แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Drama แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Drama แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

The Danish Girl ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


The Danish Girl ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz 


"นี้ไม่ใช่ร่างกายของฉัน..."

สำหรับประเด็นเรื่อง LGBT เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะในโลกแห่งความเป็นจริง สื่อต่างๆ หรือกระทั่งในโลกของภาพยนตร์ ซึ่งในปัจจุบันมีการยอมรับ และการพูดถึงเรื่องๆนี้กันมากขึ้นทุกวัน

The Danish Girl ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ซึ่งพยายามจะถ่ายทอดหรือสะท้อนอะไรบางอย่างไปสู่สังคม อย่างไรก็ตามคำถามที่น่าครุ่นคิดมากที่สุด ก็คือผู้กำกับ ทอม ฮูปเปอร์ จะทำเช่นไรที่จะให้ภาพยนตร์ของเขานั้นแตกต่างจากภาพยนตร์ประเภทเดียวกัน หรือพูดถึงประเด็นที่คล้ายคลึงกันเรื่องอื่นๆ เช่น Dallas Buyers Club ในปี 2013



ในภาพรวมแล้ว The Danish Girl ก็เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ และน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ความดีความชอบนี้ ก็ไม่ได้มาจากการกำกับของทอม ฮูปเปอร์ แต่กลับไปอยู่ที่สองนักแสดงหลัก เอ็ดดี้ เรดเมยน์ และ อลิเซีย วิเคนเดอร์ เสียมากกว่า

แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่อย่างใด เพราะด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยม น่าทึ่งของทั้ง เอ็ดดี้ และอลิเซีย นี้เอง ทำให้ The Danish Girl กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความน่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา สามารถที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความสับสน เจ็บปวด และสภาพแปลกแยกจากสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ เอ็ดดี้ ที่พัฒนาตัวละครของเขา ให้กลายเป็นเสมือนดักแด้เติบโตไปสู่ผีเสื้อได้อย่างงดงาม 

จะว่าไปแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าชื่นชมมากสำหรับตัวนักแสดง เอ็ดดี้ เรดเมยน์ ซึ่งปีที่แล้วเพิ่งจะคว้ารางวัลออสการ์จากบทบาทใน Theory of Everything ไปหมาดๆ ปีนี้ก็ยังจะแสดงผลงานอันยอดเยี่ยม ตราตรึงให้เราได้ชมเป็นขวัญตาอีกครั้ง (ไม่นับบทบาทใน Jupiter Ascending...) เรียกได้ว่าถ้าหากจะมีคู่แข่งคนไหนจะสูสีกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ จาก The Revenant มากที่สุด ก็คงจะเป็น เอ็ดดี้ คนนี้นั้นเอง



ในขณะเดียวกันก็ต้องขอชมนักแสดงหลักอีกท่านอย่าง อลิเซีย วิเคนเดอร์ ซึ่งก็แสดงผลงานได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน ทั้งๆที่ตัวละครของเธอมีความซับซ้อนและยากที่จะถ่ายทอดอารมณ์มากกว่าตัวละครของเอ็ดดี้เสียอีก จริงๆแล้วด้วยการแสดงของเธอนี้เอง ทำให้บทสรุปตัวละครของอลิเซีย ดูจะน่าสนใจ และน่าเห็นใจมากกว่าตัวละครเอกของเรื่องด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพูดถึงความสดใหม่แล้ว หลายส่วนใน The Danish Girl ยังคงขาดหายไปพอสมควร ตั้งแต่ในด้านของบทภาพยนตร์ จุดหักมุม หรือการดำเนินเรื่อง ที่ไม่ได้แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นมากนัก ด้านการกำกับของ ทอม ฮูปเปอร์ ถือได้ว่าฉลาดในการใช้เทคนิค มุมกล้อง และการเคลื่อนไหวของกล้องในหลายต่อหลายฉาก แต่การเล่าเรื่องของเขายังขาดชั้นเชิง ส่งผลให้บทสรุปไม่น่าจดจำเท่าที่ควร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย



ถึงแม้ว่า The Danish Girl จะยังไม่ใช่ภาพยนตร์ที่โดดเด่น เหนือกว่าภาพยนตร์ประเภทเดียวกันมากเท่าไรนัก แต่โชคยังดีที่การแสดงของ เอ็ดดี้ เรดเมยน์ และอลิเซีย  วิเคนเดอร์ ก็สามารถที่จะทำให้ภาพยนตร์เฉิดฉายขึ้นมาได้ จนเพียงพอที่จะทำให้ประสบการณ์ในการชมผลงานชิ้นนี้ เป็นเสมือนการเดินชมสวนไม้ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันแสนงดงาม และความสุข  แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความโศกเศร้าที่จุดประกายความหวังไปสู่อนาคตที่จะมาถึง

Final Score: [ 7.5 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

45 Years ( 2015 ) Movie Review


45 Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"น้ำนิ่งไหลลึก"

  45 Years เป็นภาพยนตร์ที่หลังจากได้ชมแล้ว แทบจะสรรหาคำอะไรมาบรรยายได้ยากลำบากเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่รู้จะพูดอะไร แต่เพราะมันหาคำมาอธิบายสิ่งที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำได้ลำบากเหลือเกิน แต่ถ้าหากจะบรรยายสรรพคุณของภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ ก็คงจะต้องเปรียบเทียบภาพยนตร์ 45 Years กับสุภาษิตไทย 'น้ำนิ่งไหลลึก' อย่างแน่นอน

ซึ่งสาเหตุที่เลือกสุภาษิตนี้มาใช้ ก็เป็นเนื่องมาจากหลากหลายส่วนของภาพยนตร์ที่มีอารมณ์ค่อนข้างราบเรียบ ตั้งแต่วิธีการเล่าเรื่อง วิธีการวางตัวละคร บทภาพยนตร์ หรือกระทั่งการแสดงที่ไม่โหวกเหวกโวยวายแบบภาพยนตร์ดราม่าหลายเรื่อง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยอารมณ์อันอัดแน่นอย่างตึงเครียดยิ่งกว่าภาพยนตร์เขย่าขวัญเสียอีก ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่สอดแทรกความเป็นสืบสวนสอบสวน สร้างความเป็น Mystery ได้อย่างแยบยล ที่น่าทึ่งก็ตรงจุดที่เราพบว่าความอยากรู้อยากเห็นของตัวเรานั้นไม่ได้น้อยไปกว่าตัวละครหลักเลย



สิ่งที่น่าทึ่งคือความตึงเครียดเหล่านี้นั้นค่อยๆถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆในขณะที่เนื้อเรื่องดำเนินไปโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว จากต้นเรื่องที่ดูแสนธรรมดา นำมาสู่บทสรุปที่แหลกสลาย จมกองเลือดอย่างไม่รู้ตัว จุดนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับ แอนดรูว์ เฮจ จริงๆ

แต่อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยเป็นอันขาด ก็คือนักแสดงนำอย่าง ชาร์ล็อต แรมปลิง ผู้รับบทตัวละครเอก เคท ถึงแม้ว่าการแสดงของ ทอม คอร์ทนีย์ จะยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่อาจจะเทียบการแสดงของชาร์ล็อตชนิดที่ไร้ที่ติได้เลย หลายต่อหลายฉากที่เธอไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา แต่สีหน้า สายตา และท่าทางของเธอ เป็นตัวเล่าถึงความคิดและสภาวะของตัวละครเธอได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเวลา โดยเฉพาะจุด Climax ฉากจบของเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่สามารถจะหาคำอะไรมาอธิบายได้ แต่มันเป็นอารมณ์ที่ขึ้นจุดสูงสุดอย่างหาที่เปรียบได้ยากเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เป็นฉากจบที่ลงตัว ฉลาด แต่ยังเป็นฉากที่เชื่อว่าใครหลายคนถ้าหากได้ชมคงจะลืมได้ยากนัก



