แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ The Hunger Games แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ The Hunger Games แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

The Hunger Games: Mocking Jay Part 2 ( 2015 ) Movie Review



The Hunger Games: Mocking Jay Part 2 ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ประกายไฟลุกโชน"



    เชื่อว่ามาถึงจุดนี้แล้ว ใครๆก็คงจะปฏิเสธได้ยากถึงความสำเร็จของแฟรนไชส์ The Hunger Games จากหนังสือนวนิยายชื่อดังสู่ภาพยนตร์ที่นอกจากจะสร้างชื่อเสียงของนักแสดง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ให้เป็นที่โด่งดังแล้ว ยังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์จากหนังสือนวนิยายที่มีคุณภาพเหนือแฟรนไชส์ประเภทเดียวกันอื่นๆ โดยเฉพาะใน Catching Fire 


ถึงแม้ว่าการตัดสินใจที่จะหั่นหนังสือเล่มเดียวในภาคสุดท้ายเป็นสองส่วนจนพาเอาส่วนแรกกลายเป็นหายนะไปจะเป็นการตัดสินใจที่น่าตั้งคำถาม แต่อย่างไรก็ตาม บทสรุปของแฟรนไชส์ที่แทบจะเรียกได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง The Hunger Games ก็ได้ดำเนินมาถึงจุดจบเสียทีใน Mocking Jay Part 2 ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่น่าใจหายอย่างแปลกประหลาดอีกครั้ง เสมือนตอน Deathly Hallow ของ Harry Potter ในขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเสกเวทย์มนตร์คาถา หรือเคร่งเครียดไปกับการเมืองอันดุเดือด รู้สึกตัวอีกที เราก็ดำเนินมาถึงจุดจบของอีกหนึ่งแฟรนไชส์ชื่อดังเสียแล้ว



The Hunger Games: Mocking Jay Part 2 ว่าด้วยเรื่องราวต่อมาจาก 3 ภาคที่ผ่านมา สงครามระหว่างแคทนิส กับ สโนว์ ได้เข้ามาถึงจุดแตกหัก ถึงคราวที่เธอจะต้องต่อกรกับเขาและสะสางเรื่องราวที่ผ่านมาให้หมดสิ้น แต่หนทางกลับเต็มไปด้วยกับดักอันร้ายกาจและแสนอันตรายมากมาย แคทนิส จึงต้องทำทุกวิถีทางในการหยุดยั้งสโนว์ให้ได้



ถ้าหากเปรียบเทียบกับภาคล่าสุดอย่าง Mocking Jay Part 1 แล้ว Part 2 นี้ดูจะกลายเป็นการพัฒนาชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมืออยู่ไม่ใช่น้อย จากภาพยนตร์อันแสนน่าเบื่อชวนหลับ หาอะไรจับต้องแทบจะไม่ได้ กลายมาเป็น บทสรุปอันแสนลุ้นระทึก น่าตื่นเต้น เรื่องราวที่น่าค้นหาชวนติดตาม แต่อย่างไรก็ตาม Mocking Jay Part 2 ยังคงเต็มไปด้วยปัญหามากมายหลายประการ แม้ว่าตัวแฟรนไชส์จะดำเนินมาถึงจุดจบแล้วก็ตาม


ที่ดูจะส่งผลต่อหลากหลายส่วนของภาพยนตร์มากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการกำกับของ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ที่ยังคงแสดงให้เห็นปัญหาจากภาคที่แล้ว การเล่าเรื่องของเขานั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ย่ำแย่อะไร แต่ก็ตรงไปตรงมาตามสูตรสำเร็จมากจนเกินไป ขาดความคิดสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ทำให้การดำเนินเรื่องคาดเดาง่าย และปราศจากความสดใหม่ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งชมภาพยนตร์สูตรสำเร็จเดิมๆ 


กระทั่งตัวภาพยนตร์หลายส่วนเอง ก็ถูกเล่าเรื่องและผลักดันอย่างเร่งรีบ ไม่เว้นแม้แต่ฉากสำคัญๆที่ควรจะกระทบต่อจิตใจผู้ชมอย่างรุนแรง แต่กลับกลายเป็นฉากที่ถูกยัดเยียดเข้ามาอย่างลวกๆ ทำให้ฉากที่ควรจะน่าจดจำ ควรจะกลายเป็นฉากที่เราจะพูดถึงไปอีกนานแสนนาน หายวับไปกับตา จนแทบจะหาอะไรที่น่าจดจำไม่ได้ซักอย่าง



