ หรือ ฝ่ายสัตว์ประหลาดที่พยายามหนีจากนักล่าในตอนระดับแรกและกลับไปถล่มฝั่งนักล่าในตอนระดับสาม หรือจะกลับไปทำลายที่ตั้งเป้าหมายของตัวเกมก็ได้


แต่เมื่อได้เล่นจริง เราจะพบว่ามันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ถึงแม้ว่าสัตว์ประหลาดจะพยายามหนีซักเท่าไรก็ตาม ถ้าหากทีมฝั่งนักล่ามี Trapper ที่เก่ง และทีมเวิรค์ที่ยอดเยี่ยม มันจะเป็นอะไรที่เลวร้ายมากสำหรับสัตว์ประหลาด เพราะทีมฝั่งนักล่าจะหาสัตว์ประหลาดเจออย่างรวดเร็ว ไม่ทันตั้งตัว และคงตายตั้งแต่อยู่ในระดับแรก กลุ่มนักล่าที่คิดเป็นและเล่นเป็นทีมจริงๆ จะไม่ยอมให้สัตว์ประหลาดได้กินสัตว์ต่างๆในแผนที่เพื่อพัฒนาไปสู่อีกระดับแม้แต่ตัวเดียว หลายๆครั้งที่ผู้เขียนได้บังเอิญไปเจอเพื่อนร่วมทีมที่เก่งและร่วมมือกันเป็นอย่างดี เกมบางเกมจบเร็วมากเนื่องจาก Trapper และทีมวิ่งไปไล่จับสัตว์ประหลาดตลอดเวลา จนสัตว์ประหลาดไม่มีเวลาที่จะแม้แต่กินเพราะต้องวิ่งหนีตลอดเวลา




ในขณะเดียวกันถ้าหากฝั่งสัตว์ประหลาดเจอทีมที่เล่นกันไม่เป็นทีม ต่างคนต่างเดิน ไม่ช่วยเหลือกันและกัน รวมถึงประมาท ถ้าหากว่าผู้เล่นสัตว์ประหลาดคนนั้นคิดเป็นแม้แต่นิดเดียว ก็สามารถที่จะถล่มและขยี้ทีมฝั่งนักล่าได้อย่างง่ายดาย หลายต่อหลายครั้งที่ผู้เขียนเล่นสัตว์ประหลาดและพัฒนาไปเพียงแค่ระดับสองแต่สามารถไล่ฆ่านักล่าอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสาเหตุที่ชนะได้ง่ายดายก็ไม่ใช่อะไร เพราะทีมนักล่าเดินแยกมาคนเดียว Medic ไม่ฮิล หรือถูกจับง่าย จนกระทั่งไม่ระวังแผนที่ดีพอ ผู้เล่นสัตว์ประหลาดระดับสูง จะเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผู้เล่นนักล่าระดับต่ำถึงกลาง เพราะพวกเขารู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะชนะ ตั้งแต่แอบในมุมมืดเพื่อกระโดดมาถล่มฝั่งนักล่า หรือ ใช้สกิลวาปลากมาสับในที่มืดของ Wrath กระทั่งถูกจับอยู่ในโดม ผู้เล่นสัตว์ประหลาดที่เก่งจะไม่ตื่นตระหนก และสามารถซ่อนจากฝั่งนักล่าได้อย่างแนบเนียน ถึงแม้ว่าจะถูกจับอยู่ในโดมก็ตาม ซึ่งการเล่นสัตว์ประหลาดและได้ถล่มฝั่งนักล่าแบบเละเทะ มันเป็นอารมณ์ของชัยชนะที่สุดยอดเสียจริงๆ


ส่วนในด้านของนักล่าแล้วสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในเกมเลยก็คือ ทีมเวิรค์ ทุกคนจะต้องเล่นกันเป็นทีม รู้หน้าที่ และรู้ตำแหน่งที่ควรจะทำอย่างแท้จริง Support จะต้องพยายามช่วยเพื่อนอย่างฉลาดตลอดเวลา , Assault ต้องพยายามฆ่าสัตว์ประหลาดให้ไวที่สุด แต่สองตำแหน่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมากที่สุดเลย ก็คือ Medic ที่มีหน้าที่รักษาเพื่อน ไม่ว่ายังไงก็ต้องรักษาเพื่อน Medic ที่หยิบไรเฟิลออกมาไล่ยิงสัตว์ประหลาดไม่ยอมรักษาเพื่อนหมายถึงหายนะและความพ่ายแพ้ในไม่ช้าของทีม ที่สำคัญเลยก็คือต้องหาที่ยืนที่ปลอดภัยเป็น เพราะผู้เล่นสัตว์ประหลาดที่ดีจะเล็ง Medic เป็นคนแรก การที่ Medic วิ่งไปอยู่หน้าสัตว์ประหลาดตอนต่อสู้นั้นหมายถึงความตายของ Medic อย่างแน่นอน



อีกหน้าที่หนึ่งทีสำคัญมากๆในเกม Evolve ก็คือ Trapper ในการจับสัตว์ประหลาดไม่ให้หนีไปไหนด้วยบาเรีย ซึ่งคงไม่มีสัตว์ประหลาดที่ไหนยืนเฉยๆให้จับ โดยเฉพาะผู้เล่นสัตว์ประหลาดระดับสูงที่มีเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่คุณสามารถจะจับมันให้อยู่ในบาเรียได้ เพราะฉะนั้น Trapper จะต้องเป็นผู้เล่นที่ไวต่อเกม ทันเพื่อน ถ้าเดินนำเพื่อนได้เลยยิ่งดี Trapper คนไหนที่ช้า ตามเกมไม่ทันจะเป็นผลทำให้สัตว์ประหลาดหนีไปพัฒนาได้ซึ่งนั้นอาจหมายถึงหายนะของทีม


นี้ยังไม่รวมถึงจำนวนของตัวละครที่มากพอสมควรในแต่ละคลาสของฝั่งนักล่าซึ่งสามารถผสมผสานกันได้หลายรูปแบบการเล่นมากขึ้น ส่วนฝั่งสัตว์ประหลาด จำนวนสัตว์ประหลาด 3 ตัวตอนนี้ก็ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควร ซึ่งส่งผลทำให้การเล่นในด้านของสัตว์ประหลาด หลากหลายเช่นเดียวกัน เช่น Goliath จะเป็นพวกแทงค์หน้าด้านหน้าทนวิ่งเข้าหาไล่ตบฝั่งนักล่า ในขณะที่ Wrath จะมีเลือดที่น้อยกว่าแต่มีสกิลที่สามารถเล่นเกมแบบที่ฝั่งนักล่าคาดไม่ถึงได้เช่นใช้สกิลพุ่งไประเบิดใส่ทีมนักล่าทั้งทีม หรือวาร์ปไปลากนักล่าหนึ่งคนออกมาจากกลุ่มเพื่อฆ่าคนๆนั้นก่อนเป็นต้น





ซึ่งด้วยความที่เกมมีความลึก ต้องอาศัยทีมเวิรค์ และความรู้ในเกมอย่างมากนี้เอง ทำให้เกม Evolve ซึ่งเป็นเกมที่เน้นผู้เล่นหลายคน (Multiplayer) กลายเป็นเกมที่เหมือนเล่นโยนเหรียญหัวก้อยหรือสุ่มประสบการณ์ในหลายๆครั้ง โดยเฉพาะถ้าหากท่านเล่นคนเดียว โดยที่ไม่มีเพื่อน ก็เสมือนกดเล่นเกมจัดอันดับในเกม League of Legends หรือ Dota 2  ถ้าหากท่านโชคดีก็จะเจอเพื่อนร่วมทีมที่ดี รู้ว่าจะต้องทำอะไร เล่นเป็นทีมเวิรค์ และถ้าหากเจอผู้เล่นสัตว์ประหลาดที่ดีจะยิ่งยอดเยี่ยม ทำให้เกมสนุกเข้าไปอีก เพราะจะทำให้การเล่นตานั้นน่าตื่นเต้น และท้าทายยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากท่านเจอเพื่อนร่วมทีมเล่นไม่เป็น พูดไม่ฟัง เดินไปตายคนเดียว Medic ไม่ยอมฮีล Support ไม่มาช่วย หรือที่แย่กว่าคือผู้เล่นประเภทพิมพ์ด่า หรือแชทด่าเลยก็มี ซึ่งนั้นอาจทำให้ประสบการณ์การเล่นของท่านย่ำแย่ก็เป็นได้ นี้จึงเป็นเสมือนดาบสองคมซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นในทุกๆเกมที่ต้องอาศัยการเล่นเป็นทีมอย่างมาก เพราะฉะนั้นการจับกลุ่มเพื่อนมาเล่นกัน โดยเฉพาะการมีไมค์เพื่อพูดคุย ตอบรับกันได้อย่างรวดเร็ว จะเพิ่มความสนุกในประสบการณ์การเล่น Evolve อย่างแน่นอน


แต่สำหรับท่านที่ชอบเล่นคนเดียวก็ยังพอถูๆไถๆไปได้กับ AI ซึ่งก็ฉลาดพอในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าไม่ฉลาดพอเท่าคนเล่น แต่อย่างน้อยคุณก็ไม่ต้องมานั่งทนเพื่อนร่วมทีมวิ่งเข้าไปตายเองคนเดียวอย่างแน่นอน หรือถ้าหากชอบเล่นสัตว์ประหลาด ก็จะยิ่งดีเล่นเป็นสัตว์ประหลาดเป็นหลักเลยก็ได้