45 Years เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงความสัมพันธ์ ความรักของคนสองคนได้อย่างเจ็บปวดเป็นที่สุด นี้เป็นภาพยนตร์ที่เชื่อเลยว่าจะทำให้ผู้ชมหลายต่อหลายคนหันกลับมาตั้งคำถามถึงความรักของตนเองอย่างหวาดระแวง โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าเวลาไม่ได้มีค่าหรือมีความหมายอะไรเลย ถ้าหากเราไม่ใช่คนที่ 'ใช่' อย่างแท้จริง เสมือนการแฝงกับระเบิดเอาไว้ในจิตใจผู้ชมอย่างที่เราไม่รู้ตัว ท่ามกลางการเล่าเรื่องที่เงียบสงัดของภาพยนตร์

ถึงแม้ว่าภายนอกของ 45 Years นั้นจะดูเป็นภาพยนตร์ดราม่า ชีวิตผู้สูงอายุทั่วๆไป ที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ยาก แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย นี้เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงสิ่งที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้อย่างไม่ยากนัก ที่ยอดเยี่ยมคือมันใช้พลังศิลปะของ 'ภาพยนตร์' อย่างเต็มที่ ด้วยภาพและการแสดง โดยปราศจากคำพูด หรือความพยายามในการให้มันยิ่งใหญ่ โอเวอร์มากจนเกินไป



ด้วยภายนอกที่ผิวเผินดูจะแสนธรรมดาเหล่านี้นั้นเองที่สอดแทรกและสะท้อนเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดชนิดที่ทิ่มแทงลงไปในส่วนลึกจิตใจของเราอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการแสดงของ ชาร์ล็อต แรมปลิง ที่ไม่ว่าใครที่ได้ชมก็ต้องยอมศิโรราบให้อย่างไม่มีข้อแม้

Final Score: [ 9 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

The Intern ( 2015 ) Movie Review


The Intern ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ช่วงเวลาที่น่าจดจำ"



The Intern ว่าด้วยเรื่องราวของ เบน พ่อม้ายวัย 70 ที่เข้าไปเป็นเด็กฝึกงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ทำให้เขาได้เจอกับ จูลส์ หญิงสาวผู้ซึ่งกำลังเผชิญปัญหามากมายในชีวิต เบนจึงต้องพยายามหาทางช่วยเหลือ จูลส์ ให้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆไปให้ได้ ด้วยความรู้และประสบการณ์อันมากมายของเขา


ตั้งแต่วินาทีแรกที่ภาพยนตร์เริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเปิดเรื่อง วิธีการตัดต่อ ถ่ายภาพ ยันเพลงประกอบ ก็ทำให้เราทราบได้ทันทีทันใดว่า The Intern เป็นภาพยนตร์ประเภทใด และเรากำลังนั่งชมอะไรอยู่



แน่นอนว่านี้ยังคงเป็นภาพยนตร์จากฝีมือการกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ เจ้าของผลงานอย่าง The Parent Trap (1998) , Something's Gotta Give (2003) และ It's Complicated (2009) ซึ่งการกำกับของเธอยังเต็มไปด้วยความโดดเด่นในด้านอารมณ์ของภาพยนตร์ที่รู้สึกสบายๆ ไม่เคร่งเครียด และผ่อนคลายตลอดเวลา ผสมผสานกับเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ใครๆก็สามารถที่จะรู้สึกร่วมไปด้วยอย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้ The Intern กลายเป็นภาพยนตร์ที่สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง ถึงแม้น่าเสียดายที่บทสรุปอาจจะถูกคลี่คลายง่ายดายไปนิด


แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้การกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ และเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ The Intern โดดเด่นและค่อนข้างน่าประทับใจไม่ใช่น้อยเลย ก็คือนักแสดงหลักทั้งสองคน โรเบิรต์ เดอ นีโร กับ แอน แฮทธาเวย์



ซึ่งนอกจากทั้งคู่จะแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม น่าเชื่อถือแล้ว เคมีของทั้งสองคนก็เข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้ตัวละครของทั้งคู่ออกมาโดดเด่น น่าติดตาม น่าหลงใหล ที่สำคัญคือเรารู้สึกเชื่อถึงความสัมพันธ์ที่เปรียบเสมือน 'อาจารย์-ลูกศิษย์' หรือ 'พ่อ-ลูก' ของทั้งสองคนนี้อย่างมาก ผ่านปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ 


แม้ว่าภายนอก The Intern จะดูเหมือนภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความคิดอันเก่าแก่ และล้าสมัย จากอายุของตัวละครเอกและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์


แต่เอาจริงๆแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับสะท้อนถึงสภาพโลก และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทันสมัย จนทำให้คนรุ่นก่อนต้องพยายามปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมในขณะนี้
หรือสังคมที่เพศชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น หญิงแกร่งก็สามารถหันมาทำงานได้อย่างเก่งกาจไม่แพ้เพศชาย แต่ก็สอดแทรกปัญหาการไม่ยอมรับในประเด็นนี้ของสังคม การเรียกร้องสิทธิสตรีได้น่าสนใจ



สุดท้ายแล้ว The Intern ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับของ แนนซี่ เมเยอร์ ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ทั้งด้านเทคนิค อารมณ์ และเนื้อหา ที่ดูง่าย สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ภายใต้ก็สอดแทรกและสะท้อนเรื่องราวในสังคมได้เข้ากับยุคสมัย ที่ยอดเยี่ยมเข้าไปอีกก็คือสองนักแสดง โรเบิรต์ เดอ นีโร กับ  แอน แฮทธาเวย์ ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้ The Intern กลายเป็นประสบการณ์ชมภาพยนตร์ที่เราไม่รู้สึกอยากที่จะให้มันจบลงเลยเสียจริงๆ


Final Score : [ 7.25 / 10 ]

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

White God (2014) Movie Review


White God ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"จากหมาที่บ้าน มาชมหมายึดเมือง"


                สำหรับผู้เลี้ยงหรือผู้รักสัตว์เลี้ยงมากๆแล้ว การได้เห็นฉากในภาพยนตร์ ที่สัตว์ต่างๆเหล่านี้ ต้องประสบชะตากรรมอันแสนลำบาก บางครั้งถึงขั้นเลือดตกยางออก เป็นอะไรที่แสนจะหดหู่ และทรมาณอย่างอธิบายไม่ได้ โดยสำหรับส่วนตัวผู้เขียนเอง การชมภาพยนตร์อย่าง War Horse (2011) หรือ John Wick (2014) ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งโดยเฉพาะ War Horse ที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักที่เป็นสัตว์อย่างม้าท่ามกลางพื้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แทบจะทั้งเรื่อง




แต่ในเมื่อภาพยนตร์ที่มีคนพูดถึงและได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์เป็นจำนวนมากอย่าง White God เข้ามาฉายในประเทศไทย ก็ทำให้เราเกิดจิตใจสองแง่สองง่าม ใจหนึ่งก็อยากที่จะชมมากเนื่องจากมันเป็นภาพยนตร์ที่ขึ้นชื่อว่านักวิจารณ์หลากคนชื่นชอบ แต่อีกใจก็กลัวว่าจะทนดูมันไม่ได้เช่นเดียวกัน 


White God เป็นภาพยนตร์จากประเทศฮังการี ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของสุนัข ฮาเก้น ที่ถูกทอดทิ้งหลังจากพ่อของลิลลี่เจ้าของสุนัขไม่ยอมรับมันเข้ามาเลี้ยง ฮาเก้นจึงต้องพบเจอกับประสบการณ์อันแสนสาหัส ความเจ็บปวดและความเคียดแค้นที่สั่งสม มันจึงตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมานำกองทัพสุนัขจรจัด เพื่อล้างแค้นเหล่ามนุษย์ที่กระทำกับมันไว้ให้สาสม !!




