แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Adventure แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Adventure แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Jurassic World ( 2015 ) Movie Review


Jurassic World ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"สุดยอดภาพยนตร์ฟาสต์ฟู้ดของฮอลลีวูด"



Jurassic Park เชื่อเลยว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ หรืออาจจะเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในตอนนั้น การมาของเหล่าไดโนเสาร์ในภาพยนตร์ ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฮอลลีวูดไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่ง Jurassic World ก็คือการกลับมาที่พยายามจะสร้างประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง


Jurassic World ว่าด้วยเรื่องราวของสวนสนุกจูราสสิคเวิลด์ที่เกิดเหตุไดโนเสาร์หลุดออกมาจึงทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง 



อย่างแรกที่ Jurassic World แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและปฏิเสธไม่ได้จริงๆเลย ก็คือทางด้านโปรดัคชั่น และซีจีต่างๆของมัน นี้เป็นภาพยนตร์ที่สรรรค์สร้างซีจีไดโนเสาร์ต่างๆ หรือ การออกแบบฉากต่างๆได้อย่างน่าทึ่ง อลังการงานสร้าง ระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่างไม่ต้องสงสัย


ยิ่งผนวกโปรดัคชั่นและซีจีเข้ากับฉากต่อสู้ของไดโนเสาร์ที่โดยเฉพาะในช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง ก็ทำให้ผลออกมาได้ฉากต่อสู้สุดมันส์ ตื่นเต้น และน่าดูชมสุดๆ



แต่ปัญหาของ Jurassic World ก็คือ มีเพียงแค่ โปรดัคชั่น ซีจี และฉากต่อสู้(อันสุดมันส์)ของไดโนเสาร์เท่านั้น ที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้อย่างดีและยอดเยี่ยมจริงๆ เมื่อเรามองหรือลงไปสำรวจส่วนอื่นๆของภาพยนตร์เรื่องนี้สิ่งทีเราพบกลับเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จกลวงๆ ปราศจากซึ่งชั้นเชิงหรือความฉลาดใดๆ


เฉกเช่น ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ที่สุดแสนจะจืดชืด แบน ขาดความมีชีวิตหรือความเป็นมนุษย์ ซ้ำร้ายการตัดสินใจบางอย่างของพวกเขาก็ช่างน่ากุมขมับในหลายต่อหลายครั้ง นี้ไม่ใช่ตัวละครที่เราจะรู้สึกสนใจหรือใส่ใจในความเป็นอยู่ของพวกเขาเหมือนที่เราอาจจะเคยรู้สึกกับตัวละครภาคก่อนหน้าเลย นี้ยังไม่นับถึงเรื่องราวความรัก โรแมนติก กุ๊กกิ๊กของสองตัวละครเอกที่ถูกยัดเยียดเข้ามาอย่างน่ารำคาญ และขาดความน่าสนใจอย่างรุนแรง





สิ่งที่น่าตลกเข้าไปอีก ก็คือความพยายามในการยัดเยียดเพลงประกอบภาพยนตร์เอกลักษณ์ของ Jurassic Park เข้ามา ซึ่งมันควรจะทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น ขนลุกหรือ ฟินอะไรก็ว่าไป


แต่ด้วยความที่มันดันยัดเยียดเข้ามาในฉากเปิดเรื่องและการเล่าเรื่องอันจืดชืดของผู้กำกับ โคลิน เทรเวอร์โรว์ มันก็ทำให้ตัวเพลงประกอบภาพยนตร์กลายเป็นเสมือนซอสมะเขือเทศ ที่พยายามบีบเทอย่างบ้าคลั่งลงไปในอาหารที่รสชาติย่ำแย่จืดชืด แต่ก็ดันมีราคาแพงจนไม่อยากที่จะทิ้งๆไปแทน


ที่น่าสงสัยและน่าตั้งคำถามเข้าไปอีก ก็คือบทภาพยนตร์อันสุดแสนจะย่ำแย่ของ Jurassic World เสมือนทางทีมเขียนบทไปขอยืมบทจากภาพยนตร์เกรดบีอย่างเช่น Dinocroc หรือ Rogue ซึ่งเอาเข้าจริงถ้าหากนี้เป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดทั่วไปมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องแย่อะไร ซ้ำภาพยนตร์บางเรื่องอย่างเช่น Rogue ก็สนุกและตื่นเต้นดี แต่ไม่ใช่ในภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ มีชื่อยักษ์ใหญ่อย่าง 'Jurassic' แปะอยู่ และที่สำคัญคือไม่ใช่ในภาพยนตร์ที่มีทุนสร้างมากกว่าภาพยนตร์อย่าง Rogue เกือบ 6 เท่า



ในด้านเนื้อหาและประเด็นต่างๆ Jurassic World ก็เป็นภาพยนตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามระบบทุนนิยมในบางด้านที่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักของเงิน มากกว่าศีลธรรมต่างๆได้น่าสนใจทีเดียว รวมถึงความเชื่อที่ของปลอมหรือของที่มนุษย์พยายามสร้างเลียนแบบธรรมชาตินั้นไม่สามารถที่จะมาทดแทนหรือเทียบกับของแท้หรือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างแท้จริงได้ ก็เป็นการยืนยันถึงความเล็กกระจิ๋วหลิวของมนุษย์ที่พยายามก้าวข้ามสิ่งที่ตนเองไม่อาจจะควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม 



ในท้ายที่สุดแล้ว Jurassic World ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ตอบสนองผู้ชมหลายส่วนในด้านของความบันเทิงอย่างแน่นอน มันเป็นภาพยนตร์ที่ โหวกเหวกโวยวาย ตื่นเต้น ระทึก สนุก และเต็มไปด้วยภาพอันสวยงามอลังการ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายฉากนั้นพาเอาขนลุกอยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่มีเพียงแค่นี้เท่านั้นที่ Jurassic World เสนอให้กับเราได้ ถ้าหากคุณหวังว่าจะได้เจอกับเวทย์มนตร์ที่เคยตราตึงคนทั่วโลกจนใครหลายๆ คนยังไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้แบบใน Jurassic Park คุณก็คงจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน


Final Score : [ 6 / 10 ]

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mad Max: Fury Road ( 2015 ) Movie Review


Mad Max: Fury Road ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"แสงสว่างที่เล็ดรอดเข้ามาในโลกอันบ้าคลั่ง"



  ดูเหมือนว่ากระแสภาพยนตร์ดิสโธเปียโลกแตก สังคมล่มสลาย ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะจางหายไปไหน จากสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ประเภทนี้ถึงสองเรื่อง Lost River และ Mad Max: Fury Road 


ซึ่ง Mad Max: Fury Road เป็นภาพยนตร์รีบู้ทหรือนำกลับมาสร้างใหม่ จากภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกันเมื่อปี 1979 และมีภาคต่อมาในปี 1981 และภาคสุดท้าย Mad Max: Beyond Thunderdome ในปี 1985 โดยในตอนนั้นมีนักแสดงนำเป็น เมล กิ๊บสัน ทั้งสามภาค 
ส่วนในภาครีบู้ทครั้งนี้ ตัวละครเอกอย่างแมดแม็กซ์ก็ได้เปลี่ยนตัวนักแสดงมาเป็น ทอม ฮาร์ดี้ ที่มีผลงานน่าประทับใจหลากหลายเรื่องในช่วงนี้ ตั้งแต่ The Dark Knight Rises (2012) , Warrior (2011) และล่าสุดอย่าง Child 44 (2015)


Mad Max: Fury Road ว่าด้วยเรื่องราวของ แม็กซ์ ชายผู้ต้องไปเผชิญกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์บ้าคลั่ง ในระหว่างนั้นเอง เขาก็ได้พบกับฟูริโอซ่า นางทหารที่กำลังวางแผนการลับบางอย่างเอาไว้ แม็กซ์จึงตกอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างฟูริโอซ่าและหัวหน้าแก๊งค์จอมโหดอิมเมอร์ตันโจ เขาจะสามารถเอาชีวิตรอดไปจากสถานการณ์นี้ได้หรือไม่ ?




บุคคลที่ต้องขอซูฮกเลยจริงๆเลย ก็คือผู้กำกับ/เขียนบทร่วม จอร์จ มิลเลอร์ ซึ่งก็อายุอานามก็ไม่ได้น้อยๆแล้ว แต่กลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับอัจฉริยะได้เช่นนี้


ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นไล่ล่า คิวบู้ ที่สุดแสนจะตื่นเต้น ดิบ เถื่อน สะใจ , การเล่าเรื่องที่ลื่นไหล น่าติดตามเต็มไปด้วยพลัง หรือการออกแบบลักษณะของตัวละครที่น่าสนใจ พูดจริงๆเถอะ ใครบ้างละจะไม่ชอบเจ้าตัวละครดีดกีตาร์ร็อคปล่อยไฟได้ ? สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ต้องพูดเลยว่าน่าตกใจมากที่ออกมาจากผู้กำกับอายุ 70 ปีท่านนี้คงต้องพูดว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขสำหรับป๋าจอร์จเสียจริงๆ


ในด้านของบทภาพยนตร์แล้ว ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ภายนอกแล้วดูเหมือนนี้จะเป็นพล็อตอันแสนธรรมดา ตัวร้ายไล่ล่าตัวละครเอก และพวกตัวละครเอกก็ต้องหาทางหนีให้ได้ หากแต่ว่าเมื่อได้ชมจริงๆตัวบทมันดิ่งลงไปมากกว่านั้น เช่น การสอดแทรกปมเบื้องหลังของแต่ตัวละครได้อย่างลึกซึ้งน่าเชื่อถือ และยังเต็มไปด้วยมุขและลูกเล่นอัจฉริยะพลิกเรื่องราวไปมาหลายตลบที่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจอยู่ได้ตลอดเวลา


อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องขอชมอีก ก็คือในด้านของโปรดัคชั่นดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม ฉาก และอุปกรณ์รวมถึงซีจีคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สวยงาม สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับโลก Mad Max ได้เป็นอย่างดี





