แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2016 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2016 แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Under the Shadow ( 2016 ) Movie Reivew

"ภายใต้เงามืดของสงคราม"

ผลงานอย่าง The VVitch, Don't Breathe, The Conjuring 2 และ 10 Cloverfield Lane อาจเรียกได้ว่าทำให้ปี 2016 เป็นปีทองของภาพยนตร์สยองขวัญ/ระทึกขวัญอย่างแท้จริงก็ว่าได้
ซึ่งผลงานอย่าง Under the Shadow ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เตรียมเข้าไปอยู่ในรายชื่อต้นๆของภาพยนตร์สยองขวัญปีนี้ ด้วยคำชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลามจนทางอังกฤษต้องส่งไปเป็นตัวแทนเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2017 กันเลยทีเดียว
ในด้านของเนื้อหา บริบท หรือประเด็นที่สอดแทรก สะท้อนให้เราได้เห็นในภาพยนตร์ Under the Shadow เรียกได้ว่าค่อนข้างแข็งแรงมั่นคงมากทีเดียว แม้จะไม่ได้หนักในทางจิตวิทยาหนักแบบ The Babadook (2014)

แต่การใช้เรื่องราวของภูติผีปีศาจเป็นกระจกในการสะท้อนให้เห็นถึง บริบท และภาวะสงครามอันแสนเคร่งเครียด วิพากษ์วิจารณ์ระบบทางสังคมอันปราศจากซึ่งอิสรภาพของประเทศอิหร่านในโลกแห่งความเป็นจริง ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน
การกำกับของ บาบัก อันวารี ในการวางเรื่องราวและตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ก็เป็นไปอย่างกลมกล่อม ไม่มากและไม่ล้นจนเกินไป ที่สำคัญคือแทบจะไม่มีมุขผีตุ้งแช่โผล่มาสร้างความรำคาญให้เห็น
แต่ถ้าหากนับเพียงด้านอารมณ์ระหว่างการนั่งชมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว Under the Shadow คงจะเข้าขั้นรั้งท้ายรายชื่อภาพยนตร์ที่กล่าวมาข้างต้น ความรู้สึกกลัว หวาดระแวง หรือแรงกดดันต่างๆยังคงมีตัวตนให้ได้รู้สึกอย่างชัดเจน

แต่ความรู้สึกเหล่านี้จัดอยู่ในหมวดเบาบางอยู่พอสมควร โดยเฉพาะช่วงบทสรุปของเรื่องที่ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไรนัก เชื่อว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการกำกับและบทที่พยายามหันเหไปในทางที่ให้ความรู้สึกสมจริง อ้างอิงกับโลกแห่งความเป็นจริง จึงทำให้หลากหลายสิ่งไม่สามารถยืดไปสุดขีดได้แบบภาพยนตร์สัญชาติออสเตรเลียอย่าง The Babadook ได้ อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มีตัวตนชัดเจนระหว่างชมชนิดปฏิเสธได้ยาก

แม้ Under the Shadow จะพ่ายแพ้ The Babadook ไปอย่างฉิวเฉียดเนื่องจากความล้มเหลวที่ไม่สามารถจะเข้ามาสัมผัสเราในระดับปัจเจกชนิดต้องเปิดไฟนอนทั้งคืนได้ แต่การสอดแทรกบริบททางสังคม สัญญะต่างๆ รวมไปถึงการใช้ลักษณะของความเป็นภาพยนตร์สยองขวัญในการสะท้อนเรื่องราวในโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นองค์ประกอบที่น่าทึ่งมากพอที่จะทำให้เราจดจำผลงานเรื่องนี้ไปอีกซักพัก
Final Score: [ 8 / 10 ]

ลักษณะตัวละครภูติผีปีศาจ "จิน" ใน Under the Shadow ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวไปมาผ่านสายลมอย่างอิสระ หรือความที่เมื่อมันได้สิ่งของที่เรามีความ "ผูกพันธ์" อย่างมากไป เราจะไม่สามารถหนีมันได้พ้น ลักษณะเหล่านี้สามารถถูกนำไปเปรียบเทียบได้กับลักษณะของสงครามที่เกิดขึ้นบนโลกเรา

สงครามไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่น่าเกลียด น่ากลัว แต่ยังเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆของโลกได้อย่างอิสระ รวดเร็ว ยิ่งถ้าหากเราถูกมันพรากสิ่งที่เรามีสายสัมพันธ์หรือมีความผูกพันธ์ไป เช่น บ้านที่เราอยู่อาศัยสร้างมากับมือ หรือคนรัก บุคคลในครอบครัวที่ถูกส่งไปยังสนามรบ เรายิ่งไม่สามารถจะหนีมันพ้น ไม่ว่าจะในด้านของกายภาพหรือจิตใจ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องราวของสงครามในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือในมุมของศาสนาซึ่ง Under the Shadow แสดงให้เห็นถึงอำนาจมากถึงสามครั้ง
- ตัวละครอื่นนอกจากตัวละครเอกเรามักจะเห็นคลุมฮิญาบอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ตัวละครเอกเกือบจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงช่วงที่พยายามหนีออกมาจากบ้านโดยไม่ได้ใส่ผ้าคลุม
- เพดานห้องซึ่งถูกทำให้เป็นรูโหว่ใหญ่โตหลังจากถูกจรวดตกใส่ ซึ่งเพดานที่พังไปนี้ภายหลังก็ต้องมีการนำผ้ามาคลุมปิด ซ้ำร้ายห้องนี้ก็กลายเป็นห้องที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ผีร้ายจินหลากหลายครั้ง
- กระทั่งรูปร่างหน้าตาของตัวภูติผีอย่างจินก็มีลักษณะเหมือนเป็นผู้หญิงที่มีการคลุมฮิญาบไม่ต่างไปจากตัวละครหญิงตัวอื่นๆในเรื่อง

ทั้งสามข้อนี้ใน Under the Shadow แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของศาสนาที่อาจรุนแรงเสียยิ่งกว่าสงคราม ในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าตัวละครอย่าง จิน เป็นเสมือนตัวแทนของศาสนาที่เข้ามาลงโทษตัวละครเอกที่กระทำความผิด เช่น การมีเครื่องเล่นวิดีโอไว้ครอบครอง หรือการไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด พลังอำนาจของศาสนานั้นมากมายจนเป็นเสมือนต้นตอของทุกสิ่งเช่นสงคราม ทรงพลังมากจนแม้กระทั่งสิ่งลี้ลับภูติผีปีศาจอย่างจินยังต้องยอมสยบและกระทำตาม

แต่ในอีกมิติหนึ่งเราก็อาจมองได้ว่านี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอิหร่านที่เพศหญิงยังคงถูกตราหน้าว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่คู่ควรกับสิ่งที่มีคุณค่าเช่นความรู้ และต้องก้มหน้ายอมรับแรงกดดันจากสังคมที่เพศชายเป็นใหญ่ต่อไป

Doctor Strange ( 2016 ) Movie Review

"Inception: Marvel Edition ?"

ใครจะเชื่อว่านักแสดงสุดฮ็อตตารางแน่นเอี๊ยดอย่าง เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ จะมารับบทเป็นซุปเปอร์ฮีโร่คนล่าสุดของ Marvel อย่าง Doctor Strange ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วท่ามกลางการผงาดของ Marvel และการคืบคลานมาอย่างเชื่องช้าของ DC ในตลาดภาพยนตร์ตอนนี้

การเปิดตัวคุณหมอแปลกแหวกมิติในเวลานี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็ว่าได้ ด้วยความที่ยิ่งใกล้สงครามใหญ่อย่าง Infinity Wars aka. ธานอสแอนด์เดอะถุงมือเกรียน เข้าไปทุกที ดูเหมือนว่าจินตนาการหรือความบ้าคลั่งของ Marvel ก็ยิ่งทวีคูณในการเตรียมพร้อมให้ผู้ชมอย่างเรารับกับคลื่นมหึมาที่จะซัดมาถึงในไม่ช้า

แม้ Doctor Strange จะยังคงรูปแบบและเนื้อหาเดิมๆตามสไตล์ Marvel แต่นั้นก็หาใช่สิ่งที่แย่ไม่ คงเป็นเพราะสาเหตุที่สิ่งที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ พวกเขายังคงทำมันได้ดีเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถสนุกไปกับมันได้ไม่ยาก