ถึงกระนั้นก็ตาม ในด้านของเอกลักษณ์และความแตกต่างในแต่ละแผนที่ใน Evolve ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าผิดหวังพอสมควร ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแผนที่อยู่หลายที่ก็ตาม แต่แทบทุกแผนที่ให้ความรู้สึกเหมือนๆกันหมด จะแตกต่างกันก็เพียงแค่สิ่งแวดล้อมเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากระบบการเล่นที่มีเพียงแค่ ทีมผู้ล่าไล่ล่าสัตว์ประหลาด และสัตว์ประหลาดที่พยายามหนีและพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปให้เร็วที่สุด โดยขาดการเล่นระหว่างการไล่ล่านั้น อย่างเช่นถ้าหากตัวเกมเพิ่มระบบที่ทำให้รูปแบบการเล่นหรือแผนที่นั้นๆเปลี่ยนแปลงไปหรือน่าสนใจมากขึ้นก็จะดีไม่ใช่น้อย ยกตัวอย่างเช่นใน โหมด Evacuation ที่บางแผนที่จะมีผลพิเศษต่างๆอย่างเช่น มีที่ปฐมพยาบาลอยู่ตามแต่ละจุดของแผนที่ซึ่งทำให้ฝั่งนักล่าได้เปรียบ , ทำให้อากาศในแผนที่โปร่งใส่มองง่ายมากขึ้นจนทำให้สัตว์ประหลาดหนีลำบากกว่าเดิม หรือ พืชจะปล่อยแก๊ซพิษออกมาทำความเสียหายแก่นักล่าเพื่อที่จะทำให้ฝั่งสัตว์ประหลาดเล่นได้อย่างง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดที่ดีที่ทำให้ตัวเกมมีอะไรมากขึ้นมากกว่าแค่การวิ่งไล่จับ แต่น่าเสียดายที่ระบบนี้อยู่แต่ในเฉพาะโหมด Evacuation ซึ่งก็ดันถูกกำหนดโดยผลแพ้-ชนะว่าใครจะได้เปรียบในแผนที่ถัดไป ในขณะที่โหมดหลักอย่าง Hunt ไม่ได้มีการเล่นต่อเนื่องกันหลายแผนที่ จึงส่งผลที่ทำให้ไม่มีระบบพิเศษอย่างใน Evacuation ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากในอนาคตทางทีม Turtle Rock สามารถที่จะใส่ลูกเล่นลงไปในโหมด Hunt ให้มากกว่านี้ก็คงจะดี ยิ่งถ้าหากลูกเล่นนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละแผนที่ได้เลยยิ่งดี



หลุดเข้าไปในตึกแล้วจ้า....



ในด้านของเทคนิคต่างๆแล้ว ต้องพูดเลยว่า Evolve เป็นเกมที่มีกราฟฟิคสวยงาม อลังการมากทีเดียว ทั้งๆที่ผู้เขียนปรับอยู่ในระดับต่ำสุด ภาพที่ออกมาก็ยังอลังการมาก ตั้งแต่ตัวละครนักล่าที่เต็มไปด้วยรายละเอียด สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต หรือ สัตว์ประหลาดที่ใหญ่โต น่าเกรงขาม

ถึงกระนั้นก็ตามในตอนที่ผู้เขียนเล่น ก็เจอะเจอบัคต่างๆอยู่บ้าง ในเวอร์ชั่นของ PC ตั้งแต่เกมมืดไม่ยอมโหลด , ตัวละครตกทะลุลงไปในตึก , กดควบคุมตัวละครบอทไม่ได้ ,  ค้างตรงหน้าจอโหลดเข้าเกม หรือ เกมที่ค่อนข้างจะแลคและค้างไปหลายวิตอนกำลังเล่นอยู่ในบางครั้ง ยังโชคดีที่ปัญหาเหล่านี้เจอไม่บ่อยครั้งมากจนเล่นไม่ได้ ส่วนในด้านของเซิฟเวอร์ยังถือว่าทำได้ดีอยู่ เนื่องจากเคยเจอเกมฟ้องว่าการเชื่อมต่อไม่ดีเพียงแค่ครั้งเดียวในหลายๆเกมที่ได้เล่นมาซึ่งถือว่าสำคัญมากสำหรับเกมที่เน้นผู้เล่นหลายคนเป็นหลัก


ถึงแม้ว่าโดยรวมแล้ว Evolve อาจจะไม่ได้เป็นเกมที่ปฏิวัติวงการเกมอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นเกมที่วิวัฒนาการแนวความคิดของนักล่าและสัตว์ประหลาดได้ยอดเยี่ยม ลึกซึ้งมากพอที่จะทำให้สนุกอย่างไม่รู้จบจริงๆ


Final  Score : [ B + ] 

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Dragon Age : Inquisition ( 2014 ) Game Review

Game Review




"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Dragon Age : Inquisition คือหนึ่งในสุดยอดเกม RPG แห่งปีนี้อย่างแท้จริง"


ชื่อ : Dragon Age : Inquisition ( 2014 )
ประเภท : Action RPG  / Open World
ผู้พัฒนา : Bioware
ลงให้กับเครื่อง : PC / PS3 / PS4 / Xbox360 / XboxOne
เรท : Mature 



                        Dragon Age : Inquisition เรียกได้ว่าเป็นเกมในปี 2014 ที่มีแฟนๆทั่วโลกรอคอยและตั้งความหวังมากที่สุดเกมหนึ่งเลยทีเดียวเชียว ถึงแม้จะต้องสารภาพว่า นี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เขียนกับเกม Dragon Age เลย แต่ก็เคยได้ยินชื่อเกมนี้มาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในภาคแรก Dragon Age : Origins ในปี 2009 ที่ยอดเยี่ยมจนกล่าวขานกันมาถึงทุกวันนี้


แต่พอภาคต่อมา Dragon Age II ในปี 2011 ตัวเกมก็กลับทำให้แฟนๆเกมผิดหวังอย่างร้ายแรงในหลายๆด้าน จนแฟนเกมหลายคนถึงกับเซ็งเป็ดกันไปตามๆกัน ซึ่งคาดว่าเพราะเหตุนี้เอง ทางผู้พัฒนา Bioware จึงใช้เวลาถึง 3 ปี ในการสร้างเกม Dragon Age : Inquistion นี้ออกมา เพราะแน่นอนว่าทางผู้พัฒนาเองก็คงไม่อยากจะให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอีกเป็นแน่แท้




    ต้องขอบอกก่อนเลยว่าท่านใดก็ตามที่ไม่เคยเล่นเกม Dragon Age มาก่อนเลยแบบผู้เขียน ก่อนที่จะแตะเกมนี้ แนะนำให้ไปหาอ่านบทความเนื้อเรื่อง คำอธิบายต่างๆในโลก Dragon Age มาก่อนเลย เพราะถ้าหากท่านไม่อ่านมาก่อนแล้วล่ะก็ คงจะงงกันเป็นไก่ตาแตกแน่ๆเวลาเล่นในเกมว่า The Chantry คืออะไร Circle of Magi คืออะไร แต่ละเผ่าพันธุ์ในเกมมีอะไรบ้าง Danish Elf คืออะไร และที่สำคัญเลยก็คือต้นเหตุแห่งความขัดแย้งต่างๆในเกม จะอ่านเรื่องราวของสองภาคที่แล้วหรือไปหาเกมมาเล่นเลยด้วยยิ่งดี ซึ่งทาง Bioware ก็ได้สร้างเว็ปไซต์ Dragonagekeep ขึ้นมาให้ผู้เล่นใหม่ชมเนื้อเรื่องย่อๆตั้งแต่ภาคแรกซึ่งทำมาเป็นแบบวิดีโอและถือว่าดีทีเดียว ส่วนผู้เล่นเก่าท่านใดที่เริ่มลืมเนื้อเรื่องไปแล้ว จะกลับไปรับชมก็ไม่ว่ากัน แถมยังสามารถโอนเซฟจากภาคที่แล้วเข้ามาในเกมภาคใหม่นี้ได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะโลกของภาคนี้พอสมควรเลยทีเดียว ในขณะที่ผู้เล่นใหม่ก็จะได้การปรับแต่งที่ผู้สร้างเกมให้มาแล้วไปแทนหรือจะปรับเองจาก Dragonagekeep เลยก็ได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามแค่ดูวิดีโอมันยังไม่พอจริงๆ ผู้เขียนแนะนำว่ายังไงก็ต้องไปหาอ่านคำศัพท์ต่างๆครับ อีกอย่างคือ Dragon Age เป็นเกมที่ค่อนข้างจะอาศัยภาษาอังกฤษระดับหนึ่งพอสมควร เพราะนี้เป็นเกมที่ต้องอาศัยการตัดสินใจสูง ถ้าหากท่านไม่เข้าใจว่าหลายๆอย่างแปลว่าอะไร แล้วกดมั่วซั่วคงจะไม่ดีแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะเล่นอะไรไม่รู้เรื่องเลยซะทีเดียว


คราวนี้ถึงเวลามาพูดถึงเรื่องเนื้อเรื่องของ Dragon Age : Inquisition กันบ้าง ต้องพูดก่อนเลยว่าการดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเป็นเส้นตรงและเดาได้ไม่ยากซักเท่าไรนัก แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมน่าสนใจน้อยลงเลย ด้วยความที่ตัวเกมค่อนข้างจะเปิดเรื่องราวและแนวทางอื่นๆเอาไว้เยอะ กว้างและน่าสนใจมาก ตัวเกมเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆมากมายที่ชวนให้คิดอยู่ตลอดเวลา ในด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงโลกที่เราๆอยู่กันได้เป็นอย่างดีทีเดียว เช่นเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ ความขัดแย้งของเชื้อชาติหรือเผ่าพันธ์ต่างๆ รวมถึงการเมืองอันดุเดือดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอออกมาในทั้งด้านที่ดีและด้านไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง แถมในบางครั้งเส้นแบ่งแยกนี้มันก็ช่างเบาบางจนเรียกได้ว่าทำเอาแยกไม่ออกว่าตกลงอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ เช่นความขัดแย้งระหว่างเมจกับเทมพลาที่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งที่อยู่ในทุกภาคของ Dragon Age เรื่อยมา ในด้านหนึ่งตัวผู้เขียนก็เห็นใจเมจ แต่กลับกันก็ไม่อาจพูดว่าสิ่งที่เทมพลาทำนั้นผิด เป็นต้น 





Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่หลายๆครั้งบังคับให้ท่านตัดสินใจเลือก โดยเฉพาะในเนื้อเรื่องที่มักจะเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก ในหลายครั้งคุณอาจจะตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ในบางครั้ง ผู้เขียนก็พบว่าตัวเลือกทุกตัวเลือกมันก็เลวร้ายพอๆกัน แต่คุณจำเป็นจะต้องเลือก แถมมันยังส่งผลต่อตัวเนื้อเรื่องคุณต่อจากนี้ไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นจงเลือกให้ดี มิเช่นนั้นท่านอาจจะมาเสียใจภายหลัง



ที่น่าประทับใจสำหรับตัวผู้เขียนเลย ก็คือตัวเกมค่อนข้างให้ความรู้สึกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอดเวลา อย่างเช่นเมื่อเรากระทำการอะไรที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นจับคู่กับตัวละครอื่น , เล่นเนื้อเรื่องสำคัญต่างๆ แม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ที่คุณเลือกเล่น ตัวละครรอบข้างของเราก็จะพูดถึงเรื่องนั้นและเหตุการณ์นั้นด้วยเช่นกัน แถมถ้าหากคุณไปไล่คุยกับตัวละครอื่นๆในเกมนอกจากคุณจะได้ฟังถึงเบื้องหลังที่มาที่ไปของพวกเขาแล้ว คุณยังได้ฟังความคิดของเขาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งมันให้ความรู้สึกว่าตัวเกมเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับเรา





อีกหนึ่งระบบของ Dragon Age ที่สำคัญมากๆเลยก็คือ ตัวละครเพื่อนร่วมทีมของเรา นอกจากตัวละครเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือเราต่อสู้ในเกมได้แล้ว แทบจะทุกตัวละครยังถูกเขียนออกมาได้ดีอีกด้วย แต่ละตัวละครเต็มไปด้วย ความคิด ทัศนะคติและหลายๆสิ่งอย่างที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ จนเสมือนพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญก็คือการตัดสินใจหลายๆอย่างของเราจะส่งผลต่อพวกเขาด้วย เช่นถ้าหากคุณตัดสินใจอะไรไปที่ตัวละครบางตัวไม่เห็นด้วย พวกเขาก็อาจจะไม่พอใจคุณก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าในส่วนนี้มันอาจจะไม่ได้ส่งผลรุนแรงมากมายต่อตัวเกมซักเท่าไรนัก แต่มันก็เพิ่มความลึกและน่าสนใจให้ตัวเกมไม่ใช่น้อย




และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงตัวละครใน Dragon Age ไม่ใช่แค่คุณสามารถพูดคุยหรือนำพวกเขามาเป็นเพื่อนร่วมทีมได้เท่านั้น แต่คุณยังสามารถมีความสัมพันธ์กับพวกเขาได้อีกด้วย หรือสิ่งที่ในเกมเรียกว่า "Romance" ซึ่งเป็นระบบที่โดดเด่นมากๆในเกมนี้ เรียกได้ว่าใครชอบตัวละครไหนก็จับจองกันได้เลย ตั้งแต่คู่ปกติ ยันสายเกย์ก็มีให้ท่านได้ไปกันเต็มที่เลยทีเดียว ที่สำคัญคือนี้เป็นระบบที่ตัวผู้พัฒนา Bioware ดูจะจริงจังเอามากๆ เพราะนี้ไม่ใช่แค่ระบบที่นำตัวละครมาวิ่งไปวิ่งมาช่วยเหลือคุณรอบข้าง แต่คุณยังจับคู่กับตัวละครที่คุณชื่นชอบและเพิ่มบทบาทตัวละครนั้นๆขึ้นมาอีกด้วย



สิ่งที่ผู้เขียนสารภาพเลยว่าถูกใจมากๆในเกม Dragon Age : Inquisition ก็คือทุกๆตัวละครในเกมมีเสียงพากษ์ทุกตัวละคร แม้กระทั่งตัวละครเควสเล็กๆทั่วไปก็ยังมีเสียงพากษ์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเกมน่าสนใจขึ้นเยอะ ตัวรายละเอียดของภารกิจ เนื้อเรื่องต่างๆน่าสนใจขึ้น น่าฟังขึ้นอย่างมาก รวมถึงเสียงพากษ์ต่างๆก็ทำได้ค่อนข้างดีมากอีกด้วย ในขณะที่เกม RPG บางเกมยังคงใช้ขึ้นมาแต่ตัวอักษรซึ่งไม่น่าสนใจชวนอยากกดๆข้ามไปอยู่ตลอดเวลา


ที่สำคัญเลยก็คือบทพูดต่างๆก็ถูกเขียนมาได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย พอยิ่งผสมผสานเข้ากับตัวเกมที่เต็มไปด้วยตัวเลือกและทางเลือกต่างๆให้ตอบมากมาย ก็ยิ่งทำให้มันน่าสนใจและเพิ่มคุณค่าในการหยิบตัวเกมมาเล่นซ้ำแต่เลือกตัวเลือกใหม่ๆเข้าไปอีก  ถึงแม้ว่าในรอบแรกที่ผู้เขียนเล่นจะใช้เวลาไปถึง 50 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รู้ตัวไปแล้วก็ตาม ทั้งๆที่ผู้เขียนข้ามภารกิจหรือเควสย่อยต่างๆมากมาย ยังไม่นับถึงแผนที่ต่างๆที่ยังสำรวจไม่ครบอีก เรียกได้ว่าเอาเข้าจริง Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่เล่นได้มากกว่า 100 ชั่วโมงดีไม่ดีจะมากกว่านั้นอีกด้วยซ้ำไป





มาถึงในหัวข้อที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในทุกๆเกม ก็คือเกมเพลย์ของตัวเกม 
Dragon Age : Inquisition โดยในเรื่องของอาชีพและคลาสต่างๆในเกมแบ่งคลาสออกเป็น 3 คลาส Rouge , Mage และ Warrior และแต่ละคลาสยังแยกย่อยออกมาเป็นอาชีพพิเศษอีกอย่างละ 3 อาชีพ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคลาส แต่ละอาชีพก็จะมีสกิล แนวการเล่นที่แตกต่างกันออกไป โดยเราสามารถเลือกคลาสได้อย่างอิสระในขณะที่ตัวละครอื่นๆในเกมจะเป็นคลาสที่ถูกกำหนดมาแล้ว และเราจะเลือกตัวละครไหนมาเป็นเพื่อนร่วมทีมเราก็ได้ คุณจะจัดทีม Mage ซัก 3 คนแล้ว Warrior เอาไว้แทงค์หนึ่งคนก็ไม่ว่ากัน ถึงกระนั้นก็ตาม สกิลต่างๆใน Dragon Age : Inquisition ส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจเท่าไร โดยเฉพาะ Rouge ที่รู้สึกน่าเบื่อไม่ใช่น้อยแม้จะเพิ่มอาชีพพิเศษแล้วก็ตาม ในขณะที่ถ้าหากเปรียบเทียบกับ Magick Archer ในเกม Dragons Dogma ยังมีสกิลที่น่าสนใจและเท่ห์กว่าเยอะ 


นอกจากนั้นแล้วในตอนที่คุณต่อสู้ คุณสามารถสลับโหมดปกติไปสู่โหมด Tactical View ได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เวลาในขณะนั้นหยุดลงทั้งหมดเพื่อให้คุณสั่งคำสั่ง A.I ให้ใช้สกิลต่างๆหรือเดินไปโจมตีศัตรูที่คุณต้องการอีกด้วย ซึ่งเป็นโหมดที่ดูเหมือนจะสำคัญมากๆสำหรับท่านใดที่อยากจะเล่นโหมด Nightmare ซึ่งยากสุดๆ และการให้ A.I ที่ไม่ค่อยจะฉลาดเท่าไรนักไปต่อสู้ด้วยตนเองคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก





สำหรับใน Dragon Age : Inquisition นอกจากตัวเนื้อเรื่องหลักแล้ว ตัวเกมค่อนข้างจะเปิดกว้างเป็น Open World อยู่พอสมควร โดยเราสามารถเข้าไปสำรวจแผนที่ต่างๆได้ ซึ่งภารกิจหลักในแต่ละแผนที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการตั้งแคมป์ที่ต่างๆ ช่วยเหลือชาวบ้าน และทำลายปีศาจทั้งหลาย เพื่อเพิ่มแต้มของคุณ ซึ่งคุณสามารถนำแต้มนี้เพื่อไปเปิดสู่เนื้อเรื่องขั้นต่อไป และเปิดแผนที่ใหม่ๆได้ด้วย ในส่วนของแต่ละแผนที่ก็ถือว่าออกแบบมาได้น่าสนใจดี ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ถึงขนาดน่าประทับใจนัก แต่บางแผนที่ลับก็ถือว่าโดนใจไม่ใช่น้อย อย่างเช่นผู้เขียนที่บังเอิญเดินไปเจอกับสถานที่ลับเข้าให้ แล้วสถานที่นั้นเวลาถูกหยุดลง ตัวละครที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือดก็ถูกแช่ค้างเอาไว้ด้วยท่าทางต่างๆ มันเป็นอะไรที่เท่ห์และน่าจดจำมากเลยทีเดียว


และแน่นอนว่าเมื่อชื่อเกมบอกซะขนาดนี้ ผู้เล่นหลายๆท่านก็คงอยากที่จะลงไปฟาดฟันกับมังกรในเกมไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยมังกรในเกมนี้ที่ค่อนข้างจะเก่งกาจและต้องอาศัยหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในการสู้ โดยเฉพาะธาตุและการหลบท่าต่างๆของมัน ยิ่งท่านที่เล่นโหมด Nightmare ต้องยิ่งระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นท่านอ
าจจะลงไปกองนอนกับพื้นก่อนที่จะได้ทำอะไร แต่ถ้าหากท่านเอาชนะมาได้ ก็จะได้รางวัลของดรอปต่างๆที่คุ้มค่าต่อการสู้เลยทีเดียว 


มังกร !!


