แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comedy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comedy แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Goosebumps (2015) Movie Review


Goosebumps (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลิน"


   ม่น่าเชื่อเลยว่า นวนิยายสุดโด่งดังอย่าง Goosebumps หรือในชื่อไทยสุดคุ้นหูอย่างชมรมขนหัวลุกจะได้โอกาสมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์เสียที หลังจากที่อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานานแสนนานตั้งแต่ปี 1992

แน่ละว่าการมารับบทนำของ แจ็ค แบล็ค ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดีกันแน่ เนื่องจากผลงานที่ขึ้นๆลงๆตลอดของเขา อย่างไรก็ตามถ้าหากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะเชื่ออย่างเต็มเปาว่าคงไม่มีใครจะเหมาะไปกว่าแจ็ค แบล็คผู้นี้อีกแล้ว



อย่างไรก็ตามความรู้สึกในช่วง 30 นาทีแรกของความพยายามในการนำแฟรนไชส์หนังสือชื่อดังเรื่องนี้ มาถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์ก็ดูน่าเป็นห่วงเอาการเพราะนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

ด้วยการเล่าเรื่องของผู้กำกับ ร็อบ เลทเทอร์แมน ที่ยังขาดชั้นเชิง ซ้ำร้ายบทก็แสนจืดชืด ซ้ำซากเหลือเกิน ว่าด้วยเรื่องราวของตัวละครที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพบกับเพื่อนบ้านหรือคนใกล้ชิดที่แอบซ่อนความลับเอาไว้ จนนำไปสู่การผจญภัยอันแสนตื่นเต้น บลาๆ เรียกได้ว่าเป็นพล็อตสุดคลาสสิกที่เราคงเคยเห็นกันมาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ซึ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ Goosebumps ล้มเหลวในการสร้างความแตกต่าง หรือสร้างความโดดเด่นในส่วนนี้ของมันให้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆต่างหาก

อีกสิ่งที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อยเลย ก็คือความพยายามในการยัดเยียดหลายสิ่งอย่างเข้าไปในปากผู้ชม เฉกเช่นพอต้องการจะเล่าถึงปมหลังของตัวละครเอก ก็จะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายต่อหลายรอบ แถมยังไปไกลถึงขนาดที่ให้ตัวละครพูดในทำนองที่ว่า "มันไม่มีอะไรหรอก" เพื่อเป็นการบอกใบ้อย่างสุดฤทธิ์ให้ผู้ชมรู้ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆอีกต่างหาก ในส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่านี้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนวนิยายเด็ก แต่ในเมื่อกลายมาเป็นภาพยนตร์แล้วข้ออ้างนั้นก็ดูจะเริ่มฟังไม่ขึ้นเข้าไปทุกทีๆ



แต่เป็นที่โชคดีสุดๆของ Goosebumps ที่มันเสมือนได้สติขึ้นมากลางคัน ตื่นขึ้นและเฉิดฉายขึ้นมาในกลางเรื่อง ซึ่งนั้นเป็นจุดที่เหล่าสัตว์ประหลาด ภูติผีปีศาจสุดแสนจะจินตนาการทั้งหลายต่างผุดขึ้นมากันอย่างไม่จบสิ้น และจุดนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่น 

นอกจากเหล่าปีศาจนี้จะน่าสนใจแล้ว การเล่าเรื่องของ ร็อบ เลทเทอร์แมน ก็ดูจะดีขึ้นมาอย่างทันตาเห็น สร้างสรรค์การผจญภัยของเหล่าตัวละครได้อย่างน่าค้นหา น่าติดตาม และคอยหยอดมุขอยู่เนืองๆได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะแปกค่อนข้างบ่อยก็ตาม

ที่ดูจะน่าจับตามองจริงๆเลยก็คงจะหนีไม่พ้นนักแสดงที่แปะชื่อให้เห็นกันอย่างชัดเจนบนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง แจ็ค แบล็ค ซึ่งเขารับบทตัวละครใน Goosebumps ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว ไม่ว่าจะมองมุมไหนตัวละครนี้ก็ดูจะเหมาะสมกับแนวทางการแสดงของ แจ็ค แบล็ค ไปเสียหมด เสมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้ลงตัวพอดิบพอดี



ในเมื่อพูดถึงตัวละครแล้ว ตัวละครที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือเจ้าหุ่นกระบอกวายร้ายสุดแสบอย่าง สแลปปี้ ซึ่งกระโจนขึ้นมากลายเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในทันที จากความเจ้าเล่ห์ ความยียวนกวนทีน และเบื้องลึกเบื้องหลังที่สะท้อนปมขัดแย้งของตัวละครนี้ได้อย่างน่าติดตามเหลือเกิน ซ้ำปมขัดแย้งนี้ยังถูกถ่ายทอดและสะท้อนได้อย่างมีชั้นเชิง เข้าไปสัมพันธ์กับเนื้อของภาพยนตร์ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งก็คือการให้กำลังใจต่อคนที่ถูกรังแกหรือปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก ให้ความกล้าในการหันกลับมาเผชิญหน้าความเป็นจริง ถึงแม้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะช่างแสนโหดร้าย น่ากลัว และสยดสยองไม่ต่างจากเหล่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ แต่มันก็ยังมีเรื่องราวที่ช่างน่าตื่นเต้น น่าค้นหา และความสุขรอคอยอยู่เช่นเดียวกันนั้นเอง

ถ้าหากจะมีจุดใดที่ Goosebumps สามารถแก้ไขและพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ก็คงจะเป็นทางด้านของเหล่าตัวร้ายทั้งหลาย ที่ในภาพยนตร์โดนทางสแลปปี้เบียดจนตกขอบกลายเป็นแค่ตัวประกอบฉากกันไปซะหมด ทั้งๆที่ตัวละครภูติปีศาจหรือสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆทั้งหลายซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยนักเขียนอย่าง อาร์.แอล. สไตน์ ก็ต่างมีความน่าสนใจและความโดดเด่นที่ไม่แพ้กันเลย การที่ตัวภาพยนตร์ตัดสินใจที่จะดึงตัวละครเพียงตัวเดียวออกมาใช้อย่างจริงจังถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าตัวละครที่ดึงออกมาจะยอดเยี่ยมมากเท่าไรก็ตาม



สุดท้ายแล้ว Goosebumps ก็ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวเหล่าภูติผีปีศาจและสัตว์ประหลาดของ อาร์.แอล. สไตน์ ออกมาใช้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาทั้งใหญ่และเล็กผสมปนเปกันไปอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุด ผลที่ได้ออกมาก็เป็นประสบการณ์ที่เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาขนาดย่อมๆ ผสมกับการเดินเข้าบ้านผีสิงจนกลายมาเป็นความทรงจำขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลินที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

The Intern ( 2015 ) Movie Review


The Intern ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ช่วงเวลาที่น่าจดจำ"



The Intern ว่าด้วยเรื่องราวของ เบน พ่อม้ายวัย 70 ที่เข้าไปเป็นเด็กฝึกงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ทำให้เขาได้เจอกับ จูลส์ หญิงสาวผู้ซึ่งกำลังเผชิญปัญหามากมายในชีวิต เบนจึงต้องพยายามหาทางช่วยเหลือ จูลส์ ให้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆไปให้ได้ ด้วยความรู้และประสบการณ์อันมากมายของเขา


ตั้งแต่วินาทีแรกที่ภาพยนตร์เริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเปิดเรื่อง วิธีการตัดต่อ ถ่ายภาพ ยันเพลงประกอบ ก็ทำให้เราทราบได้ทันทีทันใดว่า The Intern เป็นภาพยนตร์ประเภทใด และเรากำลังนั่งชมอะไรอยู่



แน่นอนว่านี้ยังคงเป็นภาพยนตร์จากฝีมือการกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ เจ้าของผลงานอย่าง The Parent Trap (1998) , Something's Gotta Give (2003) และ It's Complicated (2009) ซึ่งการกำกับของเธอยังเต็มไปด้วยความโดดเด่นในด้านอารมณ์ของภาพยนตร์ที่รู้สึกสบายๆ ไม่เคร่งเครียด และผ่อนคลายตลอดเวลา ผสมผสานกับเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ใครๆก็สามารถที่จะรู้สึกร่วมไปด้วยอย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้ The Intern กลายเป็นภาพยนตร์ที่สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง ถึงแม้น่าเสียดายที่บทสรุปอาจจะถูกคลี่คลายง่ายดายไปนิด


แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้การกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ และเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ The Intern โดดเด่นและค่อนข้างน่าประทับใจไม่ใช่น้อยเลย ก็คือนักแสดงหลักทั้งสองคน โรเบิรต์ เดอ นีโร กับ แอน แฮทธาเวย์



ซึ่งนอกจากทั้งคู่จะแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม น่าเชื่อถือแล้ว เคมีของทั้งสองคนก็เข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้ตัวละครของทั้งคู่ออกมาโดดเด่น น่าติดตาม น่าหลงใหล ที่สำคัญคือเรารู้สึกเชื่อถึงความสัมพันธ์ที่เปรียบเสมือน 'อาจารย์-ลูกศิษย์' หรือ 'พ่อ-ลูก' ของทั้งสองคนนี้อย่างมาก ผ่านปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ 


แม้ว่าภายนอก The Intern จะดูเหมือนภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความคิดอันเก่าแก่ และล้าสมัย จากอายุของตัวละครเอกและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์


แต่เอาจริงๆแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับสะท้อนถึงสภาพโลก และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทันสมัย จนทำให้คนรุ่นก่อนต้องพยายามปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมในขณะนี้
หรือสังคมที่เพศชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น หญิงแกร่งก็สามารถหันมาทำงานได้อย่างเก่งกาจไม่แพ้เพศชาย แต่ก็สอดแทรกปัญหาการไม่ยอมรับในประเด็นนี้ของสังคม การเรียกร้องสิทธิสตรีได้น่าสนใจ



สุดท้ายแล้ว The Intern ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ทั้งด้านเทคนิค อารมณ์ และเนื้อหา ที่ดูง่าย สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ภายใต้ก็สอดแทรกและสะท้อนเรื่องราวในสังคมได้เข้ากับยุคสมัย ที่ยอดเยี่ยมเข้าไปอีกก็คือสองนักแสดง โรเบิรต์ เดอ นีโร กับ  แอน แฮทธาเวย์ ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้ The Intern กลายเป็นประสบการณ์ชมภาพยนตร์ที่เราไม่รู้สึกอยากที่จะให้มันจบลงเลยเสียจริงๆ


Final Score : [ 7.25 / 10 ]

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

ฟรีแลนซ์ ( 2015 ) Movie Review



ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ส่วนผสมที่ลงตัว"


 ถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยเสียจริง กับการเข้ามาร่วมงานในค่ายภาพยนตร์กระแสหลัก GTH ของผู้กำกับอินดี้ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่พาเอาแฟนๆและคอหนังหลายคนตื่นเต้น ว่านี้อาจจะเป็นความหวังสำหรับภาพยนตร์ไทยที่กำลังค่อนข้างจะซบเซาช่วงนี้ก็เป็นได้ !?


ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ว่าด้วยเรื่องราวของ ยุ่น ชายอายุ 30 ที่รับงานฟรีแลนซ์อย่างดุเดือดชนิดไม่หลับไม่นอน จนทำให้วันหนึ่งเกิดผื่นขึ้นที่ตามตัวของเขา แต่เมื่อเข้าไปโรงพยาบาลเขาก็ได้เจอกับหมออิมที่ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก ท่ามกลางงานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด และการทำลายสถิติไม่นอนติดต่อกันหลายวัน เขาจะสามารถหายจากโรคนี้และเข้าใกล้หมออิมไปอีกได้หรือไม่



ฟรีแลนซ์ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างภาพยนตร์นอกกระแส และกระแสหลักที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะในด้านรูปแบบหรือเนื้อหา ที่ยังคงความเป็นผู้กำกับ เต๋อ นวพล คนเดิม เช่นเทคนิคการถ่ายทำแบบต่อเนื่อง Long Take , การใช้กล้องแบบถือเดินติดตามตัวละคร หรือเรื่องราวที่สอดแทรกปัญหาที่เข้ามารุมเร้าตัวละครหลัก 


แต่ที่จะมีโดดเด่นขึ้นมามากกว่าปกติ ก็คือการสอดแทรกเสียงพูดในหัวของตัวละครเอก ยุ่น เข้ามา ซึ่งเสียงในหัวนี้เป็นตัวเพิ่มสีสัน เพิ่มความฉูดฉาดให้กับสถานการณ์ต่างๆในภาพยนตร์มากขึ้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งเสียงพูดนี้ก็เปรียบเสมือนความพยายามในการปรับภาพยนตร์ให้เข้ากับกระแสหลักและผู้ชมทั่วไปมากขึ้น เพราะเสียงในหัวส่วนใหญ่ของเรื่องก็ค่อนข้างมาเป็นจังหวะ สร้างมุขตลกชวนหัวเราะได้ดี แต่ในบางส่วนก็รู้สึกว่ามันมาขยายเรื่องราวในเรื่องให้ใหญ่ ตรงไปตรงมามากจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องที่มีส่วนอารมณ์ค่อนข้างจะจริงจังอยู่มาก ซึ่งฉากเหล่านี้น่าจะทรงพลังมากกว่านี้ถ้าหากปราศจากเสียงพูดในหัวของตัวละครเอกที่คอยแทรกเข้ามาอยู่หลายครั้ง



สำหรับในด้านของนักแสดง แทบจะทุกคนในเรื่องต่างก็แสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ซันนี่ ที่รับบทตัวละครหลักอย่างยุ่น ก็ถ่ายทอดตัวละครที่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้ดี หรือ ดาวิกา ผู้รับบทเป็นหมออิม ก็ยังคงสาวสวย และสะท้อนถึงความยากลำบากในวิชาชีพหมอได้น่าสนใจ เป็นธรรมชาติ อีกคนก็คือ วิโอเลต วอเทียร์ ที่รับบทเป็นเพื่อนของยุ่นในเรื่อง ก็เป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจไม่แพ้สองตัวละครหลัก และยังแสดงได้น่าประทับใจไม่แพ้สองนักแสดงหลักเลยทีเดียว


ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงปัญหาของคนทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เฉพาะอาชีพฟรีแลนซ์เหมือนตัวละครเอก เฉกเช่น การทำงานที่สุดแสนจะลำบาก ลากเลือด เพื่อนร่วมงานที่บางครั้งเห็นงานสำคัญกว่าชีวิตของเรา หรือ ความกดดันจากสังคมการทำงานที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่มันก็กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครๆก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือสิ่งจำเป็นเพื่อการมีชีวิตรอด



ซึ่งสิ่งที่ภาพยนตร์สอนให้กับผู้ชม ก็คือการที่เราต้องไม่ลืมถึงคุณค่าของชีวิตตัวเราเอง การทุ่มเทในการทำงาน หรือ ทำสิ่งบางสิ่ง มันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากมันทำร้ายชีวิตหรือร่างกายของเรา มันก็อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่าเทียมซักเท่าไรนักเลย เพราะถึงแม้ว่างานชิ้นนั้นเราอาจจะรอคอยมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายแล้วถ้าหากเราไม่มีแม้แต่ชีวิตให้เหลือใช้ การรอคอยนั้นก็ยิ่งกว่าสูญเปล่า นี้คือสิ่งที่ ฟรีแลนซ์ ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม


สุดท้ายแล้ว ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ก็กลายเป็นผลงานส่วนผสมระหว่างภาพยนตร์นอกกระแส กับ ภาพยนตร์กระแสหลักที่เรารอคอยและคาดหวัง นี้เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ สอดแทรกเนื้อหาที่หนักแน่น แต่กลับเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมทั่วไปก็สามารถเดินเข้าไปชมได้โดยไม่รู้สึกถูกทิ้งไว้กลางทาง ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่งที่ ฟรีแลนซ์ อาจจะพลาดไปบ้าง ก็คือจำนวนเสียงพูดในหัวที่ดูจะเยอะและเข้ามาแทรกในส่วนสำคัญมากๆของเรื่องมากเกินไป แต่นั้นก็ดูจะเป็นเพียงจุดผิดพลาดเล็กน้อยในภาพยนตร์ที่น่าทึ่งเช่นนี้

Final Score : [ 8 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Spy (2015)


Spy (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz





"สายลับไม่แคร์สื่อ"


เป็นที่น่าสังเกตุอยู่เหมือนกัน ว่าภาพยนตร์บางเรื่องในปีนี้ นำขนบต่างๆของภาพยนตร์สายลับมาล้อเลียนหรือดัดแปลงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เฉกเช่น Kingsman: The Secret Service ในต้นปี 


พอเข้าช่วงกลางปีภาพยนตร์เรื่อง Spy ก็โผล่เข้ามาในเรดาห์เดียวกันกับ Kingsman ด้วยการฉีกแนวจากสายลับมาดเท่ห์ มาเป็นสายลับมาดเฉิ่ม(แต่น่าสนใจ) แทน ซึ่งนี้เป็นการมาของกระแสอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ และน่าติดตามมากทีเดียว


Spy ว่าด้วยเรื่องราวของ คูเปอร์ สายลับนั่งโต๊ะมาดเฉิ่มที่อยู่มาวันหนึ่งต้องออกไปปฏิบัติภารกิจสุดโหด ท่ามกลางเรื่องราววุ่นๆที่เกิดขึ้นมากมาย




สิ่งหนึ่งที่แน่นอนและไม่อาจปฏิเสธได้เลยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือความบันเทิงระดับหาตัวได้ยากของมัน นี้เป็นภาพยนตร์ที่สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตามอยู่ตลอดเวลา ชนิดที่แทบจะไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่นกันเลยทีเดียว


ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็มาจากหลากหลายเหตุผล อย่างเช่น ตัวละครเอก คูเปอร์ของเรื่องที่รับบทโดย เมลิสซ่า แม็คคาร์ธี่ ที่นำแสดงตัวละครเอกได้อย่างตลกโปกฮา น่ารัก และน่าคอยเอาใจช่วย 


หรือตัวละครรองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น จู๊ด ลอว์ หรือ เจสัน สเตทแธม ก็เข้ามาเติมแต่งสีสันให้กับตัวภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี แต่คนที่ถูกใจผู้เขียนมากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวละครร้ายของ โรส เบิร์น ที่ร้ายได้อย่างน่ารำคาญดีแท้ แต่เรากลับรู้สึกเกลียดเธอไม่ลง หนำซ้ำบางด้านบางอารมณ์ของเธอก็ทำให้เรารู้สึกหลงรักไปอย่างไม่รู้ตัว



อีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับ Spy และสำหรับภาพยนตร์ตลกทุกเรื่อง ก็คือมุขตลกทั้งหลาย  ที่ในกรณีของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ผลสุดๆ และใส่เข้ามาแบบไม่ยั้ง ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นตัวและสนุกไปพร้อมๆกับตัวภาพยนตร์อยู่ตลอดเวลา หนำซ้ำมุขตลกบางมุขก็ยังสดใหม่ และสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างสนุกสนานอีกด้วย