ต้องพูดเลยว่า สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว เรื่องการมีอารมณ์ร่วมในภาพยนตร์นั้น ดูจะเป็นส่วนสำคัญในลำดับรองลงมา สำหรับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ แต่ White God เป็นภาพยนตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าดึงตัวผู้เขียนและอาจจะผู้รักสัตว์หรือผู้เลี้ยงสุนัขบางท่าน เข้ามาอยู่ในประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์แทบจะทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเทียบกับภาพยนตร์หลากหลายเรื่องแล้ว White God ดูจะเหนือชั้นในด้านของความหดหู่ เศร้า และทรมาณระหว่างชมขึ้นไปอีกระดับ


ซึ่งเอาจริงๆนั้นดูจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดสิ่งหนึ่ง White God เป็นภาพยนตร์ที่ช่างสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง มันทั้งโศกเศร้า หดหู่ กระทั่งชวนให้เบือนหน้าหนีในฉากบางฉาก แต่ก็เป็นภาพยนตร์ที่ช่างงดงาม และทรงพลังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต


แน่นอนว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ White God เป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอชื่นชมการกำกับของ กอร์เนล มุนดรักโซ จากการกำกับที่ยอดเยี่ยม ควบคุมและถ่ายทอดอารมณ์ในแต่ละช่วงของภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง ที่หนักแน่น ตึงเครียด น่าหดหู่โดยไม่มีท่าทีจะลดลงไปแม้แต่น้อย 
การเล่าเรื่องตัดสลับระหว่างมุมมองของ ฮาเก้น กับ ลิลลี่ ถ่ายทอดปัญหาของสองฝ่ายที่คล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าหากจะมีจุดติก็คงจะเป็นในจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ซึ่งแลดูสูตรสำเร็จเดาง่ายแสนง่ายไปบ้าง



สำหรับในด้านโปรดักชั่น โดยรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เช่นการจัดแสงและองค์ประกอบภาพที่สวยงาม น่าทึ่ง เต็มไปด้วยพลังจนชวนขนลุก ด้านของการกำกับภาพโดยรวมถือว่าได้ดี แต่ในบางฉากมีการใช้เทคนิคการถ่ายทำแฮนด์เฮล กล้องสั่นไปมา ผสมกับการตัดต่อที่รวดเร็วมากเกินไปหน่อย ทำให้รู้สึกน่ารำคาญอยู่บ้าง


ส่วนด้านตัวละครต่างๆในภาพยนตร์สัญชาติฮังการีเรื่องนี้ โดยรวมก็ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างลิลลี่กับพ่อของเธอ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสุนัขตัวเอกของเรื่องอย่างฮาเก้นกับแทบจะทุกตัวละครในภาพยนตร์ ซึ่งในหลายๆส่วนก็ต้องขอชมผู้ฝึกสุนัขและการแสดงของสุนัขสองตัว ลุค กับ บอดี้ ที่สลับกับรับบทเป็นฮาเก้น ในหลายๆฉากจะทรงพลัง น่าจดจำ และเดินหน้าไปต่อได้ยากลำบากมากทีเดียวถ้าหากปราศจากการแสดงอันยอดเยี่ยมของเจ้าสองตัวนี้



สิ่งหนึ่งที่ White God สื่อออกมาได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่อง ก็คือการประณามการทารุณสัตว์ และสะท้อนถึงความโหดร้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนอย่างไม่มีขีดจำกัด


แต่ในอีกด้านหนึ่ง สุนัขและสัตว์เหล่านี้ก็เปรียบเสมือนกระจกสะท้อน 'ชนชั้นล่าง' ของสังคม ที่ถูกกระทำอย่างทารุณ ปรนนิบัติเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ผ่านประสบการณ์อันแสนเลวร้ายจนต้องลุกขึ้นมาสู้ในท้ายที่สุด ซึ่งในภาพยนตร์ที่ทรงพลังอย่าง White God ก็ได้เปลี่ยนความคิดเรื่องการแก้แค้น ให้มาเป็นความชอบธรรมในสายตาผู้ชมอย่างปฏิเสธไม่ได้ 


สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือทุกชีวิต ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชนชาติ และทุกชนชั้น ต่างก็มีหัวจิตหัวใจไม่ต่างกัน การกดขี่ข่มเหงหรือรังแกผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ไร้ทางสู้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้อย่างเด็ดขาด




Final Score : [ 9 / 10 ]

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

Sicario ( 2015 ) Movie Review


Sicario (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"เด็กน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่า"



เดนนิส วิลเลอเนิฟ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับฝีมือระดับหาตัวได้ยากของฮอลลีวูด จากผลงานก่อนๆอย่าง Prisoners และ Enemy ซึ่งภาพยนตร์ของเขา มักจะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด สถานการณ์อันกดดันจนหายใจลำบากในทุกๆวินาที ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับน้อยคนนักจะทำได้เป็นเอกลักษณ์อย่างคงเส้นคงว่าเท่า เดนนิส


ซึ่ง Sicario ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นี้ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด กดดัน และสมจริง ว่าด้วยเรื่องราวของ เคท FBI สาวมือฉกาจที่ถูกส่งไปร่วมช่วยเหลือต่อต้านขบวนการค้ายาและเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายที่ชายแดนระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับแม็กซิโก แต่การมาของเธอครั้งนี้ทำให้เธอได้รู้ซึ้งถึงความอันตรายครั้งใหม่



สาเหตุที่ทำไม Sicario เป็นภาพยนตร์ที่ช่างลุ้นระทึก กดดัน และตึงเครียด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนสำคัญมาจากผู้กำกับ เดนนิส วิลเลอเนิฟ ซึ่งยังคงเล่าเรื่อง และสร้างสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะผ่านบทพูด หรือ ภาพบนจอภาพยนตร์ ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเหล่าตัวละครนั่นตกอยู่ในสภาวะที่เป็นภัย และความรู้สึกที่อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อใดก็ได้ตลอดทั้งเรื่อง

ยิ่งผนวกเข้ากับการตัดต่อของ โจ วอล์คเกอร์ เข้าไป ก็ยิ่งทวีคูณความเคร่งเครียดให้กับสถานการณ์ในภาพยนตร์ขึ้นไปอีกขั้น


ในด้านของนักแสดงทั้งหลายในภาพยนตร์ ทุกคนก็ยังคงแสดงพลังผ่านเรื่องราวอันตึงเครียดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เอมิลี่ บลันท์ ซึ่งรับบทหญิงแกร่งในต้นเรื่อง สู่หญิงผู้บอบบางอ่อนแอในท้ายเรื่อง หรือ จอช โบรลิน ที่นอกจากจะรับบทจริงจังได้แล้ว ยังเป็นคนที่คอยใส่มุขกวนๆเข้ามาสร้างสีสันในภาพยนตร์ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดได้ตลอดเวลา


แต่บุคคลที่เป็นตัวเอกที่แท้จริงของภาพยนตร์ ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เบนิซิโอ เดล โทโร ซึ่งรับบทเป็นตัวละครอันแสนโหดเหี้ยม น่ากลัว และน่าเกรงขามที่สุดในภาพยนตร์ นอกจากนั้น ความสัมพันธ์เสมือน 'พ่อสั่งสอนลูก' ระหว่างตัวละครของเขา กับ ตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ ก็ช่างน่าสนใจเสียจริงๆ



ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่งที่ Sicario ยังทำได้ไม่โดดเด่นเท่าไรนัก ก็คงจะเป็นพื้นหลังการวางเรื่องราวปมปัญหาระหว่างประเทศอเมริกาและแม็กซิโก ที่ยังคงดูเดิมๆ ไม่น่าจดจำและไม่น่าสนใจเท่าไรนัก 
การสอดแทรกประเด็นศีลธรรมในมนุษย์ก็ค่อนข้างจะโดนส่วนอื่นเบียดจนตกไป แตกต่างจากในผลงานก่อนอย่าง Prisoners ที่ตัว เดนนิส เล่นจุดนี้ได้ดี ได้น่าจดจำกว่ามากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย


ถึงแม้ว่าในช่วงปัจจุบันเราจะได้เห็นและได้ชมการยอมรับพลัง สิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมระหว่างเพศชาย กับเพศหญิงที่มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะนอกหรือในโลกภาพยนตร์ แต่ช่างน่าแปลกใจที่ Sicario กลับเป็นภาพยนตร์ที่ตอกย้ำถึงพื้นที่หรือโลกบางส่วนที่มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ และเป็นที่ๆเพศหญิงหรือผู้อ่อนแอไม่อาจมีชีวิตรอด ซึ่งในภาพยนตร์เปรียบเปรยโลกๆนี้ว่าเป็น 'โลกแห่งหมาป่า' ที่ๆซึ่งเหยื่อผู้อ่อนแอจะถูกกำจัดอย่างง่ายดาย