ที่ดูจะน่าเสียดายที่สุด ก็คือฉากแอ็คชั่นทั้งหลายในภาพยนตร์ที่เอาเข้าจริงน่าตื่นเต้น ลุ้นระทึก และเป็นจุดที่น่าจดจำที่สุดในภาคนี้ โดยเฉพาะฉากไล่ล่าใต้ดิน ที่ให้ความรู้สึกถึงภัยอันตรายที่ถาโถมรายล้อมเหล่าตัวละครของเราเข้ามาเสมือนคลื่นที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง สร้างความรู้สึกที่เราไม่อาจจะหนีพ้นไปจากสถานการณ์เช่นนี้ จนเกิดอารมณ์ของความ 'สิ้นหวัง' ซึ่งเป็นจุดอารมณ์ที่สูงที่สุดของภาคนี้ และเรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้รู้สึกได้ว่านี้คือภาคบทสรุปและสิ่งที่ Mocking Jay Part 2 ตั้งใจจะเป็นอย่างแท้จริง ความรู้สึกที่ว่าภัยอันตรายนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง และทุกย่างก้าวของเหล่าตัวละครอาจหมายถึงความตาย ไม่ต่างอะไรไปกับตอนที่พวกเขาอยู่ในสนามประลองในภาคก่อนๆ


แต่พอเมื่อฉากแอ็คชั่นเหล่านี้จบลง อารมณ์เหล่านี้ก็ถูกฉกฉวยไปจากผู้ชมอย่างรวดเร็ว และวนลูบกลับมาสู่การเล่าเรื่องอันแสนจืดชืดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน Mocking Jay Part 2  จนเป็นเหตุทำให้บทสรุปของ The Hunger Games ไม่เต็มอิ่ม และไม่น่าจดจำเท่าที่ควร




โชคยังดีที่ทางด้านเทคนิคและทีมโปรดัคชั่นยังคงอลังการ สมจริงเช่นเคย การถ่ายและวางเฟรมภาพในจุดต่างๆก็ยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ตัวภาพยนตร์ออกมาน่าดูชมตลอดเวลา การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของแต่ละฉากก็ยังคงอยู่ในจุดที่น่าทึ่ง


ที่สำคัญคือการแสดงของ เจนนิเฟอร์ ลอวเรนซ์ ก็ยังคงยอดเยี่ยม น่าทึ่งและแทบจะโอบอุ้มตัวภาพยนตร์เอาไว้บนบ่าของเธอ ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่ยังคงโดดเด่นไว้วางใจได้ไม่เปลี่ยนสำหรับแฟรนไชส์นี้


ถึงแม้ว่า Mocking Jay Part 2 จะอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างบทสรุปที่ยอดเยี่ยม และบทสรุปที่น่าผิดหวัง แต่ในท้ายที่สุด สิ่งที่แฟรนไชส์ The Hunger Games ได้รับ จากการฝ่าฟันได้มาถึงจุดนี้ ก็ไม่สามารถเป็นอื่นใดไปได้นอกจากความสำเร็จและกลายเป็นอีกหนึ่งเสี้ยวประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด



สุดท้ายแล้ว The Hunger Games: Mocking Jay Part 2 ก็ยังคงไว้ซึ่งการสอดแทรกเนื้อหาที่สะท้อนถึงวงจรแห่งบาปซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดของมนุษย์ชาติ ไม่ใช่แค่ในด้านการเมืองที่เต็มไปด้วยเกมแห่งการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง แต่ยังรวมถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ใช่แค่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ช่างหยิ่งผยองจองหองเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยข้ออ้างล้านแปดประการ สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็เพียงแต่หวังโลกในภายภาคหน้าจะเต็มไปด้วยความหวัง ความสงบสุข และใครซักคนที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้น เพื่อจุดประกายไฟให้ลุกโชน เสมือนสัญลักษณ์แห่งม็อกกิ้งเจย์


Final Score : [ 7 / 10 ]


