แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

The Accountant (2016)

"แบทแมนในคราบนักบัญชี?"

ท่านผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างหรือไม่ เมื่อนักแสดงคนหนึ่งไปรับบทในภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วเราจดจำเขาในภาพของตัวละครนั้นไปตลอด ไม่ว่าเขาจะไปรับบทเป็นตัวละครที่ต่างกันคนละขั้วมากเท่าไรก็ตาม อาจเป็นเพราะภาพยนตร์อย่าง Batman v Superman: Dawn of Justice และ Suicide Squad เข้าฉายในปีนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจลบภาพ เบน แอฟเฟล็ก จากบทอัศวินรัตติกาลคนล่าสุดไปได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับผลงานล่าสุดของเขาอย่าง The Accountant

เอาเข้าจริงแล้ว The Accountant มีหลากหลายส่วนที่ให้กลิ่นอายเหมือนภาพยนตร์แบทแมนอย่างปฏิเสธได้ยาก ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนนักแสดงอย่าง เบน แอฟเฟล็ค หรือ เจ.เค. ซิมมอนส์ aka ผู้การเจมส์ กอร์ดอนคนล่าสุด แต่ยังรวมไปถึงเส้นเรื่องราวที่แตกแยกออกมาอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่เส้นใหญ่ของเรื่องซึ่งนำเสนอการปะทะกันของ ศีลธรรม ความดี ความชั่ว และกำแพงบางๆที่กั้นสองสิ่งนี้อยู่ภายใต้จิตใจของเหล่าตำรวจหรือนักสืบ
หรือในด้านของปัจเจก ที่นำเสนอพื้นหลัง ความขัดแย้งของตัวละคร ที่มาที่ไปอย่างหนักหน่วง จะมีก็เพียงการสอดแทรกบริบททางสังคมที่ดูแตกต่างไปบ้าง เหล่านักแสดงต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่ามาสร้างสีสันได้ดีทีเดียวไม่ว่าจะเป็น จอน เบิร์นธัล, แอนนา เคนดริก หรือซินเธีย โรบินสัน ต่างมีลักษณะตัวละครและพื้นหลังที่ค่อนข้างแตกต่างกันได้อย่างน่าสนใจ แต่แน่นอนว่านักแสดงที่เราจับตามองไม่หยุดก็หนีไม่พ้น เบน แอฟเฟล็ก กับเจ.เค. ซิมมอนส์ อยู่ดี การปะทะกันของสองตัวละครนี้ในบางฉากทำให้เราเพ้อเอาเองว่าเป็นการปฐมบทไปสู่ ​Justice League เลยทีเดียว
สำหรับในด้านการกำกับของ เกวิน โอคอนนอร์ ภาพรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ด้วยความที่เขาสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครที่สลับซับซ้อน ไปพร้อมๆกับเรื่องราวความขัดแย้งหลักได้ดี ยังไม่นับถึงจุดหักมุมที่ค่อนข้างน่าสนใจและคาดไม่ถึงพอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงจะต้องขอยกเครดิตให้ผู้เขียนบท บิลล์ ดูบูก ไป อย่างไรก็ตามความสมดุลระหว่างการให้เวลาปูตัวละครหลัก และการดำเนินเรื่องไปข้างหน้าของเขายังขาดๆเกินๆ ตัวภาพยนตร์ใช้เวลาไปกับการพูดถึงพื้นหลังของตัวละครหลักมากเกินไป จนพาเอาเรื่องราวหลักจริงๆไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

โชคยังดีที่ตัวละครหลักของเรื่องซึ่งตัวภาพยนตร์เทเวลาไปแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ของทั้งเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ และน่าติดตามเพียงพอ ทำให้ในท้ายที่สุด แม้เรื่องราวการไล่ล่าและสืบสวนสอบสวนหลักของเรื่องจะดูแหว่งๆไปบ้าง แต่ความรู้สึกเมื่อเราเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ก็ค่อนข้างเต็มไปด้วยความประทับใจมิใช่น้อย Final Score: [ 7.5 ] --------- ส่วนวิเคราะห์อาจมีการสปอยล์ส่วนสำคัญของภาพยนตร์ ---------- ในสังคมโลกเราปัจจุบันคำว่าผิดปกติ แตกต่างหรือไม่เหมือนคนอื่น มักจะถูกใช้สื่อหรือตีความหมายไปในด้านลบอยู่บ่อยครั้ง The Accountant ท้าทายแนวคิดเช่นนั้น และสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วเราทุกคนต่างก็ถูกกลืนกินไปในกระแสโลก มีความคล้ายคลึงและดาษดื่นไม่แตกต่างกันมากกว่าที่เราคิด สุดท้ายแล้วเราก็ต้องดิ้นรนพยายามปรับตัวเข้าหาเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมไม่แตกต่างกัน พร้อมตบท้ายว่า เหล่าผู้คนที่สังคมหลายส่วนไม่ยอมรับนั้น พวกเขาอาจเต็มไปด้วยความสามารถที่เหนือยิ่งกว่าซึ่งรอคอยวันที่เราจะเข้าใจพวกเขาอย่างถ่องแท้ก็เป็นได้

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

Sully ( 2016 )



หลังจากทำให้ท่านตะลึงกับซีจีเด็กใน American Sniper ไปแล้ว เตรียมตัวพบกับการร่วมงานระหว่างนักแสดงรางวัลออสการ์ขวัญใจชาวอเมริกัน ทอม แฮงส์ และผู้กำกับระดับตำนานอย่าง คลินต์ อีสต์วูด ในภาพยนตร์ชีวประวัติที่ดันมีดราม่าเนื่องจากทางค่ายโฆษณาว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนไม่มีใครเสียชีวิต (opps Spoiler!!) Sully

หลังจากได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยคือความสำคัญชนิดคอขาดบาดตายของ ทอม แฮงส์ กับคลินต์ อีสต์วูด บางท่านอาจจะคิดว่า "อ้าวก็ต้องสำคัญอยู่แล้วสิเป็นนักแสดงหลักกับผู้กำกับนิ !?" แต่บอกเลยว่าในกรณีนี้ต่างออกไป เพราะเอาเข้าจริงแล้ว บทบาทตัวละครอื่นๆนอกจากตัวละครหลักอย่างซัลลี่ในเรื่องอีกเพียงนิดเดียวก็แทบจะตัดออกไปได้อยู่แล้ว  ด้วยความที่ คลินต์ อีสต์วูด ใช้เวลาไปกับตัวซัลลี่และเล่าเรื่องผ่านซัลลี่แทบจะ 99% ของทั้งเรื่อง ทำให้ผู้ชมแทบจะปราศจากเวลาในการสนใจตัวละครอื่น และยิ่งดำดิ่งลงไปในจิตใจของตัวละครหลักตัวนี้เข้าไปใหญ่ พูดง่ายๆว่าหากมีน้ำอยู่หนึ่งแก้ว ตัวคลินต์ก็ได้เทน้ำลงไปในแก้วที่มีชื่อว่า ซัลลี่ 90% ของน้ำที่มีทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จะว่าไปแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่ไม่ใช่น้อย