ซึ่งตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนความแข็งแกร่งของเพศหญิง ที่เข้ามาถูก บดบี้ ขยี้ และถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในโลกของผู้ชายหรือโลกของหมาป่าแห่งนี้ เสมือนเป็น เด็กน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่า อย่างแท้จริง



สุดท้ายแล้ว Sicario ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ เล่าเรื่อง ตัดต่อ หรือการแสดง ต่างก็อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การสอดแทรกความคิดที่มีโลกหรือพื้นที่บางส่วนซึ่งผู้หญิง หรือ ผู้อ่อนแอไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว และเป็นโลกของผู้ชาย ฝูงหมาป่าอันแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ก็เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย Sicario อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้านที่ดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปซักเท่าไรนัก


Final Score : [ 8 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Love & Mercy ( 2015 ) Movie Review


Love And Mercy ( 2015 ) บทวิจารณ์โดย FallsDownz


"ความรัก และ ความเมตตา"



 ถึงแม้ว่าจะข้ามปี 2557 มาแล้ว ดูเหมือนว่ากระแสภาพยนตร์ชีวประวัติก็ยังคงไม่จางหายไปไหน ด้วยการมาของ Love And Mercy ภาพยนตร์ชีวประวัติของศิลปินจากวง The Beach Boys ชื่อดัง ที่ต้องสารภาพก่อนเลยว่าผู้เขียนไม่เคยฟังเพลงของ The Beach Boys มาก่อนเลย จึงทำให้ประสบการณ์ในการเข้าไปชมภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องนี้ น่าสนใจและน่าตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก


Love And Mercy ว่าด้วยเรื่องราวของไบรอัน หนึ่งในสมาชิกวง The Beach Boys ที่กำลังประสบปัญหาในชีวิตของตนเอง ทำให้เขาพบกับปัญหาและความสับสนในชีวิตมากมายที่อาจเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล



ต้องพูดเลยว่า นี้เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกอันแปลกประหลาดในระหว่างชมอยู่ไม่ใช่น้อย โชคดีที่นั้นเป็นความแปลกประหลาดในด้านที่ส่งเสริมทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่มันให้ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้น ก็คงจะหนีไม่พ้น การเล่าเรื่อง ตัดต่อ และใช้โทนสี อันแปลกประหลาดของภาพยนตร์ ที่ตัดสลับระหว่างอดีตและปัจจุบันไปมาอย่างล่องลอย แทบจะให้ความรู้สึก Surreal หรือ เหนือจริงในบางครั้ง 


ยิ่งผสมผสานกับประเด็นการต่อสู้กระเสือกกระสนภายในจิตใจของตัวละครเอก ก็ยิ่งทำให้ Love And Mercy กลายเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติที่โดดเด่นทางด้านการถ่ายทอดสภาพอารมณ์และสภาพจิตใจของตัวละครมากยิ่งขึ้นไปอีก และในส่วนนี้ก็ต้องขอชมผู้กำกับ บิล โพห์แลนด์ ที่เล่าเรื่องและถ่ายทอดปัญหาทั้งภายนอกและภายในจิตใจของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม



ส่วนในด้านการแสดงของ จอห์น คูแซค ก็ถือว่ารับบทแสดงได้ดีเลยทีเดียว แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าก็คือการแสดงของ พอล ดาโน่  ซึ่งหลายส่วนอาจจะมาจากตัวบทภาพยนตร์ที่ในส่วนน่าสนใจๆ มันไปอยู่ในช่วงชีวิตที่ พอล ดาโน่ แสดงซะมากกว่าในส่วนของ จอห์น คูแซค แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การถ่ายทอดอารมณ์อันแสนเจ็บปวด และความกดดันอันมากมายจนจะระเบิดออกมาของ พอล ดาโน่ ก็ยอดเยี่ยมจนลืมไม่ลงเลยจริงๆ


สุดท้ายแล้ว Love And Mercy ก็เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอเมริกันทั้งภายนอกและภายในจิตใจได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสะท้อนถึงความเจ็บปวดของศิลปินที่ไม่สามารถจะสร้างสรรค์ผลงานที่พวกเขาอยากจะถ่ายทอดได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งสิ่งที่พอจะผ่อนคลายปัญหาเหล่านี้ได้ ก็คือ "ความรักและความเมตตา" จากสังคมและที่สำคัญคือจากคนภายในครอบครัวที่พยายามปรับตัวเข้าหากัน พยายามหาจุดกึ่งกลางที่ไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บปวดจนอาจจะเสียความเป็นตัวของตัวเองไปในท้ายที่สุดนั้นเอง




Final Score : [ 7.5 / 10 ] 

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

A Little Chaos (2015) Movie Review

                     
        A Little Chaos (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ความรักของสตรี"



               ถือได้ว่าเป็นการกลับมารับบทในภาพยนตร์ย้อนยุค (Period) กันอีกครั้งหนึ่ง กับนักแสดงมากความสามารถ เคต วินสเล็ต เจ้าของผลงานอีนางโรสเอ้ยไม่ใช่ คุณนายโรสเรือล่มในภาพยนตร์สุดคลาสสิค Titanic โดยคราวนี้เธอขอหันมาจัดแปลงดอกไม้แทนล่องเรือนะฮะ


A Little Chaos ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงแม่หม้ายคนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปสร้างสวนให้กับพระราชา แต่ระหว่างนั้นเองเธอก็ได้พบกับความรักครั้งใหม่ที่นำมาซึ่งปัญหาต่างๆมากมาย



พูดจริงๆเลย สิ่งเดียวที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ในระดับพอรับได้มากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการแสดงของนักแสดงชื่อดังทั้งหลาย


ตั้งแต่ อลัน ริคแมน ที่ควบหน้าที่กำกับและแสดงเองด้วย,  สแตนลีย์ ทุชชี่ ที่ไปแสดงเรื่องไหนก็มักจะมีฉากน่าประทับใจเสมอๆ(ถึงแม้ว่าหนังหลายเรื่องที่พี่แกเล่นจะห่วยก็เถอะ) หรือ เคต วินสเล็ต ที่ยังคงนำแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในหลายๆฉาก


แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนเป็นดอกไม้อันงดงามที่เบ่งบานอยู่ท่ามกลางดงป่าอันเหี่ยวเฉา เพราะด้วยส่วนประกอบอื่นๆของภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยปัญหาล้านแปดประการ


จุดที่ดูจะหนักที่สุดเลย ก็คือการเล่าเรื่องของผู้กำกับ อลัน ริคแมน ที่เล่าเรื่องออกมาได้เอื่อยเฉื่อย หมดแรง จืดชืด ชวนหลับอย่างแท้จริง หนำซ้ำลูกเล่นการเล่าเรื่องในบางทีก็ดูแปลกประหลาดสุดๆ เช่นฉากย้อนอดีตใช้เทคนิคมัวภาพขอบๆจอเอา




ที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง ก็คือทางด้านโปรดัคชั่นดีไซน์ของเรื่องที่ในฉากเล็กๆน้อยๆ ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่ในฉากที่ต้องยิ่งใหญ่อลังการกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นฉากตอนท้ายเรื่องที่เราควรจะได้เห็นสวนลานเต้นรำอันอลังการ ที่มาจากหยาดเหงื่ออันสุดแสนจะลำบากของนางเอก แต่สิ่งที่เราได้เห็นกับเป็นลานเล็กกระติ๊ดเดียวกับน้ำพุที่มีความอลังการเท่ากับตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป


ในด้านของสภาพบทภาพยนตร์เองก็ดูไม่จืดเช่นเดียวกัน นอกจากที่จะค่อนข้างจะซ้ำซากและคาดเดาได้ง่ายอย่างมากแล้ว ยังเต็มไปด้วยตัวละครและดราม่าชนิดตามช่องฟรีทีวีทั่วไป ตบตีแย่งชิงผัว การนอกใจ และตัวละครร้ายขี้วีนต้องคอยกลั่นแกล้งนางเอกให้ได้อยู่ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วถ้าเอาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปทำเป็นละครก็คงแทบจะเข้ากันได้ดี