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

The Hunger Games : Mockingjay Part 1 Movie Review

The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1   Movie Review



"Mockingjay Part 1 ยังคงเป็นภาพยนตร์ในชุด The Hunger Games ที่เราหลงรักและชื่นชอบ แต่การหั่นมันออกมาเป็นสองตอนดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าแค่ต้องรอ Part 2 อีกหนึ่งปี"

บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

    The Hunger Games ณ ตอนนี้ก็เรียกได้ว่ากลายเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีต้นแบบมาจากนวนิยายและประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย คล้ายๆกับ Harry Potter หรือ Twilight ที่ทั้งสองเรื่องหลังก็จบลงไปกันเรียบร้อยแล้ว มันเป็นภาพยนตร์ชุดที่เรียกได้ว่าฮิตขนาดกลายเป็นกระแสอะไรบางอย่างที่วัยรุ่นทั่วโลกจะต้องพร้อมใจกันจับมือไปดูถ้าหากไม่อยากคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องในวันรุ่งขี้นเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งในคราวนี้ตัวภาพยนตร์ชุดนี้ก็ได้ก้าวมาสู่ภาคที่สาม ซึ่งตามหนังสือควรจะเป็นภาคสุดท้ายอย่าง Mockingjay นั้นเอง แต่แน่นอนว่าตัวภาพยนตร์ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตามเทคนิคทางการตลาดที่กำลังฮอตฮิตในขณะนี้ด้วยการหั่นเป็นสองตอน Part 1 กับ Part 2 แบบ Harry Potter and the Deathly Hallows หรือ Twilight Saga Breaking Dawn ซึ่งการทำเช่นนี้ใน Mockingjay ดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าที่คาดคิดเอาไว้พอสมควร

The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1 ว่าเรื่องราวต่อเนื่องจากใน The Hunger Games : Catching Fire แคทนิสได้ทำลายเกมลงในภาคที่แล้ว จึงทำให้เกิดกระแสลุกฮือขึ้นมาอย่างรุนแรง ในขณะที่เธอได้มาอาศัยอยู่ในเขตที่ 13 เธอจึงถูกขอร้องให้มาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของกลุ่มต่อต้านแคปปิตอล ท่ามกลางความกดดันอันใหญ่หลวง สถานการณ์อันรุนแรง และตัวพีต้าที่ถูกแคปปิตอลจับตัวไป แคทนิสจะสามารถผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้หรือไม่ ?

Mockingjay Part 1 ต้องพูดก่อนเลยว่าไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่แต่อย่างใดเลย มันยังคงเป็นภาพยนตร์บทสรุปของ The Hunger Games ที่เราหลายๆคนหลงรักและชื่นชอบ แต่ในเมื่อ Part 1 ก็เป็นจุดเริ่มต้นของภาคจบและภาคสรุปทุกๆสิ่งอย่างแล้ว ผู้เขียนก็คาดหวังเอาไว้ว่ามันจะปูทางไปสู่ Part 2 อย่างประทับใจได้บ้าง ยิ่งโดยเฉพาะในภาค Catching Fire ที่ตัวผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ทำผลงานเอาไว้ได้ยอดเยี่ยมมาก ก็ยิ่งทำให้ความคาดหวังสูงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่บอกไปแล้วว่าปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าร้ายแรงที่สุดของ Mockingjay Part 1 เลยก็คือ การหั่นหนังสือเพียงเล่มเดียวออกมาเป็น 2 Part ซึ่งมันทำให้การกำกับของตัวฟรานซิส ลอว์เรนซ์เองถูกจำกัดลง จากการที่ตัวเขาเคยเล่าเรื่องอย่างน่าสนใจ น่าตื่นเต้นในภาคก่อนๆ ก็ต้องถูกบังคับให้เล่าช้าลงเนื่องจากมิเช่นนั้นมันจะไปทับเวลาที่จะเอาไปใส่ใน Part 2 พาเอา Part 1 ในครั้งนี้รู้สึกน่าเบื่อและยืดยาดในหลายๆฉากที่ตัวภาพยนตร์พยายามจะยืดเรื่องมากจนเกินไปทั้งๆที่บางทีก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น