แต่ด้วยการนำแสดงอันสุขุม นุ่มลึก น่าค้นหาของ ทอม แฮงส์ ที่ดึงผู้ชมให้คอยเอากำลังใจช่วยตลอดเวลา โดดเด่นจนคุมทั้งเรื่องได้ด้วยตัวคนเดียว เบียดตัวละครและการแสดงของคนอื่นแม้กระทั่ง แอรอน เอ็คฮาร์ด ให้แทบจะไม่มีบท (อย่างน่าเห็นใจ) ผสมผสานกับการกำกับที่ควบคุมจังหวะจะโคน การเล่าเรื่องที่ลงตัวของ คลินต์ อีสต์วูด และการตัดต่อที่น่าทึ่งของ บลู เมอร์รีย์ ก็เป็นฟันเฟืองส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายทั้งหมดของภาพยนตร์ Sully ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งเมื่อร่างกายมีประสิทธิภาพและทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าตัวภาพยนตร์จะใส่อะไรมามันก็ดูจะได้ผลไปหมด ไม่ว่าจะการนำเสนอหลากหลายมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ตั้งแต่จากมุมของกัปตันซัลลี่ ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ ผู้โดยสาร สื่อมวลชน ความกังวลของกัปตันซัลลี่จนนำมาสู่การตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของตนเอง หรือการสอดแทรกแนวคิดมนุษยนิยม


ท้ายที่สุด แม้องค์ประกอบจากภายนอกจะดูแปลกประหลาดและแอบน่าเป็นห่วงไปบ้าง แต่การนำแสดงระดับเข้าชิงออสการ์นำชายปีนี้ของ ทอม แฮงส์ และการกำกับที่น่าลุ้นเข้าชิงไม่แพ้กันของ คลินต์ อีสต์วูด ก็ทำให้ Sully เป็นภาพยนตร์ที่ลงตัวและน่าหลงใหลอย่างเหลือเชื่อ

Final Result : - ดีเลิศประเสริฐศรี - ( 8 / 10 )

Best Quote of the Movie "This is the captain, brace for impact"

------- ส่วนวิเคราะห์ อาจมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์ --------
ท่ามกลางสภาพสังคมโลกในปัจจุบันซึ่งผู้คนหันไปพึ่งพาแต่เทคโนโลยี เรื่องราวอุบัติเหตุเครื่องบินและโดยเฉพาะการสอบสวนซัลลี่ในครั้งนี้เป็นเครื่องมือชั้นเลิศ ที่จะแสดงและคอยเตือนให้เราได้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะดูรวดเร็วและทันสมัยกว่ามนุษย์เท่าใดก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบ ธาตุ เวทย์มนตร์ หรืออะไรก็ตามที่ลึกล้ำกว่าที่เทคโนโลยีใดๆจะสามารถวัดค่าได้

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Eye in the Sky (2016) - Review

Eye in the Sky เป็นภาพยนตร์ที่นำเราเข้าไปส่วนหนึ่งของภารกิจจับตัวผู้ก่อการร้ายระดับโลก ซึ่งเกิดเรื่องวุ่นวายมากขึ้นหลังมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในรัศมีของระเบิด

แม้เรื่องราวของตัวภาพยนตร์จะดูค่อนข้างธรรมดา แต่ด้วยการกำกับ แกวิน ฮูด ซึ่งนำเสนอการปะทะกันของศีลธรรมและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผสมเข้ากับการนำเสนอมุมมองของแต่ละตัวซึ่งคำนึงถึงผลที่ตามมาแตกต่างกันไป
ตั้งแต่ทีมรัฐบาลที่คำนึงถึงในด้านชื่อเสียงของรัฐ การเมืองที่อาจได้รับผลกระทบ ทางฝ่ายทหารซึ่งคำนึงถึงความสำเร็จของภารกิจมาเป็นหลัก ไปจนถึงทีมผู้ควบคุมหุ่นดรอยด์\กดปุ่มสังหาร ซึ่งคอยตั้งคำถามถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตลอดเวลา

เมื่อประเด็นของแต่ละตัวละครมาโคจรและปะทะกัน ผสมเข้ากับผลงานการแสดงของทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ แอรอน พอล ก็ทำให้ Eye in the Sky กลายเป็นผลงานสุดระทึกขึ้นมาในทันใด
ไม่น่าเชื่อว่าการปะทะกันของ cause และ effect อันซับซ้อน ไม่ว่าจะในด้านของสภาพการเมืองระหว่างประเทศ, propaganda ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการตัดสินใจ สภาพสังคม หรือเรื่องพื้นฐานอย่างศีลธรรมและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จะเกิดขึ้นด้วยคำถามเพียงคำถามเดียว

ระหว่างชีวิตของเด็กบริสุทธิ์ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่แน่นอน กับชีวิตของคนอีกมากมายที่อาจตกอยู่ในอันตรายในอนาคต สิ่งใดมีคุณค่ามากกว่ากัน และคุณจะยอมเสี่ยงหรือไม่ ? นี้คงเป็นคำถามที่กัดกินจิตใจตัวละครและผู้ชมอยู่เรื่อยไป แม้ตัวภาพยนตร์จะได้จบลงไปแล้วก็ตาม
Final Score: [ 7.5 ]

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Jason Bourne (2016)

หายหน้าหายตาไปถึง 9 ปี (ถ้าหากไม่นับ The Bourne Legacy) สำหรับแฟรนไชส์สุดระทึกที่โด่งดังอย่าง Bourne หลังจากแปกไปไม่เป็นท่าในภาค The Bourne Legacy ในปี 2012 ซึ่งได้ เจเรมี่ เรนเนอร์มารับบทนำ



การกลับมาของแฟรนไชส์ Bourne ในครั้งนี้ เชื่อว่าค่อนข้างจะตั้งความคาดหวังให้แฟนๆหลายคนอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากดารานำอย่าง แม็ตต์ เดม่อน จะกลับมารับบทเป็น เจสัน บอร์น เหมือนเดิมแล้ว ตัวผู้กำกับThe Bourne Supremacy (2004) และ The Bourne Ultimatum (2004) พอล กรีนกราส ก็กลับมารับตำแหน่งเดิมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นของ Jason Bourne ในภาคนี้ กลับเป็นมาจากการเปลี่ยนตัวผู้เขียนบทยกแผง ซึ่งทำให้เห็นถึงจุดที่ขาดหายไปในภาคนี้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความลุ่มลึกของเรื่องราว ความลึกลับน่าค้นหา ไปจนถึงกระทั่งปมขัดแย้งต่างๆในภาคนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นข้ออ้างในการผลักดันแฟรนไชส์ให้เดินหน้าต่อไปได้ มากกว่าเป็นสิ่งที่ถูกขีดเขียนและวางแผนมาเป็นอย่างดี