ถึงกระนั้นก็ตาม สำหรับในด้านของการสอดแทรกประเด็นต่างๆของภาพยนตร์แล้ว ก็กลับทำได้น่าสนใจมิใช่น้อย เฉกเช่น การลุกขึ้นมาต่อกรกับสังคมชายเป็นใหญ่ของนางเอก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของทัศนะคติที่แตกต่างและนิสัยการพูดตรงไปตรงมาของเธอ หรือ การสะท้อนถึงสภาพสังคมครอบครัวในยุคสมัยนั้นซึ่งเห็นการคบชู้เป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดา เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ก็เป็นอะไรที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว 


แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะให้ผู้ชมได้รับรู้มากที่สุด ก็คือ ความรักของสตรีที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้ว่าร่างกายและหน้าตาของเธอจะร่วงโรยและเหี่ยวเฉาลงไป เสมือนดอกกุหลาบนั้นเอง


Final Score: [ 5.5  ]

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Lost River ( 2015 ) Movie Review


Lost River ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"โลกจินตนาการอันบ้าคลั่ง"




 เป็นอีกครั้งหนึ่ง กับภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานการกำกับครั้งแรกของดารานักแสดงชื่อดัง ในปีที่ผ่านมาก็มีภาพยนตร์ The Water Diviner ของ รัซเซล โครว์ และคราวนี้ก็เป็นทีของ ไรอัน กอสลิ่ง ซึ่งนอกจากจะลงมากำกับเองแล้ว เขายังเขียนบทภาพยนตร์ด้วยตัวเองอีกด้วย


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รูปแบบการกำกับ เล่าเรื่อง และทัศนะคติหลายๆอย่างของตัว ไรอัน กอสลิ่ง ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบมาจากผู้ร่วมงานเก่าของเขา นิโคลัส ไวดิง รีฟิน  พอตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะช้า แต่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เนื้อหาอันจริงจังสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และสังคมที่ตกต่ำ ซึ่งทำให้แนวทางการกำกับของเขา ออกไปทางภาพยนตร์นอกกระแสมากกว่าภาพยนตร์กระแสหลัก ซึ่งเป็นอะไรที่น่าติดตามและน่าสนใจมากทีเดียว


Lost River ว่าด้วยเรื่องราวของคุณแม่ผู้ซึ่งพยายามรีบหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน แต่เธอกลับเริ่มถลำลึกลงไปในโลกอันมืดมิดของเมืองลอส รีเวอร์ ในขณะเดียวกันลูกชายของเธอก็ค้นพบเส้นทางปริศนาซึ่งนำไปสู่เมืองใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความลับ



ที่ต้องขอชมเลยจริงๆ ก็คือทีมกำกับศิลป์ และทีมโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ ที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆในภาพยนตร์ออกมาทำให้เกิดโลกของ Lost River ได้อย่างน่าสนใจ  แฝงไปด้วยสัญญะทางภาพยนตร์มากมาย เช่นสีของไฟในภาพยนตร์ 


อีกสิ่งหนึ่งที่น่านำมาครุ่นคิดไม่ใช่น้อย ก็คือโลกดิสโธเปียของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างจากโลกดิสโธเปียในภาพยนตร์อย่าง Hunger Games หรือ The Maze Runner เพราะใน Lost River โลกนี้ถูกสร้างขึ้นมาและอธิบายด้วย "จิตวิทยา" ความนึกคิดของตัวละครเสียมากกว่าอธิบายด้วยเหตุผลด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากทีเดียว


ถึงกระนั้นก็ตาม Lost River ก็ยังไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ เอาเข้าจริง นี้เป็นภาพยนตร์ที่มีปัญหาอันน่าเสียดายอยู่พอตัวเลยทีเดียว 




อย่างแรกก็คือตัวบทภาพยนตร์เอง ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงซักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างจะธรรมดามาก หรือประเด็นต่างๆที่ภาพยนตร์พยายามจะสอดแทรกเข้ามา เช่น ด้านมืดของสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง บ้านเมืองที่กฏหมายใช้การไม่ได้ การเติบโตไปสู่ผู้ใหญ่ของเด็ก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งประเด็นเหล่านี้นอกจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆจะเคยพูดถึงมาก่อนแล้ว ภาพยนตร์บางเรื่องก็ยังเล่นและขยี้ประเด็นเหล่านี้ได้ดีกว่า Lost River อยู่มาก


และหนึ่งในสาเหตุที่ประเด็นเหล่านี้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร ก็หนีไม่พ้นตัวผู้กำกับและเขียนบท ไรอัน กอสลิ่ง เอง ที่ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างน่าประทับใจในการกำกับครั้งแรก แต่ฝีมือและประสบการณ์ของเขาก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถทำทุกอย่างให้ลงตัวได้ เช่น ความยืดยาวเกินเหตุของตัวภาพยนตร์ในช่วงกลางเรื่อง ที่ชวนให้รู้สึกว่าตัวภาพยนตร์ย่ำอยู่กับที่ไม่เดินไปไหนซักทีจนเกือบจะจบเรื่อง หรือการเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างตัวละครแม่และลูกของเขาที่ยังขาดชั้นเชิงอยู่มาก ทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตามเท่าที่ควร รวมถึงบางครั้งยังค่อนข้างจะน่าเบื่ออีกด้วย




แต่สุดท้ายแล้ว Lost River ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่แย่เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาทางด้านการขาดประสบการณ์ของผู้กำกับและเขียนบท ไรอัน กอสลิ่ง แต่การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในโลกดิสโธเปียของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนไม่อาจที่จะมองข้ามไปได้


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

The Last Five Years ( 2015 ) Movie Review

The Last Five Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บทเพลงแด่ชีวิตรักของเรา"


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความนิยมของภาพยนตร์เพลง ที่มีต้นฉบับมาจากละครเวที ก็มากขึ้นจนมีให้เห็นกันแทบจะทุกปีเลยทีเดียว จากปีก่อนๆอย่าง Les Miserables และต้นปีนี้กับ Into the Woods ซึ่งทั้งสองภาพยนตร์ก็ค่อนข้างจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายๆคนไม่ใช่น้อย


และคราวนี้ แอนนา เคนดริก นักแสดงสาวสวยผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็กลับมารับบทในภาพยนตร์เพลงอีกครั้งหนึ่ง จากต้นปีที่เธอเพิ่งจะรับบทเป็นซินเดอเรลล่าใน Into the Woods ของดิสนีย์มาหมาดๆ


The Last Five Years เป็นภาพยนตร์ที่พาเราลงไปสำรวจชีวิตคู่ในเวลา 5 ปีของสองพระนาง เคธี่ กับ เจมี่ ผ่านอุปสรรค และปมปัญหามากมาย ที่อาจจบลงอย่างน่าเศร้า



สิ่งที่ดูจะเป็นแสงสว่าง ความหวัง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้นตัวนักแสดงอย่าง แอนนา เคนดริก เอง ตั้งแต่เสียงอันไพเราะ ยันการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอ ซึ่งทำให้เราอยากที่จะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ หรือ อาจจะพูดได้ว่าหลายประการ เพราะปัญหานี้ ก็คือทุกสิ่งๆทุกๆอย่างที่ฉายอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเอง


เนื่องจากทุกสรรพสิ่งบนจอภาพยนตร์มันจืดชืดไปหมด ตั้งแต่งานออกแบบฉาก เสื้อผ้า โปรดัคชั่นดีไซน์ที่ไร้สีสัน น่าเบื่อ หรือ การกำกับภาพที่ย่ำแย่ของภาพยนตร์ เพราะหลายๆมุมกล้องถ่ายออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ซ้ำยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ที่แย่เข้าไปอีก ก็คือการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวละคร ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากๆในภาพยนตร์ Into the Woods แต่ใน The Last Five Years การเคลื่อนไหวเหล่านี้กลับติดๆขัดๆ น่าเบื่อ และไร้ชีวิตชีวา ไม่แน่ใจว่าต้นตอปัญหาของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเนื่องมาจากงบประมาณเพียงแค่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหรือไม่ จึงเป็นเหตุทำให้ทุกๆสิ่งออกมาครึ่งๆกลางๆเช่นนี้


