แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Brian Cox แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Brian Cox แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Ironclad ( 2011 ) Movie Review

Movie Review
สาเหตุเดียวที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้มีเหตุผลเดียว คือ " Brian Cox "


Movie Name : Ironclad ( 2011 ) , Drama / History / Action
Director : Jonathan English ( Ironclad : Battle for Blood )
Stars : James Purefoy ( John Carter , Solomon Kane ) , Brian Cox ( RED , RED 2 , Troy , X-Men 2 ) , Kate Mara ( 127 Hours ) , Jason Flemyng ( Clash of the Titans , X-Men : First Class ) , Paul Giamatti ( Sideways ) 
Rating : R ( Violence and Gore )







REVIEW
                                                                                 
                                                                                     Ironclad ผมขอสารภาพเลยว่า เหตุผลเดียวจริงๆเลยที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะนักแสดงคนๆเดียวเลย คนๆนั้นก็คือ Brian Cox นั้นเองจริงๆผมเคยเห็นตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปดูในโรงภาพยนตร์ จนผ่านมา 2 ปี DVD ออกแล้วดัน Reprice พอดีก็เลยเห็นว่าน่าลองเอามาเก็บ เอามาดู ใน IMDB กับ Rottentomatoes นั้นดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะออกแนวเฉยๆหรือไม่ค่อยชอบตัวหนังซักเท่าไร จากที่ IMDB ได้เพียง 6.1 คะแนน และ Metacritic 40 กว่าๆ หรือ Rotten tomatoes ที่ได้เพียง 40กว่า % (จริงๆก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดอะไรมาก) แต่หลังจากผมได้ชม Ironclad จบผมกลับคิดว่าตัวหนังมันดีกว่าที่คิดพอสมควรเลยทีเดียว



อย่างแรกเลยก็คือบทใน Ironclad ที่เป็นเรื่องราวสมัยสงครามของประเทศอังกฤษ ซึ่งเรื่องราวของภาพยนตร์ทำให้ผมรู้สึกน่าสนใจอย่างมาก รวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ทำให้น่าสนใจ น่าติดตามอยู่ตลอดเวลา และ หลายๆครั้งที่ตัวหนังทำให้คุณลุ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่มันไม่ใช่หนังที่่มีฉากรบใหญ่ๆแบบพวก Troy เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่บทค่อนข้างฉลาด และ มีการใช้แทคติกในการรบต่างๆ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกน่าสนใจมากขึ้น และ น่าติดตามมากขึ้นว่าต่อไปตัวหนังจะมีอะไรออกมาอีก


ต่อมาเลยก็คือ นักแสดงในเรื่อง ที่นอกจาก Brian Cox ที่คงไม่ต้องพูดแล้วมั้งหลายๆท่านน่าจะรู้ดูว่าผมชอบป๋าแกมาก ในเรื่องนี้นักแสดงคนอื่นๆอย่างเช่น James Purefoy , Jason Flemyng (เป็นเรื่องแรกที่ผมดูแกแล้วแกไม่ได้แต่งหน้าให้กลายเป็นอย่างอื่นอย่างเช่น Azazel ใน X-Men : First Class ) และ Paul Giamatti โดยเฉพาะ Brian Cox กับ Paul Giamatti ผมว่าทั้งสองคนนี้แสดงได้ดีเลยทีเดียว อย่างเช่น Paul Giamatti ที่ตอนช่วงแรกๆผมค่อนข้างจะสงสัยว่าเขาจะรับบทได้ดีขนาดไหนกับการเป็น กษัตริย์ชั่วร้าย จนในช่วงแรกที่ผมค่อนข้างจะหมดข้อสงสัยเลยทีเดียว เขาเล่นได้ดีทีเดียวเลย 


ในเรื่องนี้นั้นมีจุดที่ผมไม่ชอบเลยชัดๆอยู่จุดหนึ่ง นั้นก็คือ การใช้เทคนิคกล้องแบบ Shaking Cam คือ กล้องสั่นทุกครั้งในเวลาเข้าฉาก Action ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ Action หลายๆเรื่องทำซึ่งสำหรับผมมันน่ารำคาญมากๆ มันมีตั้งหลายวิธีที่ทำให้ฉากดูตื่นเต้น ดูสนุก ดูเครียดได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้ กล้องแบบ Shaking Cam แต่ตัวหนังกลับใช้วิธีนี้ทุกครั้งที่เข้าฉาก Action มันสร้างความน่ารำคาญพอตัวเลยทีเดียว