ในส่วนของการคราฟหรือสร้างของต่างๆในเกม ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว โดยไอเดียที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษก็คือ ตัวเกมจะไม่มีพวกถุงมือ หรือว่า ด้ามของอาวุธให้เก็บ แต่เราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้และใส่ประกอบเข้าไปในชุดที่ดรอปให้จากหลายๆวิธีในเกม หรือจะสร้างเองเลยก็ได้ ซึ่งมันเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียวแถมหน้าตาของชุดและอาวุธต่างๆยังเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราใส่ไปอีกด้วย


นอกจากนั้นแล้ว ไม่ทราบว่าทาง Bioware คิดอะไรเหมือนกันถึงใส่โหมด Multiplayer เข้ามาในเกม ซึ่งเอาเข้าจริงผู้เขียนก็ไม่ได้ถึงขนาดไม่ชอบอะไรมากมายนัก แต่โหมด Multiplayer ใน Dragon Age : Inquisition ให้ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆอยู่พอสมควร ตั้งแต่หน้าปรับแต่งตัวละครยันในตัวเกมเองที่ให้ความรู้สึกถูกรีบเข็นออกมาโดยไม่ได้ใส่เวลาเท่าที่ควรลงไป เซิฟเวอร์ที่ค่อนข้างจะมีอาการกระตุกอยู่บ่อยครั้ง แถมยังมีการใส่ประเภทขายของด้วยเงินจริงในเกมเข้ามาอีก ซึ่งถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง ผู้เขียนแทบจะไม่รู้สึกว่าอยากที่จะเล่นโหมดนี้ต่อไปเลย เพราะในส่วนของโหมดธรรมดาก็ถือว่าทำได้ดีกว่าเยอะมาก ยกเว้นท่านจะอยากเล่นกับเพื่อนๆก็ยังถือว่าเป็นโหมดที่พอรับได้


เอ่อ......


สำหรับกราฟฟิคในเกม Dragon Age : Inquisition ก็เรียกได้ว่าสวยงามมากๆเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแสง รายละเอียดของสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงรายละเอียดตัวละครต่างๆก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าประทับใจมากๆ ทั้งๆที่ผู้เขียนปรับ PC อยู่ในระดับเพียงปานกลางถึงต่ำ แต่ก็ยังสวยงามไม่มีที่ติเลยทีเดียว โดยเฉพาะหน้าตาและชุดต่างๆของตัวละครที่สวยงามอลังการงานสร้างสุดๆ


ช่าง...งดงาม



แต่... ในเวอร์ชั่นที่ผู้เขียนเล่นซึ่งก็คือ PC นั้น เรียกได้ว่าเปิดตัวมาค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ต้องบอกก่อนว่า PC ของผู้เขียนเสปคต่างๆถือได้ว่าค่อนข้างธรรมดาพอสมควร แต่ถึงแม้ว่าจะผ่านเสปคขั้นต่ำของตัวเกมก็ตาม นั้นก็ไม่ได้ทำให้บัคทั้งหลายในเกมหายไปเลย


 Dragon Age : Inquisition เป็นเกมที่เปิดมามีบัคหรือปัญหาต่างๆอยู่มากมาย อย่างเช่น เดินๆอยู่ตัวละครก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้, ตัวละครเดินบนอากาศ , เวลาใช้แต้มสกิลหลายๆแต้มพร้อมกันจะทำให้ตัวเกมค้าง , การโหลด Texture ที่ช้า , เฟรมเรทในฉากคัดซีนที่ไม่รู้ทำไมตกลงมาเหลือ 30 fps , คอมพิวเตอร์ A.I ที่มักจะชอบเดินติดกำแพงอยู่บ่อยๆ แถมการปรับค่า A.I ก็ดูจะไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก , กดไปห้อง War Room ทำให้เกมค้าง ไปจนถึงเกมที่อยู่ดีๆก็ค้างตอนหน้าจอเมนูหลักเกือบพาเอาเล่นไม่ได้ ที่่สำคัญเลยก็คือเวลาโหลดระหว่างข้ามแผนที่ต่างๆของตัวเกมที่ดูเหมือนจะใช้เวลาอันยาวนานเหลือเกิน ถ้าคิดจากเวลาที่ผู้เขียนเล่นในเกม ซึ่งก็คือ 50 ชั่วโมง ผู้เขียนแน่ใจว่าอย่างน้อยก็ต้องเกือบๆ 30 นาทีหรือมากกว่าที่ใช้เวลาไปกับการนั่งดูฉากโหลดเกม แถมฉากโหลดเกมนี้ดันยังมีสองฉากอีก ฉากแรกก็คือฉากปกติซึ่งจะมีทริคหรือว่าข้อมูลในเกมให้เราอ่านฆ่าเวลา แต่พอโหลดไปได้ซักพักอยู่ดีๆตัวเกมก็ตัดสินใจจะตัดไปฉากจอมืดเฉยซึ่งก็เข้าไปนั่งรอโหลดเหมือนกัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงจะต้องโหลดถึงสองฉาก แล้วฉากจอมืดนี้มีมาเพื่ออะไรกันแน่



คาถานินจาวิชาลอยตัวกลางอากาศ


 ผู้เขียนไม่ทราบว่าเวอร์ชั่นอื่นๆอย่าง PS4 หรือ Xbox One มีปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่แน่นอนว่าสำหรับบนเวอร์ชั่น PC เรียกได้ว่าตัว Bioware ค่อนข้างจะหลุดเรื่องบัคออกมาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งปัญหาเหล่านี้อยากให้ผู้อ่านทุกท่านทราบไว้ว่า อาจจะเกิดเฉพาะกับเครื่องผู้เขียนอย่างเดียวก็เป็นได้ ถือว่าโชคดีที่ทาง Bioware เพิ่งจะปล่อยแพชแก้ไขออกมาเพียงไม่กี่วันนี้ ซึ่งคงจะแก้ปัญหาไปได้ส่วนหนึ่ง


ถ้าหากจะมีข้อเสียอีกซักข้อหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกเกี่ยวกับ Dragon Age : Inquisition ก็คือช่วงตอนจบของมัน ที่ให้ความรู้สึกรีบเร่งไปนิดหน่อย แต่ที่สำคัญเลยก็คือตัวหน้าบอสสุดท้ายที่น่าผิดหวังสุดๆ เอาเข้าจริงมันไม่ให้ความรู้สึกเหมือนบอสหัวหน้าใหญ่ตัวสุดท้ายของเกมเลย เหมือนแค่ศัตรูทั่วๆไปที่เลือดเยอะขึ้นมาหน่อย ในขณะที่มังกรในเกมต่างๆยังให้ความท้าทายที่มากกว่าเสียอีก จึงเป็นอะไรที่น่าผิดหวังเหมือนกัน 


ยังดีที่บทสรุปของเกมถือว่าจัดการได้ดีมาก ในขณะที่จบลงอย่างสวยงาม ด้วยการจบที่ขึ้นอยู่กับตัวเลือกต่างๆในเกมที่คุณได้กระทำลงไป แต่ก็ทิ้งท้ายอะไรเอาไว้โดยไม่เป็นการขายภาคต่อหรือ Expansion ต่อไปมากจนเกินไป ซึ่งตัว Bioware ถือว่าจัดการบทสรุปออกมาได้ลงตัวมาก น่าเสียดายถ้าหากช่วงตอนจบเกมกับบอสหัวหน้าใหญ่ของเกม มันท้าทายและน่าจดจำกว่านี้ ก็คงจะดี




แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ด้วยเนื้อเรื่องอันน่าสนใจน่าติดตาม ระบบต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น การออกแบบตัวละครที่ดี เสียงพากษ์อันยอดเยี่ยม ภาพและกราฟฟิคอันน่าประทับใจ รวมถึงโลกของ Dragon Age ที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนที่กับเราไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Dragon Age : Inquisition เป็นอีกหนึ่งเกม RPG แห่งปี 2014 โดยไม่ต้องสงสัยเลย

Final Score : [ A ] & [ Must Play Badge ] 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Valiant Hearts: The Great War ( 2014 ) Game Review

Game Review



"ถึงแม้ว่า Valiant Hearts : The Great War จะไม่ได้นำมาซึ่งระบบการเล่นอันแปลกใหม่หรือความท้าทายที่มากมายนัก แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้มันหลุดพ้นจากการเป็นเกมที่พูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่คุณจะจดจำไปในจิตใจคุณไปอีกยาวนานเลยแม้แต่น้อย"