ถึงกระนั้นก็ตาม โชคยังดีที่บทเพลงอันไพเราะหลายๆเพลง และเคมีที่เข้ากันของทั้งสองนักแสดงหลักก็ช่วยพยุงตัวภาพยนตร์ให้น่าดู น่าติดตามได้อยู่บ้าง



นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ของ The Last Five Years ซึ่งผู้เขียนได้ไปค้นหาข้อมูลมาภายหลังจากได้ชมภาพยนตร์ และก็ไปสะดุดกับจุดเด่นของ The Last Five Years ฉบับละครเวทีอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของมัน โดยในฉบับละครเวทีนั้นจะเล่าเรื่องผลัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก เคธี่จะเริ่มเรื่องจากตอนฉากจบของเรื่องเล่าย้อนกลับมาตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก ถ้านับเป็นตัวเลข การเล่าเรื่องของเคธี่ก็เหมือนนับ 10 ย้อนกลับมา 1


ในขณะที่ตัวละคร เจมี่ เล่าเรื่องไล่ตามเวลาปกติ โดยเริ่มจากตอนที่สองคนเจอกันครั้งแรกมาสู่จุดสิ้นสุดของทั้งคู่ หรือก็คือนับเลข 1 ไปถึง 10 ตามปกติ และในแต่ละช่วงของแต่ละคน ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างตรงๆ(คิดง่ายๆว่าไม่มีการร้องเพลงร่วมกัน)อีกด้วย เช่นถ้าหากช่วงนี้เป็นช่วงของ เจมี่ ก็จะมีแต่เพียงเจมี่ที่ร้องเพลงเท่านั้น ส่วนเคธี่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในฉาก หรือถึงมีก็ไม่ได้ร้องเพลงร่วมกัน ยกเว้นฉากแต่งงานซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเรื่องที่ทั้งคู่ดำเนินมาเจอกันพอดี


ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้ในฉบับละครเวที ก็ถูกนำมาใช้ในตัวภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะมาทราบถึงการเล่าเรื่องเช่นนี้ในตอนหลังที่ได้ชมตัวภาพยนตร์รึเปล่า ถึงได้ทำให้รู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ริชาร์ด ลาแกรฟเนสส์   ก็ยังเล่าเรื่องได้จืดชืดมากอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่แปลกใหม่เช่นนี้แล้วก็ตาม 



แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดใน The Last Five Years ก็คงจะหนีไม่พ้นการสอดแทรกเรื่องราวชีวิตรักอันแสนขมขื่น ความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าติดตาม และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด หรือพยายามเรียกน้ำตาจนน่ารำคาญเหมือนภาพยนตร์โรแมนติก/คอเมดี้ เรื่องอื่นๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าผู้สร้าง The Last Five Years ฉบับละครเวที เจสัน โรเบิรต์ บราวน์ ได้นำปัญหาการแต่งงานในชีวิตของตัวเองมาแต่งเป็นละครเวทีจริงๆ และความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ก็ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงสุดท้ายอันแสนข่มขื่นที่ทั้งสองตัวละครหลักร้องพร้อมกันในตอนท้ายซึ่งมีชื่อเพลงว่า "ลาก่อน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ / ฉันไม่อาจที่จะช่วยเธอได้ " (Goodbye Until Tomorrow / I Could Never Rescue You)


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

Child 44 ( 2015 ) Movie Review

Child 44 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"สังคมเขา สังคมเรา"



หลังจากสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Fast and Furious 7 และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสุดท้ายได้เข้าฉายไปเสียที ภาพยนตร์ที่พยายามหนีกระแสมาในสัปดาห์นี้ก็มีหลายต่อหลายเรื่อง แต่แน่นอนว่าหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้ ก็ต้องหนีไม่พ้น Child 44  ที่นอกจากจะได้นักแสดง ทอม ฮาร์ดี้ มารับบทนำแล้ว ยังมี แกรี่ โอลด์แมน มาเสริมทัพอีกด้วย (ทำไมรู้สึกเหมือน The Dark Knight Rises อีกครั้งหนอ)


Child 44 ว่าด้วยเรื่องราวของทหารนายหนึ่งในยุคสตาลิน ที่ต้องตามสืบคดีการฆาตกรรมเด็กอันน่าสยดสยอง แต่ระหว่างนั้นเขากลับพบว่าทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคาดคิดไว้.....




ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องและนักแสดงของภาพยนตร์จะน่าสนใจเอามากๆ Child 44 ก็เป็นภาพยนตร์ที่มีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ ซึ่งนั้นก็คือตัวผู้กำกับ แดเนียล เอสพิโนซ่า


การเล่าเรื่องของเขา เสมือนกับขบวนรถไฟสายหนึ่งที่วนอยู่กับที่ ไม่ไปถึงจุดหมายเสียที และเวลาที่เสียไปกับการวนมาที่สถานีเดิมๆ ก็เสียไปอย่างสูญเปล่า พาเอาความน่าติดตามของภาพยนตร์ลดลงอย่างมาก และยังทำให้ความต่อเนื่องของภาพยนตร์หายไปในหลายๆช่วง เพราะการดำเนินเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนถูกบังคับและจัดวางให้มาถึงจุดนี้ มากกว่าเป็นเพราะเหตุและผลของการกระทำในภาพยนตร์


ซึ่งการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 17 นาที ก็พาทำให้รู้สึกน่าเบื่อและรู้สึกเหมือนกำลังถูกลากสังขารที่กำลังร่อแร่ไปๆมาๆอยู่ตลอดเวลา 


ที่น่าติอีกอย่าง ก็คือการกำกับฉากต่อสู้ต่างๆของเขา ที่ถึงแม้ว่าจะมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่ได้น่าประทับใจเลย หนำซ้ำฉากต่อสู้เหล่านี้ยังเต็มไปด้วยการใช้เทคนิคการตัดต่ออันรวดเร็วจนน่ารำคาญ และยังใช้การสะบัดกล้องไปมาจนพาดูอะไรแทบไม่รู้เรื่อง นี้เป็นเทคนิคการถ่ายทำ ที่ควรจะถูกเลิกใช้ในภาพยนตร์ยุคนี้ได้แล้ว เพราะมันแสดงถึงตัวผู้กำกับที่ไร้ความสามารถในการสร้างสรรค์วิธีการที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์ได้อย่างแท้จริง




สำหรับในด้านของตัวละครและนักแสดงต่างๆแล้ว ทอม ฮาร์ดี้ และ แกรี่ โอลด์แมน ยังคงนำแสดงผลงานได้น่าประทับใจเช่นเคย แต่ในขณะเดียวกัน ในฝั่งของตัวละครร้ายต่างๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครของ โจแอล คินนาแมน หรือ วินเซ็นต์ แคสเซล ก็เต็มไปด้วยตัวละครร้ายอันซ้ำซากจำเจ ไร้มิติ ร้ายเพราะอยากจะร้ายเท่านั้น 


ถึงกระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนนั่งครุ่นคิดตลอดเวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือการที่มันสะท้อนถึงสภาพสังคมโซเวียต ในยุคของสตาลินได้อย่างน่าสนใจ


ไม่ว่าจะความยากลำบากในการใช้ชีวิตนานับประการ สภาพสังคมที่ย่ำแย่ ยุคที่เต็มไปด้วยเด็กกำพร้า และแม้กระทั่งการเมืองทุกฝีก้าวก็ต้องใช้ความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ คือการที่มันพูดถึงยุคสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งเพศสตรีแทบจะไม่มีสิทธิต่อปากต่อคำใดๆทั้งนั้น (ถึงต่อให้พวกเธอมีสิทธิ พวกเธอก็หวาดกลัวจนไม่กล้าอยู่ดี)