แต่ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่งซึ่งดึงผลงานเรื่องนี้ให้โดดเด่นเหนือผลงานเรื่องอื่นๆของ Marvel ก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากด้านภาพหรือวิชวลอันแสนน่าทึ่งไม่ว่าจะจากการร่ายเวทย์มนตร์สุดเท่ห์ หรือฉากตึกต่างๆเคลื่อนไหวซ้อนกันไปมาอย่างกับ Inception 2.0 เรียกได้ว่าถ้าหากนับเฉพาะความอลังการจากเพียงภาพที่ถูกสรรสร้างมาวางต่อหน้าเรา Doctor Strange อาจเป็นภาพยนตร์ที่ล้ำเลิศที่สุดของ Marvel ก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางองค์ประกอบที่ดีเยี่ยมหลากหลายของ Doctor Strange ส่วนสำคัญของเรื่องราวอย่างตัวละครกลับปราศจากการถูกขัดเกลาอย่างพิถีพิถันโดยเฉพาะเหล่าร้ายซึ่งยังคงแสนจืดชืดตามสไตล์ Marvel เหมือนเดิม ในขณะที่ตัวละครหลักอย่างคุณหมอแปลกและตัวละครสำคัญอย่างดิแอนเชี่ยนวัน ต่างรอดตัวไปได้ด้วยการแสดงอันเหนือชั้นของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ และทิลดา สวินตัน

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เหล่าตัวละครขาดความน่าสนใจนอกจากด้านบทภาพยนตร์แล้วก็คงจะหนีไม่พ้นการกำกับของ สก็อตต์ เดอริคสัน ซึ่งพยายามทำเรื่องราวให้กระชับที่สุด แต่กลับไปบีบส่วนของตัวละครโดยเฉพาะตัวละครหลักมากเกินไป ทำให้คุณหมอแปลกแหวกมิติเป็นได้แค่เพียงคุณหมอจอมเวทย์ยโสโอหังที่ปราศจากมิติตัวละครที่ลึกซึ้งหรือความน่าเห็นใจ

ในท้ายที่สุดแล้วถึงแม้ Doctor Strange จะเต็มไปด้วยภาพอันอลังการงานสร้าง ทีมงานโปรดักชั่นระดับเทพ ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม หรือมุขตลกขบขันที่สอดแทรกเข้ามาให้ได้หัวเราะกันทั้งเรื่องมากเท่าใด แต่รูปแบบที่ซ้ำซากและเหล่าตัวละครที่ไม่น่าสนใจก็เป็นเหตุที่ทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่มีความน่าจดจำเท่าที่ควร ทำให้เราได้แต่ภาวนาว่า หลังจากการใช้เวลาในการปูเส้นทางไปสู่ Avengers: Infinity War กันหลายต่อหลายเรื่อง ตัวละครแสนสำคัญอย่างคุณพี่ธานอสจะไม่ทำให้เราผิดหวัง
Final Score: [ 7 ]

ปล. หลังจบภาพยนตร์มีเครดิตสองรอบนะครับอย่าลืมนั่งดูกันเนอะ

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

The Accountant (2016)

"แบทแมนในคราบนักบัญชี?"

ท่านผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างหรือไม่ เมื่อนักแสดงคนหนึ่งไปรับบทในภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วเราจดจำเขาในภาพของตัวละครนั้นไปตลอด ไม่ว่าเขาจะไปรับบทเป็นตัวละครที่ต่างกันคนละขั้วมากเท่าไรก็ตาม อาจเป็นเพราะภาพยนตร์อย่าง Batman v Superman: Dawn of Justice และ Suicide Squad เข้าฉายในปีนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจลบภาพ เบน แอฟเฟล็ก จากบทอัศวินรัตติกาลคนล่าสุดไปได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับผลงานล่าสุดของเขาอย่าง The Accountant

