แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Thriller แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Thriller แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

The Shallows (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


สำหรับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว ภาพความสยดสยองและความน่ากลัวของฉลาม ปฏิเสธได้ยากว่าเริ่มมาจากภาพยนตร์อย่าง Jaws ในปี 1975 ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งปลุกกระแสและสร้างภาพความโหดร้ายให้กับผู้ล่าอันแสนฉกาจในผืนน้ำนี้แก่ผู้ชมมากมายทั่วโลก จนนำมาสู่ภาคต่ออีกหลายภาค

ยันไปจนภาพยนตร์ประเภทฉลามทั้งหลาย ที่แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีมาให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งที่ดูจะเป็นกระแสก่อนหน้า Shallows ในเร็วๆนี้ ก็คงหนีไม่พ้น Sharknado ที่จำกัดข้อเสียเปรียบของฉลามที่จำเป็นจะต้องอยู่ในเฉพาะน้ำไปอย่างหมดสิ้น

The Shallows มีความคล้ายคลึงกับ Sharknado ตรงที่มันเล่นกับขีดจำกัดหรือจุดที่เราเคยคิดว่าปลอดภัยได้อย่างดี คล้ายๆกับ Paranormal Activity ซึ่งทำลายความคิดที่ว่าบ้านของเรา ห้องนอนของเราเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ใครจะคิดล่ะว่า ฉลามสุดน่ากลัวจะมาจู่โจมเราในที่ตื้นๆเช่นนี้ได้
อย่างไรก็ตามองค์ประกอบหลายส่วนของ The Shallows ก็ดูจะตื้นพอๆกับชื่อภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับที่แสนธรรมดา จังหวะจะโคนในการหลอกล่อผู้ชมที่เดาง่ายแสนง่าย

การเล่าเรื่องที่ใช้มุข 'Instagram + Skype' เป็นตัวปูเรื่องค่อนข้างเยอะ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร แต่ในอีกมิติหนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันให้อะไรใหม่หรือแตกต่างจากการเล่าเรื่องตรงๆทั่วไปเท่าไรนักเช่นกัน

ในด้านบทภาพยนตร์ถือว่าพอรับได้ ขีดเขียนตัวละครมาได้น่าสนใจเพียงพอ และวางสถานการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างดี แต่ภาพรวมมันก็ยังเป็นได้แค่ภาพยนตร์เอาชีวิตรอดจากฉลามทั่วไปอยู่ดี ที่สำคัญคือความลุ้นระทึกหลังจากกลางเรื่องก็ดรอปลงไปเรื่อยๆนำมาสู่จุดไคลแม็กซ์ที่จืดชืด ซึ่งอาจเป็นผลมาจากทุนสร้างที่น้อย ทำให้ไม่สามารถเล่นอะไรได้มากมายนัก
แต่ถือได้ว่าเป็นโชคดีชนิดปิดตาซื้อหวย ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงอย่าง เบลค ไลฟ์ลีย์ มารับบทนำ ด้วยความเซ็กซี่ ความน่ารัก และการแสดงที่น่าเอาใจช่วยของเธอ ทำให้เรื่องราวและฉากลุ้นระทึกเฉียดโดนฉลามแดกทั้งหลายในภาพยนตร์ ดูมีความหมายขึ้นมาอย่างทันใด

สุดท้ายแล้ว The Shallows ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ที่จัดอยู่ในระดับพอใช้ได้ มันไม่ได้นำเสนออะไรสดใหม่เท่าไรนัก แต่จุดหลายจุดก็สอบผ่านไปได้ด้วยการนำแสดงของ เบลค ไลฟ์ลีย์

หากเทียบกับผลงานกำกับล่าสุดของ โจว์เมย์ โคเล็ท เซอร่า อย่าง Run All Night (2015) แล้ว The Shallows ดูจะเป็นผลงานที่ฝีมือตกลงมานิดหน่อย แต่ก็ยังค่อนข้างมีคุณภาพเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ฉลามในหลายปีที่ผ่านมา เฉกเช่น Shark Night 3D (2011), Bait (2012)

------ บทความวิเคราะห์ (SPOILER!!) -------

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของ The Shallows ดูจะเป็นการจู่โจมของสัตว์ร้ายต่อมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แต่แท้ที่จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตำหนิหรือสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใดมากไปกว่าการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติอีกแล้ว

ภาวะโลกร้อน แก๊ซเรือนกระจก ท้องทะเลที่กำลังถูกทำลาย สัตว์ทั้งหลายต่างล้มตาย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่าน The Shallows ไม่ว่าจะมาจากปลาวาฬที่เกยตื้นมาเสียชีวิตเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของธรรมชาติ

หรือกระทั่งเจ้าฉลามสุดโหดในเรื่องเอง ก็เป็นเหยื่อของการกระทำจากมนุษย์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นมาจากความอภิมหาซวยของตัวละครเอก แต่ส่วนใหญ่คือแท่งเหล็กซึ่งทิ่มแทงลงไปตรงปากฉลาม แสดงให้เห็นถึงสภาวะของสัตว์ที่ดูแสนดุร้ายตัวนี้ว่าตัวมันไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งถูกทำร้ายจากน้ำมือของมนุษย์

สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาที่แท้จริงของ The Shallows ว่ามันไม่ได้เป็นภาพยนตร์เอาชีวิตรอด แต่เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการเอาคืน การแก้แค้นของธรรมชาติต่างหาก!!

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

It Follows ( 2015 ) Movie Review



It Follows ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"มันจะตามมา"


 ะเรียกได้ว่าเป็นอีกปีหนึ่งของคอหนังสยองขวัญก็ว่าได้ จากปีที่ผ่านๆมามีภาพยนตร์อย่าง The Conjuring ที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์สยองขวัญยุคเก่า หรือ The Babadook สุดยอดภาพยนตร์สยองขวัญสัญชาติออสเตรเลียที่ถ่ายทอดเรื่องราวจิตวิทยา ความสูญเสียของคนในครอบครัว ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตรึงตาตรึงใจ ซึ่ง It Follows ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์สยองขวัญที่พยายามจะสร้างความประทับใจให้กับวงการภาพยนตร์สยองขวัญอีกครั้งหนึ่ง


It Follows ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่นที่พบว่าตัวเธอกำลังถูกอะไรบางอย่างตามมาอย่างไม่หยุดพัก ท่ามกลางภัยอันตรายที่อาจจะมาจากทิศใดเวลาใดก็ได้ เธอจึงต้องหาทางรอดชีวิตไปให้ได้




ต้องขอพูดก่อนเลย ว่าถ้าหากพูดถึงในด้านของอารมณ์ต่างๆในภาพยนตร์ ความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก It Follows ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สอบผ่านคาบเส้น หรือเกือบจะตกด้วยซ้ำไป


จากในช่วงต้นเรื่องที่ตัวภาพยนตร์เล่าเรื่องออกมาได้อย่างตื่นเต้น ด้วยการเคลื่อนไหวของกล้องอันน่าทึ่ง เทคนิคถ่ายต่อเนื่อง Long Take อันตระการตา และความที่ตัวภาพยนตร์ทำให้เรารู้สึกว่าผีปีศาจตนนี้จะมาจากทิศทางไหนในภาพยนตร์ก็ได้ ก็พาเอาเราพยายามกวาดสายตามองถึงผีตนนี้อยู่แทบจะทุกวินาทีในภาพยนตร์แบบไม่หยุดหย่อน ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ใช้ที่ว่างหรือ Space ในภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม


แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง ตัวภาพยนตร์ก็ยังคงใช้มุขเดิมซ้ำๆซากๆ รวมถึงฉากผีตุ้งแช่ Jump Scare ที่มีโผล่มาให้รำคาญอยู่บ้างเป็นระยะๆ จึงทำให้รู้สึกว่าภาพยนตร์นั้นเดินย่ำอยู่กับที่ สร้างความน่าเบื่ออยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะฉากจุดสูงสุด Climax ท้ายเรื่องที่ไม่ได้รู้สึกน่าตื่นเต้นแต่อย่างใดเลย



ที่น่าสนใจ ก็คือความที่ It Follows เป็นภาพยนตร์ที่แทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลกับผู้ชมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากเลย เช่น ใครเป็นคนเริ่มวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุดนี้คนแรก ผีตนนี้ต้องการอะไร มีวิธีไหนที่จะกำจัดหรือหลบผีตนนี้อย่างตลอดกาลได้ไหม หรือกระทั่งความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวแบบฉับพลันที่ว่า ทำไมเหล่าตัวละครเอกจึงไม่ลองหนีไปทางเรือ หรือ เครื่องบินมันซะเลย ก็เป็นอะไรที่คอยแทรกเข้ามาในหัวระหว่างชมอยู่ตลอดเวลา


แต่เป็นไปได้หรือไม่ ว่านั้นเป็นสิ่งที่ผู้กำกับต้องการอยู่แล้ว  เพราะเมื่อลองมานั่งครุ่นคิดดู ส่วนหนึ่งตัวผู้กำกับอาจจะไม่ต้องการที่จะให้เหตุผลหรือหลักการอะไรกับผู้ชมมากจนเกินไป และอยากให้ผู้ชมเพ่งเล็งไปในสิ่งที่ตัวผู้กำกับ หรือ ทีมผู้สร้างต้องการจะสื่อถึงจริงๆ 




ซึ่งนั้นก็คือการสะท้อนถึงการแบกความรับผิดชอบจากทุกๆการกระทำในชีวิตมนุษย์ที่จะคอยตามหลอกหลอนเราไปไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าการกระทำนั้นจะดีหรือเลว และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดเลย ก็คือความจริงที่เราไม่อาจจะหนีพ้นสิ่งๆนี้ได้นั้นเอง


Final Score : [ 7 / 10 ] 

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Black Sea ( 2015 ) Movie Review


Black Sea ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ห้วงทะเลมืดของระบบชนชั้น"



   จริงๆก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ที่ภาพยนตร์ระทึกขวัญอย่าง Black Sea มาเข้าฉายในบ้านเราช่วงนี้ เนื่องจากต่างประเทศฉายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความน่าชมของภาพยนตร์เรื่องนี้ลดลงแต่อย่างใด


 Black Sea ว่าด้วยเรื่องราวของโรบินสัน ลูกจ้างตกงาน ที่รวมตัวกับลูกจ้างคนอื่นๆวางแผนการใช้เรือดำน้ำเพื่อลงไปหาทองในเรือใต้ท้องสมุทร แต่ระหว่างนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียด ธาตุแท้ของทุกคนก็เริ่มที่จะเผยออกมาทีละเล็กทีละน้อย



ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Black Sea เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึก สนุก ตื่นเต้น และลุ้นระทึกในระดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลายส่วนก็ต้องขอชมผู้กำกับ เควิน แมคโดนัลด์ ที่เล่าเรื่องได้อย่างน่าตื่นเต้น และผู้ตัดต่อภาพยนตร์ จัสทีน ไรท์ ที่ทำให้จังหวะต่างๆในภาพยนตร์ออกมาน่าตื่นเต้น น่าติดตาม 


อีกสิ่งหนึ่งที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับการเป็นหน้าตาของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น นักแสดงนำ จู๊ด ลอว์ ที่แสดงผลงานได้น่าประทับใจไม่ใช่น้อย ซึ่งทำให้ตัวละครที่ค่อนข้างจะจืดชืดของเขาน่าสนใจขึ้นมาบ้าง


ถึงกระนั้นก็ตาม มีหนึ่งสิ่งที่ Black Sea ประสบปัญหาอย่างร้ายแรง ซึ่งจุดๆนี้ก็คือ บทภาพยนตร์ที่สุดแสนจะเชย ซ้ำซาก ขาดความสดใหม่อย่างรุนแรง จนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกสรรพสิ่งที่ตัวภาพยนตร์เล่าออกมา เราเคยเห็นมาก่อนแล้วในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ตั้งแต่ จุดหักมุมที่เดาแสนง่าย การดำเนินเรื่องอันซ้ำซาก



หรือ ตัวละครต่างๆนานา เช่น จะต้องมีตัวละครที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ต้องมีตัวละครสูงอายุ จะต้องมีการแตกแยกแบ่งเป็นกลุ่มๆ สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้ก็คือต้องมีตัวละครที่คอยทำหน้าที่ยุแหย่ชาวบ้านให้เขาแตกคอกัน (และก็ต้องมีตัวละครซักตัวที่โง่ทำตาม) ซึ่งในบางช่วงความซ้ำซากนี้ก็พาให้รู้สึกน่ารำคาญอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะในหลายๆจังหวะที่ตัวภาพยนตร์พยายามยัดเยียดมันเข้ามามากเกินไป  


ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าเสียดาย ที่ปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างจะมาดึงความสนุกของภาพยนตร์ลงเยอะพอสมควร โดยเฉพาะการทำให้ฉากที่ควรจะน่าจดจำ ชวนขนลุก กลายเป็นฉากที่ดูเชยๆเหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์เมื่อเกือบสิบปีที่แล้วไปแทน




แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Black Sea ถ่ายทอดได้น่าสนใจ น่านำไปครุ่นคิดมากที่สุด ก็คือการเสียดสีระบบทุนนิยม ความแตกต่างของเชื้อชาติ และการพูดถึงความไม่เป็นธรรมของระบบชนชั้นในสังคม  ในขณะที่ชนชั้นแรงงานต้องถูกใช้งานอย่างลากเลือด ได้ค่าแรงอันน้อยนิด  ชนชั้นสูงกลับอยู่อย่างสุขสบาย พร้อมที่จะเขี่ยหรือแย่งสิ่งที่รักของชนชั้นที่ตำกว่าตนมาได้อย่างไม่ใยดี ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งที่กลุ่มชนชั้นต่ำกว่าจะทำได้ ก็มีเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอันแสนโหดร้าย และไม่ยุติธรรมของพวกเขาอย่างทรมาณก็เท่านั้น 


Final Score : [ 7 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Unfriended ( 2015 ) Movie Review

Unfriended ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ผีทะลุเฟซบุ๊ก"



             ถ้าหากจะพูดว่า ยุคสมัยโลกของเรานั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบจะตามไม่ทันเหลือเกิน ก็คงจะดูไม่เป็นคำที่เกินเลยไปมากนัก จากยุคที่เราตื่นเต้นกับมือถือเครื่องขนาดปาใส่หัวใครก็คงมีเข้าโรงพยาบาล ยันโทรศัพท์มือถือสุดแสนฉลาดสมารท์โฟน และการมาของโซเชียลมีเดีย Facebook , Twitter , Instagram , Skype และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โซเชียลมีเดียเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของเราในแบบที่เราแทบจะขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว (ผู้เขียนไม่มีอินเตอร์เน็ตซักวันนี้แทบจะชักดิ้นเลยทีเดียว)


Unfriended ว่าด้วยเรื่องราวของ แบลร์ หญิงสาววัยรุ่นที่ซึ่งไปเจอเข้ากับวิดีโอที่มีเนื้อหาการฆ่าตัวตายของหญิงสาวที่มีชื่อว่า ลอร์ร่า เข้าให้ แต่หลังจากที่เธอได้ชมวิดีโอนั้น เธอกลับพบว่ามีอะไรบางอย่างได้ติดตามตัวเธอมา ตัวเธอและเพื่อนของเธอจึงต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ต้องบอกก่อนเลย ว่าถ้าหากท่านใดที่คาดหวังว่า Unfriended จะเป็นภาพยนตร์ที่มีบทเรื่องราวหรือตัวละครอันสดแปลกใหม่แล้ว ท่านก็คงจะผิดหวังอย่างแน่นอน จากความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างจะซ้ำซาก และเดาง่ายอยู่มาก เต็มไปด้วยเรื่องราวการกระทำของตัวละครวัยรุ่นสมองเบาที่ในบางครั้งทำให้เราสับสนถึงการกระทำอันแสนโง่เขลาของพวกเขา หรือ ตรรกะในตัวภาพยนตร์เองหลายส่วนที่ชวนสับสนน่าตั้งคำถามสุดๆ ซึ่งเอาเข้าจริง แทบจะทุกสิ่งเหล่านี้ เราเคยเห็นกันมาแล้วในภาพยนตร์สยองขวัญไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง


แต่ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า Unfriended จะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สนุกแต่อย่างใด กลับกันเลย นี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่ สนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม และน่ากลัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปีนี้เลยทีเดียว



ซึ่งเหตุผลที่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับผู้กำกับ เลอแวน กาเบรียดเซ ที่เล่าเรื่องราวผ่านหน้าต่างคอมพิวเตอร์ได้อย่างน่าติดตามสุดๆ สามารถที่จะสร้างบรรยากาศอันน่ากลัว กดดัน ตื่นเต้นและน่าติดตาม โดยใช้ลูกเล่นในคอมพิวเตอร์ต่างๆ ตั้งแต่หน้าต่างการปิด/เปิดโปรแกรม การดูคลิปต่างๆ ไปจนถึงการใช้โซเชียลมีเดีย ที่เรียกได้ว่าคล้ายคลึงกับการใช้งานของวัยรุ่นทั่วๆไป ทำให้เรารู้สึกเสมือนหลุดไปเป็นหนึ่งในตัวละครนั้นๆ ทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับชะตากรรมอันน่าสลดของตัวละครได้อย่างสุดขีด 



ในที่สุดท้ายแล้ว Unfriended ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียของโลกอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นแล้วยังพูดถึง การปกปิดความลับ และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กระทำหลายๆสิ่งลงไปด้วยความคึกคะนองปราศจากการคำนึงถึงผลที่ตามมาอีกด้วย ถึงแม้ว่าประเด็นและการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จะซ้ำซากและไม่ค่อยน่าจดจำซักเท่าไรนัก แต่ความพยายามในการถ่ายทอดและความสนุก ตื่นเต้นที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

The Imitation Game ( 2014 ) Movie Review

The Imitation Game ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"The Imitation Game คือภาพยนตร์ชีวประวัติที่น่าติดตาม ลึกซึ้งและน่าจดจำมากที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี 2014 "



                 
                 กล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วนะครับสำหรับวันประกาศผลรางวัลเวทีชื่อดังอย่างออสการ์ซึ่งจะประกาศผลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ส่วนเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ก็มีการประกาศผลรางวัลมากมายทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันปีนี้ยังคงดุเดือดทีเดียว ตั้งแต่ Boyhood , Birdman ,  Whiplash , American Sniper , Foxcatcher หรือ Selma แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษอย่าง Theory of Everything และ The Imitation Game เข้ามาร่วมแข่งขันอีกด้วยซึ่งเรียกได้ว่าทำให้สนามแข่งขันครั้งนี้ดุเดือดและเดาได้ยากจริงๆ


The Imitation Game ว่าด้วยเรื่องราวของ อลัน ทัวริ่ง นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะซึ่งพยายามหาทุกวิถีทางในการไขรหัสลับของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งนี้อาจจะเป็นกุญแจชิ้นสำคัญที่สุดในการเอาชนะสงครามครั้งนี้ก็เป็นได้



ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากทีเดียวสำหรับผู้กำกับชาวนอร์เวย์ มอร์เทน ไทล์ดัม ที่เคยมีผลงานหลักๆเป็นภาพยนตร์นอร์เวย์ แต่ต้องกระโดดข้ามมากำกับภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษทันทีเลย แถมยังได้รับงานที่หนักหน่วงและท้าทายอย่างมากอีกด้วย จากบทภาพยนตร์ของ Imitation Game ซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อน เพราะต้องถ่ายทอดทั้งในด้านของประวัติศาสตร์ สภาพสังคม และในด้านของจิตใจตัวละครที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง แถมยังต้องเจอพลังนักแสดงนำแถวหน้าตั้งแต่ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ , คีร์รา ไนท์ลีย์ , มาร์ก สตรอง และชาร์ลส์ แดนซ์ อีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการทดสอบฝีมือครั้งใหญ่ของผู้กำกับท่านนี้ทีเดียว


ซึ่งถ้าหากนี้เป็นการทดสอบจริงๆแล้วล่ะก็ ผู้กำกับ มอร์เทน ไทล์ดัม ก็คงจะผ่านฉลุยอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ว่าการตัดสลับเล่าเรื่องอาจจะยังไม่ลื่นไหลเต็มร้อยนัก แต่เขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องในด้านของประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งส่งผลต่อประเทศอังกฤษและทั้งยุโรปหรือสร้างภาพลักษณ์ของสังคมในยุคนั้นเขาก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ น่าติดตาม




แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แน่นอนว่าหนีไม่พ้นตัวละครอย่าง อลัน ทัวริ่งเอง ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวในด้านของบุคลิก นิสัยอันแปลกแยกและถูกสังคมรังเกียจของเขา แต่ที่สำคัญเลย ก็คือการถ่ายทอดประเด็นรักร่วมเพศของเขา ซึ่งเป็นเหตุส่งผลทำให้การใช้ชีวิตและการทำงานของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก ยิ่งผนวกเข้ากับการแสดงที่น่าจดจำและยอดเยี่ยมที่สุดในตอนนี้ของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะคอยเอาใจช่วยตัวละครเอกนี้ให้ผ่านพ้นภัยอันตรายและวิกฤตทั้งหลายที่เขาประสบเจอไปได้



เป็นที่น่าตกใจไม่ใช่น้อยสำหรับตัวผู้เขียน ที่ประเด็นรักร่วมเพศนี้เอง กลายเป็นประเด็นหลักที่ตัวภาพยนตร์พยายามสื่อถึงและให้ความสำคัญมากที่สุด แทนที่จะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์อย่างที่ผู้เขียนคาดเอาไว้ตอนแรก เพราะถึงแม้ว่าในด้านหนึ่ง The Imitation Game จะเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเชิดชูประเทศอังกฤษ แต่ในอีกด้านหนึ่งตัวภาพยนตร์ก็เสียดสีกฏหมายรักร่วมเพศในช่วงยุคนั้นของประเทศอังกฤษ ตั้งคำถามและเสียดสีสังคมเกี่ยวกับประเด็นคนรักร่วมเพศและทัศนะคติรักร่วมเพศว่าเป็นสิ่งที่ผิดมากจนสังคมจะต้องเมินหน้าหนีรวมถึงลงโทษอย่างหนักหน่วงหรือไม่ ซึ่งข้อความนี้ก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังและน่าจดจำมากทีเดียว เนื่องจากการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของผู้กำกับ มอร์เทน ไทล์ดัม และการนำแสดงอันยอดเยี่ยมของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์





ถึงแม้ว่าในการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำที่ผ่านมา  The Imitation Game อาจจะพลาดไปเสียทุกสาขาก็ตาม แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเรื่องนี้น่าจดจำน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย ด้วยบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม ประเด็นที่น่าคิด ตัวละครที่น่าสนใจและการแสดงของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์อันน่าจดจำ เป็นผลทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง


Final Score : [ A ] 

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

Blackhat ( 2015 ) Movie Review

Blackhat ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ไม่น่าเชื่อว่าผลงานอันสับสน น่าเบื่อและยังไม่เสร็จดีนี้จะอยู่ในการควบคุมของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ไมเคิล มานน์"


    ดูเหมือนว่าคำสาปแห่งเดือนมกราคมฮอลลีวูด ก็ยังคงไม่ไปไหน และยังคงแผ่มาถึงภาพยนตร์แอ็คชั่นเช่นเคย แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ การที่ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในการควบคุมและกำกับโดยผู้กำกับมากฝีมือคนหนึ่งของฮอลลีวูดอย่าง ไมเคิล มานน์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์แอ็คชั่นยอดเยี่ยมมากมายไม่ว่าจะเป็น  Heat ปี 1995 , Ali ปี 2001 , Collateral  ปี 2004 , Miami Vice ปี 2006 หรือ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง Public Enemies ปี 2009 


Blackhat ว่าด้วยเรื่องราวของ นิค กับเพื่อนๆของเขาที่จะต้องร่วมมือกับตำรวจในการตามล่าหาอาชญากรไซเบอร์ซึ่งสร้างความปั่นป่วนและหายนะไว้มากมายทั่วโลก



สิ่งแรกที่ผู้เขียนรู้สึกถึงหลังจากที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบเลย ก็คือความสงสัยที่ว่าผู้กำกับอย่าง ไมเคิล มานน์ ปล่อยภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในสภาพที่เป็นอยู่ได้อย่างไรกัน เพราะสภาพของ Blackhat ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือผลงานอันสับสน น่าเบื่อและเหมือนยังสร้างไม่เสร็จดี


โดยเฉพาะทางด้านของ Post-Production ตั้งแต่การตัดต่อ การใส่เสียงประกอบ และการใส่เทคนิคอื่นๆซึ่งออกมาสุกเอาเผากินอย่างมาก ซึ่งทำให้ฉากต่างๆในภาพยนตร์ที่เกือบจะตลอดเวลาไม่มีการใส่เสียงหรือเพลงประกอบเข้ามาเลย ให้ความรู้สึกแห้งแล้งและน่าเบื่อ ซึ่งเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดสำหรับภาพยนตร์ประเภทนี้


อีกอย่างหนึ่งที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อย ก็คือเวลาที่ตัวภาพยนตร์มีการเข้าฉากแฮคต่างๆนาๆทีไร ก็มักจะมีการใส่ฉากที่พาเราเข้าไปในคอมพิวเตอร์และก็มีแสงวิ่งไปวิ่งมา เสมือนเป็นตัวแทนคำพูดที่ว่า "เนี้ยกำลังแฮคอยู่นะ"ทุกที ซึ่งฉากๆนี้พาเอารู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ไมเคิล มานน์ ไม่มีความสามารถในการที่จะทำให้ผู้ชมตื่นเต้นไปกับฉากการแฮคต่างๆในภาพยนตร์ได้ จึงต้องหันมาพึ่งฉากแสงวูบวาบอันน่ารำคาญนี้แทน



ในด้านของบทภาพยนตร์ก็ถือได้ว่าค่อนข้างจะกึ่งดีกึ่งร้าย ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่บทค่อนข้างจะซ้ำซากอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับเลวร้ายจนทนดูไม่ได้ 
เพียงแต่ว่าวิธีการเล่าเรื่องและวิธีที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นและสนใจไปกับบทชิ้นนี้ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ การใส่เสียงประกอบ การกำกับ หรืออื่นๆ ค่อนข้างจะทำออกมาได้เลวร้ายจนทำให้เราไม่รู้สึกอยากที่จะติดตามซักเท่าไรนัก


สิ่งที่เป็นตัวคอยฉุดตัวภาพยนตร์ลงมาเรื่อยๆอีกสิ่งก็คือตัวละครอันสุดแสนจะซ้ำซากของภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้าย เพื่อนพระเอก หรือแม้กระทั่งนางเอกที่ไม่ได้น่าสนใจและน่าเอาใจช่วยซักเท่าไรนัก ที่สำคัญก็คือความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกซึ่งล้มเหลวสุดๆ ตั้งแต่นักแสดงซึ่งเคมีไม่ค่อยจะเข้ากันซักเท่าไร และยังตัวบทที่พยายามยัดเยียดความรักของพวกเขาทั้งสองคนเข้ามาให้ผู้ชมจนทำให้เราไม่มีทางเลือกนอกจากที่จะเมินหน้าหนี



คงจะมีเพียงสองสิ่งเท่านั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ไม่ได้อยู่ในระดับหายนะไปซะทีเดียว อย่างแรกก็คือการแสดงของ คริส เฮมส์เวิร์ธ และ วิโอลา เดวิส ซึ่งค่อนข้างจะดีทีเดียว และเราก็น่าจะเห็นถึงความพยายามของพวกเขาได้อยู่บ้าง

อีกสิ่งก็คือการกำกับฉากแอ็คชั่นและต่อสู้ต่างๆในภาพยนตร์ ซึ่งพอที่จะให้ความสนุกและพอที่จะทำให้ผู้เขียนมองเห็นถึงเศษเสี้ยวฝีมือที่แท้จริงของ ไมเคิล มานน์ ได้บ้าง

แต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยฉุด Blackhat ขึ้นมาจากความหายนะและความน่าเบื่อที่ยาวนานถึง 133 นาทีได้ซักเท่าไรนัก


ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว Blackhat กลายเป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกสับสน น่าเบื่อและยังไม่เสร็จดี ตั้งแต่การตัดต่อหรือการใส่เสียงประกอบที่สุกเอาเผากิน ฉากแฮคข้อมูลที่มีแสงวิ่งไปมาอันน่ารำคาญ ตัวละครที่ซ้ำซาก ความรักของสองพระนางที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สอนให้ผู้เขียนได้รู้ว่า แม้ผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าได้ในเดือนมกราคมสุดอาถรรพ์ และเพศหญิงซึ่งยอมสยบให้แก่เพศชายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามได้ทุกเวลา ทุกสถานที่


Final Score : [ D ]

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Before I Go to Sleep ( 2014 )

Before I Go to Sleep ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz 



"ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการร่วมงานกันของสองดาราออสการ์ชื่อดัง แต่นั้นก็ไม่ได้ฉุดตัวภาพยนตร์ขึ้นมาจากกับดักที่มีชื่อว่า "ความซ้ำซาก" ได้เลยแม้แต่น้อย"


  ในปีนี้หรือในหลายๆปีที่ผ่านมา สำหรับตัวผู้เขียนเอง ต้องพูดเลยว่ารู้สึกเสียดายกับภาพยนตร์หลายๆเรื่องอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อมองจากเนื้อผ้าหรือแนวทางที่มันกำลังจะไป มันดูเป็นอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ แต่ในท้ายที่สุดภาพยนตร์เหล่านี้หลายๆเรื่องก็ล้มเหลวในการถ่ายทอดมันออกมา ถึงแม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยโอกาศหรือความเป็นไปได้ซักเท่าไรก็ตาม 


อย่างเช่น Dracula Untold ที่นำเสนอเรื่องราวของแดร็กคูล่าในฉบับจริงจังและบิดเรื่องเล่าหรือตำนานได้อย่างน่าสนใจ แต่พอเอาเข้าจริงตัวภาพยนตร์กลับเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นเหนือจริงแทบจะทั้งเรื่อง โดยไม่มีเวลาให้ตัวมันเองได้นั่งลงแล้วเล่าเรื่องจริงๆจังๆเสียที ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายเสียทีเดียว


Before I Go to Sleep เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากหนังสือนวนิยายในชื่อเดียวกันของ เอส.เจ วัตสัน (ซึ่งผู้เขียนไม่เคยอ่าน) ที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสามารถจะเก็บความทรงจำได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเมื่อเธอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นเธอจะจำอะไรไม่ได้ในวันก่อนหน้าอีก วันหนึ่งเธอได้พบว่าเหตุการณ์ในอดีตของเธออาจจะเต็มไปด้วยความลับอันน่าสะพรึ่งกลัวกว่าที่เธอคาดคิดเอาไว้