แต่ข้อคิดที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับ Child 44 เลย ก็คือการที่มันมีการเปรียบเทียบสภาพสังคมตนเอง กับสังคมผู้อื่น โดยวางสังคมตรงกันข้ามให้เป็นตัวร้าย และวางสังคมของตนเองให้เหนือกว่า ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ได้ตั้งคำถามกลับไปว่า สังคมที่ตกต่ำและเลวร้าย มาจากความเลวร้ายของผู้อื่น หรือ มาจากความเลวร้ายของพวกเราเอง เพียงแต่เราไม่ยอมรับว่าเราเป็นต้นเหตุของความตกต่ำนี้กันแน่ นี้ก็เป็นคำถามที่ชวนให้น่าคิดทีเดียว




ในท้ายที่สุด Child 44 ก็เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงสภาพสังคมโซเวียต ในยุคของสตาลินอันยากลำบากและเคร่งเครียดได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ความน่าสนใจนี้ต้องมาถูกลดทอนลงด้วยการเล่าเรื่องอันย่ำแย่ วนไปวนมา น่าเบื่อ ซ้ำตัวละครร้ายยังซ้ำซากจำเจ จนทำให้ความน่าจดจำของภาพยนตร์เรื่องนี้ ลดลงอย่างมากจนแทบจะไม่เหลืออะไร


Final Score : [ 6 / 10 ] 

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

The Theory of Everything ( 2014 ) Movie Review

The Theory of Everything ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"คำตอบทฤษฏีของทุกสิ่งคือ... "


  ต้องสารภาพเลย ว่าผู้เขียนส่วนตัวก็ไม่ค่อยจะรู้จักประวัติและผลงานของ สตีเฟน ฮอว์คิง มากนัก จริงๆแล้วจะเรียกว่าไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ จะมีก็เพียงเคยได้ยินชื่อหลายต่อหลายครั้งมากก็เท่านั้น

ซึ่งนั้นก็ทำให้ประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ The Theory of Everything ซึ่งเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติของ สตีเฟน ฮอว์คิง ออกมาให้ความรู้สึกที่ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลย


ซึ่งความรู้สึกอันน่าประหลาดใจนี้ ก็มาจากการที่ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะแทบไม่รู้จักตัว สตีเฟน ฮอว์คิง เลย แต่กลับรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครของเขาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาทีในภาพยนตร์ เสมือนเป็นคนที่รู้จักเขาดีแล้วระดับหนึ่ง



The Theory of Everything ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ผ่านชีวิต ความรัก และเส้นทางการพิสูจน์ทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ของเขา ซึ่งนำมาสู่การเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก


และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็มาจากความน่าทึ่งของแต่ละองค์ประกอบต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่แทบจะไม่ด้านไหนน้อยหน้าไปกว่ากันเลย


ตั้งแต่ นักแสดงผู้รับบทเป็น สตีเฟน ฮอว์คิง อย่าง เอดดี เรดเมย์น ที่นำแสดงบทบาทได้อย่างน่าจดจำ และน่าทึ่งเป็นที่สุด ยิ่งคิดว่าการต้องแสดงเป็นบุคคลที่ประสบปัญหาทางด้านร่างกายให้น่าเชื่อถือ มันยากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความน่าทึ่งในการแสดงของเขาจริงๆ 
นอกจากนั้นแล้ว การแสดงของ เฟลิซิตี้ โจนส์ ผู้รับบทเป็นภรรยาของ สตีเฟน ฮอว์คิง ก็สามารถที่จะถ่ายทอดความยากลำบากในการใช้ชีวิตคู่ของเธอได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน


หรือจะเป็นการกำกับของผู้กำกับ เจมส์ มาร์ช ที่สามารถจะเล่าเรื่องราวของสองตัวละครหลักอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง กับ ภรรยาของเขา ซึ่งเผชิญปัญหาต่างๆในชีวิตมากมายได้อย่างน่าสนใจ 
ส่วนใหญ่ๆก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมเขียนบทที่เขียนตัวละครออกมาได้อย่างน่าทึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องขอชม เจมส์ มาร์ช ที่นอกจากจะถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนมนุษย์จริงๆแล้ว การเล่าเรื่องของเขายังไม่บีบคั้นอารมณ์และพยายามบีบน้ำตาจากผู้ชมมากเกินไปจนน่ารำคาญอีกด้วย



และแม้กระทั่งการถ่ายภาพในภาพยนตร์ ก็จัดวางมุมกล้อง และการเคลื่อนไหวของกล้องได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถที่จะถ่ายทอดฉากต่างๆออกมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่ง โดยเฉพาะฉากโรแมนติกในภาพยนตร์ ที่เมื่อนำไปผสมผสานกับเพลงประกอบอันไพเราะชวนเคลิ้ม ก็พาเอาเราถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในจักรวาลต้องมนต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปอีก


เมื่อนำส่วนผสมองค์ประกอบทุกด้านมารวมกัน ก็ทำให้ The Theory of Everything กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ดราม่าที่ดีที่สุด น่าติดตามที่สุด และน่าทึ่งที่สุดในปี 2014 อย่างไม่ต้องสงสัย


แต่ถ้าหากจะมีข้อติซักข้อหนึ่งสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องสิ่งที่มันต้องการจะบอกกับผู้ชม เนื่องจากตัวภาพยนตร์ค่อนข้างจะทะเยอทะยานเอามากๆ ตั้งแต่การจับเรื่องทฤษฏีวิทยาศาสตร์ต่างๆ ปัญหาชีวิตคู่ การตั้งคำถามต่อศีลธรรม คุณค่าของเวลา และอื่นๆอีกมากมาย มาพูดถึงรวมกันในเรื่องเดียว


จึงเป็นเหตุทำให้หลายๆเรื่องมันไปชนกันเองในตอนท้ายสุด เสมือนการจราจรบนถนนที่ติดขัดและขาดซึ่งไฟนำทางที่ดี กลายเป็นว่าพาเอาเราไม่แน่ใจว่าตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดอะไรกันแน่จนภาพยนตร์ต้องพูดออกมาเองตรงๆซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่ใช่น้อย



ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything จะเต็มไปด้วยทฤษฏีวิทยาศาสตร์อันยุ่งยากต่างๆมากมาย หรือการพูดถึงปัญหาชีวิตคู่อันซับซ้อนมากเท่าใด สุดท้ายแล้วสิ่งที่มันให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือคุณค่าของชีวิต ที่ไม่ว่าภายภาคหน้าจะมีปัญหาอันยากเกินจะแก้มากเท่าใด ตราบใดที่เรามีสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตอยู่ เราก็ยังคงมีความหวังที่จะก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นไปหลงเหลืออยู่เสมอ 


Final Score : [ 8.5 / 10 ] 

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

Tyrannosaur ( 2011 ) Movie Review

Tyrannosaur ( 2011 , Paddy Considine )


"ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์"


ต้องสารภาพเลยว่า เนื่องจากเป็นคนที่ดูภาพยนตร์อังกฤษน้อย จึงค่อนข้างจะแปลกใจเล็กน้อยกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยท่าทีที่จริงจัง เคร่งเครียด และประเด็นที่พูดถึงก็หนักหน่วง


Tyrannosaur เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงสังคมที่มีปัญหาของประเทศอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาการถูกคุกคามทางเพศของเด็กและสตรีที่มีให้เห็นกันแทบจะทุกวัน ปัญหาก็คือ ทุกคนในสังคมนั้นทราบถึงจุดนี้กันดี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะลงมือทำอะไรซักอย่าง

และนั้นก็นำมาสู่การพูดถึง "ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์" ในภาพยนตร์ ที่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หน้าไหนก็มีสัญชาติญาณของความเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น ตั้งแต่ผู้ดียันอันธพาล ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ตั้งคำถามถึงความเชื่อในความสูงส่งและความดีงามของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นตัวละครเอกโจเซฟ ที่สารภาพว่าไม่อยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฮันน่าห์เลย อยากที่จะเพียงยืนมองอยู่ห่างๆเท่านั้น เพราะเขาทราบดีว่า ถ้าหากเขารู้จักเธอเข้าจริงๆ เธอจะไม่ได้ "สวยงาม" อย่างที่เขาหวังไว้