แต่ถ้าหากจะมีซักสิ่งหนึ่งที่ Spy ทำออกมาไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไรนัก ก็คงจะเป็น บทภาพยนตร์ที่ซ้ำซากและเดาง่าย โดยเฉพาะจุดหักมุมต่างๆของเรื่องที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นซักเท่าไรนัก โชคยังดีที่มุขตลกสุดฮา ฉากแอ็คชั่น ฉากไล่ล่าสุดมันส์ และการควบคุมจังหวะภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมของผู้กำกับ พอล ฟีก ก็ช่วยดึงตัวภาพยนตร์ขึ้นมาจากความจืดชืดได้เยอะมากทีเดียว




สุดท้ายแล้ว Spy ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ตลกโปกฮาไร้สาระทั่วๆไป ถึงแม้ว่าภายนอกมันอาจจะดูเป็นเช่นนั้น แต่ภายในแล้ว นี้คือภาพยนตร์ที่สอดแทรกประเด็นการลุกขึ้นมาต่อสู้กับสังคมชายเป็นใหญ่ของสตรีได้อย่างยอดเยี่ยม 


ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบ หน้าตาอาจจะไม่สวย หรือหุ่นอาจจะไม่ดี แต่จงเชื่อในความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณและดึงมันออกมาใช้ สิ่งนั้นๆจะทำให้ทุกคนหันกลับมามองถึงตัวตนที่แท้จริงอันงดงาม น่าหลงใหลในตัวของคุณเอง นี้ก็คือสิ่งที่ภาพยนตร์ Spy ต้องการจะสื่อถึงผู้หญิงทุกคนนั้นเอง


Final Score : [ 7.5 / 10 ]

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

La Famille Belier ( 2015 ) Movie Review


La Famille Belier ( 2015 )  บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"พ่อจ๋าแม่จ๋าปล่อยหนูไปตามความฝันเถิด"



    เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆคน ก็น่าจะประสบปัญหากับการอ่านชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนๆ กับทางผู้เขียนเช่นเดียวกัน จากความที่ว่านี้เป็นภาพยนตร์ฝรั่งเศสขนานแท้ ที่น่าจะมีน้อยคนนักที่รู้จักในประเทศไทยตอนนี้ เนื่องจากกระแสของสุดยอดภาพยนตร์อย่าง Mad Max: Fury Road และความที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้ La Famille Belier เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว


La Famille Belier ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาว พอลล่า ซึ่งเธอมีครอบครัวพ่อแม่และน้องชายเป็นคนหูหนวกและพูดไม่ได้ เธอจึงต้องรับภาระในการติดต่อค้าขาย ของครอบครัวเอาไว้ ระหว่างนั้นเอง เธอก็ได้พบว่าเธอนั้นมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงอย่างมาก แต่เส้นทางความฝันของเธอกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายที่ทั้งตัวเธอและครอบครัวของเธอต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้



ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ทางผู้กำกับ อีริค ลาร์ติโก เล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนาน น่าติดตามเสียจริงเชียว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดการใช้ชีวิตแบบพื้นๆของชาวฝรั่งเศส ค่านิยม และทัศนะคติที่น่าสนใจ


หรือในด้านของการตัดต่อเองก็ลื่นไหล มีชีวิตชีวา เสริมด้วยภาพในแต่ละฉาก แต่ละมุมกล้องที่สวยงาม น่าดูชม  ซ้ำยังสอดแทรกมุขตลกน่ารักๆที่ทำให้ขบขันกันได้ทุกเพศทุกวัยเข้ามาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะตลอดเวลา ทำให้นี้เป็นภาพยนตร์ที่เรารู้สึกเข้าไปมีส่วนร่วมในทันทีที่ตัวภาพยนตร์เริ่มขึ้น



อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กับการเล่าเรื่องของผู้กำกับเลย ก็คือเหล่าตัวละครเอกทั้งหลายในเรื่อง ไม่ใช่แค่ตัวเอกอย่าง พอลล่าทั้งนั้น แต่ตัวละครในครอบครัวของเธอ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้พิการ การเรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ที่เทียมกัน ความรักของพ่อ-แม่ ที่จะต้องปล่อยลูกไปตามทางเดินของตัวเอง หรือความย้อนแย้งที่ลูกของพวกเขากำลังเดินตามความฝันเพื่อที่จะไปเป็นนักร้อง ในขณะที่ตัวพ่อแม่กลับไม่สามารถที่จะฟังเสียงอันไพเราะในตัวลูกของพวกเขาได้เลย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอะไรที่ตัวภาพยนตร์ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ลึกซึ้ง และน่าทึ่งเป็นที่สุด


ซึ่งในหลายๆครั้งก็ต้องขอชมทีมนักแสดงทั้งหลายที่แสดงผลงานได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ลูอาน อีเมร่า สาวน้อยจาก The Voice ประเทศฝรั่งเศสผู้รับบทเป็นตัวเอก พอลล่า , ฟรองซัว แดเมียน ผู้รับบทเป็นพ่อผู้สร้างอารมณ์ขบขันให้กับผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง และ คาริน เวียรด์ ผู้รับบทเป็นคุณแม่ผู้ต้องเจ็บปวดไปกับการเดินตามความฝันของ พอลล่า



สุดท้ายแล้ว La Famille Belier อาจจะตกหล่นเรื่องความซ้ำซากของบท หรือฉากหลายฉากที่เราเคยเห็นมาก่อนแล้วในภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ และการสอดแทรกประเด็นเรื่องการเมืองที่อยู่ดีๆก็ตกหล่นหายไปกลางเรื่อง แต่นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงปริมาณความน่าประทับใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะทำให้ใครๆ หลายคนถึงกับต้องหลั่งน้ำตา และจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปอีกยาวนาน


Final Score : [ 8 / 10 ]

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

Paddington ( 2015 ) Movie Review

Paddington ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"การผจญภัยของหมีน้อยน่ารัก ท่ามกลางป่าผู้ดีที่มีชื่อว่าลอนดอน"


 ม่แน่ใจว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้ามาฉายในช่วงนี้ หลังจากที่เราได้ติดภาพตัวละครหมีน้อยที่อยู่ในลักษณะหยาบโลน ทะลึ่งจากในภาพยนตร์อย่าง Ted ( 2012 ) ที่กำลังจะเข้าฉายภาคที่สองในปีนี้
ถึงแม้ว่าตัวละครอย่างแพดดิงตันน่าจะมาก่อนอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ตัวละครนี้มีต้นฉบับมาจากหนังสือตั้งแต่ปี 1958 ของไมเคิล บอนด์ และถูกนำมาใช้เป็นทีวีซีรียส์หลายต่อหลายครั้ง

Paddington เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหมีแพดดิงตั้นซึ่งเดินทางจากป่าลึกในเปรูมาถึงเกาะอังกฤษ ด้วยภารกิจการตามหานักสำรวจที่เคยพบกับญาติๆของเขา แต่ระหว่างนั้นเองเขาก็ได้พบกับครอบครัวบราวน์ที่จะนำพาเขาไปสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และน่าติดตามเสียจริงเชียว ตั้งแต่การออกแบบฉาก ตัวละคร หรือการใช้โทนสีต่างๆในฉากที่ออกแบบมาได้อย่างน่าทึ่ง สวยงามตระการตา และน่ามองเป็นที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ อีริค วิลสัน และ ผู้ออกแบบโปรดัคชั่นอย่าง แกรี่ วิลเลี่ยมสัน ที่เนรมิตลอนดอน และบ้านของครอบครัวบราวน์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง


ในด้านของผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง พอล คิง ที่ผันตัวจากการกำกับทีวีซีรียส์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง เขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมมากทีเดียว ด้วยการเล่าเรื่องอันสนุกสนาน น่าติดตาม และเขายังโอบอ้อมความโอเวอร์ เหนือจริงในแบบหนังสือการ์ตูน หรือ มิวสิควิดีโอ มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด ในจำนวนที่กำลังพอดี ไม่มากจนล้น ซึ่งทำให้เกิดมุขตลกชวนขำที่สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม ซ้ำยังผสมผสานการดำเนินเรื่องเข้ากับเพลงประกอบภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว สร้างการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลไม่รู้สึกติดขัดและทำให้ภาพยนตร์รู้สึกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา


แต่ความน่าทึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ด้วยบทภาพยนตร์ของมันที่ก็แข็งแกร่งและน่าค้นหาไม่แพ้กัน
ตั้งแต่ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ เช่น ครอบครัวบราวน์ , ตัวละครร้ายที่รับบทโดยนิโคล คิดแมน และตัวละครสุดสำคัญอย่างเจ้าหมีแพดดิงตันที่น่ารัก น่าหยิกเป็นที่สุด ทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ก็ถูกเขียนและออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีมิติ และบุคลิกซึ่งสอดแทรกถึงปมปัญหาในแต่ละตัวละครได้อย่างน่าสนใจ เช่น ตัวละครผู้เป็นพ่ออย่าง เฮนรี่ บราวน์ ซึ่งสะท้อนถึงความรักและภาระอันหนักหน่วงของผู้เป็นพ่อที่มีต่อครอบครัวของตน หรือ ตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ต้องการแก้ไขในสิ่งที่พ่อของเธอได้ทำผิดพลาดไว้





และที่สำคัญเลย ก็คือนักแสดงทุกคนในภาพยนตร์ต่างก็แสดงผลงานอย่างยอดเยี่ยมทำให้ตัวละครต่างๆดูมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น แซลลี่ ฮอว์กินส์ , ฮิวจ์ บอนเนวิล  และโดยเฉพาะ นิโคล คิดแมน ซึ่งนำแสดงบทตัวร้ายได้อย่างแสบสัน แต่กลับน่ารัก น่าติดตามเสียจริงเชียว 


ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะดูสดใส หรือน่ารักซักเท่าใด แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำมากที่สุดในต้นปี 2015 ณ ตอนนี้เลย ก็คือความที่มันสามารถสอดแทรกประเด็นอันหนักหน่วงได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นการพูดถึงประเด็นปัญหาของคนอเมริกาใต้ที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอังกฤษ ซึ่งพาดพึงไปถึงยุคล่าอาณานิคมของประเทศอังกฤษในสมัยก่อน และยังเสียดสีถึงสังคมผู้ดีอังกฤษที่ยกตนเหนือชนชาติและเผ่าพันธ์ุอื่นได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงก็คือ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคนแปลกหน้าเหล่านี้จะเป็นชนชาติ(หรือเผ่าพันธุ์)อะไร ตราบใดที่เรามีความรักให้กับพวกเขา พวกเขาก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเรานั้นเอง



ในท้ายที่สุด Paddington อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่อง หรือบทสรุปที่ซ้ำซากไปบ้าง เฉกเช่นการมาของตัวละครใหม่ซึ่งทำให้เกิดการมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้งของหลายๆตัวละครเก่า แต่นั้นก็ไม่อาจจะเทียบถึงความน่าทึ่ง และความน่าอัศจรรย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ชีวิต และสามารถถ่ายทอดเนื้อหาอันหนักหน่วงได้ดีเยี่ยม จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Paddington กลายเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะจูงมือบุตรหลานของตน เข้าไปชมและสามารถสนุกไปได้พร้อมๆกันอย่างแน่นอน

Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Kingsman : The Secret Service ( 2015 ) Movie Review

Kingsman : The Secret Service ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Kingsman : The Secret Service ไม่ใช่ภาพยนตร์แอ็คชั่นที่แปลกใหม่หรือไร้ที่ติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี้คือภาพยนตร์ที่บันเทิงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปี 2015"


           นช่วงสองเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าสู่ปีใหม่ 2015 นี้ ภาพยนตร์แอ็คชั่นหลายเรื่องที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นที่น่าสนใจว่าน่าผิดหวังพอสมควร ตั้งแต่ Jupiter Ascending , ฺBlackhat หรือ ภาพยนตร์ที่เข้าขั้นหายนะไปไม่กลับอย่าง Taken 3 

ในท่ามกลางความสิ้นหวังสำหรับคอภาพยนตร์แอ็คชั่นนี้ ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง Kingsman : The Secret Service ซึ่งกำกับโดย แมทธิว วอห์น ผู้กำกับมากฝีมือเจ้าของผลงานที่น่าจดจำอย่าง Stardust , Kick Ass ภาคแรก และโดยเฉพาะ  X-Men : First Class 

Kingsman : The Secret Service ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มสายลับอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่นำตัวเด็กหนุ่มที่มีความสามารถแอบแฝงคนหนึ่งมาฝึกให้เป็นสุดยอดสายลับ แต่ระหว่างนั้นเอง แผนการน่ากลัวของวายร้ายอัจฉริยะก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น สายลับอังกฤษและเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถหยุดวายร้ายคนนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะพินาศได้หรือไม่ ?




จุดที่น่าชื่นชมมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือการโอบกอดและรับความโอเวอร์ เหนือจริงของตัวภาพยนตร์เข้ามาใช้อย่างเต็มที่
Kingsman : The Secret Service  เป็นภาพยนตร์ที่รู้ตัวดีว่าในบางครั้ง ตัวมันเองช่างหลุดโลกแค่ไหน แต่แทนที่จะลดระดับความหลุดโลกนั้นลงมา ตัวผู้กำกับแมทธิว วอห์น เลือกที่จะเพิ่มความหลุดโลก ความเหนือจริงเข้ามาอีก จึงเป็นเหตุทำให้ฉากต่อสู้หลายฉากในภาพยนตร์กลายเป็นฉากตลกขบขันมีสีสันท่ามกลางความโหดร้ายทารุณ เลือดสาดกระจายได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นจุดที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้โดดเด่นและน่าจดจำมากที่สุดเลยทีเดียว

อีกสิ่งที่บันเทิงสุดๆเลย ก็คือการกำกับฉากต่อสู้ของแมทธิว วอห์นซึ่งยังคงยอดเยี่ยม และสวยงามเช่นเคย เขายังคงพิสูจน์ว่าเขาคือผู้กำกับที่รู้จักวิธีการสร้างฉากต่อสู้ให้สวยงาม อลังการ น่าติดตาม และรู้จุดวางกล้อง การเคลื่อนที่ของกล้องหรือตัวละครเป็นอย่างดี ซึ่งความสามารถนี้ดูจะเป็นสิ่งที่เริ่มหายากขึ้นทุกทีในตัวผู้กำกับภาพยนตร์แอ็คชั่นของฮอลลีวูดสมัยนี้ 

ยิ่งผนวกฉากต่อสู้เข้ากับอารมณ์หลุดโลก ขบขันของตัวภาพยนตร์ก็ยิ่งทำให้ Kingsman : The Secret Service กลายเป็นภาพยนตร์ที่รู้สึกน่ามองและน่าติดตามอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว




ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเราลงไปสำรวจและวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์จริงๆแล้ว ก็จะพบได้ไม่ยากว่า นี้ไม่ใช่ภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีบทภาพยนตร์อันน่าจดจำหรือยอดเยี่ยมแต่อย่างใด 
เอาเข้าจริงแล้วบทภาพยนตร์ของ Kingsman : The Secret Service นั้นค่อนข้างจะซ้ำซาก และเดาง่ายด้วยซ้ำไป

โดยเฉพาะในด้านของตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ ตั้งแต่อาจารย์ผู้ซึ่งพยายามจะชดใช้ในสิ่งที่ทำผิด , ตัวร้ายซึ่งเห็นว่าโลกเต็มไปด้วยความชั่วร้ายหรือโรคร้ายที่จะต้องกำจัด , คู่แข่งของตัวละครเอกซึ่งต้องพยายามทำตัวน่ารังเกียจอยู่ตลอดเวลา , พ่อเลี้ยงที่ตบตีแม่ของตัวละครเอก ไปจนถึงตัวละครเอกเองซึ่งต้องพยายามพิสูจน์ตัวเอง และเดินตามรอยเท้าของพ่อตนเองให้ได้

ที่ซ้ำร้ายเข้าไปอีก ก็คือการผูกปมต่างๆในแต่ละตัวละครและเนื้อเรื่อง ของแมทธิว วอห์น ค่อนข้างจะเล่าออกมาได้แย่ ลวก และไม่น่าเชื่อถือ เป็นเหตุทำให้ตัวละครเหล่านี้ไม่น่าเอาใจช่วยหรือน่าติดตามเท่าที่ควร 

จริงๆแล้วในด้านเนื้อหาที่ตัวภาพยนตร์พูดถึงเองก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ด้วยการเสียดสีระบบชนชั้นของสังคม การเมือง และการนำเรื่องราวของสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันมาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ประเด็นทั้งหลายยังเจาะไม่ลึกพอที่จะทำให้รู้สึกว่าควรจะนำไปขบคิดหรือน่าจดจำซักเท่าไรนัก




สุดท้ายแล้ว Kingsman : The Secret Service ก็ยังคงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะมาเปลี่ยนแปลงกระแสภาพยนตร์แอ็คชั่นที่กำลังย่ำแย่อยู่ในตอนนี้มากนักซะทีเดียว เนื่องจากบทภาพยนตร์อันซ้ำซาก ตัวละครที่ไม่น่าสนใจ ไปจนถึงการผูกปมตัวละครที่ลวกเกินไป ยังถือว่าโชคดีที่การกำกับฉากแอ็คชั่นของแมทธิว วอห์น และการแสดงของ โคลิน เฟิร์ธ รวมถึง ซามวล แอล แจ็คสัน ยังดีพอที่จะลากตัวละครอันแสนน่าเบื่อเหล่านี้ไปได้บ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือการตัดสินใจรับความหลุดโลก เหนือจริงของตนเองเข้ามาใช้ให้เป็นจุดแข็งในตัวภาพยนตร์ ก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดและทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอย่างน้อย Kingsman : The Secret Service ก็เป็นภาพยนตร์ที่บันเทิงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปี 2015 นี้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่น่าจดจำเท่าที่ควรก็ตาม


Final Score : [ B ] 

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Into the Woods ( 2015 ) Movie Review

Into the Woods ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงที่สนุก น่าติดตามและมีเนื้อหาแฝงที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกทำลายด้วย 15 นาทีสุดท้ายและการตัดเนื้อหาอันรุนแรงซึ่งควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป"

    Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากละครเวทีบรอดเวย์ในชื่อเดียวกันของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม ซึ่งเคยมีผลงานภาพยนตร์เพลงมาก่อนใน Sweeney Todd ปี 2007

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของคนทำขนมปังซึ่งถูกคำสาปให้ไม่สามารถจะมีลูกได้ เขาและภรรยาของเขาจึงต้องออกตามหาของวิเศษในป่าเพื่อนำมาให้แม่มดแก้คำสาปนี้ให้จงได้



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถือเป็นโชคดี หรือ โชคร้ายกันแน่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตัวผู้กำกับซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง ร็อบ มาร์แชล มาทำหน้าที่กำกับ เพราะถึงแม้ว่าเขาค่อนข้างจะเหมาะสมกับหน้าที่เนื่องจาก Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงและมีต้นแบบมาจากละครเวทีเหมือนๆกับ Chicago ที่เขาเคยกำกับในปี 2002  แต่อาจจะเป็นเพราะผลงานเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งไม่ค่อยจะน่าจดจำซักเท่าไรนักที่ทำให้น่าเป็นห่วง เช่น Nine ปี 2009 หรือ Pirates of the Caribbean ภาคล่าสุดในปี 2011 จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่ในสภาวะคาบลูกคาบดอกอยู่พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าสนใจเสียจริงเลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือบทภาพยนตร์ที่นำนิทานโด่งดังซึ่งเรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น ราพันเซล , หนูน้อยหมวกแดง , แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ หรือ ซินเดอเรลล่า มาผสมรวมกันเป็นเรื่องเดียว ซึ่งนิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่มีจุดประสงค์เล่าให้เด็กฟังเพื่อมุ่งเป้าหมายให้เด็กๆทราบว่าโลกภายนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหน และโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่พอตัวภาพยนตร์นำเรื่องราวนี้มาต่อกันด้วยการใส่เรื่องราวของสามีและภรรยาคนทำขนมเข้ามาก็ทำให้นิทานที่เราทั้งหลายคงจะเคยฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มีความแปลกใหม่และน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ยิ่งผนวกกับโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ซึ่งค่อนข้างจะอลังการงานสร้างตั้งแต่ฉากยันเสื้อผ้าต่างๆซึ่งสวยงามโดดเด่นก็ยิ่งทำให้ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอยู่ตลอดเวลา



