แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Stellan Skarsgard แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Stellan Skarsgard แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

Nymphomaniac Part 1 & Part 2 ( 2013 ) Movie Review

Nymphomaniac Part 1 & Part 2 ( 2013 ) Movie Review



"อีกหนึ่งภาพยนตร์อันหนักหน่วงของลาร์ส วอน เทียร์ที่ยังคงการเล่าเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะก้าวไปไกลเกินกว่าที่จำเป็นก็ตาม"


             ถ้าหากพูดถึงผู้กำกับบนโลกสักคนหนึ่ง ที่มีผู้ชมหลายคนถึงกับขยาดเมื่อพูดชื่อออกมาหรือบางคนอาจจะถึงขนาดเกลียดเลยด้วยซ้ำ หนึ่งในนั้นก็คงจะต้องมีชื่อของลาร์ส วอน เทียร์ด้วยอยู่อย่างแน่นอน 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ตัวภาพยนตร์ของเขาเรียกได้ว่าแทบจะทุกเรื่องมีภาพและเนื้อหาที่ค่อนข้างจะรุนแรง ท้าทายและกระตุ้นความคิดของผู้ชมอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของภาพตัวเขาเองก็ไม่มีการละอายใดๆที่จะใส่ภาพโป๊เปลือยหรือรุนแรงเข้าไปในภาพยนตร์ของเขา หรือ ในด้านของบทภาพยนตร์เอง ก็มักจะเต็มไปด้วยการพูดถึงด้านมืดในมนุษย์ที่จริงจังและไม่มีการประนีประนอมใดๆทั้งนั้น นี้ยังไม่รวมถึงการผสมผสานเทคนิคที่ย้อนแย้งกับฉากนั้นๆเข้าไปในภาพยนตร์ของเขาเพื่อแยกผู้ชมออกจากตัวภาพยนตร์อย่างจงใจ และสร้างความอึดอัดให้กับผู้ชมไม่ใช่น้อยอีกด้วย

แต่จะว่าไปแล้ว เพราะความที่การกำกับของเขาไม่มีการประนีประนอมใดๆเลยนี้แหละ ทำให้ในอีกด้านหนึ่งกลายเป็นจุดเด่นในภาพยนตร์ของเขาไปในทันที แตกต่างจากภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ไม่กล้านำเสนอฉากที่รุนแรงหรือกระทบและท้าทายจิตใจผู้ชมมากๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญและแม้กระทั่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม

แน่นอนว่า Nymphomaniac ซึ่งแยกเป็นสองพารท์เนื่องจากความยาวของตัวภาพยนตร์ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นในเงื่อนไขข้างบนแต่อย่างใด มันเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของเด็กสาว โจซึ่งเป็นโรคติดเซ็กส์ ผ่านชีวิตของเธอที่ถูกความตัณหาครอบงำและไม่อาจจะหยุดมันได้ สิ่งที่ดูเหมือนจะสวยงามนี้เองเริ่มที่จะครอบงำและพาเธอจมดิ่งสู่หายนะขึ้นเรื่อยๆ

ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าหากคุณจะชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้เตรียมทำใจเอาไว้ก่อนเนิ่นๆเลย ไม่ว่าจะเป็นฉากโป๊เปลือย โชว์กันแบบไม่แคร์สื่อ หรือแม้กระทั่งฉากทารุณซาดิสและเซ็กส์ที่จัดเต็มสุดๆก็มีให้เห็นอยู่แทบจะทุก 10 นาทีในภาพยนตร์รับรองได้ว่ามีกันให้เห็นแบบไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจมากๆสำหรับตัวผู้เขียนในภาพยนตร์เรื่องนี้และตัวผู้กำกับลาร์ส วอน เทียร์เองเลยก็คือ ผู้ชมหลายๆคนมักจะด่าตัวลาร์ส วอน เทียร์ว่าเป็นผู้กำกับที่น่าขยะแขยงและรังเกียจ ชอบฉากเซ็กส์ โป๊เปลือย รวมถึงเนื้อหาอันรุนแรง และทารุณเพศหญิงเป็นที่สุด แต่ผู้เขียนต้องพูดเลยว่าแทบจะเห็นตรงกันข้ามกับคนเหล่านั้นเลย