   Valiant Hearts : The Great War เป็นเกม 2D แนวไขปริศนา/ผจญภัยของค่าย Ubisoft ซึ่งเล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่าน 5 ตัวละครหลัก โดยเกมนี้ปล่อยลงเครื่อง PS3 , PS4 , XBOX 360 , XBOX ONE , iOS และแน่นอนว่า PC ผ่าน Steam ซึ่งเป็นเครื่องที่ผู้เขียนใช้ในการเล่น(ที่ดันมาบังคับให้ใช้อีกหนึ่งโปรแกรมอย่าง Uplay ของ Ubisoft ในการเล่นอีกตัว ซึ่งน่ารำคาญอยู่เหมือนกัน)

จริงๆแล้วต้องพูดเลยว่าผู้เขียนค่อนข้างจะสนใจในตัวเกมนี้มาตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างเกมตั้งแต่ต้นปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงคราม และการเล่าเรื่องในรูปแบบ Comics หรือหนังสือการ์ตูนของมัน แล้วเผอิญว่าทาง Steam นำเกมมาลดช่วงเดือนที่ผ่านมาพอดี ก็เลยได้โอกาสในการหยิบมาเล่นเสียที

ต้องขอพูดก่อนเลยว่า ถ้าหากท่านใดที่หวังว่า Valiant Hearts : The Great War จะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยระบบการเล่นหรือเกมเพลย์อันแปลกใหม่ ท้าทาย หรือโดดเด่น คุณก็คงจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน เกมๆนี้เอาเข้าจริงในด้านระบบการเล่นของมัน ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ซักเท่าไรนัก มันเป็นเกมที่เต็มไปด้วย การแก้ไขปริศนาต่างๆ เช่นเราอยู่ตึก A จะหาทางข้ามไปตึก B อย่างไร หรือเราจะไปหาของที่ตัวละครอื่นๆต้องการมาได้อย่างไร ถึงกระนั้นก็ตาม มันก็เป็นเกมที่มักจะท้าทายให้ผู้เล่นคิดตามและแก้ไขปัญหาอยู่เสมอๆ ถึงแม้ว่าตัวปริศนามันเองก็ไม่ได้ท้าทายอะไรซักเท่าไรก็ตาม แต่สำหรับท่านใดที่อาจจะไม่ถนัดเกมแนวนี้ก็ไม่ต้องห่วงไป เพราะตัวเกมจะมีตัวช่วยให้กดดูอยู่ตลอด โดยเมื่อกดอันแรกเราจะต้องรอสักพักในการกดคำใบ้อันต่อไป ซึ่งเป็นการกันให้ผู้เล่นกดเฉลยหมดโดยที่ไม่ได้ลองด้วยตัวเองเลย

สิ่งที่อาจจะทำให้รูปแบบการเล่นในเกมนี้โดดเด่นขึ้นมาบ้างก็คือการที่เราได้ควบคุมถึงสองตัวละครนั้นก็คือตัวละครหลักและอีกตัวละครซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสุนัขในเกมที่มีชื่อว่า วอลท์ ที่เราสามารถสั่งให้สุนัขเดินไปเก็บของที่เราเดินไปเก็บไม่ได้ หรือสั่งให้มันกดสวิทในขณะที่เราเดินไปที่อีกจุดหนึ่งได้ด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกและทำให้ตัวเกมท้าทายขึ้นนิดหน่อยอยู่เหมือนกัน

นอกจากนั้นแล้วตัวเกมก็ยังผสมมินิเกมเล็กๆน้อยๆ เช่นกดตามจังหวะให้ตรง วิ่ง/ขับรถหลบกระสุนและหลบระเบิด หรือมินิเกมที่ให้คุณหลบซ่อนจากศัตรูโดยพยายามไม่ให้โดนจับได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แทบจะทุกมินิเกมในเกมนี้จะเน้นการกะจังหวะซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้ยากนัก แต่บางทีมันก็อาจจะนำมาซึ่งความน่าโมโหอยู่เหมือนกันสำหรับมินิเกมบางอันที่ตัวเกมค่อนข้างจะถาโถมใส่ผู้เล่นพอสมควร ยิ่งท่านที่ใจร้อนหน่อยก็คงจะยิ่งเซ็งเข้าไปอีก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเกมเพลย์มันจะไม่สนุก โดยรวมมันค่อนข้างจะสนุกและเพลินอยู่พอสมควร เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ท้าทาย นำเสนออะไรใหม่หรือโดดเด่นเพียงพอที่จะพูดว่านี้เป็นเกมแก้ปริศนาที่ท้าทายสุดๆเลยแม้แต่น้อย

Valiant Hearts : The Great War อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้ว ว่าเป็นเกมที่เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่ 1 และมันก็ทำได้ดีเสียด้วย เพราะเนื้อเรื่องของมันถูกเขียนมาค่อนข้างจะดีในระดับหนึ่ง จึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกสนุกและอยากที่จะเล่นต่อไปเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นจริงๆเลยก็คือ มันค่อนข้างจะเป็นเกมที่เล่าถึงความโหดร้ายและความโศกเศร้าของสงครามเสียมากกว่าการวิ่งไปแรมโบ้ชาวบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการเล่นที่ไม่เน้นให้เราได้ต่อสู้กับศัตรูแต่เน้นหลบหลีกและแก้ไขปัญหาเสียมากกว่า จริงๆแล้วในเกมนี้ส่วนใหญ่เราโดนอะไรทีเดียวก็ตายหมดไม่ว่าจะเป็นระเบิดหรือปืนคุณจึงลืมเรื่องการวิ่งไปแรมโบ้ชาวบ้านได้เลยเพราะเอาเข้าจริง 99% คุณไม่มีแม้แต่ปืนในมือคุณด้วยซ้ำไป

โดยความโหดร้ายและความโศกเศร้าของสงครามใน Valiant Hearts: The Great War ก็ถูกเล่าผ่าน 5 ตัวละครหลักที่เราจะได้เล่นสลับกันไปมาในแต่ละช่วง ซึ่งต้องพูดเลยว่าตัวละครเหล่านี้ก็ไม่ค่อยจะน่าสนใจหรือถูกเขียนมาได้ดีซักเท่าไรนัก ถ้าถามผู้เขียนจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าเหมือนเป็นสิ่งที่ทางผู้สร้างตั้งใจอย่างนั้นเลย เพราะทั้งเกมเราจะเห็นตัวละครพูดหรือถ่ายทอดอารมณ์ออกมาจริงๆเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายของผู้สร้างที่พยายามทำให้ตัวเกมเป็นกลางมากที่สุดทั้งในด้านของภาษา,เนื้อหาที่จะทำให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัยและคนทุกชาติได้มากกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันกระทบถึงด้านความสัมพันธ์ของผู้เล่นกับตัวละครหลักเหมือนกัน ที่ผู้เขียนก็ไม่ได้ใส่ใจหรือแคร์ตัวละครเหล่านี้เท่าที่ควร ยกเว้นอาจจะตัวละครสุนัขสุดน่ารักอย่างวอลท์เท่านั้นเอง

Valiant Hearts: The Great War ก็เป็นเกมที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากราฟฟิคค่อนข้างจะสวยงามทีเดียว ถึงแม้ว่ามันจะถูกนำเสนอรูปแบบหนังสือการ์ตูนแต่มันก็ถือได้ว่าทำกราฟฟิคได้น่าประทับใจทีเดียว ซึ่งตัวเกมใช้ Engine UbiArt Framework ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในเกมอย่าง Rayman Legends , Rayman Origins และ Child of Light นั้นเอง 

ไม่ใช่แค่นั้นตัวเพลงประกอบหรือซาวน์แทรคของตัวเกม เป็นอะไรที่พาผู้เขียนขนลุกทุกครั้งที่ได้ฟัง มันช่างแสนไพเราะและแสนเศร้าไปพร้อมกัน ทุกๆเพลงประกอบในเกมก็ดูจะไพเราะและน่าประทับใจทุกเพลงรวมถึงเข้ากับตัวเกมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เรียกได้ว่าเล่นเกมจบก็ต้องไปหาซื้อเพลงประกอบเกมนี้กันเลยทีเดียว (ซึ่งดันมีเฉพาะแบบดาวน์โหลดจากเน็ตเท่านั้น)

ส่วนนอกจากนี้ตัวเกมก็จะมีของสะสมให้เก็บในเกมซึ่งของสะสมเหล่านี้ก็เป็นของที่ถูกใช้ในสงครามจริงๆอีกด้วย โดยส่วนใหญ่ของสะสมต่างๆก็ไม่ได้หาเก็บยากมากนัก แต่ถ้าจะเอาให้ครบก็คงต้องเล่นอย่างน้อยสองรอบเป็นอย่างต่ำ
นอกจากนั้นแล้วตัวเกมยังแถมภาพและประวัติศาสตร์สงครามจริงๆมาให้ผู้เล่นได้ศึกษาและอ่านเล็กๆน้อยๆในแต่ละด่านอีกด้วย ซึ่งประวัติศาสตร์และภาพเหล่านี้เป็นของจริงอีกด้วย ก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นที่สนใจในเรื่องราวของสงครามก็น่าจะชื่นชอบหรือถูกใจอยู่เหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มากมายนัก เช่นผู้เขียนที่นั่งอ่านข้อมูลนี้ทุกครั้งที่ตัวเกมขึ้นฉากใหม่ แต่สำหรับท่านใดที่ไม่ได้สนใจก็ไม่ต้องสนใจมันเลยก็ได้

ในท้ายที่สุด Valiant Hearts: The Great War ก็อาจจะไม่ใช่เกมที่นำมาซึ่งระบบการเล่นอันแปลกใหม่หรือระบบการเล่นอันสุดแสนจะท้าทายซักเท่าไรนัก แต่ด้วยเนื้อเรื่องที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา เรื่องราวของสงครามอันแสนโหดร้ายและโศกเศร้า รวมถึงภาพและเพลงประกอบที่ลืมไม่ลง ก็ทำให้มันกลายเป็นเกมที่ผู้เขียนคงจะลืมไม่ลงไปอีกยาวนานอย่างแน่นอน


Final Score : [ B + ] & [ Must Play Badge ]

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

Danganronpa 2 : Goodbye Despair ( 2014 ) Game Review

Game Review
Danganronpa 2 : Goodbye Despair



"ภาคต่อของ Danganronpa : Trigger Happy Havoc ที่พัฒนาขึ้นในทุกด้านอย่างชัดเจน ท่ามกลางความสิ้นหวัง คุณจะเชื่อใครได้ ?!!"