รวมไปถึงในหลายๆจุดที่ผมอาจจะว่าเสียดายก็ว่าได้ เพราะ มีหลายๆจุดในภาพยนตร์ที่มันน่าจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้ เช่น ตัวละครต่างๆ ความสัมพันธ์ของตัวละคร บท  แต่ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วสำหรับภาพยนตร์ที่ไม่ได้ใหญ่อะไร


Ironclad นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ด้วยบทที่น่าสนใจ น่าติดตาม ค่อนข้างจะฉลาด แทคติกในการรบต่างๆที่น่าสนใจ การเล่าเรื่องที่ทำให้รู้สึกน่าสนใจ และสนุกอยู่ตลอดเวลา นักแสดงหลายๆคนที่แสดงได้ค่อนข้างดี น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ใช้เทคนิค Shaking Cam หรือ กล้องสั่นทุกครั้งในฉาก Action ซึ่งมันน่ารำคาญมาก รวมไปถึงหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่น่าจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้ หรือ ความจริงที่ตัวภาพยนตร์เอาเข้าจริง ทั้งเรื่องก็อยู่แค่โลเคชั่นเดียวแทบจะทั้งเรื่อง แต่ Ironclad ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เลวเลยที่คุณจะลองมาหาดูซักครั้งถ้าหากคุณมีเวลาว่าง

The Best Quote from " Ironclad "

"Only the weak believe that what they do in battle is who they are as men." - Marshall




+ จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ บทที่น่าสนใจน่าติดตาม
+ มีการใช้แทคติกในการรบที่น่าสนใจ
+ การเล่าเรื่องที่ทำให้รู้สึกสนุก ตื่นเต้น และน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา
+ นักแสดงหลายๆคนที่เล่นได้ดี
+ Brian Cox 



- จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- การใช้เทคนิค Shaking Cam หรือ กล้องสั่นในฉาก Action ซึ่งมันสร้างความน่ารำคาญอย่างมาก
- หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่น่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้
- แทบจะทั้งเรื่องนั้นตัวภาพยนตร์มีอยู่เพียงโลเคชั่นเดียว ถ้านับจริงๆแล้ว


Final Score : [ B+ ] 
                                                            

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Red 2 ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
ภาพยนตร์ภาคต่อมักจะห่วยกว่าภาคแรกเสมอ จริงหรือ ? (ดูท่าจะจริง)





Movie Name : RED 2 ( 2013 ) , Action / Comedy
Director : Dean Parisot ( Home Fries ) 
Stars : Bruce Willis ( Die Hard ) , Helen Mirren ( RED , The Queen ) , John Malkovich ( RED ) , Mary-Louise Parker ( RED ) , Anthony Hopkins ( Thor ) , Byung-hun Lee ( G.I. Joe ) ,  Catherine Zeta-Jones ( Chicago , Broken City ) , Brian Cox ( RED , Troy )
Rating : PG-13






REVIEW
                                     


                                                                                    Red 2 นั้นเป็นภาพยนตร์ภาคต่อของ RED เมื่อปี 2010 ซึ่ง RED ภาคแรกนั้นถือว่าเป็นภาพยนตร์ Action / Comedy ที่ผมชอบมากที่สุดอีกเรื่องนึงเลยทีเดียว โดยปกตินั้นหลายๆคนมักจะพูดว่า ภาพยนตร์ภาคต่อมักจะห่วยแตกมากกว่าภาคแรกเสมอๆ ซึ่งเราก็คงเห็นตัวอย่างกันไปชัดเจนแล้วกับ A Good Day To Die Hard ที่ทำให้แฟนๆ Die  Hard ทั่วโลกอยากร้องไห้ ซึ่งแม้แต่ผมเองที่ไม่ได้เป็นแฟน Die Hard  เลย ยังรู้สึกได้ถึงความโกรธ และ ความเศร้า อย่างบอกไม่ถูก สำหรับ RED 2 นั้นดูจาก Cast หรือ นักแสดงใหม่แล้ว ผมค่อนข้างตื่นเต้นทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Byung-hun Lee จาก G.I. Joe หรือ แม้กระทั่ง Anthony Hopkins ที่คงไม่ต้องสาธยาย ว่าเขาทำผลงานระดับตำนานหลายๆเรื่องมาแล้วใน Hollywood และ ถือเป็นนักแสดงระดับตำนานอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว RED 2 นั้นก่อนชม ผมค่อนข้างจะได้ยินเสียงมาเป็นหลายส่วนเลยทีเดียว บางคนก็บอกว่าสนุกกว่าภาคแรก บางคนก็บอกว่าสนุกแต่ไม่เท่าภาคแรกเลย บางคนก็บอกว่าห่วยก็มี (โดยเฉพาะ Metacritic ที่หล่นจาก 61 เหลือ  47 และ Rotten Tomatoes จาก 72% เหลือ 40% )  ณ จุดนี้สำหรับคนดูอย่างผมที่ชอบ RED ภาคแรกมากๆนั้น ขอให้มันไม่แย่ก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดเทียบภาคแรกได้หรอก