ในด้านการกำกับของผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชลล์ ก็ถือว่าสอบผ่าน ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม การกำกับวิธีการเคลื่อนไหวของตัวละครเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่ตัวภาพยนตร์ตั้งไว้ที่ชาญฉลาด แต่ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยก็คือ สัญญะในภาพยนตร์ซึ่งถูกให้ความสำคัญน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากผลงานเก่าของเขาอย่าง Chicago ที่ค่อนข้างจะมีสัญญะที่น่าสนใจเยอะ และอีกสิ่งก็คือการตัดต่อในฉากร้องเพลงทั้งหลายที่ผู้เขียนรู้สึกว่าถ้าหากพึ่งการตัดต่อน้อยลง และหันมาพึ่งการถ่ายยาวหรือ Long Take ใช้การเคลื่อนไหวของกล้องเป็นหลักน่าจะทำให้ฉากร้องเพลงดูน่าสนใจและน่าสนุกมากกว่านี้ เพราะนอกจากการถ่ายทำแบบนี้จะทำให้ฉากๆนั้นดูต่อเนื่องกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ตัวภาพยนตร์ใช้เอกลักษณ์ที่สามารถทำได้ในเฉพาะฉบับภาพยนตร์เท่านั้นอีกด้วย

ถ้าหากพูดถึงในด้านของนักแสดงทั้งหลายพวกเขาและพวกเธอก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่ว่าจะทางด้านการแสดงหรือทางด้านการร้องเพลงซึ่งแสดงให้เห็นว่านักแสดงเหล่านี้ร้องเพลงได้จริงๆ แต่มีนักแสดงสองท่านที่เรียกได้ว่าโดดเด่นเป็นพิเศษเลยทีเดียว ท่านแรกก็คือ เมอรีล สตรีป ซึ่งทุ่มเทให้กับบทบาทที่ได้รับและยังคงมีเสียงร้องอันน่าทึ่งเช่นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะเธอเคยแสดงภาพยนตร์ทีมีต้นฉบับละครเวทีมาก่อนแล้วในเรื่อง Mamma Mia ! ปี 2008 ส่วนอีกท่านหนึ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือ เอมิลี บลันต์ ด้วยการแสดงอันน่าทึ่งและเสียงร้องที่น่าฟัง จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มไปตามกัน



สิ่งที่น่าคิดตามอีกสิ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือข้อความที่มันพยายามพูดถึง ด้วยการนำเรื่องราวนิทานที่มีจุดประสงค์ในการสอนเด็กถึงโลกภายนอกอันโหดร้าย มาสอดแทรกเรื่องราวใหม่ของคู่สามีภรรยาคนทำขนมปังซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีสติ ผู้ที่ผ่านโลกภายนอกมาแล้ว หรือพูดง่ายๆว่าผู้ใหญ่เข้าไป ทำให้เกิดประเด็นที่ว่าผู้ใหญ่เองที่สร้างนิทานขึ้นมาเพื่อสอนเด็ก สุดท้ายแล้วโลกภายนอกก็อันตรายต่อตัวผู้ใหญ่พอๆกับเด็กเอง หรือในอีกด้านหนึ่งจะพูดว่าโลกภายนอกที่อันตรายนี้ได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาจากสิ่งที่บริสุทธิ์ในวัยเด็กให้มาเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่วในผู้ใหญ่ก็เป็นได้ 

และเราจะเห็นหลักฐานของสิ่งนี้ได้จากการที่ตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เข้าไปในป่าก็ถูกพลังแห่งป่าหรือสถานการณ์อันกดดันต่างๆเปลี่ยนแปลงไปไม่แตกต่างกับเด็ก รวมถึงกับความโลภ ตัณหา และความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่เองที่อาจจะนำพาหายนะมามากกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามสั่งสอนเสียอีก  ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความที่หนักหน่วงและน่าสนใจมากทีเดียว รวมถึงวิธีการถ่ายทอดข้อความนี้ออกมาด้วยการใช้นิทานเป็นตัวถ่ายทอดก็ช่างชาญฉลาด 



แต่....ตัวข้อความนี้มันจะหนักแน่นและน่าจดจำกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกยัดใส่มือผู้ชมในตอนประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนก็สับสนว่าใส่เข้ามาเพื่ออะไร     เสมือนกับว่าผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชล หวาดกลัวเหลือเกินว่าผู้ชมที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะตีความและหาข้อความที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์จึงต้องนำข้อความนั้นยัดใส่มือผู้ชมเสียเลยใน 15 นาทีสุดท้าย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าตลกดี เพราะด้วยการยัดเยียดข้อความเช่นนี้ของเขานี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณค่าและความน่าจดจำของตัวข้อความนั้นลดลงไปอย่างมหาศาล

นี้ยังไม่นับถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มาตกอยู่ในมือของค่ายดิสนีย์ซึ่งพยายามลากตัวภาพยนตร์ให้ได้เรต PG หรือ เรตทั่วไป ในบ้านเราให้ได้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ภาพยนตร์สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอีกด้านหนึ่งเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่มืดมน หนักหน่วงและสะท้อนความโหดร้ายของโลกอย่างแท้จริงก็ได้ถูกนำออกไปเสียหมด 



ถ้าหากจะให้เห็นภาพก็คงต้องนึกถึงผลงานเรื่องก่อนหน้าของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม  อย่าง Sweeney Todd ปี 2007 ซึ่งถ้าหากท่านใดได้เคยสัมผัสก็คงจะทราบถึงความโหด มืดมนและหนักหน่วงของภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ซึ่งความโหดร้าย มืดมนและหนักหน่วงนี้แหละควรจะเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก ทำให้การที่ตัวภาพยนตร์เลือกที่จะตัดเนื้อหาในส่วนที่หนักหน่วง รุนแรงไม่เหมาะสมกับเด็กนี้ไป กลายเป็นว่ามันเป็นการกลับมาทำร้ายตัวเอกลักษณ์และโอกาสที่สำคัญที่สุดของตนเองไปซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว Into the Woods ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่อะไร กลับกันมันเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิง น่าติดตาม น่าฟัง และมีเนื้อหาข้อความที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ช่างน่าเสียดายความเป็นไปได้ที่ตัวข้อความจะน่าจดจำและไปได้ลึกกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากความเป็นไปได้นี้ไม่ถูกขัดขวางด้วยการยัดใส่มือผู้ชมใน 15 นาทีสุดท้าย และการเลือกตัดเนื้อหารุนแรงที่ควรจะเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริงของภาพยนตร์ออกไป

Final Score : [ B  ] 

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

Night At the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) Movie Review

Night at the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ถึงแม้ว่า Secret of the Tomb จะไม่ใช่การจบภาพยนตร์ชุด Night at the Museum อย่างสวยงามนัก แต่อย่างน้อยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว"


  Night at the Museum เป็นภาพยนตร์ชุดที่เกิดขึ้นมาด้วยภายใต้คำถามง่ายๆที่ว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา ?" ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคำถามที่ง่ายดายแต่กลับน่าสนใจและน่าค้นหามิใช่น้อย ยิ่งข่าวร้ายที่นักแสดงชื่อดังอย่าง โรบิน วิลเลียมส์ ได้จากเราไปเมื่อปีที่แล้วโดยทิ้งผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้เป็นเรื่องเกือบสุดท้ายก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าขึ้นมาไม่มากก็น้อย  ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะไม่ใช่แฟนตัวยงของภาพยนตร์ชุดนี้ซักเท่าไรนัก 


โดยในภาค Secret of the Tomb ก็ยังคงเรื่องราวเดิมของตัวละครเอกแลร์รี่ซึ่งมีอาชีพเป็นยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะมีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืน แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับพบว่าพลังอำนาจที่ทำให้ทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมากำลังจะหมดไป เขาจึงต้องหาทุกวิถีทางในการฟื้นคืนอำนาจนี้ให้กลับมาอีกครั้ง



Night at the Museum : Secret of the Tomb ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่โชคดีพอสมควร เนื่องจากการที่ได้ตัวผู้กำกับท่านเดิมจากทั้งสองภาคก่อนหน้าอย่าง ชอว์น เลวี่ มาทำหน้าที่กำกับ เพราะนอกจากการที่เขาจะคุ้นเคยกับเรื่องราวและวิธีการเล่าเรื่องราวของ Night at the Museum ออกมาแล้ว การที่ตัวเขาได้ไปกำกับผลงานภาพยนตร์แอ็คชั่นอย่าง Real Steel ก็เรียกได้ว่ายิ่งเพิ่มประสบการณ์ในการกำกับของเขาเข้าไปอีก 