แต่บุคคลที่ต้องยกเครดิตและความดีความชอบให้ในฐานะที่ทำให้ตัวภาพยนตร์ Mad Max: Fury Road เป็นที่น่าประทับใจมากจริงๆเลย  ก็คือ ชาร์ลิซ เธอรอน ผู้รับบทฟูริโอซ่าในเรื่อง  ที่ถ่ายทอดการแสดงระดับเข้าชิงเวทีรางวัลให้เราได้ชมกัน ทำให้เรารู้สึกหลงรักในตัวละครของเธอ โดยเฉพาะฉากที่เธอทรุดตัวลงไปกรื้ดร้องท่ามกลางทะเลทรายอันแสนโหดร้ายที่พาเอาขนลุกขนพองกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีนักแสดงหลายคนที่น่าชมไม่ใช่น้อยเช่น นิโคลัส ฮอลท์ หรือ ทอม ฮาร์ดี้ แต่ยังไง ชาร์ลิซ เธอรอนก็คงจะได้มงกุฎไปอย่างไม่ต้องสงสัย


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครฟูริโอซ่าของเธอ ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวเอกที่โดดเด่นมากกว่าตัวละครที่มีชื่อแปะอยู่ในโปสเตอร์ภาพยนตร์อย่าง แมดแม็กซ์ เสียอีก ด้วยการใช้ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นจุดขัดแย้งหลักของเรื่อง และใช้แมดแม็กซ์เป็นตัวช่วยเหลือในการดำเนินเรื่อง(หรือในบางครั้งอาจจะเป็นตัวแทนผู้ชมก็เป็นได้) ถ้าหากจะเปรียบเทียบก็เสมือน ตัวละครแมดแม็กซ์เป็นกระบอกปืน ในขณะที่ตัวละครฟูริโอซ่าเป็นลูกกระสุน ทั้งคู่ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ถ้าหากต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมากทีเดียว



ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นล้างผลาญ บ้าๆ บอๆ ก็ตาม แต่ภายในของมันก็กลับเต็มไปด้วยการสอดแทรกประเด็นและแนวคิดต่างๆที่น่าสนใจทีเดียว เช่น การลุกขึ้นมาต่อสู้ของเพศสตรีที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือหรือถูกกดขี่โดยเพศชายเพียงฝ่ายเดียว 





แต่ประเด็นที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ เชียวเลย ก็คือสอดแทรกความเชื่อเรื่องความตายอันมีเกียรติจะนำไปสู่ 'วัลฮาล่า'(Valhalla)ซึ่งหมายถึงแดนสรวงสวรรค์ ของภาพยนตร์ หลายๆ ตัวละครในภาพยนตร์อยากตายจากในโลกอันแสนเลวร้ายที่พวกเขาอยู่ 'โลกดิสโธเปีย' เพื่อไปสู่วัลฮาล่า โลกซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง อุดมสมบูรณ์ 'โลกยูโธเปีย' นั้นเอง ซึ่งนอกจากนี้จะแสดงถึงความฉลาดของภาพยนตร์ที่สามารถสอดแทรกความคิดขั้วตรงกันข้ามอย่างยูโธเปีย เข้าไปในภาพยนตร์ดิสโธเปียได้อย่างยอดเยี่ยม พอเหมาะพอเจาะ ไม่บังคับหรือยัดเยียดมากไปแล้ว ยังสะท้อนถึงความหวังของมนุษย์ที่อยากจะอยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ จุดสูงสุด ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร และยังอยากให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าตนเองกำลังจะถึงจุดนั้น เฉกเช่นที่เราเห็นหลายๆตัวละครในภาพยนตร์ตะโกนก่อนจะทำอะไรบ้าๆว่า "จงดูฉันนะ" ซึ่งแสดงถึงความเชื่อใน 'American Dream' ได้ดีอีกด้วย





สุดท้ายแล้ว Mad Max: Fury Road ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงสุดยอดแห่งภาพยนตร์แอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยความมันส์ที่ทำเอานั่งเก้าอี้ไม่ติด ปวดฉี่ก็ต้องนั่งอั้นทั้งเรื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพยนตร์ที่สอดแทรกประเด็นเนื้อหาอันซับซ้อนต่างๆที่แสดงถึงเนื้อแท้ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งภายนอกและภายในได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย นี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เพรชเนื้อดีหายากของฮอลลีวูดที่นานๆทีจะมีโอกาสเกิดขึ้น และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่คอภาพยนตร์ทุกคนไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด


Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Kingsman : The Secret Service ( 2015 ) Movie Review

Kingsman : The Secret Service ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Kingsman : The Secret Service ไม่ใช่ภาพยนตร์แอ็คชั่นที่แปลกใหม่หรือไร้ที่ติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี้คือภาพยนตร์ที่บันเทิงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปี 2015"


            ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าสู่ปีใหม่ 2015 นี้ ภาพยนตร์แอ็คชั่นหลายเรื่องที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นที่น่าสนใจว่าน่าผิดหวังพอสมควร ตั้งแต่ Jupiter Ascending , ฺBlackhat หรือ ภาพยนตร์ที่เข้าขั้นหายนะไปไม่กลับอย่าง Taken 3 

ในท่ามกลางความสิ้นหวังสำหรับคอภาพยนตร์แอ็คชั่นนี้ ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง Kingsman : The Secret Service ซึ่งกำกับโดย แมทธิว วอห์น ผู้กำกับมากฝีมือเจ้าของผลงานที่น่าจดจำอย่าง Stardust , Kick Ass ภาคแรก และโดยเฉพาะ  X-Men : First Class 

Kingsman : The Secret Service ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มสายลับอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่นำตัวเด็กหนุ่มที่มีความสามารถแอบแฝงคนหนึ่งมาฝึกให้เป็นสุดยอดสายลับ แต่ระหว่างนั้นเอง แผนการน่ากลัวของวายร้ายอัจฉริยะก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น สายลับอังกฤษและเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถหยุดวายร้ายคนนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะพินาศได้หรือไม่ ?




จุดที่น่าชื่นชมมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือการโอบกอดและรับความโอเวอร์ เหนือจริงของตัวภาพยนตร์เข้ามาใช้อย่างเต็มที่
Kingsman : The Secret Service  เป็นภาพยนตร์ที่รู้ตัวดีว่าในบางครั้ง ตัวมันเองช่างหลุดโลกแค่ไหน แต่แทนที่จะลดระดับความหลุดโลกนั้นลงมา ตัวผู้กำกับแมทธิว วอห์น เลือกที่จะเพิ่มความหลุดโลก ความเหนือจริงเข้ามาอีก จึงเป็นเหตุทำให้ฉากต่อสู้หลายฉากในภาพยนตร์กลายเป็นฉากตลกขบขันมีสีสันท่ามกลางความโหดร้ายทารุณ เลือดสาดกระจายได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นจุดที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้โดดเด่นและน่าจดจำมากที่สุดเลยทีเดียว

อีกสิ่งที่บันเทิงสุดๆเลย ก็คือการกำกับฉากต่อสู้ของแมทธิว วอห์นซึ่งยังคงยอดเยี่ยม และสวยงามเช่นเคย เขายังคงพิสูจน์ว่าเขาคือผู้กำกับที่รู้จักวิธีการสร้างฉากต่อสู้ให้สวยงาม อลังการ น่าติดตาม และรู้จุดวางกล้อง การเคลื่อนที่ของกล้องหรือตัวละครเป็นอย่างดี ซึ่งความสามารถนี้ดูจะเป็นสิ่งที่เริ่มหายากขึ้นทุกทีในตัวผู้กำกับภาพยนตร์แอ็คชั่นของฮอลลีวูดสมัยนี้ 

ยิ่งผนวกฉากต่อสู้เข้ากับอารมณ์หลุดโลก ขบขันของตัวภาพยนตร์ก็ยิ่งทำให้ Kingsman : The Secret Service กลายเป็นภาพยนตร์ที่รู้สึกน่ามองและน่าติดตามอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว




ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเราลงไปสำรวจและวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์จริงๆแล้ว ก็จะพบได้ไม่ยากว่า นี้ไม่ใช่ภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีบทภาพยนตร์อันน่าจดจำหรือยอดเยี่ยมแต่อย่างใด 
เอาเข้าจริงแล้วบทภาพยนตร์ของ Kingsman : The Secret Service นั้นค่อนข้างจะซ้ำซาก และเดาง่ายด้วยซ้ำไป

โดยเฉพาะในด้านของตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ ตั้งแต่อาจารย์ผู้ซึ่งพยายามจะชดใช้ในสิ่งที่ทำผิด , ตัวร้ายซึ่งเห็นว่าโลกเต็มไปด้วยความชั่วร้ายหรือโรคร้ายที่จะต้องกำจัด , คู่แข่งของตัวละครเอกซึ่งต้องพยายามทำตัวน่ารังเกียจอยู่ตลอดเวลา , พ่อเลี้ยงที่ตบตีแม่ของตัวละครเอก ไปจนถึงตัวละครเอกเองซึ่งต้องพยายามพิสูจน์ตัวเอง และเดินตามรอยเท้าของพ่อตนเองให้ได้

ที่ซ้ำร้ายเข้าไปอีก ก็คือการผูกปมต่างๆในแต่ละตัวละครและเนื้อเรื่อง ของแมทธิว วอห์น ค่อนข้างจะเล่าออกมาได้แย่ ลวก และไม่น่าเชื่อถือ เป็นเหตุทำให้ตัวละครเหล่านี้ไม่น่าเอาใจช่วยหรือน่าติดตามเท่าที่ควร 

จริงๆแล้วในด้านเนื้อหาที่ตัวภาพยนตร์พูดถึงเองก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ด้วยการเสียดสีระบบชนชั้นของสังคม การเมือง และการนำเรื่องราวของสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันมาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ประเด็นทั้งหลายยังเจาะไม่ลึกพอที่จะทำให้รู้สึกว่าควรจะนำไปขบคิดหรือน่าจดจำซักเท่าไรนัก




สุดท้ายแล้ว Kingsman : The Secret Service ก็ยังคงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะมาเปลี่ยนแปลงกระแสภาพยนตร์แอ็คชั่นที่กำลังย่ำแย่อยู่ในตอนนี้มากนักซะทีเดียว เนื่องจากบทภาพยนตร์อันซ้ำซาก ตัวละครที่ไม่น่าสนใจ ไปจนถึงการผูกปมตัวละครที่ลวกเกินไป ยังถือว่าโชคดีที่การกำกับฉากแอ็คชั่นของแมทธิว วอห์น และการแสดงของ โคลิน เฟิร์ธ รวมถึง ซามวล แอล แจ็คสัน ยังดีพอที่จะลากตัวละครอันแสนน่าเบื่อเหล่านี้ไปได้บ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือการตัดสินใจรับความหลุดโลก เหนือจริงของตนเองเข้ามาใช้ให้เป็นจุดแข็งในตัวภาพยนตร์ ก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดและทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอย่างน้อย Kingsman : The Secret Service ก็เป็นภาพยนตร์ที่บันเทิงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปี 2015 นี้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่น่าจดจำเท่าที่ควรก็ตาม