ต้องสารภาพก่อนเลยว่า ในช่วง 1 ชั่วโมงแรกของตัวภาพยนตร์ เอาเข้าจริงมันก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว ด้วยการเล่าเรื่องที่พอไปวัดไปวาได้ของผู้กำกับโรแวน จ็อฟฟ์ รวมถึงตัวบทที่น่าสนใจในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าดึงดูดความสนใจของตัวผู้เขียนได้มากที่สุด ก็คือสองนักแสดง นิโคล คิดแมน กับ โคลิน เฟิร์ธ ซึ่งทั้งคู่ก็นำแสดงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโคลิน เฟิร์ธที่จัดได้ว่าแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมถึงขนาดที่ผู้เขียนอยากให้ตัวละครของโคลิน เฟิร์ธมาเป็นตัวเอกแทนเสียด้วยซ้ำไป 


ในช่วงแรกของตัวภาพยนตร์จริงๆแล้ว ในด้านดราม่าชีวิตมันก็ถือได้ว่าถ่ายทอดเรื่องราวได้น่าสนใจทีเดียว ด้วยเรื่องราวที่ว่าถึงความเจ็บปวดของสามีที่ทุกๆวันจะต้องตื่นมาพบว่าภรรยาของตัวเองลืมตัวเขารวมถึงอดีตต่างๆไปทั้งหมด โดยเฉพาะเวลาเมื่อภรรยาของเขาถามถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดมันเป็นอะไรที่คอยกัดกินและทำร้ายจิตใจของเขาทุกวัน ลองนึกดูสภาพถ้าหากคุณจะต้องตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับตัวเอกในเรื่องนี้มันคงจะเป็นความเจ็บปวดที่เกินคำบรรยายน่าดู รวมถึงการแอบแฝงผสมผสานความเป็นปริศนาเข้าไปสนับสนุนบทที่เป็นดราม่าก็เป็นอะไรที่ฉลาดและสร้างความน่าสนใจให้กับตัวภาพยนตร์ขึ้นได้เยอะ


แต่พอตัวภาพยนตร์เข้าช่วง 30 นาทีสุดท้าย เมื่อตัวมันเปลี่ยนเกียร์จากภาพยนตร์ดราม่าชีวิตมากลายเป็นภาพยนตร์ปริศนาและระทึกขวัญเต็มตัวเท่านั้นละ ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างก็เริ่มที่จะพังทลายลงมาอย่างรวดเร็ว เพราะบทในส่วนนี้เรียกได้ว่า น่าเบื่อ และซ้ำซากสุดๆ ซ้ำในช่วงนี้ก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสบการณ์ในการกำกับของโรแวน จ็อฟฟ์ในทันทีด้วยการเล่าเรื่องที่ตกลง น่าเบื่อและมุขต่างๆที้เดาทางง่าย


ที่น่าเสียดายก็คือพอตัวภาพยนตร์เปลี่ยนมาเป็นปริศนาและระทึกขวัญเต็มตัว ตัวมันเองก็เหมือนได้มัดมือปิดตาตัวเอง เพราะเมื่อย้ายมาเป็นภาพยนตร์แนวนี้แล้ว ตัวมันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากที่จะต้องยัดเยียดจุดหักมุมและการพลิกบทบาทเข้ามา ซึ่งผลของการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ ตัวละครและเนื้อหาที่น่าสนใจในช่วงแรกก็ถูกพัดหายไปกับสายลมในทันใด ชนิดที่ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย 


ทำให้ในท้ายที่สุด Before I Go to Sleep ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ถึงแม้ว่ามองจากภายนอกจะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ แต่ด้วยการตัดสินใจอันผิดพลาดอย่างร้ายแรงก็ทำให้มันเปลี่ยนจากภาพยนตร์ที่มีตัวละครและเนื้อหาอันน่าสนใจในช่วงแรก กลายเป็นได้แค่ภาพยนตร์ดาษๆอีกเรื่องที่ซ้ำซากและไม่มีความน่าจดจำแต่อย่างใดเลย

Final Score : [ C ] 

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

The Equalizer ( 2014 ) Movie Review

Movie Review



"ถึงแม้ว่าบทภาพยนตร์หรือการปูเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะถูกยัดเยียดมาเกินความจำเป็นไปบ้าง แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้มันสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมน้อยลงเลยแม้แต่น้อย รวมถึงเดนเซล วอชิงตันที่ยังคงเท่ห์และร้ายกาจเช่นเคย"

         สำหรับใครที่เป็นคอหนังแอ็คชั่นหรือแม้กระทั่งคอหนังทั่วๆไป เมื่อท่านได้เห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่มีนักแสดงอย่างเดนเซล วอชิงตันอยู่ซักเรื่องแล้วล่ะก็ ผู้เขียนคาดว่าหลายๆคนก็มักจะเดาออกได้ทันทีว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะเป็นภาพยนตร์แนวอะไร จริงๆแล้วเขาเป็นนักแสดงอีกท่านหนึ่งที่ยังคงแสดงภาพยนตร์แอ็คชั่นมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าอายุก็เริ่มจะเยอะแล้วก็ตาม และด้วยความที่ว่าเขาเป็นนักแสดงที่ไม่ว่าจะไปจับหนังแอ็คชั่นเรื่องอะไร เขาก็มักจะทำให้หนังเรื่องนั้นสนุกและน่าจดจำ จากสไตล์การแสดงอันสุดเท่ห์ลืมไม่ลงของเขาเสมอๆ 


The Equalizer เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องถึงโรเบิรต์ แมคคอล ชายลึกลับที่ดูภายนอกก็เหมือนคนธรรมดาทั่วๆไป แต่วันหนึ่งเมื่อเด็กสาวที่เขาพบได้ถูกทำร้ายโดยคนกลุ่มหนึ่ง เขาจึงไม่อาจจะอยู่เฉยได้อีกต่อไป 


ไม่แน่ใจว่าการที่ The Equalizer ดันมาเข้าฉายใกล้กับภาพยนตร์แนวเดียวกันที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จพอสมควรอย่าง John Wick ในบ้านเรา จะเป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่ เพราะมันก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่เป็นจุดเด่นของ John Wick แต่กลับเป็นจุดอ่อนของ The Equalizer 

ในขณะที่ John Wick ไม่พยายามที่จะยัดเยียดบทและเหตุผลหรือเสียเวลาไปกับมันมากจนเกินไป The Equalizer กลับไม่เป็นเช่นนั้นและค่อนข้างจะประสบปัญหากับจุดนี้พอสมควร พูดก็พูดเลยว่านี้คือจุดอ่อนที่หนักที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงแรกของภาพยนตร์ที่ไม่ค่อยน่าสนใจและจะพาเบื่อเอาง่ายๆ เพราะตัวภาพยนตร์พยายามจะยัดเยียดบทและตัวละครเข้ามา แถมยังเล่าได้อย่างช้า เอื่อย เฉื่อย ไม่มีชั้นเชิงทั้งๆที่ตัวบทภาพยนตร์เองก็ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะอยู่ด้วยตัวมันเองได้ซักเท่าไรเลย

เอาเข้าจริงแล้วบทและตัวละครของมันเป็นอะไรที่ซ้ำซากสุดๆ คุณไม่ได้ใส่ใจหรือแคร์อะไรในตัวพวกเขาซักเท่าไรนัก ถึงแม้ว่าตัวบทภาพยนตร์เองจะมีความคิดรวมถึงทัศนะคติที่น่าสนใจ แต่มันก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างครึ่งๆกลางๆ ไม่มีพลังหรือชั้นเชิงมากพอจนทำให้มันไร้ความหมายไปในที่สุด และมันยังเป็นบทภาพยนตร์ชนิดที่ต่อให้คุณไม่ได้ชมภาพยนตร์คุณก็รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร ซึ่งการพยายามลากและยัดเยียดจุดที่ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่ได้ผลเข้ามา มันก็จะมีแต่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆ เสมือนกับนมหมดอายุที่ตัวภาพยนตร์พยายามยัดเยียดให้เราดื่มมัน ทั้งๆที่ตัวมันเองก็รู้ดีว่ามันหมดอายุ


แต่..เมื่อตัวภาพยนตร์ผ่านจุดต้นเรื่องมาได้และเข้าสู่ช่วงที่ตัวเดนเซลได้เข้าสู่โหมดพระเจ้าไล่กระทืบชาวบ้านจริงๆ ตัวภาพยนตร์ก็เหมือนเดินกลับเข้าสู่แสงสว่างและทางที่มันควรจะเป็นอีกครั้ง เพราะนอกจากฉากแอ็คชั่นเหล่านี้จะสนุกและตื่นเต้นแล้ว หลายๆฉากก็ออกแบบมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะในฉากท้ายเรื่องที่ค่อนข้างจะถูกใจผู้เขียนพอสมควร ถึงแม้ว่าบางฉากตัวภาพยนตร์อาจจะชี้ทางผู้ชมมากไปหน่อยก็ตาม แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

ตัวเดนเซลในภาพยนตร์เรื่องนี้เอง ก็ยังคงเท่ห์ โหดและร้ายกาจเช่นเคย ด้วยการแสดงอันแสนจะเยือกเย็นของเขา ทำให้ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะได้เห็นเขาฆ่าใครซักคนด้วยวิธีการอันสุดเท่ห์ในฉากต่อไป นี้ยังไม่รวมถึงฉากแสดงสีหน้าอันเย็นยะเยือกหรือบทพูดอันสุดเท่ห์ของเขาที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกซะใจอย่างมาก

นักแสดงชื่อดังอีกคนอย่างโคลอี มอเรตซ์เองก็แสดงผลงานได้ดีเลยทีเดียวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงแม้ว่าบทบาทของเธออาจจะไม่ได้เยอะหรือน่าประทับใจมากซักเท่าไรนัก ด้วยสาเหตุจากบทและการเล่าเรื่องช่วงต้นที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่เธอก็ถือได้ว่าทำได้ดีแล้วถ้านับจากเวลาและโอกาสที่ให้เธอมาเท่านี้

ซึ่งเมื่อเทียบสรุปกันระหว่าง John Wick กับ The Equalizer กันแล้ว John Wick ดูจะเน้นไปทางด้านฉากแอ็คชั่นยิงกันหูตับดับไหม้ ในขณะที่ The Equalizer จะมีรูปแบบที่ช้ากว่าและแอ็คชั่นแบบหยิบจับอะไรใกล้ตัวเสียมากกว่า
The Equalizer ก้าวเหนือกว่า John Wick ก้าวหนึ่งในด้านของฉากแอ็คชั่นที่ฉลาด ตื่นเต้น และน่าประทับใจมากกว่า แต่ตัวมันเองก็ก้าวถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่งเนื่องจากบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซากและการยัดเยียดบทเข้ามามากจนเกินไป