ซึ่งประสบการณ์นี้ก็ดูจะนำมาใช้ได้ผลกับในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำกับฉากต่อสู้ฉากหนึ่่งในภาพยนตร์ที่นอกจากจะน่าตื่นเต้นแล้วยังเป็นฉากต่อสู้ที่กำกับได้ดีเลยทีเดียว และการใช้ตัวละครรวมถึงอารมณ์ขันของ Night at the Museum ให้เป็นประโยชน์ก็เป็นอะไรที่ฉลาดไม่ใช่น้อย นอกจากนั้นแล้วฉากขยี้อารมณ์ในบางช่วงเขาก็ทำได้ไม่เลวเลย โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ซึ่งค่อนข้างน่าประทับใจเหนือคาดอยู่เหมือนกันสำหรับตัวผู้เขียน




น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมาประสบปัญหากับทางด้านบทภาพยนตร์ของตัวเองซึ่งไม่ค่อยจะมีอะไรให้เล่ามากมายซักเท่าไรนัก ซ้ำร้ายบางด้านที่พยายามนำเสนอให้กับผู้ชมก็ดันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย เฉกเช่นที่มาและเหตุผลของพลังที่ทำให้ทุกสิ่งอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา เนื่องจากเรื่องราวในส่วนนี้ค่อนข้างจะซ้ำซากและเหตุผลรองรับที่เบาบาง


ส่วนในด้านของตัวละครนั้น ผลก็ค่อนข้างจะผสมปนเปกันไป ที่น่าพูดถึงก็คือตัวละครใหม่อย่างอัศวิน เซอร์ ลานซล๊อต ที่ตัวภาพยนตร์นำมาผูกกับเนื้อเรื่องได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนั้นด้วยฉากต่อสู้อันน่าตื่นเต้นของตัวละครนี้ก็ยิ่งทำให้น่าติดตามเข้าไปอีก 



แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวละครบางตัวในภาพยนตร์ ก็อยู่ในขั้นย่ำแย่พอสมควร เพราะนอกจากตัวละครเหล่านี้จะไม่น่าติดตามแล้วยังพาเอารู้สึกน่ารำคาญอีกด้วย ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็คือ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ทิลลี่ ซึ่งพยายามโยนมุขอันแสนน่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา กับตัวละครยุคดึกดำบรรพ์ ลาร์ ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนมุขอันไร้ปัญญาทั้งหลายของภาพยนตร์ และการที่ตัวภาพยนตร์จับสองตัวละครนี้มาอยู่ด้วยกันก็ยิ่งทวีคูณความน่ารำคาญเข้าไปอีก



สุดท้ายแล้วที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยก็คือข้อความที่ตัวภาพยนตร์พูดถึง ซึ่งก็พูดถึงประเด็นของการเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งอย่างในทางที่เราไม่อาจคาดถึง ไม่ว่าจะเป็นโลกอันไร้ซึ่งอาณาจักรคาเมล็อตของ เซอร์ ลานซล๊อต , การสูญเสียพลังของหุ่นในพิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงการเลือกทางเดินด้วยตนเองของตัวละคร นิค ลูกชายแลร์รี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ยังขยี้ประเด็นและยังให้เหตุผลได้ไม่หนักเพียงพอที่จะทำให้บทสรุปนี้น่าจดจำซักเท่าไรนัก แต่ความพยายามนี้ก็ถือว่าน่าชมเชยทีเดียว 


ในท้ายที่สุด Secret of the Tomb ก็อาจจะไม่ใช่การจบชุดภาพยนตร์ที่สวยงามน่าจดจำซักเท่าไรนัก ด้วยตัวผู้กำกับ ชอว์น เลวี่ ซึ่งยังขยี้ประเด็นที่พยายามพูดถึงได้ไม่หนักพอที่จะทำให้จุดเด่นเหล่านี้น่าจดจำเท่าที่ควร รวมถึงตัวละครบางตัวซึ่งค่อนข้างจะน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยตัวภาพยนตร์ก็ยังคงมีตัวละครบางตัวที่น่าติดตาม การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม ฉากไคลแมกซ์อันน่าจดจำ และประเด็นที่น่าสนใจถึงแม้ว่าจะยังไปไม่สุดก็ตาม ทำให้ Night at the Museum : Secret of the Tomb เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวในการชมภาพยนตร์ครอบครัวซักเรื่องหนึ่ง


Final Score : [ B ] 

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

The Hundred-Foot Journey ( 2014 ) Movie Review

The Hundred-Foot Journey  Movie Review 
บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz



"รูปลักษณ์ภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนมื้ออาหารอันแสนโอชะอลังการงานสร้างทั้งสีและกลิ่น แต่เมื่อได้รับประทานเข้าไปจริงๆแล้วทำให้ผู้เขียนทราบว่านอกจากมันจะไม่สุกดีแล้ว มันยังไร้รสชาติและจืดชืดสิ้นดีอีกด้วย"

   เมื่อพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดอย่างสตีเวน สปีลเบิร์ก มาจับมือกับโอปราห์ วินฟรีย์ ในฐานะโปรดิวเซอร์ แถมยังได้ตัวผู้กำกับอย่าง ลาซเซ ฮัลสตรอม แห่ง Hachi : A Dog's Tale  และ Dear John มาสมทบ ปิดท้ายด้วยนักแสดงนำหญิงสุดสง่าเจ้าของรางวัลออสการ์อย่างเฮเลน มิเรนมารับบทนำ ในเมื่อชื่ออันดับต้นๆมารวมตัวกันขนาดนี้ มันจะประสบความล้มเหลวได้อย่างไรกัน ? 
ซึ่ง The Hundred-Foot Journey ก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ (ไม่เกี่ยวกับปราปริก้า)

The Hundred-Foot Journey เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวอินเดียกลุ่มหนึ่งซึ่งย้ายไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส และพวกเขาก็ได้เปิดร้านอาหารตรงข้ามกับร้านอาหารชื่อดังร้านหนึ่งโดยที่หารู้ไม่ว่าการเปิดร้านครั้งนี้จะนำมาซึ่งเรื่องราวมากมายกว่าที่พวกเขาได้คาดคิดเอาไว้


ก่อนอื่นต้องขอพูดก่อนเลยว่า The Hundred-Foot Journey เป็นภาพยนตร์ที่มีภาพสวยงามเอามากๆ พูดจากใจเลยว่านี้เป็นด้านที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ยอดเยี่ยมที่สุด ด้วยมุมกล้องและการจัดแสงที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ ผสมผสานกลิ่นไอของภาพยนตร์ยุโรปกับเอเชียได้ดี แถมยังถ่ายภาพอาหารต่างๆได้อย่างน่ารับประทานมากๆเลยทีเดียว ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องขอยกเครดิตให้กับผู้กำกับภาพอย่างไลนัส แซนด์เกรนไป ณ ที่นี้

แต่ก็นั้นแล การถ่ายภาพก็ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้ดีจริงๆ ในขณะที่ส่วนอื่นๆของตัวมันเอง ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างจะน่าผิดหวังและครึ่งๆกลางๆพอสมควร

เฉกเช่นการกำกับ และโดยเฉพาะการเล่าเรื่องของผู้กำกับลาซเซ อัลสตรอมซึ่งจัดอยู่ในขั้นหนักหนาสาหัสเอาการ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นผู้กำกับที่เล่าเรื่องไม่เป็น แต่วิธีการเล่าเรื่องของเขามันเก่าและซ้ำซากจนเกินไป รวมถึงยังไร้ซึ่งชั้นเชิงสุดๆ เรียกได้ว่าเล่ากันแบบเหมือนตำราบอกมายังไงก็เล่าแบบนั้นเลยถึงแม้ว่าตำรานั้นมันอาจจะเก่าแก่เป็นสิบๆปีแล้วก็ตาม ซึ่งมันทำให้แทบจะทุกฉากในภาพยนตร์รู้สึกจืดชืด น่าเบื่อและเดาง่าย แถมยังไร้อารมณ์สุดๆ บางฉากก็ถูกเล่าเรื่องออกมาได้แข็งทื่อจนพาเอาผู้เขียนอดหัวเราะไม่ได้อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องที่เล่าเรื่องได้ลวกมากๆจนทำให้ตัวภาพยนตร์จบลงแบบไม่มีความน่าจดจำอะไรเลย

ตัวบทภาพยนตร์เองเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรมากมายนัก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีหรือใกล้เคียงคำว่าดีเลยแม้แต่น้อย เพราะในท้ายที่สุดตัวบทภาพยนตร์เองก็หลีกหนีพ้นจากความซ้ำซากจำเจและเดาง่ายในภาพยนตร์ประเภทนี้ไม่ได้เลย ด้วยบทที่เริ่มต้นแบบเดิม แล้วก็จบแบบเดิม ชนิดที่จะไม่มีฉากไหนที่จะทำให้คุณประหลาดใจได้อีกต่อไปแล้ว 

ในด้านของตัวละครเองก็ไม่ได้ถูกเขียนมาได้ดีซักเท่าไรนัก มันเป็นตัวละครที่คุณมักจะเห็นในภาพยนตร์แนวนี้อยู่ตลอดเวลา เช่นป้าขี้วีน ขี้โวยวาย ชายแก่ซึ่งไม่ยอมใคร หรือหนุ่มผู้ช่างฝันต้องการจะพิสูจน์ตนเอง ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะได้นักแสดงชื่อดังและมากฝีมืออย่างเฮเลน มิเรนมารับบทนำก็ตามแต่นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายซักเท่าไรนักจากเหตุผลของบทภาพยนตร์และการกำกับ ถึงแม้ว่าตัวเธอเองก็นำแสดงได้ไม่เลวเลยทีเดียว  แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันถ่ายทอดและเล่าตัวละครของเธอได้ลวกสุดๆซะอีก