Final Score : [ B ] 

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Into the Woods ( 2015 ) Movie Review

Into the Woods ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงที่สนุก น่าติดตามและมีเนื้อหาแฝงที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกทำลายด้วย 15 นาทีสุดท้ายและการตัดเนื้อหาอันรุนแรงซึ่งควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป"

    Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากละครเวทีบรอดเวย์ในชื่อเดียวกันของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม ซึ่งเคยมีผลงานภาพยนตร์เพลงมาก่อนใน Sweeney Todd ปี 2007

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของคนทำขนมปังซึ่งถูกคำสาปให้ไม่สามารถจะมีลูกได้ เขาและภรรยาของเขาจึงต้องออกตามหาของวิเศษในป่าเพื่อนำมาให้แม่มดแก้คำสาปนี้ให้จงได้



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถือเป็นโชคดี หรือ โชคร้ายกันแน่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตัวผู้กำกับซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง ร็อบ มาร์แชล มาทำหน้าที่กำกับ เพราะถึงแม้ว่าเขาค่อนข้างจะเหมาะสมกับหน้าที่เนื่องจาก Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงและมีต้นแบบมาจากละครเวทีเหมือนๆกับ Chicago ที่เขาเคยกำกับในปี 2002  แต่อาจจะเป็นเพราะผลงานเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งไม่ค่อยจะน่าจดจำซักเท่าไรนักที่ทำให้น่าเป็นห่วง เช่น Nine ปี 2009 หรือ Pirates of the Caribbean ภาคล่าสุดในปี 2011 จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่ในสภาวะคาบลูกคาบดอกอยู่พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าสนใจเสียจริงเลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือบทภาพยนตร์ที่นำนิทานโด่งดังซึ่งเรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น ราพันเซล , หนูน้อยหมวกแดง , แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ หรือ ซินเดอเรลล่า มาผสมรวมกันเป็นเรื่องเดียว ซึ่งนิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่มีจุดประสงค์เล่าให้เด็กฟังเพื่อมุ่งเป้าหมายให้เด็กๆทราบว่าโลกภายนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหน และโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่พอตัวภาพยนตร์นำเรื่องราวนี้มาต่อกันด้วยการใส่เรื่องราวของสามีและภรรยาคนทำขนมเข้ามาก็ทำให้นิทานที่เราทั้งหลายคงจะเคยฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มีความแปลกใหม่และน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ยิ่งผนวกกับโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ซึ่งค่อนข้างจะอลังการงานสร้างตั้งแต่ฉากยันเสื้อผ้าต่างๆซึ่งสวยงามโดดเด่นก็ยิ่งทำให้ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอยู่ตลอดเวลา



ในด้านการกำกับของผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชลล์ ก็ถือว่าสอบผ่าน ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม การกำกับวิธีการเคลื่อนไหวของตัวละครเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่ตัวภาพยนตร์ตั้งไว้ที่ชาญฉลาด แต่ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยก็คือ สัญญะในภาพยนตร์ซึ่งถูกให้ความสำคัญน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากผลงานเก่าของเขาอย่าง Chicago ที่ค่อนข้างจะมีสัญญะที่น่าสนใจเยอะ และอีกสิ่งก็คือการตัดต่อในฉากร้องเพลงทั้งหลายที่ผู้เขียนรู้สึกว่าถ้าหากพึ่งการตัดต่อน้อยลง และหันมาพึ่งการถ่ายยาวหรือ Long Take ใช้การเคลื่อนไหวของกล้องเป็นหลักน่าจะทำให้ฉากร้องเพลงดูน่าสนใจและน่าสนุกมากกว่านี้ เพราะนอกจากการถ่ายทำแบบนี้จะทำให้ฉากๆนั้นดูต่อเนื่องกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ตัวภาพยนตร์ใช้เอกลักษณ์ที่สามารถทำได้ในเฉพาะฉบับภาพยนตร์เท่านั้นอีกด้วย

ถ้าหากพูดถึงในด้านของนักแสดงทั้งหลายพวกเขาและพวกเธอก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่ว่าจะทางด้านการแสดงหรือทางด้านการร้องเพลงซึ่งแสดงให้เห็นว่านักแสดงเหล่านี้ร้องเพลงได้จริงๆ แต่มีนักแสดงสองท่านที่เรียกได้ว่าโดดเด่นเป็นพิเศษเลยทีเดียว ท่านแรกก็คือ เมอรีล สตรีป ซึ่งทุ่มเทให้กับบทบาทที่ได้รับและยังคงมีเสียงร้องอันน่าทึ่งเช่นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะเธอเคยแสดงภาพยนตร์ทีมีต้นฉบับละครเวทีมาก่อนแล้วในเรื่อง Mamma Mia ! ปี 2008 ส่วนอีกท่านหนึ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือ เอมิลี บลันต์ ด้วยการแสดงอันน่าทึ่งและเสียงร้องที่น่าฟัง จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มไปตามกัน



สิ่งที่น่าคิดตามอีกสิ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือข้อความที่มันพยายามพูดถึง ด้วยการนำเรื่องราวนิทานที่มีจุดประสงค์ในการสอนเด็กถึงโลกภายนอกอันโหดร้าย มาสอดแทรกเรื่องราวใหม่ของคู่สามีภรรยาคนทำขนมปังซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีสติ ผู้ที่ผ่านโลกภายนอกมาแล้ว หรือพูดง่ายๆว่าผู้ใหญ่เข้าไป ทำให้เกิดประเด็นที่ว่าผู้ใหญ่เองที่สร้างนิทานขึ้นมาเพื่อสอนเด็ก สุดท้ายแล้วโลกภายนอกก็อันตรายต่อตัวผู้ใหญ่พอๆกับเด็กเอง หรือในอีกด้านหนึ่งจะพูดว่าโลกภายนอกที่อันตรายนี้ได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาจากสิ่งที่บริสุทธิ์ในวัยเด็กให้มาเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่วในผู้ใหญ่ก็เป็นได้ 

และเราจะเห็นหลักฐานของสิ่งนี้ได้จากการที่ตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เข้าไปในป่าก็ถูกพลังแห่งป่าหรือสถานการณ์อันกดดันต่างๆเปลี่ยนแปลงไปไม่แตกต่างกับเด็ก รวมถึงกับความโลภ ตัณหา และความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่เองที่อาจจะนำพาหายนะมามากกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามสั่งสอนเสียอีก  ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความที่หนักหน่วงและน่าสนใจมากทีเดียว รวมถึงวิธีการถ่ายทอดข้อความนี้ออกมาด้วยการใช้นิทานเป็นตัวถ่ายทอดก็ช่างชาญฉลาด 



แต่....ตัวข้อความนี้มันจะหนักแน่นและน่าจดจำกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกยัดใส่มือผู้ชมในตอนประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนก็สับสนว่าใส่เข้ามาเพื่ออะไร     เสมือนกับว่าผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชล หวาดกลัวเหลือเกินว่าผู้ชมที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะตีความและหาข้อความที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์จึงต้องนำข้อความนั้นยัดใส่มือผู้ชมเสียเลยใน 15 นาทีสุดท้าย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าตลกดี เพราะด้วยการยัดเยียดข้อความเช่นนี้ของเขานี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณค่าและความน่าจดจำของตัวข้อความนั้นลดลงไปอย่างมหาศาล

นี้ยังไม่นับถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มาตกอยู่ในมือของค่ายดิสนีย์ซึ่งพยายามลากตัวภาพยนตร์ให้ได้เรต PG หรือ เรตทั่วไป ในบ้านเราให้ได้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ภาพยนตร์สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอีกด้านหนึ่งเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่มืดมน หนักหน่วงและสะท้อนความโหดร้ายของโลกอย่างแท้จริงก็ได้ถูกนำออกไปเสียหมด 



ถ้าหากจะให้เห็นภาพก็คงต้องนึกถึงผลงานเรื่องก่อนหน้าของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม  อย่าง Sweeney Todd ปี 2007 ซึ่งถ้าหากท่านใดได้เคยสัมผัสก็คงจะทราบถึงความโหด มืดมนและหนักหน่วงของภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ซึ่งความโหดร้าย มืดมนและหนักหน่วงนี้แหละควรจะเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก ทำให้การที่ตัวภาพยนตร์เลือกที่จะตัดเนื้อหาในส่วนที่หนักหน่วง รุนแรงไม่เหมาะสมกับเด็กนี้ไป กลายเป็นว่ามันเป็นการกลับมาทำร้ายตัวเอกลักษณ์และโอกาสที่สำคัญที่สุดของตนเองไปซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว Into the Woods ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่อะไร กลับกันมันเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิง น่าติดตาม น่าฟัง และมีเนื้อหาข้อความที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ช่างน่าเสียดายความเป็นไปได้ที่ตัวข้อความจะน่าจดจำและไปได้ลึกกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากความเป็นไปได้นี้ไม่ถูกขัดขวางด้วยการยัดใส่มือผู้ชมใน 15 นาทีสุดท้าย และการเลือกตัดเนื้อหารุนแรงที่ควรจะเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริงของภาพยนตร์ออกไป

Final Score : [ B  ] 

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

Night At the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) Movie Review

Night at the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ถึงแม้ว่า Secret of the Tomb จะไม่ใช่การจบภาพยนตร์ชุด Night at the Museum อย่างสวยงามนัก แต่อย่างน้อยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว"


  Night at the Museum เป็นภาพยนตร์ชุดที่เกิดขึ้นมาด้วยภายใต้คำถามง่ายๆที่ว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา ?" ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคำถามที่ง่ายดายแต่กลับน่าสนใจและน่าค้นหามิใช่น้อย ยิ่งข่าวร้ายที่นักแสดงชื่อดังอย่าง โรบิน วิลเลียมส์ ได้จากเราไปเมื่อปีที่แล้วโดยทิ้งผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้เป็นเรื่องเกือบสุดท้ายก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าขึ้นมาไม่มากก็น้อย  ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะไม่ใช่แฟนตัวยงของภาพยนตร์ชุดนี้ซักเท่าไรนัก 