ในมิติหนึ่งอาจเป็นชะตากรรมที่ตัวภาพยนตร์คงจะต้องทำใจยอมรับ ในเมื่อส่วนสำคัญของภาพยนตร์เลือกที่จะพูดถึงประเด็นที่สังคมหันมาให้ความสนใจได้ซักระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะหลังจากผลงานภาพยนตร์สารคดีอย่าง Citizen Four (2014) และการเปิดโปงสุดอื้อฉาวของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เด็น ซึ่งจะมีภาพยนตร์ชีวประวัติในปลายปีนี้

โชคยังดีที่สององค์ประกอบเดิมที่แฟนๆตั้งความหวังอย่าง แม็ตต์ เดม่อน และพอล กรีนกราส ยังคงไม่ผิดหวัง แม้ตัวพี่แม็ตต์ จะแลดูเริ่มหมดแรงจากอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงรับบทนำได้อย่างดีเยี่ยม น่าสนใจ คอยลุ้นเอาใจช่วย



ในขณะที่พอล กรีนกราส ยังคงเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหล น่าติดตาม ควบคุมจังหวะของภาพยนตร์ในแต่ละช่วงได้ดีโดยเฉพาะในฉากแอ็คชั่นทั้งหลาย แม้จะนำเสนอเนื้อหาออกมาอย่างโต่งๆแลดูขาดชั้นเชิงไปหน่อยก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว Jason Bourne ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านฉลุยในด้านของความบันเทิง แต่ในด้านของคุณภาพโดยรวมยังคงครึ่งๆกลางๆ จากบาดแผลที่ใหญ่หลวงอย่างบทภาพยนตร์ ซึ่งเอาตัวรอดไปได้ด้วยการกำกับของ พอล กรีนกราส อย่างหวุดหวิด เชื่อว่าแฟนๆที่ประทับใจ Bourne สามภาคแรกอาจกลับบ้านไปอย่างผิดหวังกันบ้างนิดหน่อย



Final Result: [ 7 / 10 ]


ตัวละครอย่าง เจสัน บอร์น ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของมนุษย์พวกเราทุกคน ที่กำลังถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพไปทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว จนนำไปสู่การแทบจะปราศจากซึ่งเสรีภาพอย่างสมบูรณ์แบบในภาคนี้

อำนาจมืดที่คอยสอดส่องอยู่เบื้องหลังเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในรูปแบบของหัวเก่า แต่ปัจจุบันยังมาในรูปแบบใหม่ที่แยบยลกว่าเดิม

ซึ่งตัวภาพยนตร์ไม่ได้เพียงแค่ให้ทางเลือกกับเราในการยอมรับชะตากรรมหรือลุกขึ้นมาต่อกรกับอำนาจมืด

แต่ยังเชื่อว่าสังคมในปัจจุบัน ทราบถึงการมีตัวตนของอำนาจเหล่านี้ดี และได้สะท้อนคำเตือนไปสู่อำนาจมืดเหล่านั้นว่า "พวกเราไม่ได้ถูกปั่นหัวง่ายอย่างที่พวกคุณคิด"

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

The BFG ( 2016 ) Review




ไม่น่าเชื่อเลยว่าผลงานการกำกับของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดฮอลลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก และยังเป็นผลงานที่ร่วมมือกับสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์เป็นครั้งแรก จะเจ๊งในด้านรายได้จากทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์เช่นนี้ ด้วยตัวเลขทั่วโลกในเวลานี้รวมกันได้เพียง 67 ล้านเหรียญสหรัฐจากทุนสร้างสูงถึง 140 ล้านเหรียญ


ซึ่งเหตุผลทางด้านรายได้นี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราอยากลองพิสูจน์ผลงานชิ้นนี้ดู ว่าเพราะเหตุใดผลลัพธ์ของวัตถุดิบที่ดีจึงออกมาเป็นเช่นนี้


เมื่อมอง The BFG อย่างผิวเผิน มันดูจะเป็นผลงานแสนธรรมดาของสปีลเบิร์กซึ่งนำเสนอภาพและอารมณ์การผจญภัยของตัวละครหลักไม่แตกต่างจาก Indiana Jones หรือ The Adventures of Tintin แต่มีบางสิ่งใน The Big Friendly Giant ที่ทำให้ผลงานนี้แตกต่างไปจากผลงานเรื่องอื่นของเขาพอสมควร

สิ่งแรกคือ 'ดิสนีย์' ซึ่งเข้ามาบทบาทสำคัญในการแต่งเติมโปรดักชั่นและซีจีต่างๆให้ยอดเยี่ยม งดงาม อลังการ สมกับเป็นภาพยนตร์ระดับทุนสร้าง 140 ล้านเหรียญสหรัฐได้เป็นอย่างดี


เมื่อนำโปรดักชั่นที่อลังการไปรวมเข้ากับการกำกับที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ลูกไม้ และนิสัยขี้เล่นมากมายของสปีลเบิร์ก ในการที่จะทำให้ผู้ชมยิ้มได้ตลอดเวลา ก็ทำให้เรื่องราวการผจญภัยของเด็กหญิงโซฟีในดินแดนแห่งยักษ์นี้ ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก

เคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และตัวละครที่น่าสนใจของมาร์ค ไรแรนซ์ ผู้รับบทเป็นยักษ์ใจดี กับรูบี้ บาร์นฮิลล์ ผู้รับบทเป็นเด็กหญิงโซฟี ก็ยิ่งส่งเสริมทำให้การดำเนินเรื่องมีความน่าติดตาม นำมาสู่บทสรุปที่น่าประทับใจทำให้หัวใจเราพองโตขึ้นมาได้เล็กน้อยในท้ายที่สุด