                                 ถ้าหากจะมีเกมภาคต่อเกมใด ที่ผู้เขียนตั้งตารอคอยจะได้เล่นแบบแทบจะนับวันซักเกมเลย เกมๆนั้นก็คงจะเป็น Danganronpa 2 : Goodbye Despair นี้แหละ จากภาคแรก Trigger Happy Havoc ที่เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเครื่อง PSVita เกมหนึ่ง สู่ภาคต่อนี้ ที่ต้องพูดเลยว่าน่าประทับใจเสียยิ่งกว่าภาคแรกซะอีก



Danganronpa 2 : Goodbye Despair เป็นเกมแนว Visual Novel โดยเนื้อเรื่องหลักๆก็ยังคงความคล้ายคลึงเดิมจากภาคแรก คุณจะได้เล่นเป็น ฮาจิเมะ ฮินาตะเด็กนักเรียนที่เข้าเรียน Hope's Peak Academy แต่เขากลับพบว่า ตัวเขาเองไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง ซ้ำยังมีหมีที่ชื่อว่า "โมโนคุมะ" ห้ามเขาไม่ให้ออกไปจากเกาะ โดยมีข้อแม้ว่าสามารถออกไปจากเกาะได้ ถ้าหากใครซักคนฆ่าเพื่อนในกลุ่มของตัวเอง และจะต้องรอดจากการถูกจับได้อีกด้วย !! ความหวาดระแวง และความหวังที่เริ่มจะมลายหายไปขึ้นเรื่อยๆ ฮาจิเมะจะสามารถรอดออกจากเกาะนี้ไปได้หรือไม่ และเบื้องหลังของโมโนคุมะคืออะไรกันแน่ !!?


- นี้เอ็งแอบโฆษณาภาคต่อ Danganronpa : Another Episode ใช่ไหมเนี้ย 


ก่อนอื่นต้องขอพูดก่อนเลยว่า สำหรับท่านใดที่ไม่เคยเล่นเกมภาคแรกมาก่อนซึ่งก็คือ Danganronpa : Trigger Happy Havoc ผู้เขียนแนะนำให้ไปหามาเล่นก่อนจริงๆ ถึงแม้มันจะไม่ได้สำคัญขนาดที่จะทำให้เล่นภาคต่อไม่รู้เรื่องเลย แต่ผู้เขียนคิดว่าการเล่นภาคแรกมาก่อนจะได้เปรียบกว่าคนไม่ได้เล่นภาคแรกมากกว่าเยอะ อย่างแรกเลยก็คือผู้ที่เล่นภาคแรกมาก่อนจะเข้าใจกฏของตัวเกมได้มากกว่าผู้ที่เพิ่งสัมผัสตัวเกมครั้งแรก จากที่ภาคแรกค่อนข้างจะอธิบายกฏได้ชัดเจนมากกว่า อย่างที่สองก็คือโบนัสในเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของหรือไอเทมยิบๆย่อยๆที่แอบเชื่อมโยงไปสู่ภาคแรก ที่ทำให้ผู้ที่เล่นภาคแรกน่าจะยิ้มหรือนึกถึงภาคแรกได้บ้าง ก็ถือเป็นโบนัสที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 อีกจุดหนึ่งเลยก็คือความเป็น Visual Novel ของมันซึ่งต้องอาศัยการคิดตาม ตีโจทย์ และอ่านหรือฟังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้เขียนส่วนตัวคิดว่ามันเป็นอะไรที่ตัวเกมทำได้อย่างยอดเยี่ยมและไม่น่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าหากท่านเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหรือฟังอะไรเยอะๆ นี้ก็อาจจะไม่ใช่เกมของท่านก็เป็นได้ ส่วนสำหรับท่านที่ไม่ประสงค์จะฟังตัวละครพูดเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เช่นเดียวกับภาคแรก Danganronpa 2 : Goodbye Despair มีทางเลือกให้คุณเลือกก่อนเริ่มเกมเลย ว่าคุณจะให้เสียงพากษ์เป็นเสียงอังกฤษหรือญี่ปุ่น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็ชินกับเสียงพากษ์โมโนคุมะแบบภาษาอังกฤษไปแล้ว ซึ่งก็พากษ์ได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว


- ภาพสวยใช้ได้เลยนะเนี่ย


สำหรับ Danganronpa 2 : Goodbye Despair ยังคงคอนเซปคล้ายๆกับภาคแรกหรือแทบจะเหมือนกันหมด นั้นก็คือในเวลาปกติเหตุการณ์เนื้อเรื่องจะดำเนินไป โดยมีช่วงหลักใหญ่ๆสามช่วง ช่วงแรกก็คือ Free Time หรือเวลาว่าง ที่จะให้อารมณ์เหมือนเป็นเกมจีบสาว จีบผู้ชายอะไรก็ว่าไป โดยเป็นช่วงที่ให้เวลากับผู้เล่นจะทำอะไรก็ได้ วิ่งรอบเกาะหาตุ๊กตาโมโนคุมะเพื่อเก็บเหรียญเอาไปใช้หมุนตู้ของขวัญ หรือคุณจะใช้เวลาไปกับการคุยกับตัวละครตัวอื่นๆ เพื่อทราบถึงเบื้องหลังหรือความคิดของพวกเขา ซึ่งในภาคนี้ค่อนข้างจะสำคัญพอสมควร แตกต่างจากภาคแรก ภาคนี้สกิลที่เอาไว้ใช้ในช่วงถัดไปจะต้องแลกด้วย Hope Fragments ซึ่งได้มาจากการคุยกับตัวละครต่างๆ ซึ่งสกิลเหล่านี้ก็เอาไว้ช่วยทำให้เกมง่ายขึ้นนิดหน่อยในช่วงถัดๆไป แต่ตัวเกมในจุดนี้ก็เช่นเคยแบบภาคแรก ไม่ได้บังคับอะไร คุณจะข้ามไม่คุยกับใครเลยก็ได้เช่นเดียวกัน แต่คุณก็จะไม่ได้รับสกิลอะไรเลย รวมถึงคุณจะไม่ทราบถึงทัศนะคติและความคิดบางอย่างของตัวละครตัวโปรดของคุณอีกด้วย

ในส่วนถัดมาส่วนที่สองคือหลังจากมีเหตุการณ์การฆาตกรรมกันเกิดขึ้นจะเข้าสู่ช่วง Investigate Time คือช่วงสืบสวน หาหลักฐานที่ในเกมเรียกว่า "Truth Bullet" และพยายามคาดเดาให้ได้ว่าใครเป็นคนร้าย ซึ่งในส่วนนี้เหมือนกับภาคแรกเปะๆตรงที่ยังคงไม่อนุญาติให้ผู้เล่นออกจากห้องต่างๆถ้าหากยังหาหลักฐานไม่ครบ จึงอาจจะทำให้ผู้เล่นเกมแนวสืบสวนสอบสวนแบบฮาร์ดคอร์รำคาญบ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกดๆข้ามไปเลยซะทีเดียว 


แต่ช่วงที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดเด่น/หัวใจที่แท้จริงของเกม Danganronpa เลยก็คือ ช่วงที่สาม "Class Trial" ต่างหาก ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ตัวละครทุกตัวจะมารวมกันที่ศาลและถกเถียงกันว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นฆาตกร โดยในช่วงนี้จะแบ่งออกเป็นมินิเกมย่อยต่างๆ 


- มา จัดมาให้หมด !!


มินิเกมแรกคือ Nonstop Debate / Consent ซึ่งเป็นมินิเกมที่คุณจะได้ฟังตัวละครแต่ละตัวถกเถียงเรื่องราวต่างๆขึ้นมา แต่แตกต่างจากภาคแรกตรงที่ ในภาคแรกมันจะมีเพียงแค่คำพูดสีเหลืองซึ่งแสดงถึงการสงสัยว่าคำนั้นเป็นคำ"โกหก"โผล่ขึ้นมาเท่านั้น แต่ในภาคนี้มันมีสีใหม่เพิ่มขึ้นมานั้นก็คือคำพูดสีฟ้าซึ่งหมายความว่าเรา"เห็นด้วย"กับคำพูดของคนๆนั้น ซึ่งสร้างความแปลกใหม่ สีสันและความท้าทายให้กับตัวมินิเกมนี้ขึ้นมากๆ เพราะจากภาคแรกที่เราปกติก็แค่หาว่าคำพูดไหนโกหกหรือน่าสงสัยแล้วจากนั้นก็ยิงมันด้วยหลักฐานที่เรามีหรือดูดคำพูดที่เป็นหลักฐานที่แท้จริงมาจากตัวละครอื่นๆเพื่อพิสูจน์ว่าคนๆนั้นโกหกก็พอ ภาคนี้เรายังสามารถใช้หลักฐานในการเห็นด้วยกับตัวละครอื่น ซึ่งในช่วงท้ายๆของเกมมันจะมีทั้งคำพูดฟ้าและเหลืองปนกัน ทำให้ยากในการแสปมกดมั่วๆขึ้นมาก เพราะไม่ใช่แค่ว่าเราจะต้องหาเพียงคำพูดโกหก เราจะต้องตีโจทย์ให้แตกด้วยว่าสรุปแล้วมีใครโกหกหรือไม่ โกหกอย่างไร หรือ คำพูดของใครที่ถูกต้อง เราควรจะยิงด้วยหลักฐานชิ้นใดเป็นต้น นอกจากนั้นแล้วในช่วงหลังๆยังจะมีคำพูดสีม่วงลอยเข้ามาแบบมั่วๆอีกด้วยซึ่งคำพูดสีม่วงนี้เป็นเสมือนความคิดที่ถูกแทรกเข้ามาข้างหน้าคำพูดอื่นๆจะทำให้เรายิงคำพูดข้างหลังไม่โดน เราจึงจะต้องใช้ปุ่มกากบาทเลื่อนไปกดทำลายมันหรือจะใช้ Touch Pad ด้านหลังของ Vita ก็ได้ ถึงจะสามารถยิงใส่คำพูดด้านหลังมันได้ นี้ยังไม่นับคำพูดต่างๆในเกมโดยเฉพาะช่วงหลังที่ไม่ได้อยู่นิ่งๆให้เรายิง มีทั้งประเภทเอียงขวา เอียงซ้าย แม้กระทั่งหมุนตีลังกาเลยยังมีซึ่งทำให้เรายิงได้ลำบากยิ่งขึ้น