โดยในภาค Secret of the Tomb ก็ยังคงเรื่องราวเดิมของตัวละครเอกแลร์รี่ซึ่งมีอาชีพเป็นยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะมีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืน แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับพบว่าพลังอำนาจที่ทำให้ทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมากำลังจะหมดไป เขาจึงต้องหาทุกวิถีทางในการฟื้นคืนอำนาจนี้ให้กลับมาอีกครั้ง



Night at the Museum : Secret of the Tomb ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่โชคดีพอสมควร เนื่องจากการที่ได้ตัวผู้กำกับท่านเดิมจากทั้งสองภาคก่อนหน้าอย่าง ชอว์น เลวี่ มาทำหน้าที่กำกับ เพราะนอกจากการที่เขาจะคุ้นเคยกับเรื่องราวและวิธีการเล่าเรื่องราวของ Night at the Museum ออกมาแล้ว การที่ตัวเขาได้ไปกำกับผลงานภาพยนตร์แอ็คชั่นอย่าง Real Steel ก็เรียกได้ว่ายิ่งเพิ่มประสบการณ์ในการกำกับของเขาเข้าไปอีก 


ซึ่งประสบการณ์นี้ก็ดูจะนำมาใช้ได้ผลกับในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำกับฉากต่อสู้ฉากหนึ่่งในภาพยนตร์ที่นอกจากจะน่าตื่นเต้นแล้วยังเป็นฉากต่อสู้ที่กำกับได้ดีเลยทีเดียว และการใช้ตัวละครรวมถึงอารมณ์ขันของ Night at the Museum ให้เป็นประโยชน์ก็เป็นอะไรที่ฉลาดไม่ใช่น้อย นอกจากนั้นแล้วฉากขยี้อารมณ์ในบางช่วงเขาก็ทำได้ไม่เลวเลย โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ซึ่งค่อนข้างน่าประทับใจเหนือคาดอยู่เหมือนกันสำหรับตัวผู้เขียน




น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมาประสบปัญหากับทางด้านบทภาพยนตร์ของตัวเองซึ่งไม่ค่อยจะมีอะไรให้เล่ามากมายซักเท่าไรนัก ซ้ำร้ายบางด้านที่พยายามนำเสนอให้กับผู้ชมก็ดันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย เฉกเช่นที่มาและเหตุผลของพลังที่ทำให้ทุกสิ่งอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา เนื่องจากเรื่องราวในส่วนนี้ค่อนข้างจะซ้ำซากและเหตุผลรองรับที่เบาบาง


ส่วนในด้านของตัวละครนั้น ผลก็ค่อนข้างจะผสมปนเปกันไป ที่น่าพูดถึงก็คือตัวละครใหม่อย่างอัศวิน เซอร์ ลานซล๊อต ที่ตัวภาพยนตร์นำมาผูกกับเนื้อเรื่องได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนั้นด้วยฉากต่อสู้อันน่าตื่นเต้นของตัวละครนี้ก็ยิ่งทำให้น่าติดตามเข้าไปอีก 



แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวละครบางตัวในภาพยนตร์ ก็อยู่ในขั้นย่ำแย่พอสมควร เพราะนอกจากตัวละครเหล่านี้จะไม่น่าติดตามแล้วยังพาเอารู้สึกน่ารำคาญอีกด้วย ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็คือ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ทิลลี่ ซึ่งพยายามโยนมุขอันแสนน่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา กับตัวละครยุคดึกดำบรรพ์ ลาร์ ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนมุขอันไร้ปัญญาทั้งหลายของภาพยนตร์ และการที่ตัวภาพยนตร์จับสองตัวละครนี้มาอยู่ด้วยกันก็ยิ่งทวีคูณความน่ารำคาญเข้าไปอีก



สุดท้ายแล้วที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยก็คือข้อความที่ตัวภาพยนตร์พูดถึง ซึ่งก็พูดถึงประเด็นของการเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งอย่างในทางที่เราไม่อาจคาดถึง ไม่ว่าจะเป็นโลกอันไร้ซึ่งอาณาจักรคาเมล็อตของ เซอร์ ลานซล๊อต , การสูญเสียพลังของหุ่นในพิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงการเลือกทางเดินด้วยตนเองของตัวละคร นิค ลูกชายแลร์รี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ยังขยี้ประเด็นและยังให้เหตุผลได้ไม่หนักเพียงพอที่จะทำให้บทสรุปนี้น่าจดจำซักเท่าไรนัก แต่ความพยายามนี้ก็ถือว่าน่าชมเชยทีเดียว 


ในท้ายที่สุด Secret of the Tomb ก็อาจจะไม่ใช่การจบชุดภาพยนตร์ที่สวยงามน่าจดจำซักเท่าไรนัก ด้วยตัวผู้กำกับ ชอว์น เลวี่ ซึ่งยังขยี้ประเด็นที่พยายามพูดถึงได้ไม่หนักพอที่จะทำให้จุดเด่นเหล่านี้น่าจดจำเท่าที่ควร รวมถึงตัวละครบางตัวซึ่งค่อนข้างจะน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยตัวภาพยนตร์ก็ยังคงมีตัวละครบางตัวที่น่าติดตาม การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม ฉากไคลแมกซ์อันน่าจดจำ และประเด็นที่น่าสนใจถึงแม้ว่าจะยังไปไม่สุดก็ตาม ทำให้ Night at the Museum : Secret of the Tomb เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวในการชมภาพยนตร์ครอบครัวซักเรื่องหนึ่ง


Final Score : [ B ] 

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Exodus : Gods and Kings ( 2014 ) Movie Review

Exodus : Gods and Kings ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"Exodus : Gods and Kings เป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวของพระเจ้ามาตีความได้อย่างน่าสนใจ แต่การเล่าเรื่องของผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าเบื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

 นอกเหนือจากตัวนักแสดงนำหลักอย่างคริสเตียน เบลล์และด้านเอฟเฟคตระการตางานสร้างแล้ว ดูเหมือนว่าอีกหนึ่งจุดขายหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือตัวผู้กำกับมากประสบการณ์ ริดลีย์ สก็อตต์ จากผลงานการกำกับสุดโด่งดังมากมาย เช่น Alien ( 1979 ) , Blade Runner ( 1982 ) , Gladiator ( 2000 ) Hannibal ( 2001 ) , Body of Lies ( 2008 ) จนถึงผลงานอย่าง Prometheus ( 2012 )   ถึงกระนั้นก็ตาม ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง The Counselor ( 2013 ) ก็ผิดหวังแฟนหลายคนไปตามๆกัน จนทำให้ผู้เขียนรู้สึกเป็นกังวลต่อผลงานเรื่องใหม่เรื่องนี้ของเขาไม่ใช่น้อย


Exodus : Gods And Kings เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของโมเสส ท่ามกลางภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นและความโหดร้ายของฟาโรห์รามเสส เขาจึงต้องนำพากลุ่มทาสให้หนีรอดจากภัยอันตรายนี้ให้จงได้




สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือการตีความของตัวผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์เอง ถึงแม้ว่านี้จะเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงพระเจ้าอยู่มาก แต่ตัวริดลีย์ สก็อตต์เองกลับเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นคนไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้า ซึ่งมันทำให้การตีความต่างๆของเขาในภาพยนตร์น่าสนใจและแปลกใหม่มากเลยทีเดียว เช่นการนำเสนอแง่มุมของผู้ไม่เชื่อในศาสนาแต่กลับต้องอยู่ในสังคมที่พึ่งพาศาสนา การเสียดสีความเชื่ออันงมงาย และโดยเฉพาะการนำเสนอภาพลักษณ์ของพระเจ้า ที่ในแง่มุมหนึ่งก็คือผู้มาโปรดและผู้ช่วยเหลือ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งผู้เขียนก็แทบจะไม่สามารถอธิบายถึงความถูกต้องในการกระทำของพระเจ้าที่แทบจะไม่ต่างอะไรกับตัวร้ายของเรื่องเลยทีเดียว


สำหรับในด้านนักแสดง จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้นักแสดงชื่อดังมากมายมาร่วมงานพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น เบน คิงสลีย์ , แอรอน พอล แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานเก่าของริดลีย์ สก็อตต์อย่าง ซิกัวร์นีย์ วีเวอร์ ก็ยังมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งนักแสดงแต่ละท่านยังแสดงไม่โดดเด่นซักเท่าไรนัก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากบทบาทที่น้อยด้วย 
แต่นักแสดงสำคัญที่สุดของเรื่องก็คงจะหนีไม่พ้นผู้รับบทสองพี่น้องตัวละครหลักในภาพยนตร์อย่าง โจล เอ็ดเกอร์ทอน กับ คริสเตียน เบล ในส่วนของ โจล เอ็ดเกอร์ทอนเองผู้เขียนยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไรนักกับการแสดงของเขา แต่ในส่วนคริสเตียน เบล เขาก็ยังคงแสดงผลงานและทุ่มเทกับบทบาทที่รับได้ดีเช่นเคย 


ช่างน่าเสียดายที่ Exodus : Gods and Kings มีปัญหาที่ดูเหมือนจะร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งนั้นก็คือการเล่าเรื่องของตัวริดลีย์ สก็อตต์เอง ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนจะค่อนข้างเคารพผู้กำกับท่านนี้อยู่มาก แต่ก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่าการเล่าเรื่องของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าน่าเบื่อเอาการเลยทีเดียว ด้วยการเล่าเรื่องที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเสมือนเหนื่อย แห้งแล้งและหมดแรงแต่ต้องพยายามเข็นให้มันผ่านไปให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกจนถึงกลางเรื่อง ซึ่งการที่ตัวภาพยนตร์ดันมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 20 นาทีก็ยิ่งผนวกความทรมาณในการรับชมเข้าไปอีก 