สำหรับสาเหตุที่ทำไม The BFG ถึงได้ประสบความล้มเหลวด้านรายได้ทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์ เชื่อว่าน่าจะมีหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ตารางฉายที่ไปชน Finding Dory ซึ่งกำลังมาแรงอย่างมาก(แม้จะเจอกันในสัปดาห์ที่สามของ Finding Dory ก็ตาม) แถมก็ยังมีแอนิเมชั่น The Secret Life of Pets ตามมาประกบหลังอีกต่างหาก ทำให้ผลงานที่รูปร่างภายนอกดูแสนจะธรรมดาอย่าง The BFG ถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจก็คือตารางการปะทะกันของภาพยนตร์ทุนสูงอย่าง The BFG, The Legend of Tarzan และภาพยนตร์ทุนต่ำอย่าง The Shallows และ The Purge: Election Year กลับกลายเป็นว่าภาพยนตร์ทุนต่ำเปิดตัวแรงชนิดที่ได้กำไรไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ในขณะที่ภาพยนตร์ทุนสูงยังต้องนั่งลุ้นตัวโก่งกันหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เช่นเดียวกันกับ The Legend of Tarzan ที่ผ่านทุนสร้างไปได้อย่างฉิวเฉียดในขณะนี้ด้วยตัวเลข 201 ล้านเหรียญสหรัฐจากทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญ (รวมค่าโฆษณาและจิปาทะแล้วดีไม่ดีอาจยังติดลบ)



กระแสภาพยนตร์ทุนต่ำที่กำลังมาแรงในขณะนี้ อาจแสดงให้เห็นถึงหลายสิ่งหลายอย่าง เช่นผู้ชมส่วนใหญ่ในขณะนี้ให้ความสำคัญกับทุนสร้างลดลงให้ความสำคัญกับเนื้อหาและความน่าสนใจของภาพยนตร์มากขึ้น หรืออาจมีความเป็นไปได้ว่ากระแสภาพยนตร์ประเภทระทึกขวัญ เขย่าขวัญ กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้เพื่อคลายความเครียด ความกดดัน ท่ามกลางเหตุการณ์การก่อการร้ายหรือเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแทบจะทุกอาทิตย์บนโลกของเราขณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่านี้ยังคงเป็นเพียงการสันนิษฐานที่จำเป็นจะต้องติดตามและสังเกตุอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

แต่สิ่งที่แน่นอนสำหรับในตอนนี้คือผลงานที่ค่อนข้างน่าประทับใจอย่าง The BFG ต้องตกเป็นลูกหลงของกระแสภาพยนตร์และกระแสโลกที่แสนโหดร้ายและเดาได้ยากไปอย่างไม่ต้องสงสัย

Final Score: [ 7.5 ]

แท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน The BFG สุดท้ายก็เป็นความฝันหรือภาพที่สะท้อนสภาพจิตใจตัวละครหลักอย่างโซฟี

มันได้สะท้อนถึงความเหงา ความฝันสูงสุดของเธอในการที่ได้มีเพื่อน หลุดออกไปจากบ้านเด็กกำพร้า และมีบ้านมีครอบครัวที่รักเป็นของเธอเอง ด้วยมุมมองที่เป็นเด็กน้อยช่างเพ้อฝันและช่างจินตนาการสมกับเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆได้อย่างยอดเยี่ยม

แม้อารมณ์ใน The BFG ที่เราเห็นบนจอภาพยนตร์กับตามันจะเต็มไปด้วยสีสันมากมายเท่าไรก็ตาม สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น คือความเจ็บปวดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาโดยปราศจากพ่อแม่หรือเพื่อนนั้นเอง

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

The Shallows (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


สำหรับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว ภาพความสยดสยองและความน่ากลัวของฉลาม ปฏิเสธได้ยากว่าเริ่มมาจากภาพยนตร์อย่าง Jaws ในปี 1975 ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งปลุกกระแสและสร้างภาพความโหดร้ายให้กับผู้ล่าอันแสนฉกาจในผืนน้ำนี้แก่ผู้ชมมากมายทั่วโลก จนนำมาสู่ภาคต่ออีกหลายภาค

ยันไปจนภาพยนตร์ประเภทฉลามทั้งหลาย ที่แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีมาให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งที่ดูจะเป็นกระแสก่อนหน้า Shallows ในเร็วๆนี้ ก็คงหนีไม่พ้น Sharknado ที่จำกัดข้อเสียเปรียบของฉลามที่จำเป็นจะต้องอยู่ในเฉพาะน้ำไปอย่างหมดสิ้น

The Shallows มีความคล้ายคลึงกับ Sharknado ตรงที่มันเล่นกับขีดจำกัดหรือจุดที่เราเคยคิดว่าปลอดภัยได้อย่างดี คล้ายๆกับ Paranormal Activity ซึ่งทำลายความคิดที่ว่าบ้านของเรา ห้องนอนของเราเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ใครจะคิดล่ะว่า ฉลามสุดน่ากลัวจะมาจู่โจมเราในที่ตื้นๆเช่นนี้ได้
อย่างไรก็ตามองค์ประกอบหลายส่วนของ The Shallows ก็ดูจะตื้นพอๆกับชื่อภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับที่แสนธรรมดา จังหวะจะโคนในการหลอกล่อผู้ชมที่เดาง่ายแสนง่าย

การเล่าเรื่องที่ใช้มุข 'Instagram + Skype' เป็นตัวปูเรื่องค่อนข้างเยอะ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร แต่ในอีกมิติหนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันให้อะไรใหม่หรือแตกต่างจากการเล่าเรื่องตรงๆทั่วไปเท่าไรนักเช่นกัน

ในด้านบทภาพยนตร์ถือว่าพอรับได้ ขีดเขียนตัวละครมาได้น่าสนใจเพียงพอ และวางสถานการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างดี แต่ภาพรวมมันก็ยังเป็นได้แค่ภาพยนตร์เอาชีวิตรอดจากฉลามทั่วไปอยู่ดี ที่สำคัญคือความลุ้นระทึกหลังจากกลางเรื่องก็ดรอปลงไปเรื่อยๆนำมาสู่จุดไคลแม็กซ์ที่จืดชืด ซึ่งอาจเป็นผลมาจากทุนสร้างที่น้อย ทำให้ไม่สามารถเล่นอะไรได้มากมายนัก
แต่ถือได้ว่าเป็นโชคดีชนิดปิดตาซื้อหวย ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงอย่าง เบลค ไลฟ์ลีย์ มารับบทนำ ด้วยความเซ็กซี่ ความน่ารัก และการแสดงที่น่าเอาใจช่วยของเธอ ทำให้เรื่องราวและฉากลุ้นระทึกเฉียดโดนฉลามแดกทั้งหลายในภาพยนตร์ ดูมีความหมายขึ้นมาอย่างทันใด

สุดท้ายแล้ว The Shallows ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ที่จัดอยู่ในระดับพอใช้ได้ มันไม่ได้นำเสนออะไรสดใหม่เท่าไรนัก แต่จุดหลายจุดก็สอบผ่านไปได้ด้วยการนำแสดงของ เบลค ไลฟ์ลีย์