RED 2 นั้นได้เปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น Dean Parisot ซึ่งภาพยนตร์ที่เขากำกับมาก่อนหน้านี้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์ตลกเสียมากกว่า ส่วนผู้กำกับ RED ภาคแรกนั้นสำหรับ Robert Schwentke ไม่รู้ว่าเพราะอะไรพี่แกดันไปสร้างภาพยนตร์อีกเรื่องมาแข่งกับ RED 2 ซึ่ง RED ภาคแรกแกเป็นคนกำกับเองแท้ๆ ซึ่งเรื่องนั้นก็คือ R.I.P.D ซึ่งไม่รู้ว่าผมจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะ R.I.P.D นั้นนักวิจารณ์และคนดูต่างประเทศ เสียงค่อนข้างจะไปทางเดียวกัน คือแย่ถึงแย่มากเลยทีเดียว

RED 2 อาจจะเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า บางทีคำพูดที่ว่า "ภาพยนตร์ภาคต่อมักจะห่วยกว่าภาคแรกเสมอๆ" อาจจะเป็นจริงก็เป็นได้

จุดแรกที่ผมไม่ชอบมากที่สุดในภาคนี้คือ การที่ตัวผู้กำกับนั้นโฟกัสได้อย่างผิดจุดมากๆ เพราะ ตัวหนังนั้นจริงๆแล้วมันควรจะเป็น Action / Comedy แต่ในบางฉากตัวหนังก็โฟกัสไปที่ Romance ซะจนงงว่าตกลงจะให้กลายเป็นหนัง Romance ไปเลยไหม หรือ บางช่วงตัวหนังก็โฟกัสไปที่การสืบสวนมากเกินไปจนพางงอีกเช่นกันว่านี้ตกลงจะเป็น หนังสืบสวนแทนอีกแล้วใช่ไหม มันทำให้ส่วนเหล่าๆนี้ที่ตัวผู้กำกับโฟกัสผิดทาง ไปทับส่วนอื่นของหนังไปหมด จนมันแทบจะไม่เหลือความเป็น Action / Comedy แล้ว แถมในหลายๆช่วงสิ่งที่เขาโฟกัสมันก็ค่อนข้างจะแย่จนพาน่าเบื่อไปอีกด้วย ยังไม่รวมถึงหลายๆฉากที่หาความสมเหตุสมผลไม่เจออีกทั้งๆที่บางส่วนตัวหนังก็เป็นคนอธิบายแท้ๆ แต่พอฉากถัดมาตัวผู้กำกับก็เหมือนจะลืมๆส่วนนั้นไปเพื่อให้หนังมันเดินต่อไปได้ รวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะแย่ เพราะ ตัวหนังโฟกัสผิดที่มันก็แย่อยู่แล้วสับสนพอประมาณอยู่แล้ว เล่าเรื่องก็แย่เข้าไปอีก มันทำให้บางส่วนของหนังพางงว่าตกลงมันเกิดอะไรยังไงกันแน่


ฉาก Climax สุดท้ายของหนังใน RED ภาคแรกนั้น เป็นฉาก Climax ที่รู้สึกได้ว่า สนุก เท่ ฉลาดจริงๆ แต่ฉาก Climax ใน RED 2 นั้น ฮืมมมม์  มันเป็นฉาก Climax ที่ผมโคตรจะเกลียด เพราะ มันช่างไม่สมเหตุสมผล และไม่สนุกเลยแม้แต่น้อย เหมือนใส่ๆมันเข้าไปเพื่อให้หนังมันจบได้ไปอย่างงั้น และ ตัวหนังเองก็ไม่แม้แต่สนใจที่จะอธิบายฉากนั้นด้วยซ้ำไป