เพราะถ้าหากคุณสามารถที่จะมองผ่านฉากเซ็กส์โป๊เปลือยหรือเนื้อหาอันรุนแรงนี้เข้าไปเจอในสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดจริงๆแล้ว คุณก็จะพบว่าตัวมันเองไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย แต่แทบจะกลับกันด้วยซ้ำ  

Nymphomaniac ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เชิดชูเซ็กส์หรือการทารุณกรรมสตรี แต่มันเป็นภาพยนตร์ที่ด่าทอและแทบจะชูนิ้วกลางให้กับบุรุษทั้งหลายที่ใช้สตรีเป็นเครื่องมือกดขี่ทางเพศต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้นตัวภาพยนตร์ยังให้กำลังใจสตรีเหล่านั้นให้ลุกยืนขึ้นมาต่อสู้กับบุรุษพวกนี้ซึ่งมีให้เห็นอยู่จริงในโลกหรือสังคมทุกสังคมด้วยซ้ำไป

อีกสิ่งหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กับประเด็นของมันเลยก็คือการกำกับของลาร์ส วอน เทียร์ ซึ่งยังคงการเล่าเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามเช่นเคย ถึงแม้ว่าเนื้อหามันจะหนักหน่วงมากก็ตาม ด้วยการที่เขามักจะให้ตัวละครในภาพยนตร์จุดประเด็นบางอย่างขึ้นมาเพื่อเป็นการยั่วผู้ชมให้สนใจและจากนั้นก็ค่อยๆพาเราไปสู่เรื่องเล่าต่างๆ

นอกจากนั้นแล้ว เทคนิคทางด้านภาพยนตร์ที่แยกผู้ชมออกจากตัวภาพยนตร์ของเขาเองก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ใน Nymphomaniac เช่นการใส่เสียงดนตรีขัดแย้งกับฉาก หรือ การนำฉากแต่ละฉากมาเรียงต่อกัน รวมถึงการใส่ภาพอวัยวะเพศทั้งหลายเข้ามาในภาพยนตร์ ก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ผลักผู้ชมออกจากตัวภาพยนตร์และทำให้มองเป็นกลางโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเทคนิคต่างๆเมื่อเทียบกับผลงานช่วงแรกๆของเขาอย่าง Europa จะค่อนข้างลดน้อยลงไปเยอะ แต่มันก็ไปเพิ่มความหนักหน่วงทางด้านบทภาพยนตร์ด้วยเช่นเดียวกัน

แต่...ก็ใช่ว่า Nymphomaniac จะไม่มีปัญหาเลยเสียทีเดียว หลายครั้งตัวภาพยนตร์เองก็ก้าวและพยายามนำเสนอสิ่งที่หนักหน่วงมากจนเกินไป โดยที่มันไม่ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในตัวภาพยนตร์หรือนำเสนอสิ่งใหม่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งปัญหานี้เกิดหนักยิ่งขึ้นในพารต์ที่สอง ตัวภาพยนตร์เอาแต่พูดเรื่องเดิมๆซ้ำซากและไม่ไปไหนเลย เพียงแต่เพิ่มดีกรีความรุนแรงเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่น้อย จริงๆแล้วถ้าหากตัวภาพยนตร์ตัดบางส่วนที่ไม่ค่อยมีผลอะไรมากออกไป ก็น่าจะรวมเป็นเรื่องเดียวโดยไม่ต้องแยกเป็นสองส่วนได้เลยด้วยซ้ำไป


ในท้ายที่สุดแล้ว Nymphomaniac Part 1 & Part 2 ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์อันหนักหน่วงของผู้กำกับลาร์ส วอน เทียร์ที่ยังคงการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตาม ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะก้าวไปไกลเกินกว่าที่จำเป็นก็ตาม มันยังคงเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ของลาร์ส วอน เทียร์ที่ไม่ใช่ผู้ชมทุกคนจะทนดูมันจนจบได้ แต่ถ้าหากคุณสามารถที่จะมองผ่านเปลือกนอกมันไปได้ มันก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ทรงพลังและทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปจากแค่เปลือกของมันไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