หากเทียบกับผลงานกำกับล่าสุดของ โจว์เมย์ โคเล็ท เซอร่า อย่าง Run All Night (2015) แล้ว The Shallows ดูจะเป็นผลงานที่ฝีมือตกลงมานิดหน่อย แต่ก็ยังค่อนข้างมีคุณภาพเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ฉลามในหลายปีที่ผ่านมา เฉกเช่น Shark Night 3D (2011), Bait (2012)

------ บทความวิเคราะห์ (SPOILER!!) -------

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของ The Shallows ดูจะเป็นการจู่โจมของสัตว์ร้ายต่อมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แต่แท้ที่จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตำหนิหรือสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใดมากไปกว่าการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติอีกแล้ว

ภาวะโลกร้อน แก๊ซเรือนกระจก ท้องทะเลที่กำลังถูกทำลาย สัตว์ทั้งหลายต่างล้มตาย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่าน The Shallows ไม่ว่าจะมาจากปลาวาฬที่เกยตื้นมาเสียชีวิตเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของธรรมชาติ

หรือกระทั่งเจ้าฉลามสุดโหดในเรื่องเอง ก็เป็นเหยื่อของการกระทำจากมนุษย์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นมาจากความอภิมหาซวยของตัวละครเอก แต่ส่วนใหญ่คือแท่งเหล็กซึ่งทิ่มแทงลงไปตรงปากฉลาม แสดงให้เห็นถึงสภาวะของสัตว์ที่ดูแสนดุร้ายตัวนี้ว่าตัวมันไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งถูกทำร้ายจากน้ำมือของมนุษย์

สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาที่แท้จริงของ The Shallows ว่ามันไม่ได้เป็นภาพยนตร์เอาชีวิตรอด แต่เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการเอาคืน การแก้แค้นของธรรมชาติต่างหาก!!

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Finding Dory (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

Finding Dory (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
เป็นที่น่าแปลกใจว่าตัวภาพยนตร์ซึ่งห่างหายไปนานถึง 13 ปี กลับมาครั้งนี้ในนามของ Finding Dory ดันไม่ค่อยมีอะไรที่สดหรือแปลกใหม่เท่าไรนัก องค์ประกอบแทบทุกส่วนของ Finding Dory ม่ว่าจะเป็นในด้านภาพซีจี การดำเนินเรื่อง ไปจนถึงประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์ ต่างให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดู Finding Nemo อีกรอบหนึ่ง
ซึ่งในด้านหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแย่เท่าไรนักด้วยความที่ Finding Nemo ก็เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างดีงามอยู่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็พาเราอดคิดไม่ได้ว่าเวลา 13 ปีที่ผ่านไปนั้นไม่ได้ช่วยให้มีอะไรที่สดใหม่ในภาคต่อนี้ นอกจากเหล่าตัวละครหน้าใหม่เลยหรือ?

อาจเรียกได้ว่าเป็นความซวยตั้งต้นของ Finding Dory ที่ต้องวิ่งไล่ตามความสำเร็จและความยอดเยี่ยมของ Finding Neemo ให้ได้ และในด้านของเรื่องราวซึ่งต่อจากภาคแรกแทบจะในทันที ในขณะที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเวลาได้ผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงมากนัก
ในด้านของการเล่าเรื่องและกำกับ เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าทั้งสองผู้กำกับพยายามใช้จุดเด่นของตัวละครหลักอย่างดอรี่ ซึ่งก็คือความขี้ลืมมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินเรื่องค่อนข้างมาก ปัญหาคือเทคนิคระลึกชาติหรือ Flashback เหล่านี้ มันถูกนำมาใช้บ่อยครั้งเกินไป จนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแค่กิมมิคๆหนึ่งในการดันเรื่องให้เดินหน้า มากกว่าที่จะเป็นเทคนิคที่โดดเด่นและน่าจดจำจริงๆ

แม้ต้นเรื่องของ Finding Dory จะค่อนข้างชวนหลับ โชคยังดีที่เหล่าตัวละครหน้าใหม่ทั้งหลายกระโดดเข้ามาช่วยได้ทัน ถึงแม้จะไม่ได้มีเรื่องราวที่แปลกอะไรมากมาย แต่ตัวละครเหล่านี้ก็มีเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวมากพอ ที่จะกลายเป็นจุดสร้างสีสันให้กับภาพยนตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าฉลามวาฬเดสทินี่ วาฬเบลูก้าเบลลีย์หรือเจ้าปลาหมึกแฮงค์
เครดิตส่วนใหญ่ก็ต้องขอยกให้กับแฮงค์ค่อนข้างมาก การออกแบบตัวละคร ทัศนคติ และความสามารถของเขา เป็นเหตุที่ทำให้หลายส่วนของ Finding Dory ดำเนินเรื่องไปได้อย่างราบรื่นและสนุก กระทั่งให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูภาพยนตร์สายลับเลยทีเดียว เอาเข้าจริงแล้วในหลายต่อหลายครั้งเขากลับเป็นตัวละครที่น่าติดตามยิ่งกว่าเจ้าปลาขี้ลืมดอรี่เสียอีก
Final Score : [ 6.5 ]

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Warcraft ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

หลังจากที่แฟนๆเกมรอคอยกันมานานแสนนาน ในที่สุดภาพยนตร์ซึ่งสร้างมาจากวิดีโอเกมชื่อดังมากที่สุดเกมหนึ่งในโลกอย่าง Warcraft ก็ได้มาปรากฏโฉมบนจอภาพยนตร์เสียที

Warcraft ในด้านหนึ่งแล้วก็คือสุดยอดเกมที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ลากไปตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งเกมเมอร์ในยุคปัจจุบันหลายต่อหลายคนก็เติบโตมากับชื่อๆนี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเกมหลักหรือเกมที่แตกแยกแขนงออกมาเป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันอย่าง Defense of the Ancients (Dota), Hearthstone และอื่นๆอีกมากมาย
แต่ในอีกมิติหนึ่ง ความจริงที่ปฏิเสธได้ยากก็คือคำสาปอันโด่งดังเมื่อวงการภาพยนตร์พยายามที่จะจับมือกับวงการเกม มักจะพบกับความหายนะเสมอๆ ไม่ว่าเกมๆนั้นจะมีชื่อเสียงที่โด่งดังมากน้อยเท่าไรก็ตาม เฉกเช่น Resident Evil, Prince of Persia, Silent Hill, Hitman และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสำหรับใครหลายคนแล้ว Warcraft ดูจะเป็นความหวังครั้งสุดท้ายหรือเกือบสุดท้าย ที่จะมาทำลายคำสาปอันแสนน่ากลัวนี้ลงไปให้ได้