ตัวละครใน RED 2 นั้นตัวละครบางตัวอย่างน้อยก็ยังถือว่าเป็นแสงเล็กน้อยที่อยู่ท่ามกลางความมืดและสิ้นหวังนี้ได้อยู่บ้าง อย่างเช่นตัวละครของ Catherine Zeta-Jones ที่(โคตร)สวย Sexy ในหลายๆฉากเธอทำให้ตัวหนังสนุกขึ้นมาได้พอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนั้นตัวละครของเธอ ยังมีอะไรคล้ายๆกับตัวละครของ Karl Urban ตัวร้ายในภาคแรกอีกด้วย ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ นั้นแหละครับ จบและ แค่นั้นแหละ ตัวละครเก่าของ RED นั้นทำอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกว่าหยั่งกะเป็นคนละเรื่องจาก RED ภาคแรกเลย เพราะ RED ภาคแรกนั้นในหลายๆฉากคุณจะรู้สึกได้โดยเฉพาะ Frank ตัวละครของ Bruce Willis ว่าเขาฉลาดจริงๆ เขาเก่งจริง ไม่ใช่แค่เพราะหนังอวยว่าเทพเฉยๆ แต่ใน RED 2 เหมือนตัวละครเหล่านี้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้คุณสงสัยว่านี้มันตัวละครเดียวกับตัวละครในภาคแรกหรอ เพราะ ตัวละครเหล่านี้เหมือนจะถูกลดลงมาเหลือแค่ ตัวละครในหนัง Action ทั่วๆไป เดินตามบทเฉยๆ ยังไม่นับถึงตัวละครเหล่านี้ ที่น่าสนใจน้อยลงอย่างมาก เพราะ ตัวหนังดันไปโฟกัสผิดที่ 



ถ้าคุณหวังว่าตัวละครของ Anthony Hopkins จะดีละก็เตรียมตัวผิดหวังได้เลย ตัวละครของเขานั้นจริงๆตอนแรกนั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นสีสันให้กับตัวหนังได้เลยทีเดียว แต่เนื่องจากผลที่มาจากบทที่สุดแสนจะหลงทางของหนังทำให้ตัวละครนี้ดันเปลี่ยนไปอีกแบบ ซึ่งเหมือนเปลี่ยนจากทองไปเป็นขอนไม้เน่าๆผุพังซะอย่างงั้น รวมไปถึงความสมเหตุสมผลของตัวละครที่เหมือนโยนๆเข้ามา อธิบายแค่ 2 วิ พอจบ เหมือนไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าตัวละครนี้มันจะสมเหตุสมผลไหม ตัวละครของ Byung-hun Lee ที่น่าจะสร้างความสนุกในตัวหนังได้มากพอตัวเลยทีเดียว แต่ตัวละครของเขาเหมือนจะถูกทำลาย เพราะ หลายๆอย่างมันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยกับสิ่งที่ตัวหนังบอกอย่างนึงแต่บางฉากกลับทำอีกอย่าง แล้ว มันลากให้ตัวละครของเขาพาไม่สมเหตุสมผลไปด้วย  ซึ่งผมไม่ขอโทษนักแสดงเหล่านี้เลย ไม่ว่าจะเป็น Anthony Hopkins หรือ Byung-hun Lee แต่ผมขอโทษไปเต็มๆที่ บท และ ผู้กำกับที่กำกับได้อย่าง งงงวยสุดๆ


Brian Cox อย่างที่ผมบอกไปแล้วในรีวิว RED ภาคแรก ผมคิดว่า RED ในภาคแรกเขาเป็นอีกตัวละครที่เหมือนจะถูกลืม ทั้งๆที่เป็นตัวละครที่น่าสนใจ น่าติดตาม สนุก ตลก รวมไปถึงโคตรเท่  ในตอนแรกนั้นผมค่อนข้างจะเป็นห่วงว่าภาคนี้จะไม่มีป๋าแกอีก แต่พอได้รู้ว่าภาคนี้ป๋าแกมาแสดงด้วยทำให้ผมยิ่งอยากดู RED 2 มากขึ้น ซึ่งในภาคแรกนั้นผมคิดว่าตัวเขานั้นมีบทน้อยอยู่แล้ว แต่ภาคนี้ดันกลับมีบทน้อยยิ่งกว่าเดิม รวมๆทั้งเรื่องไม่ถึง 2 นาที หรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ ทำให้ผมรู้สึกเสียดายอย่างมาก เพราะ ผมคิดว่าตัวละครของเขาน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่นี้เหมือนจะใส่ๆมาให้มีเฉยๆ ทั้งๆที่บทแทบจะไม่มีอะไร และ ไม่โผล่มาเลยยังได้ (แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีล่ะมั้ง)



