วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Me Before You (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

Me Before You (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
อาจเรียกได้ว่า นี้เป็นภาพยนตร์รัก โรแมนติกที่เป็นการโคจรมาเจอกันของสองดารานักแสดงที่กำลังฮ็อตฮิตมากในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นแซม คลาฟฟิน ที่เคยโชว์หุ่นซิ๊กแพคให้สาวๆได้กลืนน้ำลายกันใน The Hunger Games ภาค Catching Fire หรือ Mockingjay มาก่อน และเอมิเลีย คลาร์ก สาวสวยน่ารัก จาก Game of Thrones หรือ Terminator: Genisys

ไม่แน่ใจว่านวนิยายต้นฉบับเป็นเช่นไรเนื่องจากไม่เคยได้มีโอกาสอ่าน แต่ในด้านของภาพยนตร์แล้ว Me Before You ดูจะเป็นผลงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ต่างๆอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะในด้านของจินตนาการ 'ฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้ง' ของมันชนิดที่แทบจะหลุดออกมาจากมิวสิควิดีโอ เรียกได้ว่าถ้าหากเราตัดสินภาพยนตร์จากเพียงแค่ด้านของ Emotional (อารมณ์) Me Before You คงจะได้คะแนนไปเกือบเต็ม
ซึ่งอารมณ์ที่เต็มเปี่ยมหลากหลายเหล่านี้ เป็นผลมาจากโปรดักชั่นที่สวยงาม และการใช้โทนสีที่ฉูดฉาดชนิดที่นึกว่าอยู่ในดิสนีย์แลนด์ ผสมกับการแสดงของ เอมิเลีย คลาร์ก ที่แสดงได้อย่างเวอร์วังเหนือจริง แทบจะหลุดโลกไปเลยทีเดียว ในด้านนึงก็เป็นการแสดงที่น่ารักดี แต่บางครั้งก็ดูจะมากไปหน่อย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเพลิดเลินอยู่กับสีสันอันแสบตา และการแสดงที่ชวนขำของ เอมิเลีย คลาร์ก ได้สักพัก เราก็เริ่มที่จะรู้ตัวว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป นำมาสู่คือปัญหาของภาพยนตร์เรื่องนี้

ถ้าหากเราตัดด้านอารมณ์ออกไป Me Before You ก็ดูจะกลายเป็นผลงานที่ไม่มีอะไรที่โดดเด่นเหลืออยู่อีก ไม่ว่าจะเป็นด้านเนื้อหา เทคนิค การแสดง การกำกับ หรือกระทั่งประเด็นที่ตัวภาพยนตร์พยายามยัดเข้าปากเราอยู่ตลอดเวลา ต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดหรือพูดถึงมาก่อน ซ้ำร้ายภาพยนตร์ประเภทเดียวกันเรื่องอื่น ก็ดูจะสามารถก้าวเหนือไปได้มากกว่าในหลายๆจุด เฉกเช่น The Fault in Our Stars (2014) หรือ Paper Towns (2015) ซึ่งต่างก็มีพลังของคนรุ่นใหม่แอบแฝงเข้าไป
หากจะนึกถึงคู่เปรียบเทียบที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น About Time (2013) ที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้างในด้านอารมณ์ แต่ Me Before You ก็ดูจะยังคงพ่ายแพ้ในด้านเนื้อหาที่ About Time กล้าที่จะนำเสนอสิ่งเหนือธรรมชาติและถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอื่น นอกเหนือจากสองพระ-นางได้ดีมีชั้นเชิงกว่ามากอยู่ดี
เมื่อคำนึงถึงเหตุผลข้างต้นทั้งหลายแล้ว Me Before You ก็ดูจะเป็นผลงานที่มีความล้าหลัง ผิดที่ผิดเวลาอย่างน่ากลัว ตั้งแต่เนื้อหา การนำเสนอ หรือประเด็นที่สอดแทรกในภาพยนตร์ แม้เราจะพยายามมองข้ามจุดนี้ไป ตัวภาพยนตร์ก็ดูจะยังคงประสบปัญหาในการนำเสนอสิ่งบางสิ่งที่จะสามารถดึงตัวมันขึ้นมาจากคำว่า 'mediocre' ไปได้
คงจะมีเพียงวิธีเดียวที่จะเปลี่ยน Me Before You ให้กลายเป็นภาพยนตร์ระดับยอดเยี่ยมได้ ก็คือการมองความเพ้อฝันและเพ้อเจ้อของมันด้วยมุมมองแบบสุดโต่ง เปลี่ยนให้มันกลายเป็นโลก Surreal อันแสนหรรษาเสมือนหลุดมาจากจินตนาการอันสุดฟินของตัวละครสาวชนชั้นกลาง
Final Score: [ 5 ]