แม้ว่าภาพรวมของ Warcraft จะไม่ได้เข้าขั้นหายนะหรือแย่เสียทีเดียว แต่ในหลากหลายส่วน กระทั่งแฟนเกมอย่างเราเอง ก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธถึงตัวตนของช่องโหว่ที่มีให้เห็นอยู่ตรงหน้ามากมายเต็มไปหมด
ซึ่งต้นตอของปัญหาเกือบทั้งหมดของภาพยนตร์ที่แฟนๆทั่วโลกรอคอยเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นขนาดความใหญ่ของมันที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวมันเอง ดั่งสุภาษิต 'ยิ่งใหญ่ยิ่งล้มดัง'

Warcraft พยายามที่จะจับนู้นจับนี้ เล่าหลายสิ่งหลายอย่างที่มีมากจนเกินไป โดยปราศจากการคำนึงถึงขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะในด้านของเวลาบนจอภาพยนตร์ที่มีจำกัด หรือขีดจำกัดของผู้กำกับอย่าง ดันแคน โจนส์ ซึ่งกระโดดจากการกำกับภาพยนตร์ระดับเล็ก-กลาง อย่าง Moon (2009) และ Source Code (2011) มากำกับภาพยนตร์ซึ่งกล่าวขานกันว่าอาจจะยิ่งใหญ่เทียบเท่า Lord of the Rings (2001 - 2003) จนเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถคุมเรื่องราวที่ล้นมือ ล้นหน้าตักนี้ได้จนหมด
เมื่อผู้กำกับไม่สามารถที่จะควบคุมเรื่องราวที่มีอยู่ได้ ผลของมันก็เปรียบเสมือนโดมิโน่ที่ลากยาวไปกระทบถึงองค์ประกอบอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง ปมขัดแย้ง หรือตัวละคร ต่างก็ถูกดันออกมาโดยปราศจากการปูพื้นฐานที่ดี แม้ว่าตัวเนื้อส่วนประกอบต่างๆแต่ละส่วนจะค่อนข้างดี แต่กว่าจะค่อยๆแซะเข้ามาก็สายไปเสียแล้ว ทำให้เราไม่รู้สึกมีความผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย จนนำไปสู่การปราศจากอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ในที่สุด

สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแฟนเกมหรือไม่ได้สนใจเรื่องราวในเกมเท่าไรนัก เพียงเท่านี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอในการที่จะทำให้พวกเขาอาจไม่รู้สึกประทับใจหรือชื่นชอบใน Warcraft ซักเท่าไรนัก แม้ว่าในซอกหลืบต่างๆของภาพยนตร์เรื่องนี้จะแอบแฝงไปด้วยเรื่องราวความขัดแย้งที่น่าค้นหา หรือมีกราฟฟิก ซีจีที่อลังการงานสร้างมากเท่าไรก็ตาม
แต่สำหรับแฟนเกมหรือผู้ที่มีความสนใจและมีความผูกพันธ์กับผลงานของ Blizzard นี้อยู่แล้ว Warcraft ก็อาจเปรียบเสมือนแนวคิด 'Guilty Pleasure' อย่างแท้จริง เอาจริงๆเพียงแค่เราได้เห็นเรื่องราวมหากาพย์และตัวละครที่เราชื่นชอบในเกม มีชีวิตจริงๆขึ้นมาบนจอภาพยนตร์ก็ฟินอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

ยิ่งพอได้เห็นเรื่องราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์แล้ว ยิ่งทำให้เราจินตนาการอนาคตและภาคต่อที่(อาจ)จะมาถึง ซึ่งคงจะยิ่งใหญ่ อลังการกว่านี้อย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้ว แม้ว่า Warcraft จะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย และยังคงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ทำลายคำสาปลงได้ แต่มันก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับบุคคลทั่วไป สำหรับแฟนเกมแล้ว นี้เป็นผลงานที่ยังคงจัดอยู่ในหมวด "ไม่ว่ายังไงก็ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด"

Final Score: [ 6 ]

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

X-Men: Apocalypse (2559) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




ดำเนินกันมาถึงจุดไตรภาคเป็นที่เรียบร้อยสำหรับแฟรนไชส์ X-Men ฉบับใหม่ของ ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ถูกปลุกขึ้นมาในปี 2011 กับภาค First Class ซึ่งอาจจะยังคงเรียกได้ว่าเป็นภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดภาคหนึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะของแฟรนไชส์ X-Men แต่รวมไปถึงภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดในขณะนี้


น่าเสียดายที่ภาคที่สอง Days of Future Past ไม่สามารถที่จะคงความยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ ผสมผสานกับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ปัจจุบันที่ค่อนข้างมีตัวเลือกที่เยอะ ยังไม่นับถึงคะแนนเปิดตัวจากฝั่งนักวิจารณ์ของภาคนี้ที่ดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง จนเป็นเหตุทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการมาของภาคที่สาม Apocalypse ซักเท่าไรนัก X-Men: Apocalypse ถ้าสังเกตุและวิเคราะห์ในหลายๆด้าน ก็อดที่จะแอบเปรียบเทียบกับ Avengers: Age of Ultron ของทางฝั่ง Marvel ไม่ได้ เนื่องจากมันมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร เช่น ตัวร้ายที่ทรงพลังสามารถกำราบทีมฮีโร่ของเราได้อย่างราบคาบ ฮีโร่หรือตัวละครใหม่ที่เข้าไปสวามิภักต่อเหล่าร้าย วิธีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกปัจจุบัน ไปจนถึงการสอดแทรกประเด็นเทคโนโลยีไร้สายในยุคปัจจุบัน


แต่ถ้าหากเทียบกันกับ Age of Ultron แล้ว สิ่งที่ Apocalypse ดูจะเป็นต่อกว่าก็หนีไม่พ้นด้านตัวร้ายอย่าง อะพอคคาลิปส์ ซึ่งดูร้ายกาจและทรงพลังมากกว่าอัลตรอนที่เอาแต่พล่ามแล้วพล่ามอีก
ในด้านฉากแอ็คชั่นของ Apocalypse ถ้าหากท่านใดคาดหวังว่ามันจะมีตลอดทั้งเรื่องก็คงจะต้องปาดน้ำตากันไปตามระเบียบ แต่ฉาก Climax ท้ายเรื่องที่ค่อนข้างอลังการ ก็น่าจะเป็นตัวช่วยเกาให้หายคันกันได้อยู่บ้าง