นอกจากนั้นจุดที่ผู้เขียนรู้สึกได้เลยว่าหายไปและเป็นจุดที่สำคัญมากๆของตัวภาพยนตร์ชุดนี้ก็คืออารมณ์ของการประลองกันในเกมแบบในภาคแรกหรือภาคสอง การประลองหรือ"เกม"ในภาพยนตร์ชุดนี้ เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าทำให้ตัวชุดภาพยนตร์โดดเด่นและแตกต่างออกมาจากภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากนวนิยายเรื่องอื่นๆที่คล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด เฉกเช่น Divergent ใช่มันยังคงพูดถึงโลกแบบดิสโธเปีย เสียดสีสังคมและการต่อต้านอยู่เช่นเคย แต่เมื่อ The Hunger Games ได้ใส่เรื่องราวของโลกแห่งเกมเข้ามามันก็ได้ทำให้ตัวมันเองน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องราวของการเอาชีวิตรอด ในการเอาใจผู้สนับสนุนนอกเกมเพื่อที่พวกเขาจะได้ส่งของมาให้ในเกม ความเชื่อใจ การทรยศ การเอาชีวิตรอดและโดยเฉพาะการที่ผู้ชมรู้ดีว่าจะต้องมีภัยอันตรายมากระทบตัวละครอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกเอาใจช่วยและตื่นเต้นไปพร้อมๆกับตัวละคร ซ้ำยังด่านต่างๆก็ยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจและเพิ่มความเข้มข้นของตัวเกมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นี้เป็นจุดที่ทำให้ภาพยนตร์ชุด The Hunger Games โดดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยเกมที่กดดัน จริงจังและเคร่งเครียด ที่ภัยอันตรายจะมาจากทางใดก็ได้ และภัยอันตรายนี้ก็ถูกห่อหุ้มด้วยโลกภายนอกเขตต่างๆและแคปปิตอลที่อันตรายไม่แพ้กันอีกชั้นหนึ่ง 

ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกและสิ่งเหล่านี้มันได้หายไปหมดใน Mockingjay Part 1 เหลือเพียงแต่เรื่องราวของการต่อต้าน สงครามและความรักอันสุดแสนจะน่าเบื่อ ซ้ำซาก ทั้งๆที่พูดเลยว่าตัวผู้เขียนไม่เคยประทับใจการเล่าเรื่องในโลกภายนอกเขตต่างๆรวมถึงแคปปิตอลของผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์เลยตั้งแต่ภาคแรกๆ คือน่าสนใจแต่เทียบอะไรไม่ได้กับตอนที่เขากำกับฉากช่วงที่อยู่ในเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสองที่การเล่าเรื่องและปูเรื่องในโลกภายนอกดูจะเป็นจุดอ่อนแอที่สุดของภาค แล้วเมื่อใน Mockingjay Part 1 มันถูกยัดเข้ามาเต็มๆ 2 ชั่วโมงแบบตัดเรื่องราวของเกมออก มันก็เหมือนการเอาเปลือกนอกของผลไม้ที่ไม่สำคัญเท่ากับเปลือกในมาให้เรารับประทานแทนที่จะให้เนื้อในที่ทำให้ตัวผลไม้เอร็ดอร่อยและน่าทานอย่างแท้จริงมาให้

ถึงกระนั้นก็ตามตัวนักแสดงนำอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ก็ยังคงรับบทแคทนิส เอเวอร์ดีนได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคยถึงแม้ว่าตัวบทอาจจะไม่ได้ดีซักเท่าไรนักก็ตาม และโดยเฉพาะในภาคนี้ที่แฟนๆหลายคนก็คงจะจับตานักแสดงอย่างฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเขาซึ่งเป็นนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งในโลกได้จากพวกเราไปแล้วในต้นปีที่ผ่านมานี้ ยังถือว่าเป็นที่โชคดีของตัวผู้สร้างที่ในช่วงนั้นตัวภาพยนตร์ Part 1 ได้ถ่ายทำในส่วนของเขาจบลงไปแล้ว เราก็คงจะต้องมาดูกันอีกทีว่าใน Part 2 จะกระทบต่อตัวภาพยนตร์มากน้อยแค่ไหน คาดว่าก็อาจจะต้องใช้เทคนิคดิจิตอลเข้าไปแทนที่กันไป