Final Score : [ A ] 

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

Angels & Demons ( 2009 ) * With Spoiler มีการพูดถึงเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ *

MOVIE REVIEW
เรื่องราวแห่งศาสนากับวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่.....ไม่ค่อยจะเวิรค์นัก



Movie Name : Angels & Demons ( 2009 ) , Mystery , Thriller 
Director : Ron Howard ( The Da Vinci Code )
Stars : Tom Hanks ( The Da Vinci Code , Cloud Atlas ) , Ewan McGregor ( Impossible ) , Stellan Skarsgard ( Thor , The Avengers ) , Ayelet Zurer ( Munich ) 
Rating : PG-13



* With Spoiler มีการพูดถึงเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ * 


REVIEW
                                                                            Angels & Demons เป็นภาพยนตร์ภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่อง The Da Vinci Code ถึงแม้ในฉบับหนังสือนั้นจริงๆแล้ว Angels & Demons จะมาก่อน The Da Vinci Code ก็ตาม สำหรับหลายๆคนที่กลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นไรครับ เพราะ แต่ละภาคมันจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน เพราะ ฉะนั้นไม่ต้องห่วงดูไม่รู้เรื่องแน่นอน ต้องขอบอกก่อนว่าผมไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนนะครับ เพราะ ฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างผมอาจจะอธิบายได้ไม่หมดเท่าคนอ่านหนังสือ แต่ผมจะพยายามอธิบายจากที่ผมได้ชมภาพยนตร์ให้ได้มากที่สุดนะครับ


Angels & Demons เป็นภาพยนตร์ที่พยายามเหลือเกินที่จะทำให้เรื่องราวศาสนา และ วิทยาศาสตร์ รวมถึงการสืบสวนต่างๆน่าสนใจ แต่ปัญหาที่สำคัญของตัวภาพยนตร์ที่แท้จริงเลยก็คือ บท ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หาความสมเหตุสมผลไม่ได้ อย่างแรกคือสาเหตุที่ทำไมเรื่องนี้มันเกิดขึ้นแต่แรก นั้นก็คือ เรื่องของระเบิด ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดในภาพยนตร์ก็ว่าได้ เพราะ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย มันเหมือนต้องมีมาเพื่อให้หนังมันมีอะไรสักอย่างไม่งั้นมันจะน่าเบื่อสุดๆ อารมณ์ประมาณนั้น ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ที่น่าจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ซึ่งหลายๆตัวละครก็ช่างน่าสนใจเหลือเกิน แต่ตัวภาพยนตร์กลับโฟกัสไปที่ตัวละครเอก และ การแก้ไขปริศนาต่างๆ มากจนเกินไปในเวลา 2 ชั่วโมงกว่า จนทำให้หลายๆตัวละคร รู้สึกไร้น้ำหนักในภาพยนตร์ แล้วบางตัวละครก็ถูกนำมาใช้แบบใช้แล้วทิ้ง พอหมดประโยชน์ก็ลบออกซะอย่างงั้น ตัวร้ายที่ก็เป็นได้แค่ตัวร้ายธรรมดาๆที่รอวันตาย ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตามแล้วก็ทำอะไรที่ยังคงโง่เขลาสมกับเป็นตัวร้ายดาษๆเสียจริง


อีกจุดที่ผมค่อนข้างจะไม่ชอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือตอนจบหักมุม ซึ่งเป็นหักมุมที่ค่อนข้างจะน่า"อนาจ" มาก เพราะ หนังตอนแรกทำให้เราเชื่อว่า ตัวร้ายที่แท้จริงคือตัวนี้นะ แล้วก็ปล่อยให้เรามีอารมณ์ร่วมไปสักพัก แล้วอยู่ดีๆก็พูดขึ้นมาว่า "อ๋อจริงๆไม่ใช่หรอก ตัวร้ายที่แท้จริงมันตัวนี้ต่างหาก" มันเหมือนลูบหัวแล้วแทงข้างหลัง อย่างงั้นเลย ซึ่งมันเป็นจุดที่อนาจมากในภาพยนตร์ซึ่งไม่ควรทำเลยอย่างยิ่ง 