ทำให้ในท้ายที่สุด The Equalizer ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แอ็คชั่นของเดนเซล วอชิงตันที่ไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรนักด้วยสาเหตุที่บทภาพยนตร์ไม่น่าประทับใจแต่ยังพยายามยัดเยียดมันเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันผู้เขียนก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เช่นกันว่าฉากแอ็คชั่นของมันเมื่อไปผสมผสานกับความเท่ห์ชนิดสุดจะบรรยายของเดนเซล วอชิงตัน ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังแอ็คชั่นหรือแม้กระทั่งผู้ชมทั่วไปไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ]

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

John Wick ( 2014 ) Movie Review

Movie Review



"John Wick ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะนำมาซึ่งบทภาพยนตร์อันน่าทึ่งหรือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ แต่มันรู้ตัวมันเองดีว่ามันต้องการจะเป็นอะไรและทำสิ่งนั้นได้อย่างยอดเยี่ยมโดยไม่พยายามจะกลายเป็นสิ่งอื่นที่ตัวมันไม่ต้องการจะเป็น"


    หลังจากที่ลงไปกำกับภาพยนตร์รวมถึงแสดงเองใน Man of Taichi และไปสู้กับปีศาจใน 47 Ronin ซึ่งทั้งสองเรื่องไม่ค่อยจะน่าประทับใจซักเท่าไรนัก คราวนี้พระเอกสุดเท่ห์อย่างคีนู รีฟก็กลับมาเล่นภาพยนตร์แนวที่เคยทำให้เขาโดดเด่นอีกครั้งกับภาพยนตร์แอ็คชั่น ซึ่งภาพที่เขารับบทเป็นนีโอใน The Matrix หลบกระสุนเมื่อหลายปีก่อนก็น่าจะยังคงติดตาพวกเรากันอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ 

John Wick ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะสูญเสียคนรักไป โดยก่อนตายเธอได้ให้สุนัขกับเขาเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีกลุ่มโจรลอบเข้ามาทำร้ายและฆ่าสุนัขของเขาโดยที่หารู้ไม่ว่าเขาคือ จอห์น วิค นักฆ่าสุดแสนอันตราย การล้างแค้นไล่ล่าตัวคนที่ทำเช่นนี้กับเขาและทำให้มันต้องชดใช้จึงบังเกิดขึ้น

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ความที่มันรู้ตัวมันเองดี ว่ามันต้องการที่จะเป็นอะไร มันต้องการจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นที่เกี่ยวกับการแก้แค้น ยิงกันหูตับดับไหม้ ซึ่งเมื่อมันต้องสิ่งที่มันต้องการจะเป็นเอาไว้แล้ว มันก็ไม่พยายามที่จะบังคับหรือยัดเยียดบทดราม่าหรือส่วนที่ไม่จำเป็นต่างๆเข้ามาอีก ตัวภาพยนตร์จะให้สาเหตุเรามาเพียงเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องนี้ควรจะเป็น เราเข้าไปชมภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องนี้เพราะต้องการชมฉากคีนู รีฟเปิดโหมดพระเจ้า ไล่ยิงคนร้ายอย่างเมามันส์หรือแสดงฉากเท่ห์ๆ การใส่ฉากดราม่าที่เกินความจำเป็นเข้ามาอาจจะนำไปสู่ความน่าเบื่อโดยไม่จำเป็นได้ ซึ่งนี้เป็นจุดเด่นที่ภาพยนตร์อย่าง Dracula Untold ไม่มี เพราะตัวมันเองไม่แน่ใจว่ามันต้องการจะเล่าเรื่องที่จริงจังของแดร็กคูล่าพูดถึงเบื้องหลังเบื้องลึก หรือ ต้องการจะเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นโคตรเวอร์กันแน่ จนทำให้มันผสมกันมั่วไปหมด ในขณะที่ John Wick ทราบตัวมันเองดี

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าบทภาพยนตร์ของ John Wick จะแย่หรือไม่ดี จริงๆแล้วมันเป็นบทภาพยนตร์ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าหลักๆมันจะพูดถึงเรื่องราวของการแก้แค้น แต่มันก็เล่าเรื่องราวของตัวละครอย่างจอหน์ วิคได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดของเขา หรือ สาเหตุความแค้นของเขาในครั้งนี้

ผู้เขียนต้องพูดเลยว่า นี้เป็นภาพยนตร์ที่เป็นการกลับมาของนักแสดงอย่างคีนู รีฟอย่างแท้จริง นอกจากการแสดงของเขาจะยอดเยี่ยมแล้ว เขายังเป็นนักแสดงที่ผู้เขียนคิดว่าเหมาะสมที่สุดในการรับบทนี้เลยทีเดียว ผู้เขียนไม่อาจจะคิดนักแสดงคนไหนได้อีกที่จะเหมาะสมกับบทบาทนี้ ภาพยนตร์แอ็คชั่นที่พูดถึงการกลับมาของบุคคลอันร้ายกาจ เท่ห์ คงไม่มีใครจะเหมาะมากไปกว่าเขาคนนี้ จะว่าไปแล้วถ้าหากดูจากบทภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวมันแทบจะพาทำให้ผู้เขียนคิดไปว่า บทนี้เขียนมาให้เพื่อคีนู รีฟเล่นเพียงคนเดียวเท่านั้นซะอีก

ไม่ใช่แค่นั้นนักแสดงอีกท่านหนึ่งอย่าง ไมเคิล นีควิสต์ ซึ่งรับบทเป็นตัวร้ายของเรื่องก็แสดงได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลยทีเดียว ซึ่งเขาเคยมีผลงานภาพยนตร์อเมริกันในช่วงที่ผ่านมานี้อย่างเช่น Abduction , Mission Impossible : Ghost Protocal หรือแม้แต่ทีวีซีรียส์อย่าง Zero Hour แต่ต้องพูดเลยว่าผู้เขียนชื่นชอบการแสดงเป็นตัวละครร้ายของเขาใน John Wick มากที่สุด การแสดงของเขาทำให้ตัวละครของเขาน่าสนใจและน่าติดตามไม่ใช่น้อยว่าเขาจะมาต่อกรกับมหาเทพจอห์น วิค คีนู รีฟซึ่งเปิดโหมดพระเจ้าอย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว John Wick ยังมีนักแสดงชื่อดังมาสมทบอีกหลายคนไม่ว่าจะเป็น วิลเลม เดโฟ (Spider-Man) , เอเดรียน พาลิคกี้ (G.I. Joe: Retaliation) , เอียน แม็คเชน (Death Race) และ จอหน์ เลอกิซาโม จาก Kick-Ass 2 อีกด้วย ถึงแม้ว่าแต่ละคนอาจจะไม่ได้มีบทบาทเด่นมากนัก แต่การมารวมตัวกันครั้งนี้ก็ถือว่ายิ่งทำให้คุ้มค่าตั๋วภาพยนตร์เข้าไปอีก

John Wick เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องล่าสุดของคีนู รีฟซึ่งเป็นการกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งของเขาอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่านี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีบทอันน่าทึ่ง หรือการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยมแปลกใหม่ แต่มันก็รู้ดีว่าตัวมันเองต้องการจะเป็นอะไร โดยที่ไม่พยายามจะเป็นอื่น และให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการจริงๆ โดยไม่ทำออกมาแบบครึ่งๆกลางๆ ยิ่งผนวกกับการแสดงอันสุดเท่ห์ของคีนู รีฟ และการแสดงบทตัวร้ายอันน่าติดตามของ ไมเคิล นีควิสต์ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังแอ็คชั่นไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ]

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

The Babadook ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review 



"ด้วยการเลือกวิธีนำเสนอเนื้อหาของตนเองได้อย่างชาญฉลาดและโดดเด่นของผู้กำกับเจนนิเฟอร์ เคนท์ ทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าทึ่งที่สุดแห่งปีนี้ และดูท่าทางว่าคงจะยากนักที่จะหาใครมาแย่งตำแหน่งนี้ไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้"


            ณ ช่วงเวลานี้ก็เข้าเดือนตุลาคมกันแล้ว แน่นอนว่าเดือนๆนี้สำหรับวงการภาพยนตร์จะต้องมีมาไม่ขาดสายสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญทั้งหลายทั้งปวง โดยมีภาพยนตร์อย่าง Annabelle หรือ As Above , So Below เปิดตัวไปก่อนแล้ว และแน่นอนว่าเราคงจะได้ชมภาพยนตร์แนวสยองขวัญกันอีกต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นเดือนนี้


แต่มีภาพยนตร์สยองขวัญอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งสะดุดตาผู้เขียนเข้าให้มากที่สุด จากเสียงวิจารณ์ด้านบวกในต่างประเทศอย่างล้นหลามแถมด้วยความที่มันยังเป็นภาพยนตร์ออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือ The Babadook  ซึ่งต้องพูดเลยว่าถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้ชมมันด้วยสายตาตัวเองน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งด้วยความที่ภาพยนตร์สยองขวัญที่มีคุณภาพและนำเสนออะไรแปลกใหม่หายากเข้าไปทุกวัน ทั้งยังรวมถึงตัวอย่างของความล้มเหลวที่มีอยู่ให้เห็นอยู่เนืองๆเฉกเช่น Annabelle ยิ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปอีก


The Babadook เล่าถึงเรื่องราวของสองแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งสูญเสียผู้เป็นพ่อไปเมื่อ 6 ปีก่อน ความปวดร้าวของทั้งสองที่่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำพวกเขายังพบหนังสือนิทานเด็กประหลาดที่เริ่มจะกลายเป็นต้นตอของความน่ากลัวซึ่งเริ่มที่จะรุนแรงและสาหัสขึ้นไม่ต่างอะไรไปจากจิตใจของพวกเขา


สิ่งที่ทำให้ The Babadook แตกต่างจากภาพยนตร์สยองขวัญทั่วๆไป ก็คือความเป็นจิตวิทยาและการเล่าเรื่องของมัน มันไม่ใช่ภาพยนตร์ทีตั้งกรอบว่าตัวมันเองคือภาพยนตร์สยองขวัญแล้วจึงใส่เนื้อหาเข้าไป แต่มันนำเนื้อหาของมันซึ่งก็คือความเป็นจิตวิทยา มาเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สยองขวัญต่างหาก โดยมันเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงจิตใจอันเจ็บปวดและแหลกสลายมาเป็นระยะเวลายาวนานของผู้เป็นแม่ซึ่งต้องสูญเสียสามีไป ไม่ว่าจะด้วยจากแรงกดดันจากสังคมหรือคนรอบข้าง และที่สำคัญคือตัวลูกชายของเธอเอง ซึ่งแรงกดดันนี้มันเริ่มจะกัดกินจิตใจของเธอไปเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ในภาพยนตร์