เอาเข้าจริงแล้ว The Accountant มีหลากหลายส่วนที่ให้กลิ่นอายเหมือนภาพยนตร์แบทแมนอย่างปฏิเสธได้ยาก ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนนักแสดงอย่าง เบน แอฟเฟล็ค หรือ เจ.เค. ซิมมอนส์ aka ผู้การเจมส์ กอร์ดอนคนล่าสุด แต่ยังรวมไปถึงเส้นเรื่องราวที่แตกแยกออกมาอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่เส้นใหญ่ของเรื่องซึ่งนำเสนอการปะทะกันของ ศีลธรรม ความดี ความชั่ว และกำแพงบางๆที่กั้นสองสิ่งนี้อยู่ภายใต้จิตใจของเหล่าตำรวจหรือนักสืบ
หรือในด้านของปัจเจก ที่นำเสนอพื้นหลัง ความขัดแย้งของตัวละคร ที่มาที่ไปอย่างหนักหน่วง จะมีก็เพียงการสอดแทรกบริบททางสังคมที่ดูแตกต่างไปบ้าง เหล่านักแสดงต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่ามาสร้างสีสันได้ดีทีเดียวไม่ว่าจะเป็น จอน เบิร์นธัล, แอนนา เคนดริก หรือซินเธีย โรบินสัน ต่างมีลักษณะตัวละครและพื้นหลังที่ค่อนข้างแตกต่างกันได้อย่างน่าสนใจ แต่แน่นอนว่านักแสดงที่เราจับตามองไม่หยุดก็หนีไม่พ้น เบน แอฟเฟล็ก กับเจ.เค. ซิมมอนส์ อยู่ดี การปะทะกันของสองตัวละครนี้ในบางฉากทำให้เราเพ้อเอาเองว่าเป็นการปฐมบทไปสู่ ​Justice League เลยทีเดียว
สำหรับในด้านการกำกับของ เกวิน โอคอนนอร์ ภาพรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ด้วยความที่เขาสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครที่สลับซับซ้อน ไปพร้อมๆกับเรื่องราวความขัดแย้งหลักได้ดี ยังไม่นับถึงจุดหักมุมที่ค่อนข้างน่าสนใจและคาดไม่ถึงพอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงจะต้องขอยกเครดิตให้ผู้เขียนบท บิลล์ ดูบูก ไป อย่างไรก็ตามความสมดุลระหว่างการให้เวลาปูตัวละครหลัก และการดำเนินเรื่องไปข้างหน้าของเขายังขาดๆเกินๆ ตัวภาพยนตร์ใช้เวลาไปกับการพูดถึงพื้นหลังของตัวละครหลักมากเกินไป จนพาเอาเรื่องราวหลักจริงๆไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

โชคยังดีที่ตัวละครหลักของเรื่องซึ่งตัวภาพยนตร์เทเวลาไปแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ของทั้งเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ และน่าติดตามเพียงพอ ทำให้ในท้ายที่สุด แม้เรื่องราวการไล่ล่าและสืบสวนสอบสวนหลักของเรื่องจะดูแหว่งๆไปบ้าง แต่ความรู้สึกเมื่อเราเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ก็ค่อนข้างเต็มไปด้วยความประทับใจมิใช่น้อย Final Score: [ 7.5 ] --------- ส่วนวิเคราะห์อาจมีการสปอยล์ส่วนสำคัญของภาพยนตร์ ---------- ในสังคมโลกเราปัจจุบันคำว่าผิดปกติ แตกต่างหรือไม่เหมือนคนอื่น มักจะถูกใช้สื่อหรือตีความหมายไปในด้านลบอยู่บ่อยครั้ง The Accountant ท้าทายแนวคิดเช่นนั้น และสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วเราทุกคนต่างก็ถูกกลืนกินไปในกระแสโลก มีความคล้ายคลึงและดาษดื่นไม่แตกต่างกันมากกว่าที่เราคิด สุดท้ายแล้วเราก็ต้องดิ้นรนพยายามปรับตัวเข้าหาเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมไม่แตกต่างกัน พร้อมตบท้ายว่า เหล่าผู้คนที่สังคมหลายส่วนไม่ยอมรับนั้น พวกเขาอาจเต็มไปด้วยความสามารถที่เหนือยิ่งกว่าซึ่งรอคอยวันที่เราจะเข้าใจพวกเขาอย่างถ่องแท้ก็เป็นได้

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Jason Bourne (2016)

หายหน้าหายตาไปถึง 9 ปี (ถ้าหากไม่นับ The Bourne Legacy) สำหรับแฟรนไชส์สุดระทึกที่โด่งดังอย่าง Bourne หลังจากแปกไปไม่เป็นท่าในภาค The Bourne Legacy ในปี 2012 ซึ่งได้ เจเรมี่ เรนเนอร์มารับบทนำ