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Warcraft ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

หลังจากที่แฟนๆเกมรอคอยกันมานานแสนนาน ในที่สุดภาพยนตร์ซึ่งสร้างมาจากวิดีโอเกมชื่อดังมากที่สุดเกมหนึ่งในโลกอย่าง Warcraft ก็ได้มาปรากฏโฉมบนจอภาพยนตร์เสียที

Warcraft ในด้านหนึ่งแล้วก็คือสุดยอดเกมที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ลากไปตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งเกมเมอร์ในยุคปัจจุบันหลายต่อหลายคนก็เติบโตมากับชื่อๆนี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเกมหลักหรือเกมที่แตกแยกแขนงออกมาเป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันอย่าง Defense of the Ancients (Dota), Hearthstone และอื่นๆอีกมากมาย
แต่ในอีกมิติหนึ่ง ความจริงที่ปฏิเสธได้ยากก็คือคำสาปอันโด่งดังเมื่อวงการภาพยนตร์พยายามที่จะจับมือกับวงการเกม มักจะพบกับความหายนะเสมอๆ ไม่ว่าเกมๆนั้นจะมีชื่อเสียงที่โด่งดังมากน้อยเท่าไรก็ตาม เฉกเช่น Resident Evil, Prince of Persia, Silent Hill, Hitman และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสำหรับใครหลายคนแล้ว Warcraft ดูจะเป็นความหวังครั้งสุดท้ายหรือเกือบสุดท้าย ที่จะมาทำลายคำสาปอันแสนน่ากลัวนี้ลงไปให้ได้

แม้ว่าภาพรวมของ Warcraft จะไม่ได้เข้าขั้นหายนะหรือแย่เสียทีเดียว แต่ในหลากหลายส่วน กระทั่งแฟนเกมอย่างเราเอง ก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธถึงตัวตนของช่องโหว่ที่มีให้เห็นอยู่ตรงหน้ามากมายเต็มไปหมด
ซึ่งต้นตอของปัญหาเกือบทั้งหมดของภาพยนตร์ที่แฟนๆทั่วโลกรอคอยเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นขนาดความใหญ่ของมันที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวมันเอง ดั่งสุภาษิต 'ยิ่งใหญ่ยิ่งล้มดัง'

Warcraft พยายามที่จะจับนู้นจับนี้ เล่าหลายสิ่งหลายอย่างที่มีมากจนเกินไป โดยปราศจากการคำนึงถึงขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะในด้านของเวลาบนจอภาพยนตร์ที่มีจำกัด หรือขีดจำกัดของผู้กำกับอย่าง ดันแคน โจนส์ ซึ่งกระโดดจากการกำกับภาพยนตร์ระดับเล็ก-กลาง อย่าง Moon (2009) และ Source Code (2011) มากำกับภาพยนตร์ซึ่งกล่าวขานกันว่าอาจจะยิ่งใหญ่เทียบเท่า Lord of the Rings (2001 - 2003) จนเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถคุมเรื่องราวที่ล้นมือ ล้นหน้าตักนี้ได้จนหมด
เมื่อผู้กำกับไม่สามารถที่จะควบคุมเรื่องราวที่มีอยู่ได้ ผลของมันก็เปรียบเสมือนโดมิโน่ที่ลากยาวไปกระทบถึงองค์ประกอบอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง ปมขัดแย้ง หรือตัวละคร ต่างก็ถูกดันออกมาโดยปราศจากการปูพื้นฐานที่ดี แม้ว่าตัวเนื้อส่วนประกอบต่างๆแต่ละส่วนจะค่อนข้างดี แต่กว่าจะค่อยๆแซะเข้ามาก็สายไปเสียแล้ว ทำให้เราไม่รู้สึกมีความผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย จนนำไปสู่การปราศจากอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ในที่สุด

สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแฟนเกมหรือไม่ได้สนใจเรื่องราวในเกมเท่าไรนัก เพียงเท่านี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอในการที่จะทำให้พวกเขาอาจไม่รู้สึกประทับใจหรือชื่นชอบใน Warcraft ซักเท่าไรนัก แม้ว่าในซอกหลืบต่างๆของภาพยนตร์เรื่องนี้จะแอบแฝงไปด้วยเรื่องราวความขัดแย้งที่น่าค้นหา หรือมีกราฟฟิก ซีจีที่อลังการงานสร้างมากเท่าไรก็ตาม
แต่สำหรับแฟนเกมหรือผู้ที่มีความสนใจและมีความผูกพันธ์กับผลงานของ Blizzard นี้อยู่แล้ว Warcraft ก็อาจเปรียบเสมือนแนวคิด 'Guilty Pleasure' อย่างแท้จริง เอาจริงๆเพียงแค่เราได้เห็นเรื่องราวมหากาพย์และตัวละครที่เราชื่นชอบในเกม มีชีวิตจริงๆขึ้นมาบนจอภาพยนตร์ก็ฟินอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

ยิ่งพอได้เห็นเรื่องราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์แล้ว ยิ่งทำให้เราจินตนาการอนาคตและภาคต่อที่(อาจ)จะมาถึง ซึ่งคงจะยิ่งใหญ่ อลังการกว่านี้อย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้ว แม้ว่า Warcraft จะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย และยังคงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ทำลายคำสาปลงได้ แต่มันก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับบุคคลทั่วไป สำหรับแฟนเกมแล้ว นี้เป็นผลงานที่ยังคงจัดอยู่ในหมวด "ไม่ว่ายังไงก็ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด"

Final Score: [ 6 ]

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

X-Men: Apocalypse (2559) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




ดำเนินกันมาถึงจุดไตรภาคเป็นที่เรียบร้อยสำหรับแฟรนไชส์ X-Men ฉบับใหม่ของ ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ถูกปลุกขึ้นมาในปี 2011 กับภาค First Class ซึ่งอาจจะยังคงเรียกได้ว่าเป็นภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดภาคหนึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะของแฟรนไชส์ X-Men แต่รวมไปถึงภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดในขณะนี้


น่าเสียดายที่ภาคที่สอง Days of Future Past ไม่สามารถที่จะคงความยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ ผสมผสานกับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ปัจจุบันที่ค่อนข้างมีตัวเลือกที่เยอะ ยังไม่นับถึงคะแนนเปิดตัวจากฝั่งนักวิจารณ์ของภาคนี้ที่ดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง จนเป็นเหตุทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการมาของภาคที่สาม Apocalypse ซักเท่าไรนัก X-Men: Apocalypse ถ้าสังเกตุและวิเคราะห์ในหลายๆด้าน ก็อดที่จะแอบเปรียบเทียบกับ Avengers: Age of Ultron ของทางฝั่ง Marvel ไม่ได้ เนื่องจากมันมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร เช่น ตัวร้ายที่ทรงพลังสามารถกำราบทีมฮีโร่ของเราได้อย่างราบคาบ ฮีโร่หรือตัวละครใหม่ที่เข้าไปสวามิภักต่อเหล่าร้าย วิธีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกปัจจุบัน ไปจนถึงการสอดแทรกประเด็นเทคโนโลยีไร้สายในยุคปัจจุบัน


แต่ถ้าหากเทียบกันกับ Age of Ultron แล้ว สิ่งที่ Apocalypse ดูจะเป็นต่อกว่าก็หนีไม่พ้นด้านตัวร้ายอย่าง อะพอคคาลิปส์ ซึ่งดูร้ายกาจและทรงพลังมากกว่าอัลตรอนที่เอาแต่พล่ามแล้วพล่ามอีก
ในด้านฉากแอ็คชั่นของ Apocalypse ถ้าหากท่านใดคาดหวังว่ามันจะมีตลอดทั้งเรื่องก็คงจะต้องปาดน้ำตากันไปตามระเบียบ แต่ฉาก Climax ท้ายเรื่องที่ค่อนข้างอลังการ ก็น่าจะเป็นตัวช่วยเกาให้หายคันกันได้อยู่บ้าง