และด้วยการเล่าเรื่องอันหมดแรงนี้แหละ มันก็ไปกระทบส่วนอื่นๆของภาพยนตร์จนแทบจะล้มครืนอย่างกับโดมิโนไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฉากบีบคั้นอารมณ์ต่างๆ ปมขัดแย้ง และโดยเฉพาะตัวละครต่างๆที่ถูกเล่าออกมาด้วยความเร่งรีบและไร้พลัง ซึ่งพาเอาตัวละครเหล่านี้เบาหวิว ไร้มิติจนหมดความน่าสนใจไปในที่สุดซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะความสัมพันธ์และความขัดแย้งของสองตัวละครหลัก โมเสสกับรามเสสที่มีด้านอันน่าสนใจ แต่ตัวภาพยนตร์กลับไม่มีเวลาที่จะมานั่งให้รายละเอียดได้มากพอ  ถึงแม้ว่าจะมีการแสดงที่ดีของคริสเตียน เบลที่พอจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น



ยังดีที่ในด้านของเอฟเฟคและซีจีต่างๆยังถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องที่ค่อนข้างจะเต็มไปด้วยฉากหายนะวินาศต่างๆนาๆที่ทำให้ตัวภาพยนตร์กลับมาน่าดูชมอีกครั้งด้วยซีจีอลังการสมกับทุนสร้าง 140 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งพอที่จะปลุกผู้เขียนขึ้นมาจากสภาวะเกือบหลับได้อยู่บ้าง


ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าที่การเล่าเรื่องของตัวริดลีย์ สก็อตต์เป็นเช่นนี้ จะมาจากสาเหตุที่ว่าเรื่องราวของโมเสสกับรามเสสมันยิ่งใหญ่และยาวมากๆแต่กลับต้องถูกยัดให้จบภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที มันเลยเป็นการบีบคั้นมือของตัวริดลีย์ สก็อตต์ จนทำให้ต้องเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วเพื่อให้ภาพยนตร์จบลงทันเวลา ถ้าหากภาพยนตร์ตัดสินใจที่จะตัดแบ่งออกมามากกว่าหนึ่งเรื่องเต็มๆ ตัวริดลีย์ สก็อตต์เองก็น่าจะมีเวลาในการสำรวจตัวละคร รวมถึงปูเรื่องราวต่างๆได้ดีกว่านี้ และไม่แน่ว่ามันอาจจะไม่ประสบชะตากรรมอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้ แต่แน่นอนว่านี้ก็เป็นเพียงการคาดเดาของผู้เขียนเท่านั้น



สุดท้ายแล้ว Exodus : Gods and Kings ก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวของพระเจ้ามาตีความได้อย่างน่าสนใจ แต่การเล่าเรื่องของผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าเบื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะพยายามใส่ฉากหายนะต่างๆเข้ามาเพื่อฉุดตัวภาพยนตร์ขึ้นมาซักเท่าไรก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกอันแสนทรมาณในช่วงต้นเรื่องถึงกลางเรื่องเลยแม้แต่น้อย

Final Score : [ C + ]

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Big Hero 6 ( 2014 ) Movie Review

Big Hero 6 ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ด้วยการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นและความเป็นอนิเมชั่นของดิสนีย์ทำให้ Big Hero 6 เป็นมากกว่าแค่ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ดาษๆทั่วไป"


Big Hero 6 เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากค่ายดิสนีย์ ซึ่งปีที่แล้วได้สร้างชื่อเสียงกลับมาโด่งดังอีกครั้งจากผลงานอย่าง Frozen ที่พาเอาใครหลายๆคนร้องเพลง Let It Go กันไปอีกนาน แถมเร็วๆนี้ก็จะมีการปล่อยเวอร์ชั่น Sing-Along ร้องเพลงตามตัวละครกันให้สมใจในโรงภาพยนตร์อีกด้วย งานนี้ค่ายดิสนีย์หวังที่จะประทับใจผู้ชมอีกครั้งด้วยภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่เรื่องนี้ของพวกเขา


Big Hero 6 ว่าด้วยเรื่องราวของฮิโระเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งผูกพันธ์กับหุ่นยนตร์ที่มีชื่อว่าเบย์แม็กซ์ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้น จนทำให้เขาต้องรวมตัวกับเพื่อนๆและสร้างอุปกรณ์ต่างๆเพื่อกอบกู้โลกใบนี้




ต้องพูดเลยว่าในตอนแรก ส่วนตัวก็ไม่คาดคิดว่า Big Hero 6 จะเป็นภาพยนตร์แนวซุปเปอร์ฮีโร่แบบจริงๆจังๆซักเท่าไรนัก อาจจะเพราะด้วยผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Frozen ของดิสนีย์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนคิดว่าผลงานเรื่องต่อมาก็น่าจะคล้ายๆกัน 




แต่พอสำรวจจริงๆแล้วกลับพบว่า นี้เป็นภาพยนตร์ที่นำเอารูปแบบของซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกา กับ วัฒนธรรมญี่ปุ่น มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว ถึงแม้ว่ามันจะออกไปทางฝั่งอเมริกาเสียมากเนื่องจากว่าเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่การผสมผสานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดแน่นอน เพราะมันมักจะแอบซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่งในตัวภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่อยู่กันเป็นกลุ่ม สีเสื้อผ้าที่ใช้ เมืองที่ตั้งชื่อว่าซานฟรานโตเกียว จนกระทั่งตัวละครร้ายที่ใส่หน้ากากคาบูกิแถมยังมีท่าทางการต่อสู้อย่างกับหลุดมาจากนารูโตะ






ที่น่าตลกขบขันเข้าไปอีกก็คือในด้านซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกาของมันนั้น มีความเป็นมาร์เวลคอมิกซ์ค่อนข้างจะสูงมาก ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยจะน่าแปลกใจซักเท่าไรนัก เพราะมาร์เวลตอนนี้เองก็คือส่วนหนึ่งของดิสนีย์ ยิ่งโดยเฉพาะการมาของตัวละครสุดดังอย่างแสตน ลี ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นมาร์เวลในตัวภาพยนตร์เข้าไปอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว


ถึงกระนั้นก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ Big Hero 6 ดูเหมือนว่าพอนำเอารูปแบบของภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวมันก็ไม่สามารถจะหลุดพ้นไปจากวังวนแห่งความจำเจและซ้ำซากของบทภาพยนตร์ไปได้ซักเท่าไรนักเลย ถึงแม้ว่ามันจะผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ๆเข้าไป แต่สุดท้ายแล้วบทของมันก็ยังคงเล่าและพูดถึงแต่เรื่องเดิมซ้ำๆซากๆ การดำเนินเรื่องที่เดิมๆ บทสรุป เหตุและผลของเรื่องที่ยังคงไม่มีอะไรใหม่สำหรับภาพยนตร์ประเภทนี้เลย ซึ่งปัญหาชนิดนี้ดูจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของภาพยนตร์ประเภทนี้ไปเสียแล้ว 




ถือได้ว่ายังโชคดีที่ตัวมันได้ความโดดเด่นจากด้านเทคนิคภาพยนตร์อนิเมชั่นซึ่งเป็นของถนัดของดิสนีย์เข้ามาช่วยโอบอุ้มเอาไว้บ้าง เช่นการเคลื่อนไหวของตัวละครและสิ่งต่างๆที่ยังคงลื่นไหลไม่มีที่ติ การออกแบบตัวละครที่น่าสนใจ หรืออารมณ์ความอบอุ่นของครอบครัวก็ช่วยส่งเสริมทำให้ตัวภาพยนตร์มีสีสันมากกว่าที่มันควรจะเป็นอยู่พอสมควร


น่าแปลกใจไม่ใช่น้อยที่เมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้เขียนกลับพบว่าตัวเองประทับใจกับอนิเมชั่นสั้นๆเรื่อง "Feast" ที่ฉายตอนก่อนจะเข้าตัวภาพยนตร์ Big Hero 6 เสียมากกว่าตัว Big Hero 6 เองเสียอีก แต่อย่างไรก็ตาม Big Hero 6 ก็ยังเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ทำได้ไม่เลวอีกครั้งของดิสนีย์ ด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และเทคนิคทางด้านอนิเมชั่นที่ยังคงยอดเยี่ยม แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกฉุดลงมาด้วยบทภาพยนตร์อันซ้ำซากเสมือนวังวนอันไม่มีที่สิ้นสุดของภาพยนตร์ประเภทนี้

Final Score :  B + 

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

The Hunger Games : Mockingjay Part 1 Movie Review

The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1   Movie Review



"Mockingjay Part 1 ยังคงเป็นภาพยนตร์ในชุด The Hunger Games ที่เราหลงรักและชื่นชอบ แต่การหั่นมันออกมาเป็นสองตอนดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าแค่ต้องรอ Part 2 อีกหนึ่งปี"

บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

    The Hunger Games ณ ตอนนี้ก็เรียกได้ว่ากลายเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีต้นแบบมาจากนวนิยายและประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย คล้ายๆกับ Harry Potter หรือ Twilight ที่ทั้งสองเรื่องหลังก็จบลงไปกันเรียบร้อยแล้ว มันเป็นภาพยนตร์ชุดที่เรียกได้ว่าฮิตขนาดกลายเป็นกระแสอะไรบางอย่างที่วัยรุ่นทั่วโลกจะต้องพร้อมใจกันจับมือไปดูถ้าหากไม่อยากคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องในวันรุ่งขี้นเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งในคราวนี้ตัวภาพยนตร์ชุดนี้ก็ได้ก้าวมาสู่ภาคที่สาม ซึ่งตามหนังสือควรจะเป็นภาคสุดท้ายอย่าง Mockingjay นั้นเอง แต่แน่นอนว่าตัวภาพยนตร์ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตามเทคนิคทางการตลาดที่กำลังฮอตฮิตในขณะนี้ด้วยการหั่นเป็นสองตอน Part 1 กับ Part 2 แบบ Harry Potter and the Deathly Hallows หรือ Twilight Saga Breaking Dawn ซึ่งการทำเช่นนี้ใน Mockingjay ดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าที่คาดคิดเอาไว้พอสมควร

The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1 ว่าเรื่องราวต่อเนื่องจากใน The Hunger Games : Catching Fire แคทนิสได้ทำลายเกมลงในภาคที่แล้ว จึงทำให้เกิดกระแสลุกฮือขึ้นมาอย่างรุนแรง ในขณะที่เธอได้มาอาศัยอยู่ในเขตที่ 13 เธอจึงถูกขอร้องให้มาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของกลุ่มต่อต้านแคปปิตอล ท่ามกลางความกดดันอันใหญ่หลวง สถานการณ์อันรุนแรง และตัวพีต้าที่ถูกแคปปิตอลจับตัวไป แคทนิสจะสามารถผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้หรือไม่ ?