ในท้ายที่สุด The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ในชุด The Hunger Games ที่เราหลงรักและชื่นชอบ แต่การหั่นมันออกมาเป็นสองตอนดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าแค่ต้องรอ Part 2 อีกหนึ่งปี ด้วยบทส่วนที่ถูกหั่นออกมาทั้งซ้ำซากจำเจและไม่น่าสนใจ ส่วนการกำกับของฟรานซิส ลอว์เรนซ์เองก็อืดอาดยืดยาดจนจะพาหลับ ยังไงก็ตามนี้ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ถึงกระนั้นผู้เขียนก็คงได้แต่หวังว่าใน Part 2 ทุกอย่างจะลงตัวและจบลงได้อย่างสวยงามมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้


Final Score : [ B ]



ติดตามบทวิจารณ์ใหม่ๆในอนาคต และอัพเดทข่าวหรือตัวอย่างวงการภาพยนตร์/เกมได้ที่แฟนเพจเลยครับผม :)
Facebook

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

The Hunger Games: Catching Fire ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
การกลับมาของแคทนิส  เอเวอร์ดีนที่ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี




Movie Name : The Hunger Games : Catching Fire ( 2013 ) , Action / Adventure / Sci-Fi
Director : Francis Lawrence ( Constantine , I Am Legend , Water for Elephants ) 
Stars : Jennifer Lawrence ( X-Men : First Class , Silver Linings Playbook ,The Hunger Games ) , Liam Hemsworth ( The Hunger Games , The Expendables 2 ) , Josh Hutcherson ( Bridge to Terabithia , The Hunger Games ) , Woody Harrelson ( The Hunger Games , Zombie Land , Now You See Me ) , Donald Sutherland ( The Hunger Games , Ordinary People ) , Stanley Tucci ( The Hunger Games , Percy Jackson : Sea of Monsters ) , Philip Seymour Hoffman ( Money Ball , The Master ) , Jena Malone ( Sucker Punch , Into the Wild ) , Sam Claflin ( Snow White and The Hunts Man , United ) 
Rating : PG -13








REVIEW

                                                         ในตอนนี้ คงจะพูดได้ว่าไม่มีใครที่จะไม่รู้จักภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่ายักษ์ใหญ่มากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งอย่าง The Hunger Games อย่างแน่นอน ตั้งแต่ภาคแรกในช่วงที่เข้าฉายทั่วโลกก็เกิดกระแส "Hype" กันมากมายจนทำให้หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่ากระแส Hype ต่างๆเหล่านี้ มันจริงหรือมันเป็นเพียงแค่กระแสที่แฟนๆสร้างขึ้นมาแบบ Twilight กันแน่ คงต้องขอปูพื้นกันหน่อย The Hunger Games นั้นเป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบหรือสร้างมาจากหนังสือนวนิยายขายดีชื่อดัง ในชื่อเดียวกันของ  Suzanne Collins โดยในหนังสือซีรียส์นี้นั้นมีอยู่ 3 ภาคด้วยกัน นั้นก็คือ The Hunger Games , Catching Fire และสุดท้าย Mockingjay  โดยในฉบับภาพยนตร์นั้นก็จะเดินตามภาคต่างๆในหนังสือเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันตรงที่ในภาคสุดท้าย Mockingjay นั้นตัวภาพยนตร์จะแยกออกมาเป็น 2 ภาค แบบ Harry Potter และ Twilight นั้นก็คือ 3.1 และ 3.2 



ถึงแม้จะขอพูดเลยว่า รู้สึกเสียดายกับ The Hunger Games ในภาคแรก ที่ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีโอกาสมากๆอีกเรื่องหนึ่ง แต่กลับไม่สามารถที่จะแสดงหรือเปล่งประกายมันออกมาได้อย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะในองค์ 2 และ 3 ของภาพยนตร์ที่ผลออกมาได้ไม่สมกับองค์แรกที่ปูมาอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่างน่าเสียดาย ซึ่งคำถามในภาคนี้ "Catching Fire" หลักๆก็คงจะมีอยู่ว่า "แล้วภาคนี้สามารถที่จะข้ามจุดๆนั้นและโบยบินไปสู่จุดหมายได้หรือไม่ ?"