จุดหนึ่งที่ต้องขอยกเครดิตให้อย่างเต็มใจในความเทพอย่างสุดขีดของเขา ก็คือเจ้าหนุ่มวัยรุ่น ควิกซิลเวอร์ ซึ่งยังคงโคตรเทพ โคตรฮาและเป็นตัวขโมยซีนระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง ในมิติหนึ่งอาจเรียกได้ว่า เขาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่วงต้นเรื่องอันแสนอืดชืดของ Apocalypse มีสีสันขึ้นมาได้อย่างทันตาเห็น และยังคงเป็นจุดที่ Marvel ยังคงไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในขณะนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม Apocalypse ก็ยังคงมีปัญหาที่คอยรุมเร้าตัวภาพยนตร์ให้ไม่สามารถที่จะไปไกลได้มากนักอยู่หลายจุด จุดใหญ่ๆที่ต้องพูดถึงก็คงจะหนีไม่พ้นด้านบทภาพยนตร์ และตัวผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์


จุดที่เป็นปัญหาของ ไบรอัน ซิงเกอร์ หลักๆแล้วก็หนีไม่พ้นการเล่าเรื่อง การวางปมขัดแย้ง และการผูกปมแต่ละตัวละครนั้นค่อนข้างขาดชั้นเชิง ตรงไปตรงมาจนเกินไป ยิ่งพอผนวกกับบทภาพยนตร์ ที่ขาดความสดใหม่ และค่อนข้างเชยมากๆแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนนั่งดูภาพยนตร์เมื่อ 5 ถึง 10 ปีที่แล้วอย่างมาก ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือการสอดแทรก 'พลังแห่งผองเพื่อน' เข้ามาจนตกใจ นึกว่านั่งอ่านมังงะหรือดูอนิเมะอะไรซักอย่างอยู่


โชคยังดีที่ทีมนักแสดงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ หรือหน้าใหม่อย่าง ออสการ์ ไอแซค ผู้รับบทเป็นอะพอคคาลิปส์ และไท เชอริแดน ผู้รับบทเป็นไซคลอปส์ สามารถที่จะทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม จนทำให้อย่างน้อย ตัวละครของพวกเขาก็น่าสนใจและน่าติดตามขึ้นมาบ้าง


เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่มีทั้งล้มเหลวและประสบผลสำเร็จแล้ว ผลสรุปการผสมผสานสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันของ X-Men: Apocalypse ก็คือภาพยนตร์ที่ดูจะสอบผ่านเพียงในด้านของความบันเทิงชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ซึ่งเพียงเท่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายและได้ก้าวล้ำหน้าแฟรนไชส์อันล้าหลังนี้ไปแล้วหลายก้าว Final Score: [ 6.5 ]

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

The VVitch ( 2559 ) Movie Review

สำหรับผู้ชมภาพยนตร์และใครหลายคนในปัจจุบัน คำว่า 'แม่มด' ดูจะกลายเป็นสิ่งที่เริ่มปราศจากความน่ากลัวเข้าไปทุกทีๆ จากการตีความที่แตกต่างของภาพยนตร์กระแสหลักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter หรือ The Last Witch Hunter และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมาย จนเรียกได้ว่า เราแทบจะหาภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของคำๆนี้ ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาได้ยากเหลือเกิน..... จนมาถึงตอนนี้

The VVitch ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวธรรมดาซึ่งต้องถูกทดสอบศรัทธาในตัวพวกเขา เมื่อพวกเขาประสบพบเจอกับความชั่วร้ายบางสิ่งบางอย่าง ที่ค่อยๆคลืบคลานมาจากความมืดมิด

ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าความพยายามในการสร้างองค์ประกอบต่างๆให้ความรู้สึกเป็น Folktale (นิทานพื้นบ้าน) หรือเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของ The VVitch กลายเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปรียบภาพยนตร์สยองขวัญอื่นๆ เนื่องจากธรรมชาติของความเป็นเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ที่ให้ความรู้สึกใกล้ตัว และจับต้องได้ง่ายกว่าเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเอง คล้ายคลึงกับตอนสมัยเข้าค่ายลูกเสือบ้านเรา ที่จะต้องหนีไม่พ้นการเล่าเรื่องผีข้างกองไฟท่ามกลางความมืดมิดจนทำให้เราหลับตาไม่ได้ทั้งคืน

นอกจากนั้นยังนำเสนอภาพลักษณ์ของแม่มดในรูปแบบที่ค่อนข้างสดใหม่ และแตกต่างจากแม่มดที่เราเคยๆเห็นในภาพยนตร์กระแสหลักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความลึกลับหรือความน่ากลัว
แต่จุดที่ต้องขอชมผู้กำกับโรเบิร์ต เอ็กเกอร์สและทีมสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดเลยจริงๆ ก็คือความรู้สึกสยดสยอง น่ากลัว และบรรยากาศอันแสนไม่น่าไว้วางใจนี้นั้น ไม่ได้มาจากมุขตุ้งแช่ หรือมุขผีหลอกชัดเจน แบบที่ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องอื่นๆเขาทำกัน เอาเข้าจริงแล้ว The VVitch ถ้าตัดด้านบรรยากาศและเนื้อเรื่องแม่มดออกไป ตัวมันแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ เมโลดราม่าด้วยซ้ำไป

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คำถามที่น่าสนใจก็คือความรู้สึกของเราระหว่างชมที่รู้สึกหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยไปพร้อมๆกับตัวละครนี้ มาจากสิ่งใดกัน ถ้าหากไม่ใช่มุขผีทั้งหลาย ซึ่งคำตอบก็คือ บรรยากาศที่ภาพยนตร์สร้างขึ้นนั้นเอง โดยสิ่งๆนี้เกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบหลายสิ่งหลายอย่างของภาพยนตร์มารวมตัวกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่นำเสนอภาพความขัดแย้งภายในจิตใจตัวละคร ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงทีละเล็กละน้อย เพลงประกอบอันแสนโหยหวน สยดสยอง ไปจนถึงการวางภาพ และใช้มุมกล้อง ซึ่งผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆ ให้ความรู้สึกเก่าแก่สมกับเป็น Folktale องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ ผสมผสานกันออกมาเป็นบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม เสมือนมีอะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถอธิบาย หรือมองเห็นได้ ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในรูปแบบที่เราไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อองค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ต่างถูกสร้างออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือการสร้างบรรยากาศ ความรู้สึกแบบนิทานพื้นบ้าน เป็นเหตุทำให้เมื่อสิ่งเหล่านี้มาประกอบรวมกัน กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่โดดเด่นและเห็นความเป็นเอกภาพอย่างชัดเจน