การกลับมาของแฟรนไชส์ Bourne ในครั้งนี้ เชื่อว่าค่อนข้างจะตั้งความคาดหวังให้แฟนๆหลายคนอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากดารานำอย่าง แม็ตต์ เดม่อน จะกลับมารับบทเป็น เจสัน บอร์น เหมือนเดิมแล้ว ตัวผู้กำกับThe Bourne Supremacy (2004) และ The Bourne Ultimatum (2004) พอล กรีนกราส ก็กลับมารับตำแหน่งเดิมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นของ Jason Bourne ในภาคนี้ กลับเป็นมาจากการเปลี่ยนตัวผู้เขียนบทยกแผง ซึ่งทำให้เห็นถึงจุดที่ขาดหายไปในภาคนี้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความลุ่มลึกของเรื่องราว ความลึกลับน่าค้นหา ไปจนถึงกระทั่งปมขัดแย้งต่างๆในภาคนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นข้ออ้างในการผลักดันแฟรนไชส์ให้เดินหน้าต่อไปได้ มากกว่าเป็นสิ่งที่ถูกขีดเขียนและวางแผนมาเป็นอย่างดี



ในมิติหนึ่งอาจเป็นชะตากรรมที่ตัวภาพยนตร์คงจะต้องทำใจยอมรับ ในเมื่อส่วนสำคัญของภาพยนตร์เลือกที่จะพูดถึงประเด็นที่สังคมหันมาให้ความสนใจได้ซักระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะหลังจากผลงานภาพยนตร์สารคดีอย่าง Citizen Four (2014) และการเปิดโปงสุดอื้อฉาวของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เด็น ซึ่งจะมีภาพยนตร์ชีวประวัติในปลายปีนี้

โชคยังดีที่สององค์ประกอบเดิมที่แฟนๆตั้งความหวังอย่าง แม็ตต์ เดม่อน และพอล กรีนกราส ยังคงไม่ผิดหวัง แม้ตัวพี่แม็ตต์ จะแลดูเริ่มหมดแรงจากอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงรับบทนำได้อย่างดีเยี่ยม น่าสนใจ คอยลุ้นเอาใจช่วย



ในขณะที่พอล กรีนกราส ยังคงเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหล น่าติดตาม ควบคุมจังหวะของภาพยนตร์ในแต่ละช่วงได้ดีโดยเฉพาะในฉากแอ็คชั่นทั้งหลาย แม้จะนำเสนอเนื้อหาออกมาอย่างโต่งๆแลดูขาดชั้นเชิงไปหน่อยก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว Jason Bourne ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านฉลุยในด้านของความบันเทิง แต่ในด้านของคุณภาพโดยรวมยังคงครึ่งๆกลางๆ จากบาดแผลที่ใหญ่หลวงอย่างบทภาพยนตร์ ซึ่งเอาตัวรอดไปได้ด้วยการกำกับของ พอล กรีนกราส อย่างหวุดหวิด เชื่อว่าแฟนๆที่ประทับใจ Bourne สามภาคแรกอาจกลับบ้านไปอย่างผิดหวังกันบ้างนิดหน่อย



Final Result: [ 7 / 10 ]


ตัวละครอย่าง เจสัน บอร์น ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของมนุษย์พวกเราทุกคน ที่กำลังถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพไปทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว จนนำไปสู่การแทบจะปราศจากซึ่งเสรีภาพอย่างสมบูรณ์แบบในภาคนี้

อำนาจมืดที่คอยสอดส่องอยู่เบื้องหลังเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในรูปแบบของหัวเก่า แต่ปัจจุบันยังมาในรูปแบบใหม่ที่แยบยลกว่าเดิม

ซึ่งตัวภาพยนตร์ไม่ได้เพียงแค่ให้ทางเลือกกับเราในการยอมรับชะตากรรมหรือลุกขึ้นมาต่อกรกับอำนาจมืด

แต่ยังเชื่อว่าสังคมในปัจจุบัน ทราบถึงการมีตัวตนของอำนาจเหล่านี้ดี และได้สะท้อนคำเตือนไปสู่อำนาจมืดเหล่านั้นว่า "พวกเราไม่ได้ถูกปั่นหัวง่ายอย่างที่พวกคุณคิด"