Mockingjay Part 1 ต้องพูดก่อนเลยว่าไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่แต่อย่างใดเลย มันยังคงเป็นภาพยนตร์บทสรุปของ The Hunger Games ที่เราหลายๆคนหลงรักและชื่นชอบ แต่ในเมื่อ Part 1 ก็เป็นจุดเริ่มต้นของภาคจบและภาคสรุปทุกๆสิ่งอย่างแล้ว ผู้เขียนก็คาดหวังเอาไว้ว่ามันจะปูทางไปสู่ Part 2 อย่างประทับใจได้บ้าง ยิ่งโดยเฉพาะในภาค Catching Fire ที่ตัวผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ทำผลงานเอาไว้ได้ยอดเยี่ยมมาก ก็ยิ่งทำให้ความคาดหวังสูงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่บอกไปแล้วว่าปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าร้ายแรงที่สุดของ Mockingjay Part 1 เลยก็คือ การหั่นหนังสือเพียงเล่มเดียวออกมาเป็น 2 Part ซึ่งมันทำให้การกำกับของตัวฟรานซิส ลอว์เรนซ์เองถูกจำกัดลง จากการที่ตัวเขาเคยเล่าเรื่องอย่างน่าสนใจ น่าตื่นเต้นในภาคก่อนๆ ก็ต้องถูกบังคับให้เล่าช้าลงเนื่องจากมิเช่นนั้นมันจะไปทับเวลาที่จะเอาไปใส่ใน Part 2 พาเอา Part 1 ในครั้งนี้รู้สึกน่าเบื่อและยืดยาดในหลายๆฉากที่ตัวภาพยนตร์พยายามจะยืดเรื่องมากจนเกินไปทั้งๆที่บางทีก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น

นอกจากนั้นจุดที่ผู้เขียนรู้สึกได้เลยว่าหายไปและเป็นจุดที่สำคัญมากๆของตัวภาพยนตร์ชุดนี้ก็คืออารมณ์ของการประลองกันในเกมแบบในภาคแรกหรือภาคสอง การประลองหรือ"เกม"ในภาพยนตร์ชุดนี้ เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าทำให้ตัวชุดภาพยนตร์โดดเด่นและแตกต่างออกมาจากภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากนวนิยายเรื่องอื่นๆที่คล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด เฉกเช่น Divergent ใช่มันยังคงพูดถึงโลกแบบดิสโธเปีย เสียดสีสังคมและการต่อต้านอยู่เช่นเคย แต่เมื่อ The Hunger Games ได้ใส่เรื่องราวของโลกแห่งเกมเข้ามามันก็ได้ทำให้ตัวมันเองน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องราวของการเอาชีวิตรอด ในการเอาใจผู้สนับสนุนนอกเกมเพื่อที่พวกเขาจะได้ส่งของมาให้ในเกม ความเชื่อใจ การทรยศ การเอาชีวิตรอดและโดยเฉพาะการที่ผู้ชมรู้ดีว่าจะต้องมีภัยอันตรายมากระทบตัวละครอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกเอาใจช่วยและตื่นเต้นไปพร้อมๆกับตัวละคร ซ้ำยังด่านต่างๆก็ยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจและเพิ่มความเข้มข้นของตัวเกมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นี้เป็นจุดที่ทำให้ภาพยนตร์ชุด The Hunger Games โดดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยเกมที่กดดัน จริงจังและเคร่งเครียด ที่ภัยอันตรายจะมาจากทางใดก็ได้ และภัยอันตรายนี้ก็ถูกห่อหุ้มด้วยโลกภายนอกเขตต่างๆและแคปปิตอลที่อันตรายไม่แพ้กันอีกชั้นหนึ่ง 

ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกและสิ่งเหล่านี้มันได้หายไปหมดใน Mockingjay Part 1 เหลือเพียงแต่เรื่องราวของการต่อต้าน สงครามและความรักอันสุดแสนจะน่าเบื่อ ซ้ำซาก ทั้งๆที่พูดเลยว่าตัวผู้เขียนไม่เคยประทับใจการเล่าเรื่องในโลกภายนอกเขตต่างๆรวมถึงแคปปิตอลของผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์เลยตั้งแต่ภาคแรกๆ คือน่าสนใจแต่เทียบอะไรไม่ได้กับตอนที่เขากำกับฉากช่วงที่อยู่ในเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสองที่การเล่าเรื่องและปูเรื่องในโลกภายนอกดูจะเป็นจุดอ่อนแอที่สุดของภาค แล้วเมื่อใน Mockingjay Part 1 มันถูกยัดเข้ามาเต็มๆ 2 ชั่วโมงแบบตัดเรื่องราวของเกมออก มันก็เหมือนการเอาเปลือกนอกของผลไม้ที่ไม่สำคัญเท่ากับเปลือกในมาให้เรารับประทานแทนที่จะให้เนื้อในที่ทำให้ตัวผลไม้เอร็ดอร่อยและน่าทานอย่างแท้จริงมาให้

ถึงกระนั้นก็ตามตัวนักแสดงนำอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ก็ยังคงรับบทแคทนิส เอเวอร์ดีนได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคยถึงแม้ว่าตัวบทอาจจะไม่ได้ดีซักเท่าไรนักก็ตาม และโดยเฉพาะในภาคนี้ที่แฟนๆหลายคนก็คงจะจับตานักแสดงอย่างฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเขาซึ่งเป็นนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งในโลกได้จากพวกเราไปแล้วในต้นปีที่ผ่านมานี้ ยังถือว่าเป็นที่โชคดีของตัวผู้สร้างที่ในช่วงนั้นตัวภาพยนตร์ Part 1 ได้ถ่ายทำในส่วนของเขาจบลงไปแล้ว เราก็คงจะต้องมาดูกันอีกทีว่าใน Part 2 จะกระทบต่อตัวภาพยนตร์มากน้อยแค่ไหน คาดว่าก็อาจจะต้องใช้เทคนิคดิจิตอลเข้าไปแทนที่กันไป

ในท้ายที่สุด The Hunger Games 3 : Mockingjay Part 1 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ในชุด The Hunger Games ที่เราหลงรักและชื่นชอบ แต่การหั่นมันออกมาเป็นสองตอนดูเหมือนจะกระทบตัวภาพยนตร์มากกว่าแค่ต้องรอ Part 2 อีกหนึ่งปี ด้วยบทส่วนที่ถูกหั่นออกมาทั้งซ้ำซากจำเจและไม่น่าสนใจ ส่วนการกำกับของฟรานซิส ลอว์เรนซ์เองก็อืดอาดยืดยาดจนจะพาหลับ ยังไงก็ตามนี้ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ถึงกระนั้นผู้เขียนก็คงได้แต่หวังว่าใน Part 2 ทุกอย่างจะลงตัวและจบลงได้อย่างสวยงามมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้


Final Score : [ B ]



ติดตามบทวิจารณ์ใหม่ๆในอนาคต และอัพเดทข่าวหรือตัวอย่างวงการภาพยนตร์/เกมได้ที่แฟนเพจเลยครับผม :)
Facebook

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Interstellar ( 2014 ) Movie Review

Movie Review



"ถึงแม้ว่า Interstellar จะเป็นภาพยนตร์ที่มีเทคนิคทางด้านภาพและความสนุกตื่นเต้นที่น่าประทับใจ แต่หัวใจหลักที่แท้จริงของมันอย่างตัวละครกับแก่นเรื่องก็กลับถูกละเลยอย่างน่าเสียดาย"


          ถ้าหากจะพูดว่า นี้เป็นภาพยนตร์ที่มีคนทั่วโลกตั้งตารอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ก็คงจะไม่ดูเป็นการพูดเหนือจริงไปซักเท่าไรนักเลย
เพราะหนึ่งในสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นตัวผู้กำกับมากฝีมืออย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน เจ้าของผลงานในดวงใจหลายๆคนอย่าง The Dark Knight , Inception หรือ Memento เขาเป็นผู้กำกับท่านหนึ่งในฮอลลีวูดที่ค่อนข้างจะใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าผู้กำกับทั่วๆไป และเทคนิคต่างๆของเขาก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับเก่งกาจเลยทีเดียว


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Interstellar ในตอนแรกควรจะไปอยู่ในมือการกำกับของพ่อมดฮอลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์กแทนที่จะเป็นตัวโนแลนซึ่งตัวสปีลเบิร์กก็ได้ตัดสินใจถอนตัวไปในภายหลัง และเนื่องจากความที่ว่าผู้เขียนบทภาพยนตร์เป็นน้องชายของคริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งก็คือโจนาธาน โนแลน เขาก็เลยได้ทาบทามให้พี่ชายมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในปี 2012  เราก็จึงได้เห็นคริสโตเฟอร์ โนแลนมานั่งแท่นเป็นผู้กำกับเต็มตัวแทนที่จะเป็นตัวสปีลเบิร์ก


Interstellar ว่าด้วยเรื่องราวของโลกมนุษย์ในอนาคตที่กำลังตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักและกำลังจะสูญพันธ์ในไม่ช้า กลุ่มนักสำรวจกลุ่มหนึ่งจึงต้องออกไปสู่อวกาศเพื่อตามหาดาวดวงใหม่ที่สามารถจะเป็นที่อยู่ใหม่ของมนุษย์ให้ได้


ภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่มีภาพอวกาศอันสวยงามมากเรื่องหนึ่ง ด้วยบรรยากาศของอวกาศอันกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุดหรือภาพดาวดวงต่างๆที่เรียกได้ว่าน่าทึ่งไม่ใช่น้อย ยิ่งผนวกกับเพลงประกอบภาพยนตร์ของฮันส์ ซิมเมอร์ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงขาประจำของโนแลนก็ยิ่งทำให้ฉากต่างๆในภาพยนตร์รู้สึกตื่นเต้นและน่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา


และแน่นอนว่าเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ตกมาอยู่ในมือของคริสโตเฟอร์ โนแลน ตัวภาพยนตร์ก็มักจะใส่ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ต่างๆมามากมายเพื่ออธิบายเหตุการณ์ต่างๆในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของอวกาศ แรงโน้มถ่วง หรือหลุมดำ ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว


นอกจากนั้นแล้ว Interstellar ยังเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะสนุกและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงกลางเรื่องเป็นต้นไป มันเป็นภาพยนตร์ที่มักจะกระแทกผู้ชมด้วยฉากอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ปมปัญหาของตัวละคร หรือ ตัวละครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งตัวโนแลนก็จับผู้ชมได้อยู่หมัดพอสมควร ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้งมันอาจจะฟูมฟายมากไปหน่อยก็ตาม


แต่ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะเต็มไปด้วยการสอดแทรกทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่ค่อนข้างจะลึกมากมายซักเท่าไรก็ตาม
ตัวมันเองก็กลับลืมจุดที่สำคัญที่สุดของตัวมันอย่าง ตัวละคร กับ แก่นเรื่องหลักที่มันต้องการจะพูดจริงๆไปอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ตัวมันเองเสียเวลาไปกับการพูดถึงและตั้งข้อสมมุติฐานทฤษฎีต่างๆมากมาย ตัวละครในภาพยนตร์ก็กลับถูกปูออกมาอย่างลวกๆ แบน ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะตัวละครหญิงซึ่งถูกบรรยายออกมาในลักษณะของเพศซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์และไร้เหตุผล 


การที่ตัวภาพยนตร์เปลี่ยนตัวผู้กำกับจากสตีเวน สปีลเบิร์กมาเป็นคริสโตเฟอร์ โนแลน ในภายหลังก็ได้สร้างปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะในด้านที่พูดถึงครอบครัว ผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนตัวซึ่งคือแก่นเรื่องที่แท้จริงของตัวภาพยนตร์และเป็นจุดเด่นของสปีลเบิร์ก แต่พอสลับมือมาเป็นโนแลน ตัวเขาก็ยัดเนื้อหาทฤษฎีวิทยาศาสตร์อันหนักแน่นเข้าไปมากจนกลายเป็นว่ามันตบตีแถมยังเบียดพื้นที่กันเอง และการยัดทฤษฎีต่างๆเข้ามาในครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ตัวแก่นเรื่องหนักแน่นหรือน่าจดจำมากกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่พูดถึงประเด็นเดียวกันซักเท่าไรเลย แตกต่างจากในผลงานเรื่องก่อนของเขาอย่าง Inception ที่นำเรื่องของโลกความฝันมาอธิบายสภาวะทางจิตใจของตัวละครซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ Interstellar ไม่มีอย่างน่าเสียดาย 


ในท้ายที่สุด Interstellar ก็เป็นภาพยนตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีภาพอวกาศอันสวยงาม ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อันน่าค้นหา สนุกและตื่นเต้น แต่ตัวมันเองก็กลับหลงลืมจุดที่เป็นหัวใจหลักอย่างตัวละครและแก่นเรื่องที่ไม่ได้ก้าวหน้าตามทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่มันเอ่ยถึงไปด้วยเลย จึงทำให้มันให้ความรู้สึกเหมือนกับการนั่งเครื่องบินจากจตุจักรไปสยามพารากอนแทนที่จะนั่งรถไฟฟ้า ถึงเป้าหมายเหมือนกันแต่แค่เปลี่ยนมุมมองก็เท่านั้น

Final Score : [ B + ] 


สามารถเข้าไปกดไลค์แฟนเพจกันได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/fallsdownzcritic/

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review
The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
การกลับมาอีกครั้งของสไปดี้ที่จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม !! ระเบิดตูมตามกว่าเดิม !!



                จะว่าไปแล้ว หนึ่งในซุปเปอร์ฮีโร่ที่เข้ามาในโลกแห่งภาพยนตร์ได้อย่างยิ่งใหญ่และน่าจดจำคนหนึ่ง นอกจาก Batman หรือ Superman แล้ว ฮีโร่ไยแมงมุมอย่าง Spider-Man เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โดยใน Spider-Man ฉบับเก่าภาคแรกถึงภาคสามนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ แซม ไรมี่ ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าจดจำเสียจริงๆเชียว แต่ในท้ายที่สุด ตัวแซม ไรมี่เองก็หาจุดลงตัวกับค่าย Columbia Pictures ไม่ได้ในภาคต่อที่ 4 จึงเป็นเหตุทำให้ต้องมีการรีบู้ทใหม่เป็น The Amazing Spider-Man ซึ่งมีแนวทางการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะใกล้เคียงกับหนังสือการ์ตูนจริงๆมากขึ้น

สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ต้องพูดเลยว่าไม่ค่อยจะประทับใจกับ The Amazing Spider-Man ในภาคแรกซักเท่าไรนัก ซึ่งส่วนใหญ่ๆก็มาจากการที่ได้เคยชม Spider-Man ฉบับของ แซม ไรมี่ ทั้งสามภาคมาก่อน จึงทำให้รู้สึกว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างใน The Amazing Spider-Man มันช่างซ้ำซาก ไม่มีอะไรใหม่เหลือเกิน รวมไปถึงฝีมือการกำกับที่ด้อยกว่า แซม ไรมี่อยู่หลายเท่าตัว

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ในจักรวาลของ Marvel ตอนนี้ก็คือ ความแตกตัวหรือแยกตัวกันอย่างน่าเสียดายของตัวละครหรือกลุ่มต่างๆของ Marvel 
หลายๆคนคงอยากจะเห็น Spider-Man เข้าไปมีส่วนร่วมกับทีม The Avengers หรือ X-Men เองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่นผู้เขียนเองที่อยากจะชมเหตุการณ์ซุปเปอร์ฮีโร่ตีกันเองอย่าง Civil Wars บทจอภาพยนตร์ใหญ่ๆมากเลยทีเดียว แต่นั้นดูท่าจะเป็นไปได้ยากพอสมควรสำหรับตอนนี้ เพราะ ลิขสิทธิ์ของ X-Men ไปตกอยู่ในมือของค่าย 20 Century Fox ส่วน Spider-Man ก็ดันมาอยู่ในมือของ Columbia Pictures ซึ่งก็คือ Sony อีก ถ้าหาก 3 ค่ายนี้ไม่มาร่วมมือการจริงๆจังๆแล้วล่ะก็ดูท่าคงจะเป็นไปได้ยากเหลือเกิน นี้ยังไม่รวมถึงการที่ตัวละครบางตัวดันใช้นักแสดงไม่เหมือนกันของแต่ละค่าย เช่น Quick Silver ที่ X-Men กับ Marvel ดันใช้นักแสดงคนละคนกันอีกด้วย



เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องบทวิจารณ์ภาพยนตร์ภาคต่อ The Amazing Spider-Man 2 กันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าในเมื่อเป็นภาพยนตร์ภาคต่อ มันก็จะต้องตามมาด้วยความพยายามในการที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น และวุ่นวายมากขึ้น ซึ่งนั้นเป็นปัญหาที่ภาพยนตร์หลายๆเรื่องประสบอย่างมาก อย่างเช่น Rio 2 ที่พยายามที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น เช่นตัวละครที่มากขึ้น หรือด้านใหม่ๆของภาพยนตร์ แต่ในบางครั้งผลของมันก็คือความเยอะมากจนเกินไปของภาพยนตร์จนทำให้รายละเอียดในด้านต่างๆเช่นตัวละครมันหายไปหมด เสมือนกับภาพในคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดมากในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณพยายามที่จะบังคับโดยการขยายให้ภาพมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผลของมันก็คือภาพมันจะแตกเละเทะไปหมด และนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ The Amazing Spider-Man 2 เป็นอยู่ในขณะนี้


จากความพยายามที่จะยัดตัวละครใหม่ๆเข้ามาถึง 3 ตัวละคร ซึ่งจริงๆแล้วต้องพูดเลยว่า แต่ละตัวละครนั้นมีด้านต่างๆที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียว เช่นด้านที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ พื้นหลัง ปมขัดแย้ง หรือความคิดภายในจิตใจของพวกเขา รวมทั้งนักแสดงเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเสริมมิติต่างๆให้กับตัวละครอีกด้วย แต่การที่ยัดเยียดตัวละครถึง 3 ตัวเข้ามาในภาพยนตร์เรื่องเดียวมันล้มเหลวอย่างมาก เพราะนอกจากมันทำให้ตัวละครทั้ง 3 ตัวลดความน่าสนใจลงอย่างมากด้วยแล้ว มิติต่างๆที่มันควรจะมี ความรู้สึกต่างๆที่เราควรจะมีต่อตัวละครเหล่านี้มันก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย จนทำให้ผู้เขียนไม่รู้สึกสนใจหรือแคร์ตัวละครเหล่านี้แต่อย่างใดเลย เนื่องจากเวลาในการปลูกหรือเล่าตัวละครต่างๆเหล่านี้มันถูกตัดทอนไปให้ตัวละครอื่นๆในเรื่องจนเวลาของแต่ละตัวละครไม่เพียงพอเลย เราได้รู้เพียงจุดเล็กน้อยๆ จุดสำคัญๆของตัวละครเหล่านี้แบบผิวเผินเท่านั้นเอง ทั้งๆที่มันควรจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

แม้แต่ในด้านของความสัมพันธ์ของตัวละครอย่าง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ กับ เกวน สเตซี่ เองก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติและบีบบังคับสุดๆ ซึ่งมาจากเหตุผล 2 ข้อ 
1. ก็คือเวลาที่มีเหลือน้อยของภาพยนตร์ซึ่งมาจากการที่ต้องแบ่งไปให้ตัวละครอื่่น และ 2. เพราะมันส่งผลถึงตอนจบของภาพยนตร์อย่างมาก 

ในส่วนของบทภาพยนตร์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เพราะมันช่างสุดแสนจะซ้ำซาก จำเจ ดิ่งลงทางตรงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้คาดหวังบทที่แสนจะเลิศเลอหรือเพอร์เฟ็คจากภาพยนตร์แนวนี้เลย แต่อย่างน้อยมันก็ควรจะมีอะไรที่น่าสนใจหรือแปลกใหม่บ้าง ไม่ใช่ตรงเปะเป็นกำปั้นทุบดินอย่างเดียวเช่นนี้ 
ซึ่งเมื่อนำตัวละครที่จับปนกันมั่วซั่วและยัดเยียด มารวมกับบทที่สุดแสนจะไม่มีอะไรเลยแล้ว ผลก็คือทำให้ภาพยนตร์เต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยน่าเบื่อ กับตัวละครที่สุดแสนจะ Cliche ซ้ำซากสุดๆอย่างน่าเสียดาย