จุดหนึ่งที่ต้องขอยกเครดิตให้อย่างเต็มใจในความเทพอย่างสุดขีดของเขา ก็คือเจ้าหนุ่มวัยรุ่น ควิกซิลเวอร์ ซึ่งยังคงโคตรเทพ โคตรฮาและเป็นตัวขโมยซีนระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง ในมิติหนึ่งอาจเรียกได้ว่า เขาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่วงต้นเรื่องอันแสนอืดชืดของ Apocalypse มีสีสันขึ้นมาได้อย่างทันตาเห็น และยังคงเป็นจุดที่ Marvel ยังคงไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในขณะนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม Apocalypse ก็ยังคงมีปัญหาที่คอยรุมเร้าตัวภาพยนตร์ให้ไม่สามารถที่จะไปไกลได้มากนักอยู่หลายจุด จุดใหญ่ๆที่ต้องพูดถึงก็คงจะหนีไม่พ้นด้านบทภาพยนตร์ และตัวผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์


จุดที่เป็นปัญหาของ ไบรอัน ซิงเกอร์ หลักๆแล้วก็หนีไม่พ้นการเล่าเรื่อง การวางปมขัดแย้ง และการผูกปมแต่ละตัวละครนั้นค่อนข้างขาดชั้นเชิง ตรงไปตรงมาจนเกินไป ยิ่งพอผนวกกับบทภาพยนตร์ ที่ขาดความสดใหม่ และค่อนข้างเชยมากๆแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนนั่งดูภาพยนตร์เมื่อ 5 ถึง 10 ปีที่แล้วอย่างมาก ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือการสอดแทรก 'พลังแห่งผองเพื่อน' เข้ามาจนตกใจ นึกว่านั่งอ่านมังงะหรือดูอนิเมะอะไรซักอย่างอยู่


โชคยังดีที่ทีมนักแสดงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ หรือหน้าใหม่อย่าง ออสการ์ ไอแซค ผู้รับบทเป็นอะพอคคาลิปส์ และไท เชอริแดน ผู้รับบทเป็นไซคลอปส์ สามารถที่จะทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม จนทำให้อย่างน้อย ตัวละครของพวกเขาก็น่าสนใจและน่าติดตามขึ้นมาบ้าง


เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่มีทั้งล้มเหลวและประสบผลสำเร็จแล้ว ผลสรุปการผสมผสานสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันของ X-Men: Apocalypse ก็คือภาพยนตร์ที่ดูจะสอบผ่านเพียงในด้านของความบันเทิงชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ซึ่งเพียงเท่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับตลาดภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายและได้ก้าวล้ำหน้าแฟรนไชส์อันล้าหลังนี้ไปแล้วหลายก้าว Final Score: [ 6.5 ]

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

The VVitch ( 2559 ) Movie Review

สำหรับผู้ชมภาพยนตร์และใครหลายคนในปัจจุบัน คำว่า 'แม่มด' ดูจะกลายเป็นสิ่งที่เริ่มปราศจากความน่ากลัวเข้าไปทุกทีๆ จากการตีความที่แตกต่างของภาพยนตร์กระแสหลักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter หรือ The Last Witch Hunter และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมาย จนเรียกได้ว่า เราแทบจะหาภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของคำๆนี้ ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาได้ยากเหลือเกิน..... จนมาถึงตอนนี้

The VVitch ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวธรรมดาซึ่งต้องถูกทดสอบศรัทธาในตัวพวกเขา เมื่อพวกเขาประสบพบเจอกับความชั่วร้ายบางสิ่งบางอย่าง ที่ค่อยๆคลืบคลานมาจากความมืดมิด

ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าความพยายามในการสร้างองค์ประกอบต่างๆให้ความรู้สึกเป็น Folktale (นิทานพื้นบ้าน) หรือเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของ The VVitch กลายเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปรียบภาพยนตร์สยองขวัญอื่นๆ เนื่องจากธรรมชาติของความเป็นเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ที่ให้ความรู้สึกใกล้ตัว และจับต้องได้ง่ายกว่าเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเอง คล้ายคลึงกับตอนสมัยเข้าค่ายลูกเสือบ้านเรา ที่จะต้องหนีไม่พ้นการเล่าเรื่องผีข้างกองไฟท่ามกลางความมืดมิดจนทำให้เราหลับตาไม่ได้ทั้งคืน

นอกจากนั้นยังนำเสนอภาพลักษณ์ของแม่มดในรูปแบบที่ค่อนข้างสดใหม่ และแตกต่างจากแม่มดที่เราเคยๆเห็นในภาพยนตร์กระแสหลักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความลึกลับหรือความน่ากลัว
แต่จุดที่ต้องขอชมผู้กำกับโรเบิร์ต เอ็กเกอร์สและทีมสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดเลยจริงๆ ก็คือความรู้สึกสยดสยอง น่ากลัว และบรรยากาศอันแสนไม่น่าไว้วางใจนี้นั้น ไม่ได้มาจากมุขตุ้งแช่ หรือมุขผีหลอกชัดเจน แบบที่ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องอื่นๆเขาทำกัน เอาเข้าจริงแล้ว The VVitch ถ้าตัดด้านบรรยากาศและเนื้อเรื่องแม่มดออกไป ตัวมันแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ เมโลดราม่าด้วยซ้ำไป

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คำถามที่น่าสนใจก็คือความรู้สึกของเราระหว่างชมที่รู้สึกหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยไปพร้อมๆกับตัวละครนี้ มาจากสิ่งใดกัน ถ้าหากไม่ใช่มุขผีทั้งหลาย ซึ่งคำตอบก็คือ บรรยากาศที่ภาพยนตร์สร้างขึ้นนั้นเอง โดยสิ่งๆนี้เกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบหลายสิ่งหลายอย่างของภาพยนตร์มารวมตัวกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่นำเสนอภาพความขัดแย้งภายในจิตใจตัวละคร ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงทีละเล็กละน้อย เพลงประกอบอันแสนโหยหวน สยดสยอง ไปจนถึงการวางภาพ และใช้มุมกล้อง ซึ่งผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆ ให้ความรู้สึกเก่าแก่สมกับเป็น Folktale องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ ผสมผสานกันออกมาเป็นบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม เสมือนมีอะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถอธิบาย หรือมองเห็นได้ ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในรูปแบบที่เราไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อองค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้ต่างถูกสร้างออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือการสร้างบรรยากาศ ความรู้สึกแบบนิทานพื้นบ้าน เป็นเหตุทำให้เมื่อสิ่งเหล่านี้มาประกอบรวมกัน กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่โดดเด่นและเห็นความเป็นเอกภาพอย่างชัดเจน

ศรัทธา อาจเรียกได้ว่าเป็นคำที่ใกล้เคียงกับมนุษยชาติมากที่สุดคำหนึ่ง ในด้านหนึ่งแล้ว คำๆนี้เปรียบเสมือนแสงไฟที่ส่องสว่างทางที่มืดมิดน่ากลัวให้เรา กลายเป็นความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวังมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน คำๆนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่บดบังตาเรามืดบอด มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหน้า ที่น่าตลกไปยิ่งกว่านั้น คือความที่เราสามารถที่จะสั่นคลอนและสามารถจมดิ่งไปสู่ความสิ้นหวังได้ง่ายเสียยิ่งกว่าการต้านความมืดมิดที่ดูไม่สิ้นสุดนี้เสียอีก
-- ภาพรวม --
- ถ่ายทอดตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านได้ดี ให้ความรู้สึกจับต้องได้ ใกล้ตัวกว่าภาพยนตร์สยองขวัญปกติ
- สร้างภาพลักษณ์ของแม่มดที่แท้จริง แตกต่างจากแม่มดเรื่องอื่นๆที่เคยดู
- ไม่มีมุกตุ้งแช่หรือมุกผีหลอกให้เห็น แต่ความน่ากลัวมาจากบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ อึมครึม น่ากลัว
+ บรรยากาศนี้สร้างขึ้นมาด้วย ความขัดแย้งในแต่ละตัวละคร และระหว่างตัวละคร ความศรัทธาของตัวละครที่ค่อยๆเสื่อมถอยและพังทลายลงไปทีละเล็กละน้อย
+ เพลงประกอบอันโหยหวน สยดสยอง
+ การวางภาพ มุมกล้อง ผนวกเข้ากับโปรดักชั่นที่พื้นๆไม่เยอะจนเกินไป ผสมผสานกันออกมาเป็นความรู้สึกที่เข้ากับตำนานหรือเรื่องเล่าแบบ Folklore
Final Score : [ 9 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