- อืมม์...คำพูดนี้ควรจะเห็นด้วยไหมหนอ ?


มินิเกมถัดมาที่ผู้เขียนถูกใจมากที่สุดในภาคนี้ มินิเกมนั้นก็คือ Rebuttal Showdown ซึ่งเป็นมินิเกมใหม่ในภาคนี้ ตัวมินิเกมนี้คล้ายๆกับ Make Your Augment ในบางส่วน แต่แทนที่เราจะเป็นคนจับผิดหรือเห็นด้วยกับตัวละครอื่นๆ Rebuttal Showdown จะเกิดขึ้นเมื่อตัวละครหลักพูดอะไรไปบางอย่าง แล้วตัวละครอื่นไม่เห็นด้วยจึงแย้งเรากลับมาทำให้เกิดมินิเกมนี้ขึ้น ซึ่งเราจะต้องใช้มีดซึ่งจริงๆมันก็คล้ายๆกับกระสุนที่ใช้ในการยิงคำพูดคนอื่นใน Make Your Augment นั้นแหละ ตัดคำพูดอีกฝ่ายและยืนยันว่าสิ่งที่เราพูดไปนั้นเป็นความจริง แต่ในระหว่างนั้นเราจะต้องใช้นิ้วของเราลากตัดคำพูดสีขาวของอีกฝั่งด้วย เพื่อให้อีกฝั่งนั้นจนมุมและเผยคำพูดที่ไม่เป็นความจริงออกมา เราจึงจะใช้มีดเฉพาะอันที่เป็นหลักฐานที่ถูกต้อง ตัดคำพูดของพวกเขาได้ แต่ระวังด้วย !! ไม่ใช่คำพูดสีเหลืองทุกอันจะถูก ตัวเกมจะพยายามหลอกคุณเสมอๆไม่ใช่แค่ในมินิเกมนี้ แต่ในทุกๆมินิเกม ซึ่งสาเหตุที่มินิเกมใหม่ชนิดนี้เป็นมินิเกมที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดในภาคนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ซะใจมากๆ ในการที่มีคนอื่นโต้แย้งมา แล้วคุณเสมือนตบหน้าคนๆนั้นกลับไปด้วยหลักฐาน



- โดนเถียงซะแล้ว...


มินิเกมชนิดต่อมาก็เป็นมินิเกมที่คล้ายๆกับภาคแรกจริงๆแล้วใช้ชื่อเดียวกันด้วยซ้ำ นั้นก็คือ Hang's Man Gambit ซึ่งเป็นมินิเกมที่คุณจะต้องหาคำตอบโดยการเอาตัวอักษรที่วิ่งไปวิ่งมาบนจอต่างๆมารวมกันอย่างน้อยสองอันและยิงให้มันออกมาเป็นคำตอบตามในฉากนั้นๆให้ได้ ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างและยากจากภาคแรกพอสมควรเลยทีเดียว ในภาคแรกมันก็แค่ลอยๆขึ้นมาแล้วก็หายไปแค่นั้น แต่ในภาคนี้มันวิ่งไปวิ่งมาบนจอทำให้ยิงยากขึ้น แถมระวังเอาไว้ด้วย ถ้าหากตัวอักษรที่เป็นคนละตัวมาชนกันตัวอักษรนั้นจะระเบิดออกแล้วยังทำความเสียหายแก่ตัวละครของคุณด้วย ถ้าหากตัวละครของคุณรับความเสียหายมากไปคุณก็จะล้มเหลวแล้วต้องเริ่มมินิเกมนั้นๆใหม่หมด แต่....ต้องพูดเลยว่าในด้านของความท้าทาย นี้เป็นมินิเกมที่ตัวเกมค่อนข้างจะช่วยผู้เล่นอยู่พอสมควร ต่อให้คุณไม่ทราบว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร แค่คุณเดาตัวอักษรที่โผล่ขึ้นมาตัวแรกๆมันก็มักจะถูกและเป็นคำใบ้ให้คุณไปสู่คำตอบที่แท้จริงได้แล้ว อีกนัยนึงก็คือ ตัวอักษรที่ถูกต้องตำแหน่งแรกๆมันมักจะโผล่มาเป็นอันดับแรกๆเสมอ ซึ่งอีกครั้งอาจจะทำให้แฟนเกมสืบสวนสอบสวนชนิดฮาร์ดคอร์ผิดหวังได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน



- คำตอบคืออะไรหนอ...


มินิเกมชนิดต่อมาอีกชนิดก็เป็นมินิเกมใหม่ในภาคนี้เช่นเดียวกัน Logic Drive ซึ่งคิดง่ายๆว่าเป็นมินิเกมแข่งรถกระโดดข้ามหลุมและสิ่งกีดขวางต่างๆละกัน แต่ในระหว่างมินิเกมมันจะมีคำถามโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอให้คุณตอบซึ่งคำตอบจะแยกออกเป็นสองหรือสามทาง โดยคุณจะต้องเลือกคำตอบให้ถูกต้องตามคำถามในตอนนั้นๆ ถ้าหากคุณตอบผิด ทางที่คุณไปจะเป็นทางขาดซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องตกลงหลุมไปร้อยเปอร์เซ็นต์และจะได้รับความเสียหายนิดหน่อย แต่ก็จะกลับมาเริ่มที่จุดเซฟก่อนหน้าให้คุณตอบใหม่ เป็นมินิเกมที่ค่อนข้างจะบันเทิงทีเดียว แต่อาจจะง่ายไปนิด เพราะสุดท้ายเวลาตอบคำถามถ้าคุณตอบผิด คุณก็แค่เปลี่ยนทางในรอบถัดไปก็พอ 


- ต้องพูดเลยว่าเป็นมินิเกมที่แปลกประหลาดเหมือนกัน


มินิเกมชนิดถัดมาซึ่งเป็นมินิเกมที่สั้นที่สุดแล้ว และมักจะเป็นมินิเกมที่ส่วนใหญ่อยู่ตอนใกล้จะจบ Class Trial แล้วก็คือ Select Someone ซึ่งก็ตรงตามชื่อ คุณจะต้องเลือกตัวละครในตอนนั้นว่าใครเป็นคนร้ายตัวจริง ซึ่งตัวเกมจะไม่ได้บอกมาตรงๆคุณจะต้องคิดตามตลอดเวลาในฉากก่อนหน้าว่าหลักฐานชี้ไปที่ใคร ใครมีโอกาสเป็นคนร้ายมากที่สุด โดยคำนึงถึงหลักฐาน เวลา หรือแม้กระทั่งความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขา


มินิเกมเกือบสุดท้ายถัดมาซึ่งปกติจะอยู่ตอนใกล้จะจบแล้วเช่นเดียวกันกับ Select Someone และเป็นมินิเกมที่เคยมีมาก่อนในภาคแรกก็คือ  Panic Talk Action ซึ่งในภาคแรกใช้ชื่อ Bullet Time Battle โดยยังเป็นมินิเกมที่ให้เรากดปุ่มกากบาทตามจังหวะเสียงเพลงเพื่อทำลายคำพูดของอีกฝ่ายเช่นเคย โดยในช่วงท้ายๆเกมคุณจะไม่สามารถกดตามจังหวะได้อย่างเดียว แต่คุณยังมีกระสุนที่เอาไว้ทำลายคำพูดอีกฝั่งแบบจำกัดอีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาจังหวะบรรจุกระสุนใหม่ด้วยการกดสี่เหลี่ยมด้วย ที่สำคัญคือหลังจากคุณทำลายคำพูดของอีกฝั่งจนหมดและพวกเขาจนมุมแล้ว แตกต่างจากภาคแรกที่คุณจะต้องหากระสุนที่เป็นหลักฐานที่ถูกต้องยิงใส่ตัวละครนั้น ในภาคสองนี้มันจะกลายเป็นคำ 4 คำแทน โดยคำสี่คำจะปรากฏแบบสุ่มอยู่บนมุม บน ล่าง ซ้ายและขวาของจอ ซึ่งแต่ละด้านจะแทนด้วยปุ่ม สามเหลี่ยม กากบาท สี่เหลี่ยม และวงกลม คุณจะต้องกดต่อคำเหล่านี้ให้เป็นคำตอบที่ถูกต้องให้ได้ เพื่อทำลายคำพูดสุดท้ายของตัวละครนั้น ถ้าหากคุณเรียงได้ถูกต้อง คำพูดอีกฝั่งก็จะถูกทำลายและมินิเกมก็จะสำเร็จ