มีหลายๆจุดที่ผมว่าตัวภาพยนตร์น่าจะโฟกัสมากกว่านี้ เช่นเรื่องราวของ วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนา กลุ่ม อลูมินาติ มันช่างน่าสนใจ น่าติดตาม และ น่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆคนมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ หรือ แม้กระทั่งอ่านหนังสือ  แต่ก็อีกเช่นเคย ตัวภาพยนตร์โฟกัสมากไปที่จะทำให้ตัวเองเป็นหนังสืบสวน เหมือนหลงทาง ช่างน่าเสียดายนัก รวมไปถึงฉากสืบสวนต่างๆก็ทำได้แค่ ธรรมดาๆเท่านั้น หลายๆข้อมูลที่ภาพยนตร์ป้อนมาให้ มันเหมือนโยนเข้าใส่หน้าคนดู มันต้องแบบนี้ แบบนี้นะ อ๋อ มันแบบนี้ต่างหาก ไม่มีอะไรที่คนดูจะรู้สึกร่วมได้เท่าไรเลย เพราะ ทุกอย่างนั้นปิดไปหมด น่าจะเป็นเพราะ ตัวภาพยนตร์อยากให้คนดู Surprise แต่มันกลับทำให้ นอกจากไม่ Surprise แล้ว มันยังไม่มีอารมณ์ร่วมไปด้วย


ถึงกระนั้นผมก็ต้องขอพูดว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้มีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ดีเช่นกัน อย่างเช่น นักแสดงอย่าง Tom Hanks , Ewan McGregor เขาเล่นได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะ Ewan McGregor จริงๆแล้วเป็นเพราะนักแสดงอย่างเขาเลยที่ทำให้ตัวละครนั้นช่างน่าสนใจ น่าติดตามเหลือเกิน รวมไปถึงแน่นอน ป๋า Stellan Skarsgard ที่น่าเสียดายที่มีบทน้อยไปหน่อย แต่เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจในเรื่องอีกตัวละครหนึ่งเลย


การ Design ออกแบบฉากต่างๆในภาพยนตร์ก็ทำได้ช่างน่าสนใจ สวยงาม อลังการเป็นที่สุด



Angels & Demons เป็นภาพยนตร์ที่ช่างน่าเสียดายที่พยายามมากจนเกินไปและโฟกัสผิดจุดมากจนเกินไป จนทำให้ทุกอย่างดูเละ และ ไม่น่าเชื่อถือไปเสียหมด บทที่ไม่สมเหตุสมผลหลายๆอย่าง ฉากจบที่น่าอนาจและเหมือนดูถูกคนดู ถึงแม้จะมีนักแสดงที่ดี และ Design ฉากต่างๆที่สวยมากเท่าไรก็ตาม ถ้าหากอย่างอื่นมันไม่ดีไปด้วย มันก็คงจะยากนักที่จะทำให้ Angels & Demons เป็นภาพยนตร์ที่ดีจริงๆได้



จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ นักแสดงคุณภาพ
+ Design ฉากต่างๆที่สวยงาม น่าสนใจ อลังการ
+ ตัวละครหลายๆตัวที่ช่างน่าสนใจ


จุดที่ไปไม่รอด :
- บทที่ไม่สมเหตุสมผล และ Plot บางส่วนที่ใส่มาเพื่อให้ภาพยนตร์มันดูไม่น่าเบื่อ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
- การโฟกัสเรื่องราวในภาพยนตร์ที่ผิดจุด และ ช่างน่าเสียดาย
- ฉากจบที่น่าอนาจ และ ดูถูกคนดู
- ตัวละครร้ายที่ก็เป็นได้แค่ตัวร้ายที่รอวันตาย


Final Score : [ C ]