Captain America: Civil War (2016) Movie Review

Captain America: Civil War (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
"กรอบหรือกฏระเบียบนั้นอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่กฏระเบียบที่ริดรอนสิทธิ เสรีภาพ ก็ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้"
เมื่อนึกถึงระยะเวลาการรอคอยของคอหนังและแฟนๆ Marvel สำหรับช่วงเวลาที่แสนสำคัญอย่าง Captain America: Civil War แล้ว อาจเรียกได้ว่าการรอคอยครั้งนี้ เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดก็เป็นได้
เพราะไม่ว่าจะมองในด้านใด Civil War ก็ดูจะเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยม น่าทึ่ง สมกับความคาดหวังของแฟนๆเสียไปหมดทุกส่วน

เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายครบถ้วน ตั้งแต่ ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงการสอดแทรกมุขตลกมาให้ได้ฮากันเรื่อยๆตามสไตล์ Marvel ที่สำคัญคือภาพรวมทั้งหมดที่สนุกจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว

ซึ่งองค์ประกอบอันแสนสำคัญที่ต้องยกเครดิตให้อย่างเต็มใจก็หนีไม่พ้นผู้กำกับสองพี่น้องแอนโทนี่ รุสโซ่ และโจ รุสโซ่ ที่สร้างสรรค์ผลงานการกำกับอันแสนล้ำเลิศเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไม่ว่าจะเป็นการกำกับฉากแอ็คชั่นที่อลังการงานสร้าง การออกแบบฉาก และวางคิวตัวละครต่างๆที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์

ความสามารถที่จะรักษาความสำคัญของทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ให้ใกล้เคียงกัน ทำให้แต่ละตัวละครมีฉากที่โดดเด่นเป็นของตัวเองทุกตัว ทั้งๆที่ Civil War เต็มไปด้วยตัวละครมากมายเหลือเกิน

และจุดที่สำคัญที่สุด ก็คือความรู้ ความเข้าใจในตัวละครแต่ละตัวอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ทัศนคติ ไปจนถึงพลังและความสามารถของแต่ละตัว ทำให้สามารถที่จะดึงศักยภาพของทุกๆตัวละครออกมาได้อย่างเต็มที่

ด้านตัวละครใหม่ สไปเดอร์แมน และแอนท์แมน เรียกได้ว่าน่าทึ่งและเข้ากับทีม Avengers เดิมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์ยังรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง โดยเฉพาะสำเนียงการพูดของนักแสดง แต่ในด้านหนึ่งปัญหาจุดนี้ก็น่าจะมาจากพื้นฐานของตัวละครที่พยายามให้เหมือนกับฉบับหนังสือการ์ตูน คงจะต้องปรับตัวและรอดูกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สองพี่น้องรุสโซ่นั้น พยายามหาทางให้ทีม Avengers มาปะทะกันตามเนื้อเรื่องของ Civil War และก็พยายามอย่างมากที่จะสอดแทรกการสะท้อนแนวความคิดเรื่อง สิทธิ เสรีภาพและอิสรภาพ เข้าไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความเยอะและองค์ประกอบที่มากมาย ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
แต่การจับปลาสองมือในครั้งนี้ ก็นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสของตัวภาพยนตร์เองอยู่บ้าง ที่ไม่อาจจะดำเนินไปถึงจุดสูงสุดในด้านใดด้านหนึ่งได้เลย เนื่องจากต้องสลับสับเปลี่ยนและแบ่งเวลาให้กันและกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านของการสะท้อนแนวคิด ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลา 2 ชั่วโมง 27 นาที ผ่านไปมากเท่าไร แนวคิดเหล่านี้ก็เริ่มที่จะเลือนลาง และจางหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่า Captain America: Civil War จะสูญเสียบางสิ่งระหว่างทางไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในท้ายที่สุด ก็ไม่อาจเป็นอื่นใดได้นอกจากความยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
--ภาพรวม--
- เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ครบถ้วน ตั้งแต่สนุก ตื่นเต้น ตระการตา เคร่งเครียด ไปจนถึงตลกตามสไตล์ Marvel