มินิเกมอันสุดท้ายของ Class Trial ก็คือ Closing Augment ซึ่งเป็นมินิเกมที่คล้ายคลึงกับภาคแรกพอสมควรและยังใช้ชื่อเดิมอีกด้วย โดยหลักๆมินิเกมนี้จะให้หนังสือการ์ตูนคุณมา ซึ่งหนังสือการ์ตูนนี้ก็คือเหตุการณ์การฆาตกรรมที่เกิดขึ้น แล้วในบางส่วนของหนังสือการ์ตูนนี้จะมีช่องบางช่องที่หายไป โดยคุณจะได้รับชิ้นส่วนช่องของหนังสือการ์ตูนเพื่อไปใส่ช่องที่หายไปให้ถูกต้อง แต่แตกต่างจากในภาคแรกที่ตัวเกมจะให้ชิ้นส่วนมาทั้งหมดเลย ในภาคนี้ตัวเกมจะให้คุณมาเพียง 5 ชิ้นหรือน้อยกว่านิดหน่อย โดยในแต่ละชุดจะมีเพียงแค่สามหรือสองชิ้นขึ้นอยู่กับจำนวนที่ให้มาเท่านั้นที่ถูกต้องและใช้ได้จริงๆ ที่เหลือจะเป็นตัวหลอกทั้งหมด เมื่อคุณใส่ถูกช่องไม่ว่าจะเป็นสองหรือสามช่อง ตัวหลอกจะหายไปแล้วชุดหมายจะขึ้นมาแทนที่ หมายความว่าคุณจะต้องมานั่งสรุป และวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ว่าในรูปนี้คือตอนไหน ใส่ตอนไหน ในแต่ละหน้าคือเหตุการณ์ตอนไหน ช่วงไหนที่หายไป ต่างจากภาคแรกที่ผู้เขียนแทบจะไม่เคยเลื่อนหน้า ใส่ให้จบๆมันไปทีละหน้าเลยเพราะมันมีมาให้ครบอยู่แล้ว อีกส่วนที่แตกต่างคือภาคนี้เวลาคุณใส่ช่อง ถูกหรือผิดมันจะบอกเราเลย ต่างจากภาคแรกที่ต้องกดยืนยันก่อนมันถึงจะบอกว่าถูกหรือผิดซึ่งเราจะต้องมานั่งใส่ใหม่น่ารำคาญพอสมควร จึงต้องพูดเลยว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไปในถูกทางแล้ว เมื่อคุณใส่แต่ละช่องได้ถูกหมด ตัวละครจะสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในเหตุการณ์นั้น และตบท้ายด้วยการบอกว่าใครคือคนร้ายที่แท้จริงใน Chapter นั้น


- สัตว์เลี้ยงน่ารักเชียว


นี้ก็คือมินิเกมทั้งหมดใน Class Trial ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึง 2 มินิเกมและยังปรับปรุงจุดน่ารำคาญ ไม่จำเป็นบางจุดในภาคแรกอีกด้วย ที่สำคัญเลยก็คือมันยากและท้าท้ายขึ้นกว่าภาคแรกพอสมควรเลยทีเดียวในภาคนี้ แต่ก็ไม่ได้ยากถึงขนาดจะผ่านไม่ได้เลย ตัวเกมยังคอยมีตัวช่วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสกิลที่คุณจะได้จากการแลก Hope Fragments หรือแม้กระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆซักตัวให้สูงสุดคุณก็จะได้สกิลพิเศษเช่นเดียวกัน ซึ่งสกิลเหล่านี้จะช่วยทำให้มินิเกมต่างๆง่ายขึ้น เช่นให้เวลาที่มากขึ้น , ยิงคำพูดที่แทรกเข้ามาใน Nonstop Debate/Consent ได้ง่ายยิ่งขึ้น หรือตัดคำพูดสีขาวใน Rebuttal Showdown ได้ง่ายยิ่งขึ้นเป็นต้น ไม่ใช่แค่นั้นตัวเกมยังมีหลอด Concentration หรือหลอดเพ่งเล็งทำให้เวลาต่างๆในมินิเกมช้าขึ้นจึงทำให้เราทำลายคำพูดแทรกและยิงคำพูดต่างๆได้ง่ายยิ่งขึ้นใน Nonstop Debate / Consent หรือทำให้เราไม่จำเป็นจะต้องรีโหลดกระสุนและแสปมมั่วๆโดยไม่ต้องสนใจจังหวะได้เลยในโหมด Panic Talk Action โดยหลอดนี้จะฟื้นคืนมาตามเวลา สุดท้ายแล้วยังมีมินิเกมเล็กๆที่ให้ผู้เล่นเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเล็กๆซึ่งสัตว์เลี้ยงจะโตขึ้นเวลาเราเดินไปเดินมาในเกม เมื่อโตถึงจุดหนึ่งมันก็จะจากไปโดยจะให้ไอเทมเราเล็กๆน้อยๆ รวมถึงทิ้งไข่เอาไว้ให้เราเลี้ยงตัวใหม่อีกด้วย เป็นมินิเกมเล็กๆที่ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นซักเท่าไรแต่ก็ถือเป็นโบนัสเล็กๆน้อยๆให้เรามีอะไรทำในช่วง Free Time ต่างๆ จึงเป็นจุดที่ต้องขอชมทีมผู้สร้าง Spike Chunsoft เลย ที่พัฒนาและปรับปรุงตัวเกมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

หลังจากพูดถึงช่วงต่างๆในเกมรวมถึงมินิเกมหลากหลายชนิดไปแล้ว ก็ต้องมาพูดถึงตัวเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ความซับซ้อนของฉากฆาตกรรมต่างๆกันบ้าง โดยจะไม่พยายามสปอยล์เนื้อหาอะไรทั้งนั้น แต่พูดได้เลยว่าถ้าหากเทียบกับภาคแรก ตัวภาคสอง Goodbye Despair นั้นมีเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างจะเหนือชั้นกว่าภาคแรกพอสมควร เนื้อเรื่องหลักก็น่าสนใจ น่าติดตามและพยายามหลอกผู้เล่นตลอดเวลา(โดยเฉพาะผู้ที่เล่นภาคแรกมาก่อนจะโดนหลอกเป็นพิเศษ) ซึ่งมันก็ทำให้เรายิ่งอยากรู้ตอนจบเข้าไปอีก ในส่วนของฉากฆาตกรรมเองก็ซับซ้อนและเดาทางได้ยากมากกว่าเดิม ที่น่าสนใจก็คือตัวเกมมีความลึกในตัวฉากฆาตกรรมต่างๆนี้มากขึ้น การเชื่อมโยงจุดต่างๆถูกเขียนออกมาได้อย่างซับซ้อนและคาดไม่ถึงยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้ว่าบางจุดมันอาจจะซับซ้อนเกินไปชนิดที่ออกแนวบ้าๆบอๆซึ่งพาทำให้ผู้เขียนหลงทางไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เจอบ่อยและหนักหนามากซักเท่าไร


- ควรใช้หลักฐานชิ้นไหนดี ?


ส่วนสุดท้ายที่จะพูดถึงในภาคนี้ก็คือ ตัวละครต่างๆในเกม ซึ่งยังคงมีความคล้ายคลึงกับตัวละครในภาคแรกพอสมควร นั้นก็คือแต่ละตัวละครต่างๆค่อนข้างจะบ้าๆและเหมือนตัวละครในหนังสือการ์ตูนพอสมควร เช่นบางตัวละครชอบพูดเสียงดัง บางตัวละครชอบแกล้งคนอื่น หรือบางตัวละครทำตัวแปลกๆ เป็นต้น แต่ตัวละครต่างๆก็ถือได้ว่าน่าสนใจทุกตัวละครเลยทีเดียว โดยทุกๆตัวละครจะเป็น "Ultimate" ในด้านต่างๆ เช่น Ultimate Gamer , Ultimate Yakuza หรือแม้กระทั่ง Ultimate Nurse ซึ่งแล้วแต่เลยว่าคุณจะใช้เวลาว่างไปกับตัวละครใด แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าระวังไว้ พวกเขาอาจจะไม่ใช่คนดีอย่างที่พวกคุณคิด ความคิดที่อันตรายมากที่สุดในเกมซีรียส์ Danganronpa เลยก็คือการไว้ใจตัวละครอื่นๆ ไม่แน่ตัวละครที่คุณคิดว่าไร้เดียงสาและน่ารักมากที่สุด อาจจะกลายเป็นศพหรือแม้กระทั่งฆาตกรใน Chapter ถัดไปก็เป็นได้

ในท้ายที่สุด Danganronpa 2 : Goodbye Despair ไม่ใช่แค่เกมภาคต่อจาก Trigger Happy Havoc เฉยๆ แต่ยังเป็นภาคต่อที่พัฒนา ปรับปรุงมินิเกมต่างๆให้ท้าทายและซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าภาคแรก เมื่อไปรวมกับเนื้อเรื่องและฉากฆาตกรรมที่ซับซ้อนรวมถึงฉลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้ทราบเลยว่า ทีมผู้สร้าง Spike Chunsoft มีความตั้งใจและความมุ่งมั่นแค่ไหน ที่จะพัฒนาเกมซีรียส์นี้ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เรียกได้ว่านี้คืออีกหนึ่งเกมของผู้ใช้ PSVita ทุกคนที่จะต้องได้สัมผัสซักครั้ง

Final Score : [ A ] & [ Must Play Badge ]