จริงๆแล้วเมื่อผู้เขียนมานั่งวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนได้พบว่าตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์ดราม่ากับภาพยนตร์สยองขวัญอยู่มาก ซึ่งผู้กำกับเจนนิเฟอร์ เคนท์เลือกที่จะถ่ายทอดและเล่าเรื่องจิตใจของตัวละครออกมาด้วยรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญ นอกจากเธอจะใช้จุดเด่นของภาพยนตร์สยองขวัญได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว เธอยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนด้วยการเล่าเรื่องที่ใช้ความสยองขวัญเป็นเครื่องมืออธิบายถึงเนื้อหาที่แฝงอยู่ภายในภาพยนตร์ได้อย่างชาญฉลาดมากเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงซ้ำยังกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของภรรยาผู้สูญเสียสามีด้วยตัวเธอเอง ก็ทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นสตรีนิยมอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะมุมมองการเล่าเรื่องที่มาจากตัวละครผู้ซึ่งเป็นแม่แทบจะเต็มร้อย


อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมไม่ใช่น้อยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การกำกับฉากสยองขวัญของผู้กำกับและเขียนบท เจนนิเฟอร์ เคนท์ ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งจะกำกับภาพยนตร์เรื่องใหญ่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็ตาม แต่เธอก็รู้จักวิธีที่จะถ่ายทอดฉากสยองขวัญในภาพยนตร์ออกมาให้น่าสนใจและไม่เป็นการดูถูกผู้ชม ด้วยการใช้ความกดดันจากฉาก เสียง หรือ มุมกล้องที่วางได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เป็นการสร้างความกลัวให้กับผู้ชม ที่สำคัญเลยก็คือมันไม่เต็มไปด้วยฉากประเภทกระแทกผู้ชมด้วยเสียงเอฟเฟคทั้งหลายหรือที่เราเรียกติดปากกันว่า "ผีตุ้งแช่" ซึ่งมันคืออารมณ์ตกใจ ไม่ใช่ความกลัวอย่างแท้จริง 


ทั้งสองนักแสดงนำใน The Babadook เองก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น เอลซีย์ เดวิส ผู้รับบทเป็นแม่ หรือโนอาห์ ไวส์แมน ซึ่งรับบทเป็นลูก โดยเฉพาะ เอลซีย์ เดวิสผู้ซึ่งรับบทเป็นแม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเธอได้แสดงผลงานออกมาได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด แต่ในด้านของตัวลูกอย่างโนอาห์ ไวส์แมนอาจจะเพราะด้วยอายุและประสบการณ์รวมถึงตัวบทที่ได้รับเอง การแสดงของเขาในบางฉากจึงอาจจะสร้างความน่ารำคาญเกินไปหน่อยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงให้อภัยหรือทนดูไม่ได้ซะทีเดียว เรียกได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นแกนกลางหลักของเรื่องที่สำคัญและจะขาดไปไม่ได้เลยทีเดียวเชียว เพราะอย่างน้อยเกือบจะทั้งเรื่อง เราก็แทบจะได้เห็นเพียงแต่สองนักแสดงคนนี้


ถ้าหาก The Conjuring คือภาพยนตร์สยองขวัญอันดับหนึ่งแห่งปี 2013 ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า The Babadook จะได้รับฉายาภาพยนตร์สยองขวัญอันดับหนึ่งแห่งปี 2014 ไปครอง เพราะด้วยการกำกับและเขียนบทอันยอดเยี่ยมของเจนนิเฟอร์ เคนท์ซึ่งนำไปสู่การถ่ายทอดเนื้อหาทางจิตวิทยาของผู้เป็นแม่อันน่าติดตาม และยิ่งการที่เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวจิตใจของตัวละครด้วยรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญก็ยิ่งทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าทึ่งที่สุดแห่งปีนี้ และดูท่าทางว่าคงจะยากนักที่จะหาใครมาแย่งตำแหน่งนี้ไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้


Final Score [ A  ] & [ Must See Badge ]

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

A Walk Among the Tombstone ( 2014 ) Movie Review

Movie Review




"อีกหนึ่งภาพยนตร์ของ เลียม นีสัน ที่ยังคงไม่มีวิวัฒนาการอันชัดเจนที่สามารถจะเปลี่ยนกรอบความคิดเดิมๆได้ ถึงแม้ว่ามันจะมีการดำเนินเรื่องกับตัวละครที่น่าสนใจ แต่มันก็ยังคงเดินวนอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆซึ่งทำให้มันไม่มีความโดดเด่นและความน่าจดจำใดๆ "

A Walk Among the Tombstones เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงนักสืบคนหนึ่งซึ่งถูกจ้างโดยคนๆหนึ่งให้ตามหาฆาตกรซึ่งลักพาตัวและฆ่าภรรยาของเขา 

         ถ้าหากจะพูดถึงดาราชายสูงวัยที่ยังคงเล่นภาพยนตร์แนวบู้ล้างผลาญหรือระทึกขวัญในช่วงนี้แล้ว หลายๆคนก็น่าจะนึกถึงดาราดังๆอย่าง เพียร์ซ บรอสแนน แห่ง The November Man , เดนเซล วอชิงตัน แห่ง 2 Guns หรือ บรูซ วิลลิสแห่ง Die Hard แต่บุคคลที่ดูเหมือนจะถูกใจหลายท่านจริงๆเลย ก็ดูเหมือนจะเป็นลุงเลียม นีสัน เสียมากกว่า โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง Taken ของเขา ที่ถูกใจคอหนังบู้ล้างผลาญทั่วโลกเสียจนทำให้ภาพยนตร์เรื่องถัดๆมาของเขาแทบจะเป็นแนวเดียวกันเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น Unknown , The Grey , Taken 2 หรือกระทั่ง Non-Stop ที่เพิ่งจะเข้าฉายไปต้นปีนี้เอง 

แต่ปัญหาก็คือ จำนวนภาพยนตร์แนวเดียวกันที่เลียม นีสันเล่นนั้น มันเยอะมากจนเกินไป และแนวทางของมันก็ยังจะตกลงไปอยู่ในกรอบที่ผู้ชมต้องการจะเห็นเลียม นีสันเป็นเสมอๆทุกเรื่อง นั้นก็คือชายวัยกลางคน มีพละกำลังแข็งแรง ฉลาด เก่ง เท่ห์ สามารถต่อยแตะหรือไล่ล่า/สะกดรอยใครก็ได้ตามที่เขาต้องการ ถ้าหากกรอบนี้มันปรากฏขึ้นเพียงภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องก็คงจะไม่มีปัญหาเท่าไร แต่มันดันกลับกลายเป็นว่า กรอบนี้ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภาพยนตร์แทบจะทุกเรื่องของเขาที่ต้องการนำเสนอแนวเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้ชม"คาดหวัง"ว่าซื้อตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์ที่มีชื่อเลียม นีสันแปะอยู่มันจะต้องเป็นแบบนี้ และแนวนี้อย่างแน่นอน เมื่อนานๆเข้าไปมันก็ทำให้ตัวภาพยนตร์แนวเดิมๆที่เขาเล่นไม่มีความแปลกใหม่ และไม่สามารถยืดหยุ่นหรือขยายไปไหนได้เลย เพราะว่าภาพยนตร์เหล่านี้พยายามเล่นแบบปลอดภัยหรือ Play Safe นำจุดที่ขายได้แน่ๆมาขาย โดยไม่คำนึงถึงความซ้ำซาก จำเจที่เริ่มจะน่าเบื่อหน่ายขึ้นไปเรื่อยๆของตัวมันเอง

สำหรับ A Walk Among the Tombstones สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างไปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของลุงเลียมอยู่บ้าง ก็คือการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างจะหนักไปทางการสืบสวนสอบสวนเหมือนภาพยนตร์แนวอาชญากรรมเสียมากกว่าการบู้ล้างผลาญยิงกันทุก 5 นาทีแบบภาพยนตร์อย่าง Taken 
ทำให้ฉากบู้ต่างๆถูกลดลงค่อนข้างเยอะและถูกแทนด้วยฉากสืบสวนต่างๆ แต่ด้วยบทภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องราวซึ่งค่อนข้างจะรุนแรงและสถานการณ์อันกดดันของมัน ผสมกับความเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญ ทำให้มันกลายเป็นภาพยนตร์สืบสวนที่ค่อนข้างจะน่าค้นหาในระดับหนึ่ง แต่ถ้าท่านใดที่เข้ามาชม หวังว่าจะได้เห็นฉากยิงกันหูดับตับไหม้ก็อาจจะผิดหวังกันไปได้เหมือนกัน

ในด้านของตัวละครเองก็ถือได้ว่าพัฒนาขึ้นมาอยู่บ้าง ถึงแม้ว่ามันจะยังคงเป็นตัวละครตัวเดิมที่เลียม นีสันเล่นในภาพยนตร์ทุกเรื่อง แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตัวละครนี้ก็ถูกขยายไปในด้านความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะจิตใจของตัวละครหลักได้อย่างน่าสนใจทีเดียว 

ถึงแม้ว่าจะต้องขอชมว่า อย่างน้อยตัวภาพยนตร์และผู้กำกับสก็อต แฟรงค์จะพยายามขยายรวมถึงพัฒนากรอบๆนี้ให้กว้างมากขึ้นก็ตาม แต่ส่วนต่างๆที่เขาขยายมันก็ไม่ได้ใหญ่มากพอหรือชัดเจนมากพอที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้ กับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของเลียม นีสันได้ซักเท่าไรนัก ใช่มันแตกต่าง แต่ในหลายๆส่วนตัวภาพยนตร์เองก็ยังคงเอากรอบที่มันจงใจจะขยายนั้น มาจำกัดพื้นที่และความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่ยังคงแนวเดิมๆ ตัวละครเดิมๆ การดำเนินเรื่องเดิมๆ  และตัวร้ายที่ยังคงเป็นกระสอบทรายให้ลุงเลียมที่เปิดโหมดพระเจ้าซ้อมมือเล่นเช่นเคย ทำให้ตัวมันเองก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ของลุงเลียม นีสันที่ยังคงวนเวียนอยู่ในกรอบเดิมๆที่ขยายขึ้นเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นเอง 