สิ่งที่น่าเจ็บใจและน่าเศร้าใจที่สุดก็คือ RED ภาคแรกนั้นมี Potential หรือ ความเป็นไปได้ที่ทิ้งเอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการรีไทร์ของพวกเขาแต่ละคน ฉาก Action ต่างๆที่ ณ จุดนี้ต่อให้เวอร์เท่า Die Hard ก็คงจะไม่แปลกอะไรแล้ว หรือ อื่นๆอีกมากมาย แต่ ในภาคนี้เหมือน ผู้กำกับจะโยนทุกอย่างทิ้ง และ มันทำให้ RED 2 กลายเป็นภาพยนตร์ที่หลงทางสุดขีดแทน  ยังไม่นับถึงตัวหนังที่ทั้งเรื่องมีอยู่แค่สองอย่างสองอารมณ์คือ ธรรมดาเรื่อยๆ เฉยๆ และ น่าเบื่อจนทำให้ผมคิดว่า "เมื่อไรจะจบ" ถึงแม้ตัวหนังจะมีไอเดียที่น่าสนใจอย่างเช่น ในช่วงเปิดเรื่อง และ บางช่วงที่ใช้การตัดไปอีกฉากด้วยการใช้การ์ตูนเหมือนเราได้อ่านหนังสือการ์ตูน (เนื่องจาก RED นั้นเป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากการ์ตูนในชื่อเดียวกันของ WildStorm Comics ซึ่งตอนนี้อยู่ในเครือของ DC Comics) ตัวละครใหม่อย่าง Catherine Zeta-Jones และ ฉาก Action บางฉากที่พอสนุกได้บ้าง แต่นั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยอะไรตัวหนังได้เลย เพราะ ปัญหาที่ตัวหนังเจอนั้นตอนนี้มันหนักกว่าเยอะ





RED ในภาคแรกนั้น มันเป็นภาพยนตร์ที่ช่างสุดยอด สนุก ตลก Element ต่างๆที่ดีมากๆในตัวภาพยนตร์ แทบทุกๆอย่างในหนังมันเหมือนจะดูดีไปหมด แต่พอมาใน RED 2 ผู้กำกับคนใหม่ใส่ความพยายามที่จะทำให้มันเป็นมากกว่า RED หรือ มากกว่าหนัง Action / Comedy ทั้งๆที่ของเก่ามันก็ดีอยู่แล้ว และ ตัวแกเอง Element หลายๆส่วนก็ทำได้แย่อยู่แล้ว เหมือนเอา อะไรแย่ๆ มาผสมกับอะไรแย่ๆ ที่หลงทางมั่วซั่วกันไปหมด จนเละเทะไปหมด และ จาก RED ภาคแรก กลายเป็น RED 2 ที่แทบไม่เหลืออะไรอีกเลย นอกจาก ซากปรักหักพัง เต็มไปด้วย บทที่สุดแสนจะหลงทาง ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่หาความสมเหตุสมผลไม่เจอ ทั้งๆที่บางส่วนตัวหนังก็เป็นคนอธิบายเองแท้ๆ แต่เหมือนกลับว่าใส่ๆมันไปเหอะ เพื่อให้หนังมันเดินต่อไปได้  รวมไปถึงฉากจบที่สุดแสนจะน่าผิดหวัง ขี้เกียจ ไร้เหตุผล ไร้การอธิบาย และใส่ๆมาเพื่อให้หนังมันจบได้ การเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะแย่และมั่วไปหมดจนบางครั้งคุณสับสนว่าตกลงมันยังไงกันแน่ ยังไม่รวมถึงตัวหนังที่มีอยู่ 2 อารมณ์ คือ เฉยๆเรื่อยๆ กับ น่าเบื่อจนต้องคิดว่า"เมื่อไรจะจบ" และ 2 อารมณ์นี้ก็อธิบายคุณภาพของ RED 2 ได้เป็นอย่างดี เพราะ RED 2 มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ Catherine Zeta-Jones ที่ สวย Sexy และ ตัวละครของเธอมีความคิดคล้ายๆกับตัวละครของ Karl Urban ใน RED ภาคแรก 
+ การเปิดเรื่องและการตัดไปอีกฉากด้วยวิธีที่ทำให้ดูเหมือนอ่านหนังสือการ์ตูน
+ ฉาก Action บางฉากที่พอสนุกได้บ้าง



จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด
- บทที่สุดแสนจะหลงทางจะ Action ก็ไม่ Action จะ สืบสวนก็ไม่สืบสวน จะตลกก็ไม่ตลก จะหนังรักก็ไม่ใช่อีก มันทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง
- ตัวละครเก่าหลายๆตัวที่ทำให้สงสัยว่านี้คือตัวละครเดียวกับ RED ภาคแรกจริงหรือ เพราะ เหมือนจากเปลี่ยนจาก นักฆ่าระดับเทพโคตรอันตราย เหลือ นักฆ่าเฉยๆ 
- ความรู้สึกของตัวภาพยนตร์มีตั้งแต่ เฉยๆ เรื่อยๆ ไปจนถึง น่าเบื่อ 
- ตัวละครของ Anthony Hopkins ที่น่าจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และ น่าจะเป็นสีสันของตัวภาพยนตร์ได้มาก แต่เนื่องจากบทที่หลงทางของภาพยนตร์ทำให้ตัวละครเปลี่ยนไปจนเหลือ แต่ ตัวละครที่ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตาม ไม่สนุกเอาเสียเลย และใส่ๆเหตุผลมา 2 วิพอ เหมือนไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าตัวละครนี้มันจะสมเหตุสมผลหรือไม่ 
- ตัวละครของ Byung-hun Lee ที่น่าจะเป็นสีสันให้กับตัวภาพยนตร์ได้อีกเช่นกันคล้ายๆกับ Anthony Hopkins แต่เพราะบทที่แย่ทำให้ตัวละครของเขาพาไม่สมเหตุสมผลไปด้วย
- Brian Cox ที่มีการแสดงและตัวละครที่สนุก น่าติดตาม น่าสนใจ และ ควรจะเป็นหนึ่งในตัวละครหลักด้วยซ้ำไป ทั้งๆที่ RED ภาคแรกนั้นตัวละครของเขาก็บทน้อยอยู่แล้ว ในภาคนี้ทั้งเรื่องเขาโผล่มาเพียง 2 นาทีหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำไป !!
- ฉากจบที่สุดแสนจะขี้เกียจ ไร้เหตุผล และ ไร้ความเป็น RED อย่างที่สุด เหมือนใส่ๆมาให้มันมีฉากจบเท่านั้น
- การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ที่แย่และหลายๆส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย 



Final Score : [ C ]

Red ( 2010 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
โคตรอึด กลับมาอึด  ไม่รู้ทำไมจะต้องอึดด้วย แต่อึดไว้ก่อน !!!?




Movie Name : Red ( 2010 ) Action / Comedy
Director : Robert Schwentke ( Flightplan , R.I.P.D. )
Stars : Bruce Willis ( Die Hard ) , Morgan Freeman ( Wanted ) , John Malkovich ( Burn After Reading ) , Mary-Louise Parker ( Weeds ) , Karl Urban ( Dredd , Star Trek ) , Helen Mirren ( The Queen ) , Brain Cox ( Troy , The Bourne Identity ) 
Rating :  PG -13




REVIEW



                                                                                RED นั้นถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ Action / Comedy ที่ผมชอบที่สุดอีกเรื่องนึงเลยก็ว่าได้ ด้วยความความตลก สนุก ฉากที่โคตรเท่ต่างๆ รวมไปถึงดาราหลายๆคนที่มารวมตัวกันและเข้ากันได้อย่างสุดยอด รวมไปถึงบทหลักและ Sup-Plot ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย ยังไม่นับความสัมพันธ์ของตัวละครที่น่าติดตาม และ สนุกมากๆอีกด้วย