- หลายสิ่งอย่างยอดเยี่ยมได้ จากการกำกับของสองพี่น้องรุสโซ่
+ ซึ่งกำกับฉากแอ็คชั่นได้ยอดเยี่ยม ตระการตา เต็มไปด้วยจิตนาการ
+ เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบุคลิก ทัศนคติและพลังของแต่ละตัวละคร ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน
+ สามารถที่จะรักษาความสมดุลของบทบาทหลากหลายตัวละครได้อย่างดี ทุกตัวละครต่างมีฉากเท่ห์ๆเป็นของตัวเอง
- ตัวละครใหม่อย่างสไปเดอร์แมนนั้นโคตรเจ๋ง แอนท์แมนก็ยอดเยี่ยม เข้ากับทีมได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะที่แบล็ค แพนเธอร์อาจจะต้องรอดูไปก่อน

- ตัวภาพยนตร์พยายามที่จะหาเหตุผลในการให้ทีม Avengers มาปะทะกัน และสอดแทรกเนื้อหาอันลึกซึ้ง การปะทะกันของแนวคิดไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าหากนับถึงความยากถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว แต่แน่นอนว่าการจับปลาสองมือก็นำมาสู่จุดเสียที่ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งไปสู่จุดสูงสุดได้

Final Score: [ 8 / 10 ]

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

Take Me Home (2559) Movie Review


Take Me Home (2559) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Take Me Home หรือในชื่อไทย สุขสันต์วันกลับบ้าน เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ ไม่ใช่เพราะเพียงแค่ฝีมือดารานำแสดงอย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ แต่ยังรวมไปถึงตัวผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ เจ้าของผลงานภาพยนตร์ไทยสยองขวัญระดับขึ้นหิ้งอย่าง ลองของ หรือเฉือน และยังรวมไปถึงการเขียนบทให้กับ เป็นชู้กับผี อีกด้วย



ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเก่าๆของตัวเขาแล้ว สุขสันต์วันกลับบ้าน ดูจะเป็นผลงานที่ได้มาตราฐาน แต่ก็ไม่อาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างไปได้

ในขณะที่ตัวภาพยนตร์สามารถสร้างบรรยากาศความสยองขวัญผ่านตัวละครและเรื่องราวเสมือนการพาเราเข้าไปเดินบ้านผีสิงในช่วงกลางถึงท้ายเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม



ช่วงต้นเรื่องกลับค่อนข้างหายนะทีเดียว ตั้งแต่การปูความสัมพันธ์ตัวละคร หรือปมขัดแย้งที่ย่ำแย่ ไปจนถึงเทคนิคอันน่าปวดหัวเช่น มุขผีตุ้งแช่ทั้งหลาย ไปจนถึงเทคนิคการพากษ์เสียง (Voice Over) ซึ่งดูจะกลายเป็นเทคนิคที่ยัดเยียดเข้ามาด้วยความหวาดกลัวว่าผู้ชมจะดูไม่รู้เรื่องหรือตีความเองไม่เป็น มากกว่าเป็นเทคนิคที่จะนำมาเสริมหรือเติมแต่งองค์ประกอบต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากนึกถึงในด้านเนื้อหาแล้ว สุขสันต์วันกลับบ้านก็ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีประเด็นน่าสนใจไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็น คุณค่าของความรัก การรักษาสัญญา ไปจนถึงความเชื่อเรื่องวงเวียนแห่งความตายอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งสะท้อนค่านิยมและความเชื่อของสังคมไทยได้อย่างเป็นเอกลักษณ์