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่แย่หรือไม่สนุกแต่อย่างใดเลย จริงๆแล้วผู้เขียนต้องพูดเลยว่า มันยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ตื่นเต้นและสนุกในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยฉากสืบสวนที่น่าติดตามและฉากไล่ล่าเท่ห์ๆของลุงเลียม นีสัน เพียงแต่ว่าความซ้ำซากของมันเริ่มที่จะย้ำอยู่กับที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้เขียนไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่ากรอบที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากรอบนี้ จะถูกใช้ได้ไปอีกนานเท่าใด

ในท้ายที่สุด  A Walk Among the Tombstone ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ของ เลียม นีสัน ที่ยังคงไม่มีวิวัฒนาการอันชัดเจนที่สามารถจะเปลี่ยนกรอบความคิดเดิมๆได้ ถึงแม้ว่ามันจะมีการดำเนินเรื่องกับตัวละครที่น่าสนใจ แต่มันก็ยังคงเดินวนอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆซึ่งทำให้มันไม่มีความโดดเด่นและความน่าจดจำใดๆ ถึงกระนั้นก็ตาม มันยังคงเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิงในระดับหนึ่งพอที่จะทำให้แฟนๆลุงเลียม นีสันสนุกไปกับมันได้บ้าง

Final Score : [ B ] 

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

Sin City : A Dame to Kill For

Movie Review



"จากการเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจในปี 2005 สู่ภาคต่อปี 2014 ที่ให้ความรู้สึกถึงชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จดี แต่ต้องจับมันมาขยำรวมกันให้เกิดเป็นชิ้นเป็นอันให้ได้ก่อนวันส่งงาน"

      Sin City : A Dame to Kill For เป็นผลงานภาคต่อของสองผู้กำกับ โรเบิร์ต รอดริเกซ กับ แฟรงค์ มิลเลอร์ อีกครั้ง โดยย้อนกลับไปภาคแรกเมื่อ 9 ปีก่อนที่ Sin City เปิดตัวได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ด้วยภาพที่ให้อารมณ์ฟิลม์นัวร์ มืดมน ชั่วร้าย และจริงจังได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น คือมันเต็มไปด้วยการดำเนินเรื่องที่เหนือชั้น น่าสนใจและน่าติดตาม จึงทำให้ Sin City กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ดิสโทเปียที่หลายๆคนชื่นชอบไปอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่พอมาถึงภาค A Dame to Kill For สิ่งที่ผู้เขียนเคยรู้สึกหรือชื่นชอบในตัวภาคก่อนหน้า ก็แทบจะหามันไม่เจอในภาคนี้ ด้วยบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซาก ครึ่งๆกลางๆและยังขัดเกลามาไม่ดีพอ , ตัวละครที่ไม่น่าสนใจ ถูกตัดแปะมาจากแม่แบบ , การตัดต่อที่ไม่มีพลัง และตัวภาพยนตร์ก็เอาแต่พูดถึงสิ่งเดิมๆ ที่ภาคก่อนหน้ารวมถึงภาคนี้เคยพูดมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพาเอาให้รู้สึกว่าผลงานที่ออกมาในครั้งนี้ เหมือนกับผลงานที่เอางานหลายๆชิ้นที่ต้องถูกเร่งให้ทำจบๆไปแล้วเอามากองรวมกันให้เป็นชิ้นใหญ่ๆ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขยะก็คือขยะ ต่อให้เอามันมารวมกันมากมายแค่ไหน สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ขยะและไม่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้นอีก

ที่ยิ่งทำให้น่าเสียดายเข้าไปอีก ก็คือทีมนักแสดงคุณภาพในตัวภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น จอรช์ โบรลิน , อีวา กรีน หรือ โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ ซึ่งทั้งสามคนนี้ก็พยายามที่จะแสดงผลงานเต็มที่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ตัวละครที่พวกเขาได้รับมามันก็ช่างสุดแสนจะจืดชืดเหลือเกิน

ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะเต็มไปด้วยเลือด ฉากฆาตกรรมอันรุนแรง ฉากทรมาณ หรือฉากโป๊เปลือยต่างๆ แต่ผู้เขียนกลับพบว่าตัวเองไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับมันเท่าไรเลย ซึ่งนั้นเป็นปัญหาที่ร้ายแรงพอสมควรของตัวภาพยนตร์ เพราะฉากทารุณกรรม หรือวาบหวิวเหล่านี้ มันไม่ได้มีความหมายหรือแทบจะไม่ได้พาไปสู่อะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า พูดง่ายๆว่ามันไร้ความหมาย รวมถึงฉากต่างๆเหล่านี้เราก็เคยเห็นมาก่อนแล้วในภาคที่แล้ว รวมถึงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่บางเรื่องทำได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป 

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเป็น Sin City ที่ผู้เขียนเคยรู้จักได้อยู่ นั้นก็คือการกำกับภาพของโรเบิร์ต รอดริเกซ ซึ่งยังคงน่าตื่นตาตื่นใจ และโดดเด่นเช่นเคย หากขาดส่วนนี้ไปภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงจะน่าผิดหวังและเลวร้ายยิ่งกว่าที่มันเป็นอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งจะว่าไปนี้ก็คงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ตัวภาพยนตร์ไม่ได้ทำออกมาแบบสุกเอาเผากินเหมือนส่วนอื่นๆ 

ในท้ายที่สุดแล้ว จากการเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจในปี 2005 สู่ภาคต่อปี 2014 ที่ให้ความรู้สึกถึงชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จดี แต่ต้องจับมันมาขยำรวมกันให้เกิดเป็นชิ้นเป็นอันให้ได้ก่อนวันส่งงาน ด้วยบทภาพยนตร์ที่น่าผิดหวัง ตัวละครที่ไม่น่าสนใจ การตัดต่อที่ย่ำแย่ และการพูดวนซ้ำแต่สิ่งเดิมๆอยู่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ถ้าหากปราศจากทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม กับ สไตล์การกำกับภาพที่น่าสนใจของโรเบิร์ต รอดริเกซ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นภาคต่อชนิดส่งตรงลง DVD และไม่มีโอกาสที่แม้แต่จะได้เข้าโรงภาพยนตร์เป็นแน่แท้

Final Score : [ C - ] 

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

Deliver Us from Evil ( 2014 ) Movie Review

Movie Review


"เสมือนกับกล่องของขวัญแรกเห็นที่ทำให้เราตื่นเต้นไปกับมัน  แต่พอเปิดกล่องออกมาเรากลับพบว่ามันคือของขวัญที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายอย่างแท้จริง"


             ถึงแม้ว่าหน้าหนังของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะกรื้ดร้องถึงความเป็นเกรดบีและความซ้ำซากจำเจของมันอย่างสุดขีดก็ตาม แต่ก็ต้องพูดเลยว่าในช่วงชั่วโมงแรกของตัวภาพยนตร์มันก็เล่าเรื่องออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจไม่ใช่น้อย

ด้วยการเปิดนำเรื่องด้วยสไตล์แบบภาพยนตร์อาชญากรรม องค์ประกอบการไล่ล่าและจับกุมผู้ร้ายที่น่าสนใจ จากนั้นค่อยๆสอดแทรกบทภาพยนตร์ไล่ผีมาทีละเล็กทีละน้อย ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆในภาพยนตร์ ซึ่งนำมาสู่ปมขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเอกที่น่าติดตาม ซึ่งเป็นการเปิดเรื่องของผู้กำกับ สก็อต เดอร์ริคสัน ที่ฉลาดไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เสมือนกับการนั่งรถไฟจากโลกอาชญากรรมไปสู่โลกแห่งการไล่ผีพร้อมๆกับตัวละคร จึงทำให้เราไม่รู้สึกถึงการยัดเยียดความน่ากลัวที่ไม่มีเหตุที่มาที่ไปแบบภาพยนตร์หลายๆเรื่องและยังทำให้เราเข้าถึงตัวละครในภาพยนตร์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้นอีกด้วย

แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางเรื่องของภาพยนตร์ มันก็พยายามที่จะเร่งจังหวะขึ้นมาเร็วมากไป จากการค่อยๆสอดแทรกมันกลายเป็นการพยายามยัดเยียดบทแนวไล่ผีให้ผู้ชมแทน และการยัดเยียดของมันก็มากและเร็วเกินไป จนมันไปกลืนกินความเป็นภาพยนตร์อาชญากรรมเสียแทบจะทั้งหมด

ที่ยิ่งทำให้มันเลวร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือในส่วนบทภาพยนตร์ไล่ผี ที่สุดแสนจะซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ และไม่มีอะไรใหม่แต่อย่างใดเลย มันเต็มไปด้วยมุขเดิมๆที่ใช้มาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เช่นเสียงแปลกประหลาด , เสียงเด็ก , สัญลักษณ์พระเยซูที่ถูกทำลาย , แมว และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถที่จะประทับใจอะไรเราได้อีก

นี้ยังไม่รวมถึงจำนวนของฉากประเภท "ตุ้งแช่" หรือการกระแทกผู้ชมด้วยเสียงประกอบทั้งหลายแหล่เพื่อทำให้ตกใจ ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอของตัวภาพยนตร์ที่ไม่สามารถให้สิ่งที่เรียกว่าความ "น่ากลัว" อย่างแท้จริงได้ แต่กลับต้องมาอาศัยมุขตกใจทั้งหลายแหล่เพื่อปกปิดความล้มเหลวของตนเอง

เมื่อนำผลรวมของสมการ การเร่งจังหวะภาพยนตร์ที่ล้มเหลว บวกกับ บทที่ซ้ำซาก และคูณเข้ากับฉากตกใจประเภท"ตุ้งแช่" ทั้งหลาย ผลของสมการนี้ก็เท่ากับส่วนท้ายของภาพยนตร์ที่มักง่าย ซ้ำซาก และน่าผิดหวังอย่างร้ายแรงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ภาพยนตร์ได้สร้างขึ้นในช่วงแรก

ทำให้ในท้ายที่สุด Deliver Us from Evil ก็เสมือนกับกล่องของขวัญแรกเห็นที่ทำให้เราตื่นเต้นไปกับมัน ด้วยการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์อาชญากรรมที่น่าสนใจ  แต่พอเปิดกล่องออกมาเรากลับพบว่ามันเต็มไปด้วยบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซาก การเร่งจังหวะภาพยนตร์ที่แย่ และฉากตกใจ"ตุ้งแช่"ที่น่ารำคาญ จึงทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า "นี้คือของขวัญที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายอย่างแท้จริง".