RED นั้น จุดที่จะเรียกได้ว่าเด่นที่สุดของภาพยนตร์เลยก็คือด้านความสนุก มุขตลกต่างๆ ฉาก Action ที่โคตรเท่ สนุก บทบางส่วนที่เชื่อมโยงเรื่องราวกันที่น่าสนใจ และ สนุกมากๆที่จะติดตาม ตัวละครต่างๆโดยเฉพาะตัวละครของ จอหน์ มัลโควิช ที่ตลกสุดๆ และ เขาแทบจะทำให้คุณขำตลอดได้ทั้งเรื่อง ตัวละครอื่นๆก็น่าสนใจและน่าติดตาม และ สนุกไม่แพ้ๆกันเลย ไม่ว่าจะเป็น Helen Mirren ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่สวย/เซ็กซี่ที่สุดคนนึงในโลก(เรื่องจริงนะครับไม่ใช่ในหนัง) โดยมีอายุเกิน 50 ปีไปแล้ว ตัวละครของเธอนั้นเป็นอีกตัวละครนึงที่สนุกไม่แพ้กันเลย รวมไปถึงตัวละครร้ายของ Karl Urban ที่ตัวละครของเขามีมุมมองและความคิดในเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจมากๆ 


บทของ RED นั้นถือได้ว่าน่าสนใจมากๆ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ สายลับแต่ละคนที่รีไทร์แล้วแต่ดันจะต้องมาเจอเรื่องราววุ่นวาย และด้วยบทนี้เองทำให้มี Sub-Plot หรือ พล๊อตรองขึ้นมาอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครก่อนหน้าที่จะรีไทร์หรือช่วงที่ยังทำงานอยู่ ความรู้สึกหลังจากที่รีไทร์ ความคิดถึงอะไรต่างๆนาๆ ที่ช่างน่าสนใจ น่าติดตาม และ สนุกมากๆ นอกจากนั้นบทยังค่อนข้างสมเหตุสมผลอีกด้วย


มุขตลกต่างๆ และ ฉากต่างๆใน RED นั้นถูกคิดมาอย่างดี และ มันทำให้คุณรู้สึกสนุกตลอดเวลาในหลายๆฉาก แทบจะไม่มีช่วงใดเลยที่คุณรู้สึกเบื่อ เพราะ มันมักจะมีอะไรที่ทำให้คุณสนุก ตื่นเต้น หรือ ตลกได้เสมอๆอยู่ตลอดเวลา



ด้วยบทที่ว่าด้วยเรื่องราวของสายลับที่รีไทร์แล้วนั้น ทำให้ตัวภาพยนตร์และบทค่อนข้างจะ Support ในฉาก Action อยู่มาก เพราะ ในหลายๆฉากที่ฉาก Action ดูเวอร์ๆแต่การที่คุณเชื่อว่ามันเป็นไปได้เพราะคุณรู้ว่าพวกเขานั้นเก๋าจริง พวกเขาผ่านมาแล้วหลายสนาม และ รอดมาได้ คุณจึงเชื่อว่าพวกเขานั้นเก่งจริง และ ทำให้สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่แปลกอะไร และ คุณเชื่อในสิ่งที่พวกเขาทำ นั้นทำให้ตัวภาพยนตร์สามารถทำฉาก Action ที่เวอร์ซะใจคนดูและโคตรเท่ได้และคุณยังคงเชื่ออยู่ว่าฉากเหล่านั้นเป็นไปได้ ในหลายๆฉากที่ ฉาก Action นั้นสุดยอด และ สนุกมากๆ รวมไปถึงสิ่งที่ตัวหนังบอกอย่างเช่นที่ว่าตัวละครเหล่านี้เก่งจริง ดูจะน่าเชื่อถือมากขึ้น และ ไม่ใช่แค่สิ่งที่บทพูดมาเฉยๆ เหมือนหนังบางเรื่องที่ตัวหนังพยายามบอกว่าตัวละครนั้นเก่งนั้นเทพ แต่พอถึงเวลาจริงการกระทำของตัวละครนั้นๆทำให้คุณสงสัยว่านี้คือเทพแล้วหรอ หรือ ไม่เก่งจริง หรือไม่ก็อาจจะพูดได้ว่าเก่งเพราะตัวหนังพูดว่าเก่งว่าเทพ แต่ไม่ได้เก่งจริงนั้นเอง ซึ่งสิ่งๆนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัว RED เลย เพราะ หลายๆครั้งที่ตัวละครทำอะไร มันดูฉลาด ดูวางแผนมาอย่างดี สมกับที่ตัวหนังกล่าวไว้จริงๆ 