แต่ในเมื่อการปูความสัมพันธ์ตัวละคร ปมขัดแย้งในช่วงต้นเรื่อง จนไปถึงการหยิบใช้เทคนิคบางอย่างนั้นชวนให้เราตั้งคำถาม ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่อาจที่จะซึมซับเรื่องราวต่างๆในภาพยนตร์ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญและโดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้

Final Score : [ 6.5 ]

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

10 Cloverfield Lane (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



10 Cloverfield Lane (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



ถือได้ว่าเป็นภาคต่อที่อยู่ดีๆก็โผล่มาจากมุมมืดอยู่พอสมควรเลยทีเดียวสำหรับ 10 Cloverfield Lane จากความที่แทบไม่มีข่าวอะไรเท่าไรนัก แต่วันหนึ่งก็มีตัวอย่างหลุดออกมา จนกระทั่งตัวอย่างแบบเป็นทางการที่เรียกได้ว่าพาเอาแฟนๆ Cloverfield ขนลุก ตื่นเต้น อดหลับอดนอนไปพร้อมๆกัน

แม้ว่า 10 Cloverfield Lane จะเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก แม็ตต์ รีฟส์ ในภาคแรกมาเป็น แดน เทรนช์เทรเบิร์ก ดูเหมือนว่าความโดดเด่น และความน่าจดจำของแฟรนไชส์นี้จะไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งทวีคูณความน่าสนใจขึ้นในภาคต่อนี้




เมื่อเราแยกส่วนประกอบต่างๆออกมาแล้วจะพบว่า 10 Cloverfield Lane เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบต่างๆที่น่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บทภาพยนตร์ที่สดใหม่ ซ่อนเรื่องราวภายใต้สถานการณ์ต่างๆและหักมุมได้อย่างชาญฉลาด 

การแสดงที่ดีของจอห์น กู้ดแมน และแมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด ซึ่งกลายเป็นความสัมพันธ์ของสองตัวละครที่ช่างน่าค้นหา น่าสนใจ




ไปจนถึงการกำกับของ แดน เทรนช์เทรเบิร์ก ซึ่งเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม ใช้สัญญะต่างๆผ่านภาพได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังของผู้ชมได้อย่างเจ็บแสบจนน่าชื่นชม

เมื่อองค์ประกอบที่น่าทึ่งเหล่านี้มารวมตัวกัน ผลที่ได้ออกมาก็คือความรู้สึกที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ ตื่นเต้น ลุ้นระทึกทุกวินาทีเสียยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา ตั้งแต่ต้นจนจบชนิดไม่ให้หยุดพัก 




ซึ่งคงจะเยี่ยมกว่านี้ถ้าหากลดเพลงประกอบที่ยัดเยียด พยายามจูงจมูกผู้ชมมากจนเกินไปและบทที่ดูจะรีไซเคิลมากไปนิดนึง แต่นั้นก็เป็นเพียงจุดเล็กๆในภาพยนตร์ที่น่าทึ่งเรื่องหนึ่ง




10 Cloverfield Lane สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในโลกปัจจุบันซึ่งพวกเราแทบทุกคนต่างพร้อมที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อดึงให้ตัวเองไปอยู่ในจุดที่ตนเองต้องการ และทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดอะไรก็ตามที่ขวางทางพวกเราอยู่ สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม จรรยาบรรณ หรือมนุษยธรรม คือสิ่งที่นิยามและให้ความหมายแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมไปในสังคมอย่างน่าเป็นห่วง


-- ภาพรวม --
- ตื่นเต้น ลุ้นระทึก หายใจแทบไม่ทัน
- ความตื่นเต้นนั้นไม่ได้มาจากเทคนิคไร้สาระเช่นผีตุ้งแช่ แต่มาจากการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม ล้อหลอกกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง
- บทภาพยนตร์ถึงแม้จะโดนยืดไปบ้าง แต่ก็หักมุมได้อย่างฉลาด ค่อนข้างสดใหม่
- ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น จอห์น กู้ดแมน หรือแมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด
- เสียงเพลงสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี แต่หลายครั้งดูยัดเยียดและหนักมือมากเกินไปจนกลายเป็นน่ารำคาญ

Final Score : 7.5