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

The BFG ( 2016 ) Review




ไม่น่าเชื่อเลยว่าผลงานการกำกับของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดฮอลลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก และยังเป็นผลงานที่ร่วมมือกับสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์เป็นครั้งแรก จะเจ๊งในด้านรายได้จากทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์เช่นนี้ ด้วยตัวเลขทั่วโลกในเวลานี้รวมกันได้เพียง 67 ล้านเหรียญสหรัฐจากทุนสร้างสูงถึง 140 ล้านเหรียญ


ซึ่งเหตุผลทางด้านรายได้นี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราอยากลองพิสูจน์ผลงานชิ้นนี้ดู ว่าเพราะเหตุใดผลลัพธ์ของวัตถุดิบที่ดีจึงออกมาเป็นเช่นนี้


เมื่อมอง The BFG อย่างผิวเผิน มันดูจะเป็นผลงานแสนธรรมดาของสปีลเบิร์กซึ่งนำเสนอภาพและอารมณ์การผจญภัยของตัวละครหลักไม่แตกต่างจาก Indiana Jones หรือ The Adventures of Tintin แต่มีบางสิ่งใน The Big Friendly Giant ที่ทำให้ผลงานนี้แตกต่างไปจากผลงานเรื่องอื่นของเขาพอสมควร

สิ่งแรกคือ 'ดิสนีย์' ซึ่งเข้ามาบทบาทสำคัญในการแต่งเติมโปรดักชั่นและซีจีต่างๆให้ยอดเยี่ยม งดงาม อลังการ สมกับเป็นภาพยนตร์ระดับทุนสร้าง 140 ล้านเหรียญสหรัฐได้เป็นอย่างดี


เมื่อนำโปรดักชั่นที่อลังการไปรวมเข้ากับการกำกับที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ลูกไม้ และนิสัยขี้เล่นมากมายของสปีลเบิร์ก ในการที่จะทำให้ผู้ชมยิ้มได้ตลอดเวลา ก็ทำให้เรื่องราวการผจญภัยของเด็กหญิงโซฟีในดินแดนแห่งยักษ์นี้ ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก

เคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และตัวละครที่น่าสนใจของมาร์ค ไรแรนซ์ ผู้รับบทเป็นยักษ์ใจดี กับรูบี้ บาร์นฮิลล์ ผู้รับบทเป็นเด็กหญิงโซฟี ก็ยิ่งส่งเสริมทำให้การดำเนินเรื่องมีความน่าติดตาม นำมาสู่บทสรุปที่น่าประทับใจทำให้หัวใจเราพองโตขึ้นมาได้เล็กน้อยในท้ายที่สุด


สำหรับสาเหตุที่ทำไม The BFG ถึงได้ประสบความล้มเหลวด้านรายได้ทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์ เชื่อว่าน่าจะมีหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ตารางฉายที่ไปชน Finding Dory ซึ่งกำลังมาแรงอย่างมาก(แม้จะเจอกันในสัปดาห์ที่สามของ Finding Dory ก็ตาม) แถมก็ยังมีแอนิเมชั่น The Secret Life of Pets ตามมาประกบหลังอีกต่างหาก ทำให้ผลงานที่รูปร่างภายนอกดูแสนจะธรรมดาอย่าง The BFG ถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจก็คือตารางการปะทะกันของภาพยนตร์ทุนสูงอย่าง The BFG, The Legend of Tarzan และภาพยนตร์ทุนต่ำอย่าง The Shallows และ The Purge: Election Year กลับกลายเป็นว่าภาพยนตร์ทุนต่ำเปิดตัวแรงชนิดที่ได้กำไรไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ในขณะที่ภาพยนตร์ทุนสูงยังต้องนั่งลุ้นตัวโก่งกันหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เช่นเดียวกันกับ The Legend of Tarzan ที่ผ่านทุนสร้างไปได้อย่างฉิวเฉียดในขณะนี้ด้วยตัวเลข 201 ล้านเหรียญสหรัฐจากทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญ (รวมค่าโฆษณาและจิปาทะแล้วดีไม่ดีอาจยังติดลบ)