นักแสดงหรือดาราหลายๆคนในเรื่อง RED ก็แสดงได้อย่างดีเยี่ยม และ ตัวละครของพวกเขาทุกคนนั้นมีความคิด นิสัย หรือ คาแรกเตอร์ที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ และ พวกเขาทั้งหลายเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ 
รวมไปถึงดาราอีกคนหนึ่งที่เหมือนจะถูกลืมมากๆในเรื่อง Red ซึ่งตัวเขาเองก็มีภาพยนตร์เรื่องนึงที่ชื่อซ้ำกันกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ Red เหมือนกันอีกด้วย (ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลนี้รึเปล่านะแกถึงมาเล่นเรื่องนี้ฮ่าๆ) นั้นก็คือ Brian Cox จาก Troy หรือ The Bourne Identity ซึ่งในหลายๆฉากที่เขาเล่นใน RED นั้นต้องขอบอกโคตรเท่ ถูกใจคนเขียนเป็นที่สุด และ ทำให้ผมสงสัยว่า ทำไมเขาถึงไม่นับเป็นตัวละครหลักด้วยซ้ำไป เพราะ ตัวละครของเขานั้น น่าสนใจ ตลก และ เท่ ไม่แพ้ตัวละครหลักคนอื่นๆเลย แต่กลับไม่มีโปสเตอร์ภาพยนตร์ของตัวเองด้วยซ้ำไป แบบว่าแอบน้อยใจ


จุดเสียของ Red นั้นก็พอจะมีอยู่บ้าง เช่นตัวละครบางตัวเช่นตัวร้ายบางตัวที่ไม่รู้จะมีมาทำไมเหมือนกัน มีมาแล้วก็ไม่ค่อยจะมีบทบาทกับตัวภาพยนตร์เท่าไร เหมือนมีมาให้มันมีเอาไว้รับบทไว้ให้กล่าวถึงเฉยๆเสียมากกว่า



RED นั้นเป็นภาพยนตร์ Action / Comedy ที่ตลก สนุก และ โคตรเท่ ฉาก Action ที่สุดยอด และ ความสนุกที่ทำให้ผมรู้สึกอยากจะดูต่อ อยากจะดูอีก นอกจากนั้นตัวภาพยนตร์ยังมีบทที่ค่อนข้างจะแข็งแรงและสนับสนุนในส่วนอื่นๆอีกด้วย แถมยังมีบทรองที่น่าสนใจน่าติดตาม รวมไปถึงตัวละครต่างๆที่มีคาแรกเตอร์เป็นตัวของตัวเองแม้กระทั่งตัวร้าย รวมไปถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่น่าสนใจ สนุกไม่แพ้กันเลย และ ผู้กำกับเขาเหมือนจะรู้ดีว่าเขาควรจะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์มันสนุก และ มันเท่ ได้สมใจจริงๆ


 The Best Quote from " RED "

" Old man my ASS " - Marvin 


จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ มุขที่ตลก สนุก โดยเฉพาะตัวละคร Marvin ของ John Malkovich
+ บทที่น่าสนใจ น่าติดตาม และซัพพอรต์ในส่วนอื่นๆ 
+ Sub-Plot หรือ พล๊อตรอง และ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่น่าสนใจ น่าติดตาม สนุก
+ ตัวภาพยนตร์มักจะมีอะไรเข้ามาให้คุณได้สนุกหรือตลกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วงใดเลยที่คุณจะรู้สึกเบื่อ 
+ ตัวละครที่เก่งจริง ฉลาดจริงๆ จากการกระทำในภาพยนตร์ ไม่ใช่เก่งและฉลาดเพราะบทบอก 
+ ฉาก Action ที่ โคตรเท่ และ สนุก
+ ตัวละครที่น่าสนใจ มีความคิดเป็นตัวของตัวเองแม้จะเป็นตัวละครร้าย 
+ Brian Cox ที่เท่โคตรในเรื่องนี้ (แต่ดันถูกลืมเสียนี้ !!)


จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- ตัวละครบางตัวเหมือนใส่มาให้กล่าวถึงเฉยๆ



Final Score : [ A- ] & [ MUST SEE BADGE ]