วิธีการเล่าเรื่องและตัดต่อเองก็ให้ความรู้สึกมั่วซั่ว วุ่นวายไปหมดจากการที่ตัวละครมันเยอะเหลือเกิน และตัวผู้กำกับ มาค์ เวบบ์ เองก็ยังจะพยายามยัดเยียดเบียดๆให้มันเข้ามาอีกจนได้  ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็คุมภาพยนตร์ไม่อยู่เอาเสียเลย

แต่ The Amazing Spider-Man 2 ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว มันยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ได้ผลอยู่บ้างในภาพยนตร์ อย่างเช่นนักแสดงหลักอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ที่ต้องพูดเลยว่าเหมาะสมกับบทสไปดี้ หรือ Spider-Man เสียจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง น้ำเสียง หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเวลา นั้นยังไม่รวมถึงเคมีของเขากับ เอมม่า สโตนที่รับบทเป็น เกวน เสตซี่ในภาพยนตร์ที่เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ไม่เลวเลยก็คือในด้านของฉาก Action ที่สนุก ตื้นเต้น และเร้าใจพอสมควรเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะใช้เทคนิคที่ขี้โกงไปบ้างอย่างการ Slow-Motion เพราะมันดูเท่ห์ แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความบันเทิงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ แดเนีบล มินเดลจริงๆที่ถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่งจริงๆ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์


สำหรับผู้ชมบางท่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นแฟน Spider-Man มาตั้งแต่หนังสือการ์ตูน อาจจะรู้สึกผิดหวังไปกับภาคต่อภาคนี้อยู่บ้าง ยิ่งภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของต้นสังกัด Marvel อย่าง Captain America : The Winter Soldier ทำผลงานได้อย่างดีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกผิดหวังเข้าไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็สร้างความบันเทิงอยู่ในระดับหนึ่ง และก็ไม่ได้แย่ไปกว่าที่หลายๆคนคาดคิดไว้ ถ้าหากเข้าไปชมแบบที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไรก็น่าจะสนุกไปกับมันได้ อย่างไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแน่นอน


Final Score : [ C ]

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

Noah ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review
ภัยพิบัติแห่งชีวิตกับจิตใจ





                  โนอาห์  ถ้าหากพูดชื่อนี้แล้วล่ะก็ ภาพแรกๆที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คงจะเป็นภาพเรือที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรหรือโลกที่จมอยู่ท่ามกลางสายน้ำเป็นแน่แท้ ซึ่งภาพๆนี้ก็คงจะเป็นหนึ่งในฉากที่ผู้ชมหลายๆคน คงจะตั้งตารอคอยกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว


ต้องขอพูดจากใจจริงว่า ในตอนแรกนั้น เมื่อคิดว่าจะมีคนนำเอาเรื่องราวของ โนอาห์ มาทำเป็นภาพยนตร์ แทบจะรู้สึกว่ามันจะต้องแย่หรือธรรมดาสุดๆแบบภาพยนตร์หายนะโลกเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น 2012 เป็นแน่แท้ แต่ผู้เขียนก็ไปสะดุดเข้ากับชื่อๆหนึ่งในทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ ชื่อๆนั้นก็คือ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้  ซึ่งเรียกได้ว่า เขาเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมากๆคนหนึ่งจากผลงานที่น่าทึ่งอย่างเช่น Requiem for a Dream , The Wrestler หรือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาที่ส่ง   นาตาลี พอรต์แมน เข้าไปได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอย่าง Black Swan


แต่ยิ่งเมื่อคิดว่าผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง โนอาห์ จะเป็น ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ตัวภาพยนตร์ที่ออกมา มันจะไม่เหมือนภาพยนตร์โลกแตกเรื่องอื่นๆอย่างแน่นอน เพราะถ้าผู้ชมท่านใดที่เคยชมภาพยนตร์ของ ดาร์เร็น มาก่อน น่าจะทราบดีว่า จุดเด่นในบทภาพยนตร์และตัวละครของเขาเลยก็คือ การต่อสู้กับจิตใจของตนเอง และรวมไปถึงการตัดต่อที่ต้องอาศัยความไวและเข้าใจโลกภาพยนตร์พอสมควร ถึงจะไม่นั่งเกาหัวอย่างมึนงงทั้งเรื่อง ซึ่งนั้นแหละมันทำให้ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นขนลุก ขนพองขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว


ซึ่งเมื่อได้ชมตัวภาพยนตร์จริงๆแล้ว ก็ต้องขอบอกเลยว่าไม่ผิดหวังกับฝีมือการกำกับของ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้ เสียจริงๆ จากการตัดต่อเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ น่าติดตาม และมีสไตล์สุดๆ ที่สำคัญเลยก็คือ การตัดต่อในฉากเล่าเรื่องใหญ่ๆของเขานั้นดูมุ่งมั่นและแฝงไปด้วยความหมายเสมอๆ เช่นฉากเล่าถึงเรื่องก่อนโลกจะเกิด ไปจนถึงโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นการตัดต่อที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยแทนอยู่พอสมควรซึ่งในที่นี้ก็ต้องขอชมความพยายามของคนตัดต่อภาพยนตร์อย่าง แอนดรู เวสบลัม ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าการตัดต่อของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้จะดูเพลาๆลงไปบ้างเพื่อกันการงง ก็ไม่ได้ทำให้สไตล์ของเขาหายไปเลย


และด้วยการที่ตัวดาร์เร็น แอโรนอฟสกีเอง ได้เข้าไปมีส่วนรวมในการเขียนบทด้วย แน่นอนว่าบทภาพยนตร์ที่ออกมานั้นก็แยกได้เป็นสองมิติเช่นเคย มิติหนึ่งก็คือโลกที่เราเห็นในภาพยนตร์ ความวุ่นวาย ความรุนแรง และเรื่องราวของมนุษย์ผู้พยายามจะเอาชีวิตรอด ส่วนอีกมิติหนึ่งก็ยังคงเป็นความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเช่นเคย กับการตั้งคำถามในสิ่งต่างๆ เช่น อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ? อะไรคือสิ่งที่ควรทำ ? มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความดีอยู่ในตัวจริงหรือ ? และอีกมากมาย ซึ่งคำถามเหล่านี้นั้นแตกต่างจากผู้กำกับท่านอื่นๆที่มักจะตอบให้แทนผู้ชมในตอนท้าย ในภาพยนตร์ของดาร์เร็น แอโรนอฟสกีนั้นเขามักจะให้ผู้ชมเป็นคนหาคำตอบเองเสียมากกว่า ซึ่งมันเปิดทางให้กับความคิดเห็นอื่นๆที่แตกต่างกัน โดยไม่ไปขัดความคิดของใครได้อย่างน่าทึ่งมากๆเลยทีเดียว


ในส่วนของด้านทีมนักแสดงเอง โดยรวมก็ถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น รัซเซล โครว , เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี , แอนโทนี ฮ็อปกินส์ , เรย์ วินโสตน , เอมม่า วัตสัน หรือแม้กระทั่ง โลแกน เลอแมน ทุกๆคนต่างแสดงผลงานได้อย่างน่าทึ่งในระดับหนึ่ง สร้างมิติให้กับตัวละครอยู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่เมื่อมานั่งเจาะลงเป็นคนๆ ก็ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมซักเท่าไรนัก ทุกๆคนยังสามารถรีดพลังออกมาได้มากกว่านี้ ที่เป็นอยู่ในภาพยนตร์ตอนนี้อยู่ในระดับ พอรับได้เสียมากกว่า


แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าขัดหูขัดตาผู้เขียน และแทบจะทำลายภาพยนตร์ทั้งเรื่องมากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น Production Design อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น เพราะ การออกแบบฉากต่างๆ สัตว์ประหลาดต่างๆ มันช่างอยู่ในขั้นเกือบจะเลวร้ายสุดๆ นอกจากมันจะแบน ไม่น่าสนใจ ไม่สร้างสรรค์สุดๆแล้ว มันยังเกือบจะดึงผู้เขียนออกจากตัวภาพยนตร์ด้วยซ้ำไป เพราะความไม่สมจริง ไม่น่าเชื่อถือ และขี้เกียจของมัน


ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ภาพยนตร์ประเภทโลกหายนะ หรือ Adventure เกือบจะ Fantasy เช่นนี้นั้น ต้องอาศัยการสร้างฉาก และ CG อย่างมาก เพื่อให้เราล่องลอยไปกับภาพยนตร์อย่างง่ายดาย เพราะมันสามารถที่จะทำให้เราเชื่อได้ว่า โลกๆนั้น(เสมือน)มีอยู่จริง แต่ที่เป็นอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความแบนแต๊ดแต๋ น่าเบื่อ ไม่น่าเชื่อถือแม้จะอยู่ในโลกเมื่อสมัยหมื่นปีก่อนก็ตาม


อีกสิ่งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยถูกใจเท่าไรนัก ก็คือบทสรุปของภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกว่าตัวบทและผู้กำกับ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี นั้นดันไปฟันธงและชี้นำคนดูมากจนเกินไป ว่าคำตอบและผลของการกระทำของตัวละครมันจะต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนี้เท่านั้น ซึ่งแปลกมากๆ เพราะ 90% ของทั้งเรื่องตัวเขาเองก็เป็นคนตั้งคำถามและยื่นมันให้กับผู้ชมตอบเอาเองอยู่ตลอดเวลาแท้ๆ แต่ในตอนจบอยู่ดีๆก็กลับจูงจมูกว่ามันจะต้องเป็นเช่นนี้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งนอกจากมันจะขัดกับการกระทำของตัวเองมากๆแล้ว มันยังเป็นการกีดกันความคิดเห็นอื่นๆที่แตกต่างจากตนเองอีกด้วยซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆเลยทีเดียว


ถ้าหากภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ดันไปตกม้าตายตั้งแต่เริ่มกับ Production Design ที่สุดแสนห่วยแล้วล่ะก็ พูดเลยว่า โนอาห์ คงจะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าจดจำมากๆเลยทีเดียวในปี 2014 นี้ แต่ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แม้แต่บทภาพยนตร์และการกำกับที่น่าทึ่งของ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี คงจะช่วยอะไรได้ไม่มากอย่างน่าเสียดายจริงๆ


Final Score : [ B ]