ศรัทธา อาจเรียกได้ว่าเป็นคำที่ใกล้เคียงกับมนุษยชาติมากที่สุดคำหนึ่ง ในด้านหนึ่งแล้ว คำๆนี้เปรียบเสมือนแสงไฟที่ส่องสว่างทางที่มืดมิดน่ากลัวให้เรา กลายเป็นความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวังมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน คำๆนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่บดบังตาเรามืดบอด มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหน้า ที่น่าตลกไปยิ่งกว่านั้น คือความที่เราสามารถที่จะสั่นคลอนและสามารถจมดิ่งไปสู่ความสิ้นหวังได้ง่ายเสียยิ่งกว่าการต้านความมืดมิดที่ดูไม่สิ้นสุดนี้เสียอีก
-- ภาพรวม --
- ถ่ายทอดตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านได้ดี ให้ความรู้สึกจับต้องได้ ใกล้ตัวกว่าภาพยนตร์สยองขวัญปกติ
- สร้างภาพลักษณ์ของแม่มดที่แท้จริง แตกต่างจากแม่มดเรื่องอื่นๆที่เคยดู
- ไม่มีมุกตุ้งแช่หรือมุกผีหลอกให้เห็น แต่ความน่ากลัวมาจากบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม น่ากลัว
+ บรรยากาศนี้สร้างขึ้นมาด้วย ความขัดแย้งในแต่ละตัวละคร และระหว่างตัวละคร ความศรัทธาของตัวละครที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงไปทีละเล็กละน้อย
+ เพลงประกอบอันโหยหวน สยดสยอง
+ การวางภาพ มุมกล้อง ผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆไม่เยอะจนเกินไป ผสมผสานกันออกมาเป็นความรู้สึกที่เข้ากับตำนานหรือเรื่องเล่าแบบ Folklore
Final Score : [ 9 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

Captain America: Civil War (2016) Movie Review

Captain America: Civil War (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
"กรอบหรือกฏระเบียบนั้นอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่กฏระเบียบที่ริดรอนสิทธิ เสรีภาพ ก็ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้"
เมื่อนึกถึงระยะเวลาการรอคอยของคอหนังและแฟนๆ Marvel สำหรับช่วงเวลาที่แสนสำคัญอย่าง Captain America: Civil War แล้ว อาจเรียกได้ว่าการรอคอยครั้งนี้ เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดก็เป็นได้
เพราะไม่ว่าจะมองในด้านใด Civil War ก็ดูจะเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยม น่าทึ่ง สมกับความคาดหวังของแฟนๆเสียไปหมดทุกส่วน

เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายครบถ้วน ตั้งแต่ ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงการสอดแทรกมุขตลกมาให้ได้ฮากันเรื่อยๆตามสไตล์ Marvel ที่สำคัญคือภาพรวมทั้งหมดที่สนุกจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว

ซึ่งองค์ประกอบอันแสนสำคัญที่ต้องยกเครดิตให้อย่างเต็มใจก็หนีไม่พ้นผู้กำกับสองพี่น้องแอนโทนี่ รุสโซ่ และโจ รุสโซ่ ที่สร้างสรรค์ผลงานการกำกับอันแสนล้ำเลิศเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นที่อลังการงานสร้าง การออกแบบฉาก และวางคิวตัวละครต่างๆที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์

ความสามารถที่จะรักษาความสำคัญของทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ให้ใกล้เคียงกัน ทำให้แต่ละตัวละครมีฉากที่โดดเด่นเป็นของตัวเองทุกตัว ทั้งๆที่ Civil War เต็มไปด้วยตัวละครมากมายเหลือเกิน

และจุดที่สำคัญที่สุด ก็คือความรู้ ความเข้าใจในตัวละครแต่ละตัวอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ทัศนคติ ไปจนถึงพลังและความสามารถของแต่ละตัว ทำให้สามารถที่จะดึงศักยภาพของทุกๆตัวละครออกมาได้อย่างเต็มที่

ด้านตัวละครใหม่ สไปเดอร์แมน และแอนท์แมน เรียกได้ว่าน่าทึ่งและเข้ากับทีม Avengers เดิมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์ยังรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง โดยเฉพาะสำเนียงการพูดของนักแสดง แต่ในด้านหนึ่งปัญหาจุดนี้ก็น่าจะมาจากพื้นฐานของตัวละครที่พยายามให้เหมือนกับฉบับหนังสือการ์ตูน คงจะต้องปรับตัวและรอดูกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สองพี่น้องรุสโซ่นั้น พยายามหาทางให้ทีม Avengers มาปะทะกันตามเนื้อเรื่องของ Civil War และก็พยายามอย่างมากที่จะสอดแทรกการสะท้อนแนวความคิดเรื่อง สิทธิ เสรีภาพและอิสรภาพ เข้าไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความเยอะและองค์ประกอบที่มากมาย ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
แต่การจับปลาสองมือในครั้งนี้ ก็นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสของตัวภาพยนตร์เองอยู่บ้าง ที่ไม่อาจจะดำเนินไปถึงจุดสูงสุดในด้านใดด้านหนึ่งได้เลย เนื่องจากต้องสลับสับเปลี่ยนและแบ่งเวลาให้กันและกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านของการสะท้อนแนวคิด ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลา 2 ชั่วโมง 27 นาที ผ่านไปมากเท่าไร แนวคิดเหล่านี้ก็เริ่มที่จะเลือนลาง และจางหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่า Captain America: Civil War จะสูญเสียบางสิ่งระหว่างทางไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในท้ายที่สุด ก็ไม่อาจเป็นอื่นใดได้นอกจากความยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
--ภาพรวม--
- เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ครบถ้วน ตั้งแต่สนุก ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงตลกตามสไตล์ Marvel

- หลายสิ่งอย่างยอดเยี่ยมได้ จากการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่
+ ซึ่งกำกับฉากแอ็คชั่นได้ยอดเยี่ยม ตระการตา เต็มไปด้วยจิตนาการ
+ เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบุคลิก ทัศนคติและพลังของแต่ละตัวละคร ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน
+ สามารถที่จะรักษาความสมดุลของบทบาทหลากหลายตัวละครได้อย่างดี ทุกตัวละครต่างมีฉากเท่ห์ๆเป็นของตัวเอง
- ตัวละครใหม่อย่างสไปเดอร์แมนนั้นโคตรเจ๋ง แอนท์แมนก็ยอดเยี่ยม เข้ากับทีมได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์อาจจะต้องรอดูไปก่อน

- ตัวภาพยนตร์พยายามที่จะหาเหตุผลในการให้ทีม Avengers มาปะทะกัน และสอดแทรกเนื้อหาอันลึกซึ้ง การปะทะกันของแนวคิดไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความยากถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว แต่แน่นอนว่าการจับปลาสองมือก็นำมาสู่จุดเสียที่ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งไปสู่จุดสูงสุดได้

Final Score: [ 8 / 10 ]