The Hunger Games : Catching Fire เป็นภาพยนตร์ที่น่าจะเรียกได้ว่า "เดินมาถูกทาง"แล้วในหลายๆด้าน ด้านที่น่าจะเรียกได้ว่าสำคัญมากที่สุดนั้นก็คือ การที่ตัวภาพยนตร์นั้นเปลี่ยนผู้กำกับจากภาคที่แล้วซึ่งก็คือ Gary Ross มาเป็น Francis Lawrence ซึ่งในภาพยนตร์บางเรื่องการที่เปลี่ยนผู้กำกับอาจจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไรนัก อย่างเช่น A Good Day To Die Hard ของ John Moore แต่ใน Catching Fire การเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งนี้นั้น กลับทำให้ภาพยนตร์นั้น "เฉิดฉาย" ขึ้นอย่างมาก ซึ่งจริงๆแล้วตัวผู้กำกับ Francis Lawrence ก็ถือได้ว่าเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมากมายอีกคนหนึ่ง จากผลงานอย่าง Constantine หรือ ภาพยนตร์ขวัญใจใครหลายๆคน I Am Legend เขาถือได้ว่าเป็นผู้กำกับอีกคนหนึ่งที่เล่าเรื่องได้เก่งน่าติดตามและรู้จักวิธีการสร้างความตึงเครียดในฉากต่างๆได้อย่างเก่งกาจ ที่สำคัญเลยก็คือ เขารู้จักวิธีที่จะขยี้หัวใจคนดูได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งสิ่งเหล่าๆนี้นั้น ก็เป็นองค์ประกอบหลักๆในภาพยนตร์ Catching Fire ภาคนี้ที่ทำให้มันช่าง "น่าหลงใหล"



สิ่งที่พบเห็นและรู้สึกได้ชัดเจนเลยในภาคนี้นั้นก็คือ มันเป็นการรับไม้ต่อได้อย่างน่าทึ่ง และเป็นการรับไม้ต่อจากภาคที่แล้ว ที่ยิ่งเสริมและทวีคูณความเข้มข้นของภาพยนตร์อีกเหล่าเท่าตัว ไม่ว่าจะในด้าน Content หรือ เนื้อหาของภาพยนตร์ที่เข้มข้น ดุเดือด จริงจัง มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าการปูเรื่องในองค์แรกของ Francis Lawrence จะโซซัด โซเซ ไปบ้าง แต่การเล่าเรื่องใน องค์ที่ 2 และ 3 เขากลับเอามันได้อย่างอยู่หมัดเลยจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดต่างๆที่ช่างถาถม ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ หลายๆครั้งที่คุณจะพบว่าตัวคุณเองรู้สึกเหมือนกำลังกลั้นหายใจ ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ ซึ่งเป็นผลมาจาก การที่ภาพยนตร์นั้นสามารถที่จะทำให้ผู้ชม"หลงเชื่อ" ได้ ว่านี้คือของจริง นี้คือสมรภูมิจริง ที่คุณไม่อาจจะรู้ได้ว่าก้าวต่อไปของตัวละครหนึ่งอาจจะเป็นก้าวสุดท้ายในชีวิตของตัวละครนั้น และคุณก็หลงไหล หรือ อาจจะพูดได้ว่า "หลงรัก" ตัวละครเหล่านี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันทำให้คุณคอยลุ้นทุกก้าวของตัวละคร และ หวัง ส่งกำลังใจให้ ตัวละครเหล่านั้น ว่าพวกเขาจะไม่เป็นอะไรไป 


 ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งเลยก็คึอ ฉาก Action ต่างๆของผู้กำกับ Francis Lawrence นั้นไม่ใช่ฉากที่เต็มไปด้วย "Shaky Cam" หรือ เทคนิคการถือกล้องด้วยมือซึ่งทำให้ภาพที่ออกมามีการสั่น และไม่อยู่กับที่ ซึ่งช่างน่ารำคาญ และคุณแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย ซึ่งมันเป็นเทคนิคที่เรียกได้ว่า "หน้าไม่อาย" เพราะมันคือการพยายามปกปิดว่าคุณทำฉาก Action ได้อย่างห่วยแตกจนต้องใช้เทคนิคนี้มาบดบัง ซึ่งมีผู้กำกับจริงๆไม่กี่คนในโลกเท่านั้น ที่จะใช้เทคนิคนี้ได้อย่างเป็น สไตล์จริงๆ ใน The Hunger Games : Catching Fire นั้นทุกๆฉาก Action เราจะได้เห็นทุกๆตัวละครกำลังฟาดฟันกันอย่างไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมองไม่เห็นอะไร หลายๆครั้งฉาก Action เหล่านี้ มันมีความลึก ของรายละเอียดในฉากต่างๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ กว่าภาพยนตร์ Action หลายๆเรื่องโดยไม่ต้องใช้เทคนิค Shaky Cam เสียอีก



และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ที่ไม่พูดเลยไม่ได้นั้นก็คือนักแสดงในภาพยนตร์ โดยเฉพาะ Jennifer Lawrence ที่เป็นอีกครั้งที่เธอพิสูจน์แล้วว่า เธอไม่ได้บท แคทนิส มาโดยฟลุ๊คๆ หรือ ได้รางวัล Oscar นำแสดงหญิงยอดเยี่ยม มาเพราะโชคดี แต่อย่างใด เพราะหลายๆครั้งในภาพยนตร์ที่เธอแสดงได้อย่างน่าทึ่ง และเรียกได้ว่าจัดการทั้งเรื่องได้อย่างอยู่หมัด ซึ่งในตอนนี้เธอถือได้ว่าเป็นนักแสดงหญิงที่มีความสามารถมากที่สุดอีกคนหนึ่ง และยังมีโปรแกรมแสดงในภาพยนตร์ใหญ่ๆอีกอย่างเช่น X-Men : Days of Future Past ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ ที่คนทั่วโลกจับตามองและคาดหวังมากอีกเรื่องหนึ่งในปี 2014 ยังไม่รวมถึง Jena Malone จาก Sucker Punch ที่ยังคงแสดงได้อย่าง "บ้าบิ่น"ซะจนทำให้ถูกใจตั้งแต่แรกพบจริงๆ 


สุดท้ายนี้แล้ว คงจะต้องขอพูดถึงจุด Climax ของภาพยนตร์ ซึ่งต้องขอสารภาพเลยว่า ตัวเองนั้น เป็นคนที่ดูภาพยนตร์ Hollywood โดยเฉพาะ ภาพยนตร์ตลาด มามาก จนแทบจะไม่รู้สึกว่า ตัวเองนั้นตกใจกับฉาก Climax ฉากหักมุมต่างๆหรือตื่นเต้นไปกับมัน เท่าไรอะไรอีกแล้ว  ซึ่ง The Hunger Games : Catching Fire ก็พิสูจน์แล้วว่าความคิดข้อนั้น "ผิด" เพราะมันช่างเป็นฉากจบที่ น่าทึ่ง ตระการตา คาดไม่ถึง ฉลาด ที่สำคัญก็คือสมเหตุสมผล และเป็นการเริ่มต้น ปูไปสู่จุดจบในภาค 3.1 และ 3.2 ได้อย่างชาญฉลาด สาเหตุและเหตุผลเต็มๆก็น่าจะมาจากการที่ไม่เคยอ่านหนังสือภาคใดๆของ The Hunger Games มาก่อนเลย ซึ่งในจุดนี้ก็คงต้องขอชมผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ Suzanne Collins ที่เขียนหนังสือมาได้อย่างน่าทึ่ง และ ผู้กำกับ Francis Lawrence ที่กำกับและถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างตระการตา 



ใช่ The Hunger Games : Catching Fire นั้น ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ "Perfect" มันยังคงมีการสะดุด และล้มอยู่หลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งที่มันได้ล้มลง มันกลับลุกขึ้นมาใหม่ ได้อย่างแข็งแกร่ง และทรงพลังมากขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง จนในท้ายที่สุดก็คงจะไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธได้อีกว่า นี้คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ สมการรอคอย และยิ่งใหญ่พอ ที่จะสามารถเดินตามรอยท้าว หรือแม้แต่ก้าวเคียง ไปกับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Harry Potter ได้อย่างเต็มที่ และมีเกียรติ



Final Score : [ A - ] & [ Must See Badge ]