แต่ก็ต้องขอบอกเลยว่าตัวผู้เขียนค่อนข้างจะสนใจในประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้พอสมควร เช่น สภาวะชนชาติและชนชั้นในช่วงหลังยุคล่าอานานิคม  เรื่องราวระหว่างชนชาติอินเดีย กับ ฝรั่งเศส หรืออาจจะพูดในอีกด้านหนึ่งได้ว่า การต่อสู้ของชนชาติที่ต่ำกว่ากับชนชาติสูงกว่า จุดที่แบ่งกั้นความสูงหรือต่ำมันอยู่ที่ใด  ใครเป็นคนตัดสินชนชาติฝรั่งเศสซึ่งสร้างสรรค์เมนูอาหารที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกนั้นเป็นชนชาติซึ่งเต็มไปด้วยอารยธรรมอันสูงส่งจริงหรือ 
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามและประเด็นที่น่าสนใจเอามากๆ แต่น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์กลับไม่สามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีซักเท่าไรนัก กลับกันเลยคือหลายๆคำถามก็ถูกตอบแบบครึ่งๆกลางๆ เพราะด้วยความย่ำแย่ของบทภาพยนตร์และการเล่าเรื่องที่แม้แต่การนำตัวภาพยนตร์ให้ผ่านแต่ละจุดไปได้ก็ดูจะย่ำแย่หนักหนาสาหัสแล้ว

ในท้ายที่สุดแล้ว The Hundred-Foot Journey ก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆในแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ การกำกับ ตัวละคร หรือแม้แต่กระทั่งการถ่ายทอดประเด็นอันน่าสนใจ มันไม่ได้อยู่ในขั้นเลวร้ายซะทีเดียวแต่มันก็ดีกว่านี้ได้มาก ยังดีที่ตัวมันเองได้ผู้กำกับภาพอันมากฝีมือช่วยถ่ายทอดภาพอันงดงามเอาไว้ได้บ้าง มิเช่นนั้น นี้คงจะกลายเป็น 122 นาทีแห่งความน่าเบื่อชวนหลับเป็นแน่แท้

Final Score : [ C ] 




เพื่อนๆพี่ๆสามารถเข้าไปกดไลค์แฟนเพจกันได้ที่นี้ครับ :)  โดยแฟนเพจ Facebook จะมีอัพเดทข่าวสาร/ตัวอย่างวงการภาพยนตร์และเกมเป็นประจำด้วยนะครับ

https://www.facebook.com/fallsdownzcritic/

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

22 Jump Street ( 2014 ) Movie Review

Movie Review



"22 Jump Street คือตัวอย่างที่ดีของภาพยนตร์ที่รู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยไม่พยายามจะเป็นสิ่งที่มันไม่สามารถเป็นได้ มันรู้ดีว่าตัวมันเองบ้าคลั่งและไร้เหตุผล แต่มันก็ใช้สิ่งเดียวกันนี้ สร้างความบันเทิงอย่างมีชั้นเชิงได้อย่างน่าทึ่ง"


          22 Jump Street คือภาพยนตร์ภาคต่อจาก 21 Jump Street  เมื่อสองปีก่อน ซึ่งมีต้นแบบมาจาก TV-Series ชื่อ 21 Jump Street ในปี 1987 โดยการกลับมาครั้งนี้ ยังคงได้สองคู่หูคู่ฮาเดิมอย่าง โจน่าห์ ฮิลล์ กับ แชนนิ่ง เททัม มารับบทเดิม ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของสองตำรวจที่ต้องปลอมตัวเป็นนักศึกษาเพื่อตามจับคนร้าย แต่ในคราวนี้แทนที่จะไปไฮสคูล พวกเขาจะได้ไปป่วนที่มหาวิทยาลัยแทน !!


   ในโลกของภาพยนตร์แล้ว ถ้าหากสังเกตุดีๆพวกเราจะพบว่ามีภาพยนตร์มากมายโดยเฉพาะพวกภาคต่อทั้งหลาย ที่ล้มเหลวในการเล่าเรื่องและสร้างความน่าสนใจให้ผู้ชม จากการที่มันพยายามหยิบจับอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมากจนเกินไป เช่น ภาพยนตร์ภาคต่อทั้งหลายที่พยายามจะทำให้ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกด้วยการขยายจักรวาล และรื้อแผนเดิมทิ้ง แต่มันกลับกลายเป็นว่ามันก้าวข้ามความเป็นเอกลักษณ์ที่เคยมีมาในภาคก่อนหน้าอย่างน่าเสียดาย เช่น Red 2 ซึ่งพยายามสร้างเรื่องให้ใหญ่โตและวุ่นวายมากขึ้น แต่มันทำให้เอกลักษณ์ของความเป็นเรื่องราวตัวละคร "Retired Extremely Dangerous" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาคแรกหายไปอย่างน่าเสียดาย


แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองผู้กำกับ 22 Jump Street ฟิล ลอร์ด กับ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ซึ่งเป็นสองท่านเดิมที่กำกับในภาคแรก จะทราบถึงจุดนี้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ของพวกเขา กลายเป็นภาคต่อที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่พยายามที่จะใส่อะไรที่มากจนเกินไปลงใน 22 Jump Street พวกเขาดูเหมือนจะทราบถึงขีดจำกัดของตัวเองดีและไม่พยายามท้าทายขีดจำกัดนั้นมากนัก ซึ่งหลักฐานในจุดนี้ดูได้จาก บทภาพยนตร์ที่ยังคงโครงสร้างและองค์ประกอบเดิมคล้ายคลึงกับภาคแรกเอามากๆ แต่เอามาปรับปรุงให้มันลึกยิ่งขึ้น แทนที่จะสร้างแบบอันใหม่ขึ้นมาเลยแบบภาพยนตร์ภาคต่อหลายๆเรื่อง ซึ่งเป็นการเสี่ยงมากๆ ในอีกด้านหนึ่งจะว่ามันเป็นการเล่นแบบ "ปลอดภัยไว้ก่อน" ก็ว่าได้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการพยายามต่อและยืดมากจนเกินไป ซึ่งผลของมันก็คือการไม่ได้อะไรเลยซักอย่าง

นอกจากนั้น จุดเด่นของ 21 Jump Street ก็ยังไม่หายไปในภาคต่อครั้งนี้ จุดเด่นนั้นก็คือ บทที่ว่าด้วยเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสองตัวละครเอก ซึ่งยังคงเป็นประเด็นหลักในภาคนี้ แต่แตกต่างในด้านของมุมมองและความลึก ซึ่งมีชั้นเชิงมากขึ้นและดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้กับทั้งสองนักแสดงนำ โจน่าห์ ฮิลล์ กับ แชนนิ่ง เททัมที่ยังคงเล่นเข้าขากันได้อย่างดีเช่นเคย จะน่าเสียดายก็ตรงบทภาพยนตร์ที่จะมีหลายๆส่วนที่ซ้ำจากภาคแรกมาบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากบทภาพยนตร์ที่ยังขัดเกลามาไม่ดีพอ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ 22 Jump Street เป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้เลยก็คือ ความที่มันแทบจะไม่จริงจังกับอะไรเลย และมันก็พยายามที่จะทำให้ผู้ชมไม่จริงจังไปกับมันด้วย จึงทำให้มันสามารถเต็มที่ได้กับแทบทุกสิ่งโดยไม่ต้องอิงกับเหตุและผลมากเท่าใดนัก เช่นมุขตลกต่างๆในภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเหนือจริงพอสมควร แต่ก็ใช่ว่ามันจะก้าวไปถึงขั้นที่หาสาระไม่ได้เลยซะทีเดียว กลับกัน นอกจากมันจะเต็มไปด้วยมุขตลกล้อเลียนเพศ และเชื้อชาติแล้ว มันยังเต็มไปด้วยมุขตลกที่สร้างมาเพื่อจิกกัดและเสียดสีโครงสร้างภาพยนตร์ตลกภาคต่อของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ 

สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกก็คือ รูปลักษณ์ภายนอกกับภายในของมัน ถึงแม้ว่าภายนอกตัวภาพยนตร์มันเอง  จะเต็มไปด้วยมุขตลกเหยียดเพศ ชนชั้น หรือ เชื้อชาติก็ตาม แต่ภายในของมันจริงๆแล้ว เนื้อหาสูงสุดที่มันต้องการจะสื่อก็หนีไม่พ้นไปจากสิ่งที่มันพยายามล้อเลียนมาทั้งเรื่อง โดยมันมักจะพูดถึง การยอมรับความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ ชนชั้น หรือเพศ และมันพยายามที่จะทำให้ผู้ชมปรับความเข้าใจกับผู้คนเหล่านี้ให้ได้ด้วยซ้ำไป

ในท้ายที่สุดแล้ว 22 Jump Street ก็กลายเป็นอีกหนึ่งข้อยกเว้น ในคำสาปที่ว่าภาพยนตร์ภาคต่อมักจะห่วยกว่าภาคแรกเสมอไปโดยปริยาย เพราะนอกจากที่มันจะยังคงจุดเด่นและเอกลักษณ์ของความเป็น Jump Street ได้อย่างครบถ้วนแล้ว มันยังนำเสนอและดัดแปลงสิ่งใหม่ๆได้อย่างสมดุลอีกด้วย

Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ]



เพื่อนๆพี่ๆสามารถเข้าไปกดไลค์แฟนเพจที่อาจจะมีการอัพเดทข่าวและกิจกรรมในอนาคตได้ที่นี้เลยครับผม :)

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

21 Jump Street ( 2012 ) Movie Review

21 Jump Street ( 2012 ) Movie Review



"21 Jump Street ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ตลกที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง มันฉลาด มันน่าสนใจ และตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบได้ยาก"


     21 Jump Street เป็นภาพยนตร์แนวตลก ที่มีต้นแบบมาจาก TV-Series ชื่อเดียวกันในปี 1987 โดยมีนักแสดงชื่อดัง จอหน์นี เดปป์เป็นดารานำในครั้งนั้น