กระแสภาพยนตร์ทุนต่ำที่กำลังมาแรงในขณะนี้ อาจแสดงให้เห็นถึงหลายสิ่งหลายอย่าง เช่นผู้ชมส่วนใหญ่ในขณะนี้ให้ความสำคัญกับทุนสร้างลดลงให้ความสำคัญกับเนื้อหาและความน่าสนใจของภาพยนตร์มากขึ้น หรืออาจมีความเป็นไปได้ว่ากระแสภาพยนตร์ประเภทระทึกขวัญ เขย่าขวัญ กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้เพื่อคลายความเครียด ความกดดัน ท่ามกลางเหตุการณ์การก่อการร้ายหรือเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแทบจะทุกอาทิตย์บนโลกของเราขณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่านี้ยังคงเป็นเพียงการสันนิษฐานที่จำเป็นจะต้องติดตามและสังเกตุอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

แต่สิ่งที่แน่นอนสำหรับในตอนนี้คือผลงานที่ค่อนข้างน่าประทับใจอย่าง The BFG ต้องตกเป็นลูกหลงของกระแสภาพยนตร์และกระแสโลกที่แสนโหดร้ายและเดาได้ยากไปอย่างไม่ต้องสงสัย

Final Score: [ 7.5 ]

แท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน The BFG สุดท้ายก็เป็นความฝันหรือภาพที่สะท้อนสภาพจิตใจตัวละครหลักอย่างโซฟี

มันได้สะท้อนถึงความเหงา ความฝันสูงสุดของเธอในการที่ได้มีเพื่อน หลุดออกไปจากบ้านเด็กกำพร้า และมีบ้านมีครอบครัวที่รักเป็นของเธอเอง ด้วยมุมมองที่เป็นเด็กน้อยช่างเพ้อฝันและช่างจินตนาการสมกับเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆได้อย่างยอดเยี่ยม

แม้อารมณ์ใน The BFG ที่เราเห็นบนจอภาพยนตร์กับตามันจะเต็มไปด้วยสีสันมากมายเท่าไรก็ตาม สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น คือความเจ็บปวดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาโดยปราศจากพ่อแม่หรือเพื่อนนั้นเอง

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

The Shallows (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


สำหรับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว ภาพความสยดสยองและความน่ากลัวของฉลาม ปฏิเสธได้ยากว่าเริ่มมาจากภาพยนตร์อย่าง Jaws ในปี 1975 ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งปลุกกระแสและสร้างภาพความโหดร้ายให้กับผู้ล่าอันแสนฉกาจในผืนน้ำนี้แก่ผู้ชมมากมายทั่วโลก จนนำมาสู่ภาคต่ออีกหลายภาค

ยันไปจนภาพยนตร์ประเภทฉลามทั้งหลาย ที่แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีมาให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งที่ดูจะเป็นกระแสก่อนหน้า Shallows ในเร็วๆนี้ ก็คงหนีไม่พ้น Sharknado ที่จำกัดข้อเสียเปรียบของฉลามที่จำเป็นจะต้องอยู่ในเฉพาะน้ำไปอย่างหมดสิ้น

The Shallows มีความคล้ายคลึงกับ Sharknado ตรงที่มันเล่นกับขีดจำกัดหรือจุดที่เราเคยคิดว่าปลอดภัยได้อย่างดี คล้ายๆกับ Paranormal Activity ซึ่งทำลายความคิดที่ว่าบ้านของเรา ห้องนอนของเราเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ใครจะคิดล่ะว่า ฉลามสุดน่ากลัวจะมาจู่โจมเราในที่ตื้นๆเช่นนี้ได้
อย่างไรก็ตามองค์ประกอบหลายส่วนของ The Shallows ก็ดูจะตื้นพอๆกับชื่อภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับที่แสนธรรมดา จังหวะจะโคนในการหลอกล่อผู้ชมที่เดาง่ายแสนง่าย

การเล่าเรื่องที่ใช้มุข 'Instagram + Skype' เป็นตัวปูเรื่องค่อนข้างเยอะ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร แต่ในอีกมิติหนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันให้อะไรใหม่หรือแตกต่างจากการเล่าเรื่องตรงๆทั่วไปเท่าไรนักเช่นกัน