ซึ่งสองความสัมพันธ์นี้มันน่าสนใจก็ตรงที่ ทั้งสองตัวละครนี้ แทบจะเป็นสองฝั่งตรงข้ามที่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนหรือใกล้เคียงกันเลย ตัวละครเอกอย่างโจเซฟที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ที่พุ่งพล่าน และมักจะสร้างปัญหาให้กับตัวเอง กับฮันน่าห์ หญิงผู้ดีวัยกลางคน อาศัยอยู่ที่บ้านผู้ดีอันสวยหรู และตัวภาพยนตร์ก็นำความสัมพันธ์นี้มาเสียดสีได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องขอชมทั้งสองนักแสดงหลักในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น โอลิเวีย คอลแมน ที่แสดงเป็นหญิงไร้เดียงสา และโดยเฉพาะปีเตอร์ มุลแลน ที่รับบทเป็นโจเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม

ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ตัวภาพยนตร์พยายามพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง นั้นก็คือการพูดถึงการมีตัวตนของศาสนา ซึ่งเอาเข้าจริงกลับรู้สึกว่าถูกยัดเยียดไปหน่อย และก็ยังขยี้ได้ไม่ดีพอ จนสุดท้ายกลายเป็นประเด็นที่ถูกทิ้งไว้ครึ่งๆกลางๆอย่างน่าเสียดาย

สิ่งที่น่าประทับใจมากที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือความรู้สึกแรกต่อตัวละครเอกในภาพยนตร์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากการกระทำและนิสัยอันไม่น่าคบ แต่พอภาพยนตร์ดำเนินเรื่องไปถึงตอนจบ เรากลับพบว่าตัวภาพยนตร์ทำให้เรารู้สึกว่ามันดึงตัวละครทุกตัวและสังคมในเรื่อง ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินไม่ต่างไปจากความรู้สึกแรกต่อตัวละครเอกเลย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่น่าทึ่งทีเดียว

Final Score : [ A - ]

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

Run All Night ( 2015 ) Movie Review

Run All Night ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"พ่อจ๋าช่วยหนูด้วย" 


  ม่น่าเชื่อเลยว่า สองเดือนที่แล้วนี้เอง ที่เราเพิ่งจะได้เห็น เลียม นีสัน กลับมาเปิดโหมดพระเจ้าไล่กระทืบชาวบ้านในภาพยนตร์ภาคต่อ Taken 3 อยู่หมาดๆ  
รอยเลือดยังไม่ทันจาง เขาก็กลับมาแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นอย่าง Run All Night ต่อเสียแล้ว เรียกได้ว่าเขาเป็นอีกหนึ่งนักแสดงชายสูงวัยที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในตลาดฮอลลีวูดตอนนี้เลยทีเดียว


โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ลุงเลียมก็ได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ โจเม่ โคเลต-เซอร่า อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วถึงสามเรื่องตั้งแต่ Unknown ( 2011 ) , Non-Stop ( 2014 ) และล่าสุด Run All Night ในปีนี้


ซึ่งจริงๆแล้ว ตัวผู้กำกับโจเม่ โคเลต-เซอร่า ก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีฝีมือคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะการให้ความสำคัญในการสอดแทรกข้อคิดต่างๆเอาไว้ในฉากแอ็คชั่นอันสนุกตื่นเต้น เช่นการเสียดสีระบบป้องกันประเทศที่มีช่องโหว่ของสหรัฐอเมริกา ในภาพยนตร์ Non-Stop ( 2014 ) 
ซึ่งแนวทางการกำกับนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่หายากขึ้นทุกทีในภาพยนตร์ประเภทนี้ที่สมัยนี้แทบจะหาเนื้อดีจริงๆได้ยาก



Run All Night ( 2015 , โจเม่ โคเลต-เซอร่า ) ว่าด้วยเรื่องราวของ จิมมี่ ( เลียม นีสัน ) นักฆ่ามือฉกาจที่ดันไปฆ่าลูกชายของผู้มีอิทธิพล ( เอ็ด แฮร์รีส ) เข้าให้ การแก้แค้นจึงบังเกิดขึ้น จิมมี่จึงต้องทำทุกวิถีทางในการเอาชีวิตรอดทั้งตัวเขาและลูกชายของเขา ภายในคืนที่แสนโหดนี้ไปให้ได้ !!


สารภาพเลยว่าตอนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากมันดี อาจจะเป็นเพราะว่าเนื่องจากผลงานล่าสุดของลุงเลียมใน Taken 3 เข้าขั้นเลวร้ายจนแทบจะไม่อยากนึก  และรวมถึงตัวอย่างภาพยนตร์ที่ดูค่อนข้างจะธรรมดาอีกด้วย 
แต่เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้เขียนก็เหมือนจะเริ่มกลับมามีความหวังในตัวภาพยนตร์ของลุงเลียม นีสันอีกครั้ง เพราะ Run All Night เป็นภาพยนตร์ที่น่าประทับใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว


โดยเฉพาะในด้านการสร้างตัวละครต่างๆ ที่ผู้เขียนบท แบรด อิงเกิลสบี สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เพราะตัวละครทั้งหลายในภาพยนตร์ มีมิติเสมือนมนุษย์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทัศนะคติ บุคลิก ประสบการณ์ และเหตุผลในการมีตัวตน 
ตัวละครเหล่านี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่ติดขัด 



แต่ตัวละครที่ดูจะโดดเด่นเหนือคนอื่นๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวละครของสองนักแสดง เลียม นีสัน กับ เอ็ด แฮร์ริส ที่มีสถานะของความเป็นพ่อในภาพยนตร์เหมือนๆกัน แต่กลับต้องมาปะทะกัน และตัวภาพยนตร์ก็นำจุดเด่นนี้มาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้มันกลายเป็นอะไรที่ช่างน่าติดตามเหลือเกิน ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องขอชมการแสดงของทั้งคู่ที่ค่อนข้างจะดีทีเดียว




กระทั่งการเล่าเรื่องของผู้กำกับ โจเม่ โคเลต-เซอร่า ก็ตื่นเต้นน่าติดตามอยู่ตลอดเวลา และการให้ความสำคัญต่อเรื่องราวในภาพยนตร์ของเขา ตั้งแต่การเล่าถึงจุดเหมือน จุดแตกต่าง และความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งสุดท้ายนำมาสู่ปมขัดแย้งใหญ่ของเรื่อง ก็ทำให้ตัวภาพยนตร์รู้สึกว่ามีอะไรให้คิดตลอดเวลา รวมถึงบทสรุปของเรื่อง ที่นำมาสู่ข้อคิดของภาพยนตร์ซึ่งมีน้ำหนักเหตุผลอันน่าเชื่อถือ ถ้าหากจะมีข้อติถึงการกำกับของเขาซักข้อ ก็คงจะเป็นเรื่องการใช้ข้อแม้ "เอาชีวิตรอดภายในคืนเดียว"ในภาพยนตร์ให้เป็นประโยชน์กว่านี้ เพราะในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่เพียงพอในการนำเงื่อนไขหรือข้อแม้ชุดนี้ออกมาใช้เลย นอกจากมันดูน่าตื่นเต้นดี



สุดท้ายแล้ว Run All Night ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงภาพยนตร์แอ็คชั่นสนุก ตื่นเต้นธรรมดา แต่เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นเนื้อดีอีกด้วย ซึ่งก็ต้องขอชมผู้กำกับ และผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่สามารถถ่ายทอดชุดความคิดนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ซึ่งตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ก็ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองตัวสำคัญ จนนำมาสู่ชุดความคิดที่พูดถึง ความรักของผู้เป็นพ่อที่มีต่อลูก ไม่ว่าลูกของพวกเขาจะชั่วช้าเลวทราม หรือโกรธเกลียดตนเองเท่าไร คนเป็นพ่อก็พร้อมที่จะให้อภัยและพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกของตนเสมอ ถึงแม้ว่านั่นอาจจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเขาก็ตาม..


Final Score : [ B + , 7.5 / 10 ]