แต่ในคราวนี้มันมาอยู่บนจอภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อยและได้ดาราหนุ่มขวัญใจสาวๆอย่าง แชนนิ่ง เททัม กับหนึ่งดาวตลก โจนาห์ ฮิลล์ ที่เพิ่งจะแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งในภาพยนตร์ปีที่แล้วของมาร์ติน สกอร์เซซี The Wolf of Wall Street 


ถ้าหากพูดถึงในโลกของภาพยนตร์แล้ว หนึ่งในแนวหรือ Genre ภาพยนตร์ที่สร้างได้ยากที่สุดเลยก็คือ ภาพยนตร์ตลก การที่จะสร้างหนังซักเรืองแล้วทำให้ผู้ชมตลก ขำ และสนุกไปได้กับมันนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การรักษาซึ่งเนื้อหาของภาพยนตร์เอาไว้ในหนังตลกก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน เพราะถ้าหากมันตลกมากจนเกินไป มันก็จะทำให้ผู้ชมไม่สามารถที่จะเอาจริงเอาจังหรือเชื่อถือในตัวบทได้เลย 

แต่ดูเหมือน 21 Jump Street จะทำแทบทุกอย่างได้ยอดเยี่ยมเสียจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมุขตลกสุดฮาตลอดทั้งเรื่อง ที่สร้างสรรค์ และไม่ดูถูกผู้ชมชนิดที่เอะอะก็เอาอะไรเขวี้ยงใส่กัน 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือการตัดต่อและเล่าเรื่องของภาพยนตร์ที่ช่างน่าทึ่งเสียเหลือเกิน ตัวผู้กำกับทั้งสอง ฟิล ลอร์ด กับ คริส มิลเลอร์ ทำหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วยการใช้เทคนิคในการตัดต่อเพื่อสร้างมุขตลกได้อย่างสดใหม่และสร้างสรรค์ ทั้งยังเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหล ไม่รู้สึกติดขัดใดๆ และทำให้เราเชื่อถือในสิ่งที่ตัวภาพยนตร์กำลังเล่าได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

แต่สิ่งที่ต้องขอชมจากใจจริงๆเลยก็คือ สองนักแสดง แชนนิ่ง เททัม กับ โจน่าห์ ฮิลล์ ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขาสุดๆ ชนิดที่ว่ามันทำให้เราเชื่อถือในความสัมพันธ์ของสองตัวละครที่พวกเขาเล่นได้อย่างง่ายดาย โดยไม่สงสัยใดๆเลย ซ้ำผู้เขียนยังหลงรักพวกเขาอย่างง่ายดาย คอยเอาใจช่วยให้พวกเขาผ่านอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์อย่างสุดขีด ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากตัวละครทั้งสองตัวที่ถูกเขียนมาได้อย่างน่าทึ่ง หลายมิติ และย้อนแย้งได้อย่างน่าสนใจ


ถึงแม้ว่าเมื่อเราสำรวจตัวบทภาพยนตร์จริงๆแล้ว มันอาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่เลยก็ตาม มันยังคงเต็มไปด้วยมุขตลกเหยียดเชื้อชาติหรือเพศ หรือกระทั่งตัวเส้นทางเดินของภาพยนตร์เองก็ไม่ได้มีอะไรที่จะสามารถเซอร์ไพรซ์หรือเหนือความหมายผู้เขียนได้เลย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลย ว่าเวลาที่เสียไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้ มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันช่างบันเทิงเสียจนผู้เขียนแทบจะลืมข้อเสียเหล่านี้ไปทั้งหมด


ในท้ายที่สุดแล้ว 21 Jump Street ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ตลกที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผู้เขียนได้เคยดูมา มันฉลาด มันน่าสนใจ และน่าตื่นเต้น  ใช่มันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ความบันเทิงและคุณภาพที่ตัวภาพยนตร์แสดงออกมานั้นช่างยากที่จะปฏิเสธเหลือเกิน

Final Score [ A ] & [ Must See Badge ]

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

The Secret Life of Walter Mitty ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
โลกแห่งความฝันของ เบ็น สติลเลอร์




Movie Name : The Secret Life of Walter Mitty ( 2013 ) , Adventure / Comedy / Drama
Director : Ben Stiller ( Tropic Thunder  , Zoolander ) 
Stars : Ben Stiller ( Tropic Thunder , Zoolander )  , Kristen Wiig ( Bridesmaids ) 
Rating : PG





REVIEW


                                              The Secret Life of Walter Mitty เป็นภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่า มีการตัดต่อตัวอย่างหรือ Trailer ได้ยอดเยี่ยมมากๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมันดูช่างน่าสนใจเหลือเกิน ไม่ว่าจะในด้านภาพ หรือด้านเนื้อหา โดย The Secret Life of Walter Mitty นั้น เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่กำกับโดย Ben Stiller และเป็นนักแสดงนำเองด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเคยทำแบบนี้มาแล้วในผลงานก่อนหน้านี้เช่น Tropic Thunder หรือ Zoolander 



ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องขอพูดเลยว่า เป็นภาพยนตร์ที่พิสูจน์อย่างชัดเจนเลยว่า Ben Stiller เป็นบุคคลใน Hollywood คนหนึ่งที่มีความสามารถมากๆเลยทีเดียว แต่ ช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นช่างเปรียบเสมือนการหลงอยู่ในโลกแห่ง"ความฝัน" ที่ช่างดูงดงาม ช่างดูอลังการ และเป็นสิ่งที่บางครั้งเราอยากจะให้มันเป็นจริง แต่เมื่อเรารู้ตัว เราจึงได้พบว่านั้นมันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น 


สาเหตุก็เพราะว่า ภาพยนตร์นั้นเต็มไปด้วยการเล่าเรื่องและการดำเนินเรื่องที่ช่างไร้ความสมเหตุสมผล หรือ ไร้ความน่าเชื่อถือในการกระทำของตัวละครใดๆเลย และตัวภาพยนตร์ก็ดันกลบความไร้เหตุผลนั้นด้วย ฉากเหนือจริงต่างๆ หรือการดำเนินเรื่องต่างๆ ที่ตัวภาพยนตร์ไม่เคยที่จะให้เหตุผลกับมันเลย ใช่ฉากเหล่านี้มันบันเทิง และน่าติดตามเสียจริงๆ แต่มันก็ช่างไร้เหตุผลจนทำให้รู้สึกว่า เราควรจะเชื่อในสิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการจะพูดหรือไม่ ในเมื่อสิ่งที่ภาพยนตร์ทำมันก็ช่างไร้ตรรกะและขาดความน่าเชื่อถืออย่างมาก 



เช่น ตัวละครหลักที่ต้องเดินทางไปไกล ลำบากต่างๆนาๆ เพื่อแค่ฟิลม์อันเดียว ทั้งๆที่เป็นชีวิตจริงนั้นคงไม่มีใครทำแบบนี้เป็นแน่แท้ และตัวภาพยนตร์ก็ไม่เคยให้เหตุผลเลยว่าทำไม แต่เสมือนกลับกลบเกลื่อนด้วยคำพูดที่ว่า "Just Do It" หรือการที่ทำอะไรลงไปโดยที่ไม่ต้องสนใจตรรกะใดๆ ซึ่งในจุดๆนี้เป็นจุดที่ร้ายแรงที่สุดของภาพยนตร์เลยก็ว่าได้ เพราะมันส่งผลไปถึงแทบจะทุกจุดในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลักที่ตัวภาพยนตร์นั้นไม่เคยให้เหตุผลหรือข้อมูลบางอย่างที่เพียงพอสำหรับผู้ชม ที่จะทำให้เรารู้สึก Connect หรือ ใส่ใจตัวละครนี้เลย เช่นความสัมพันธ์ของ Walter กับ Cheryl  ที่ผู้ชมสมควรจะสนใจและเอาใจช่วยตัวละคร แต่กลับรู้สึกว่า "Why i should care" แทน ซึ่งมันเป็นผลมาจากความไร้ประสิทธิภาพในการเล่าเรื่องและความไร้ตรรกะของภาพยนตร์


ยิ่งผนวกความไม่สมจริง เข้ากับภาพที่ช่างสวยงามในภาพยนตร์แล้ว ยิ่งทำให้มันช่างเหมือนภาวะฝันของ Walter เข้าไปทุกทีๆเหลือเกิน 
นี้ยังไม่รวมถึงบางครั้งในภาพยนตร์ ที่ตัวภาพยนตร์นั้นต้องการจะสื่อความหมายกับผู้ชม แต่มันช่าง "Over the top" หรือ เหนือจริงมากจนเกินไป ประเจิดประเจ่อจนเกินไป จนทำให้รู้สึกว่าตัวภาพยนตร์นั้นขาดประสิทธิภาพหรือวิธีในการเล่าเรื่อง จนต้องใช้วิธีนี้ และเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่ Ben Stiller เป็นคนกำกับเอง และนำแสดงเอง มันทำให้รู้สึกว่า ตัวละครในภาพยนตร์นั้นเป็นเหมือนการ"Show-off" ของ Ben Stiller มากกว่าเป็นตัวละครจริงๆ ซึ่งสาเหตุก็น่าจะเป็นมาจากด้าน คาแรคเตอร์ หรือตัวละคร ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างที่จะแย่ จนเหลือแต่รูปลักษณ์ภายนอก นั้นก็คือ Ben Stiller เข้าไปกลบที่แทน



The Secret Life of Walter Mitty ต้องถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าเสียดายจริงๆเรื่องหนึ่งในปี 2013 เพราะมันช่างมี Potential หรือ โอกาส มากเหลือเกินที่จะเป็นภาพยนตร์ที่ดีได้ แต่ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ มันเสมือนเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อฝันละเมอ จนไม่สามารถที่จะหยิบจับหรือเอาอะไรมาอ้างอิงได้เลยจริงๆ แต่ ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ไม่สามารถดูถูกได้เลยจริงๆของ Ben Stiller 


Final Score : [ B- ]