Final Score : [ C  ]

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Alan Wake ( 2010 ) Game Review


บนเครื่อง : PC , XBOX360

Alan Wake ( 2010 ) เป็นเกมของทีมผู้สร้าง Remedy Entertainment ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่น่าทึ่งมากๆเกมหนึ่ง ไม่ว่าจะในด้านของการเล่าเรื่อง บทสนทนาในตัวเกม เนื้อเรื่อง และเกมเพลย์ที่ตื่นเต้น น่าค้นหาสุดๆ

Alan Wake เป็นเกมแนว Action / Thriller ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Alan Wake ตัวเอกของเกม เป็นนักเขียนหนังสือนวนิยายแนวสยองขวัญ ที่วันหนึ่ง ระหว่างที่เขากับแฟนของเขา ได้ไปพักที่กระท่อมริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น เมื่อแฟนของเขาได้ถูกลักพาตัวไป และทุกๆสิ่งทุกๆอย่างรอบๆตัวเขา ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมาในหนังสือของเขาจริงๆ 

สิ่งแรกที่น่าชื่นชมมากที่สุดใน Alan Wake เลยก็คือ การเล่าเรื่องของตัวเกม ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างภาพยนตร์กับ TV-Series ที่แยกเป็น ตอนๆ (Episode) ไป ซึ่งในแต่ละตอนนั้น ตัวเกมจะให้ผู้เล่นนั้นได้เดินทางผจญภัยตามหาความจริงต่างๆที่อยู่ในตัวเกม ซึ่งสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดก็คือระบบที่ให้ผู้เล่นได้ตามเก็บกระดาษที่ในแต่ละอันที่เราเก็บได้ มันจะเป็นคล้ายๆ 1 หน้าในหนังสือของตัวเอก หรือก็คือ เป็นการบอกใบ้ว่าผู้เล่นจะต้องเจออะไรต่อไป ซึ่งการเขียน บทพูดในแต่ละหน้านั้น ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เพราะมันทำให้ผู้เล่นจินตนการไปถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ต้องมาแน่ๆไปเอง เช่นรู้สึกสยดสยอง ตื่นเต้น และหวาดผวา (ทั้งๆที่เมื่อเจอจริงๆมันจะไม่ได้น่ากลัวเท่าไรก็ตาม) 

รวมไปถึงความน่ากลัว และตื่นเต้นของ Alan Wake ในทุกๆตอนก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศในเกมที่คล้ายๆกับเกม Silent Hill ที่เต็มไปด้วยหมอก ความมืด เพียงแต่ว่า Alan Wake มักจะให้ผู้เล่นเดินตามป่าเขาตลอด ซึ่งตัวเกมก็ใช้ความเป็นป่าและเขานี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการแอบซุ่มโจมตีผู้เล่นให้ตกใจเล่นบ้าง และมันทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าจะต้องระมัดระวังตัวและกลัวทุกๆสิ่งรอบข้างตลอดเวลา ในด้านของการดำเนินเรื่องราวก็ทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนใจ และน่าติดตามได้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการผูกปมและจุดขัดแย้งต่างๆของตัวละครที่ทำได้น่าสนใจ หรือการใช้เทคนิค การพากษ์เสียงลงไป ในขณะที่กำลังเล่น ทำให้รู้สึกว่าเนื้อเรื่องหรือเรื่องราวนั้น กำลังเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่

ในด้านของการเล่นหรือเกมเพลย์นั้น โดยรวมถือว่าทำได้อยู่ในระดับพอใช้ได้ ซึ่งในส่วนนี้มันจะไปผูกกับส่วนเนื้อเรื่องอยู่ด้วย นั้นก็คือจะต้องใช้ไฟฉายส่องศัตรูก่อนที่จะยิงมัน ซึ่งเป็นแนวเกมยิง Shooting ที่ออกแนวเอาชีวิตรอดมากกว่าที่จะเน้นสนุกหรือซะใจ ในด้านของการให้ไอเทมหรือของกับผู้เล่น ในระดับ Normal นั้นก็ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม ไม่มากจนหมดความสนุกหรือไม่น้อยจนยากเกินไป และตัวเกมก็มักจะให้รางวัลกับผู้เล่นที่พยายามเดินหาไอเทมหรือของ ในทางแปลกๆเสมอๆ น่าเสียดายที่ในส่วนของเกมเพลย์ ยังถือว่ายังมาได้แค่นี้ ตั้งแต่ต้นยันจบไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงซักเท่าใดนัก นอกจากศัตรูเยอะขึ้นและอึดขึ้น ถ้าหากตัวเกมจะมีการให้ผู้เล่นได้ใช้สมองในการเล่น มินิเกม หรือเกมย่อยๆ แก้ปัญหาในด่านต่างๆได้อย่างซับซ้อนและน่าสนใจกว่านี้ก็คงจะดีมาก เพราะในขณะนี้ มินิเกมมันเป็นอะไรที่ง่ายเหลือเกิน เดินไปกดนี้ แล้ววิ่งไปขึ้นแท่นตรงนั้น แค่นี้ก็จบแล้ว ยังถือได้ว่าห่างไกลจากความซับซ้อน กดดัน น่าหวาดกลัว ของเกมอย่าง Silent Hill อยู่มาก

สำหรับตัวละครใน Alan Wake นั้น โดยรวมแล้วแต่ละตัวละครถือว่าปูและเล่าเรื่องมาได้น่าสนใจพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะตัวละครเพื่อนสุดซี้ของ Alan Wake อย่าง Berry ที่มักจะสร้างมุขตลก โปกฮา ให้กับผู้เล่นเสมอๆ ซึ่งในตอนแรกๆนั้นอาจจะรู้สึกรำคาญไปอยู่บ้าง แต่เมื่อเล่นจบผู้เล่นแทบจะทุกคนก็น่าจะรู้สึกแอบชอบหรือหลงรักตัวละครนี้ไปไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุ ก็คงจะหนีไม่พ้นการที่เขาเป็นเพียงสีสันและความบันเทิงเล็กๆน้อยๆที่ตัวเกมพยายามจะแอบหยิบยื่นให้ ท่ามกลางเรื่องราวที่มืดมน น่ากลัว และกดดันตลอดทั้งเกมเช่นนี้ น่าเสียดายที่ตัวละครฝั่งตรงกันข้ามกับพระเอกนั้น ดูจะไม่ค่อยได้รับความรักซักเท่าไรนัก เช่นตัวละครอย่าง Robert Nightingale กลับเป็นตัวละครที่อยู่ดีๆจะโผล่ก็โผล่มาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ซึ่งผลของมันก็คือ ความไม่น่าสนใจ แบนและไร้อารมณ์ของตัวละคร

นอกจากนั้นแล้ว ในด้านของฉากจบหรือตอนจบของเกม ก็เรียกได้ว่าไม่ชัดเจนหรือไม่เคลียร์อย่างสุดๆจนมีการสร้างสมมุติฐานหรือถกเถียงกันมากมายในโลกโซเชียล ซึ่งในจุดนี้คาดว่าน่าจะเป็นการสร้างปมสำหรับ ภาคต่อ หรือ DLC ที่เป็นการตลาดที่ไม่ค่อยน่าชื่นชมเท่าไรนัก

อีกส่วนสุดท้ายที่เรียกได้ว่าสำคัญมากๆในเกม ซึ่งหลายๆคนน่าจะมองข้ามกันไป นั้นก็คือตัวเนื้อหาหรือสิ่งที่ตัวเกมต้องการจะพูดถึง ซึ่งเป็นส่วนที่จริงๆแล้วสำคัญมากๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีเกมอย่าง Bioshock Infinite ออกมา ซึ่งแทบจะเป็นเกมที่เรียกได้ว่า Master Piece จากการเสียดสี แดกดัน และติ เตือน ความเป็นอเมริกันของมัน ซึ่งใน Alan Wake นั้น เป็นเกมที่พูดถึงเรื่องราวระหว่าง แสงสว่าง กับ ความมืด ที่ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้เลยว่า เรา โลก หรือทุกๆสิ่งทุกๆอย่างจำเป็นจะต้องมีมันทั้งคู่ เราไม่อาจจะมีแต่เพียงแสงสว่าง หรือ เพียงความมืดได้ เพราะถ้าหากมีแต่แสงสว่างโดยไม่มีความมืด เราก็จะไม่มีวันได้เห็นเงาของตัวเองว่าเป็นเช่นไร เราไม่อาจจะมีแต่คนดี โดยไม่มีคนเลวได้ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น เราคงจะต้องมาตั้งคำถามกันว่า คนดีมันคืออะไร ?  เช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์ ที่จะต้องมีทั้งดีและแย่ผสมกันไป ไม่มีทางที่จะดีไปตลอด และแย่ไปตลอด และตัวเกมยังพูดอีกว่า ผู้ใดก็ตามที่พยายามจะฝ่าฝืนกฏๆนี้ จะต้องล้มอย่างไม่เป็นท่าอีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพูดถึงคำจำกัดความของโลกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการที่ตัวเกมเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี ก็ยิ่งทำให้ข้อความนี้ยิ่งน่าเชื่อถือเข้าไปอีก ถึงแม้ว่าข้อความหรือข้อคิดเช่นนี้ จะพูดกันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม 

จริงๆแล้วต้องแอบแถมท้ายไปนิดๆอีกด้วยว่า ถ้าหากใครที่ได้เล่นเกมๆนี้ แล้วได้บังเอิญไปนั่งชมรายการ Night Springs ที่แอบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆในเกมทุกๆ Episode แล้วล่ะก็ ยังจะรู้ด้วยอีกว่า ตัวเกมไม่ใช่แค่พูดถึง ความดีและความชั่วเท่านั้น แต่ยังนำวิทยาศาสตร์มาตีความร่วมกับสิ่งลึกลับ และตั้งคำถามกับมันได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของแถมเล็กๆน้อยๆที่ห้ามพลาดเช่นกัน

Alan Wake ในท้ายที่สุดแล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ไปไกลถึงเกมในตำนานอย่าง Silent Hill ซักเท่าไรนัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเกมแนวสยองขวัญที่เป็นการถ่ายทอดความคิดตกผลึกและวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงความดี ความชั่ว , ความมืด หรือแสงสว่าง ปัญหาของวัฒนธรรมสมัยใหม่ เช่นปัญหาภายในครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันถูกเอามาตีความและถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะยังขาดในด้านของเกมเพลย์หรือในส่วนการเล่นไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าติดตามและไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า สนับสนุนของแท้ด้วยนะครับผม จะได้มีภาคต่อๆไปให้เราได้เล่นกัน (บน Stream เคยลดเหลือถูกมากๆเลยนะเอ่อ)

Final Score : [ B+ ] & [ Must Play Badge ]