ในด้านบทภาพยนตร์ถือว่าพอรับได้ ขีดเขียนตัวละครมาได้น่าสนใจเพียงพอ และวางสถานการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างดี แต่ภาพรวมมันก็ยังเป็นได้แค่ภาพยนตร์เอาชีวิตรอดจากฉลามทั่วไปอยู่ดี ที่สำคัญคือความลุ้นระทึกหลังจากกลางเรื่องก็ดรอปลงไปเรื่อยๆนำมาสู่จุดไคลแม็กซ์ที่จืดชืด ซึ่งอาจเป็นผลมาจากทุนสร้างที่น้อย ทำให้ไม่สามารถเล่นอะไรได้มากมายนัก
แต่ถือได้ว่าเป็นโชคดีชนิดปิดตาซื้อหวย ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงอย่าง เบลค ไลฟ์ลีย์ มารับบทนำ ด้วยความเซ็กซี่ ความน่ารัก และการแสดงที่น่าเอาใจช่วยของเธอ ทำให้เรื่องราวและฉากลุ้นระทึกเฉียดโดนฉลามแดกทั้งหลายในภาพยนตร์ ดูมีความหมายขึ้นมาอย่างทันใด

สุดท้ายแล้ว The Shallows ก็เป็นผลงานภาพยนตร์ที่จัดอยู่ในระดับพอใช้ได้ มันไม่ได้นำเสนออะไรสดใหม่เท่าไรนัก แต่จุดหลายจุดก็สอบผ่านไปได้ด้วยการนำแสดงของ เบลค ไลฟ์ลีย์

หากเทียบกับผลงานกำกับล่าสุดของ โจว์เมย์ โคเล็ท เซอร่า อย่าง Run All Night (2015) แล้ว The Shallows ดูจะเป็นผลงานที่ฝีมือตกลงมานิดหน่อย แต่ก็ยังค่อนข้างมีคุณภาพเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ฉลามในหลายปีที่ผ่านมา เฉกเช่น Shark Night 3D (2011), Bait (2012)

------ บทความวิเคราะห์ (SPOILER!!) -------

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของ The Shallows ดูจะเป็นการจู่โจมของสัตว์ร้ายต่อมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แต่แท้ที่จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตำหนิหรือสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใดมากไปกว่าการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติอีกแล้ว

ภาวะโลกร้อน แก๊ซเรือนกระจก ท้องทะเลที่กำลังถูกทำลาย สัตว์ทั้งหลายต่างล้มตาย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่าน The Shallows ไม่ว่าจะมาจากปลาวาฬที่เกยตื้นมาเสียชีวิตเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของธรรมชาติ

หรือกระทั่งเจ้าฉลามสุดโหดในเรื่องเอง ก็เป็นเหยื่อของการกระทำจากมนุษย์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นมาจากความอภิมหาซวยของตัวละครเอก แต่ส่วนใหญ่คือแท่งเหล็กซึ่งทิ่มแทงลงไปตรงปากฉลาม แสดงให้เห็นถึงสภาวะของสัตว์ที่ดูแสนดุร้ายตัวนี้ว่าตัวมันไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งถูกทำร้ายจากน้ำมือของมนุษย์

สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาที่แท้จริงของ The Shallows ว่ามันไม่ได้เป็นภาพยนตร์เอาชีวิตรอด แต่เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการเอาคืน การแก้แค้นของธรรมชาติต่างหาก!!

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) Movie Review


"Batman v Superman: Road to Justice League"



Batman v Superman : Dawn of Justice ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

-- ภาพรวม --
- กัล กาด็อท รับบทวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนสุดๆ
- การแสดงของเบน เอฟเฟลค และเจเรมี่ ไอรอน ค่อนข้างดี ทำให้ภาพยนตร์ Batman ในอนาคต น่าดูขึ้นเยอะ
- เฮนรี คาวิลล์ ยังคงรับบทเป็น Superman ได้ดี ถ่ายทอดสภาวะความสับสนของตัวละครได้น่าติดตาม
- ฉากแอ็คชั่นมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะท้ายเรื่องที่อลังการพอตัว
- เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งรับบทโดยเจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ในด้านนึงก็น่าสนใจ แต่ในอีกด้านก็น่ารำคาญ
- การเล่าเรื่องของ แซค สไนเดอร์ ค่อนข้างจืดชืด
- บทพูดเหมือนพยายามจะให้ดูเท่ห์อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นน่ารำคาญ
- พยายามที่จะยัดหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องเดียวมากเกินไป จนเป็นเหตุทำให้ภาพรวมออกมาวุ่นวาย ขาดความเป็นเอกภาพ
- เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างมารวมตัวกัน แฟนๆน่าจะชอบอย่างแน่นอน ในขณะที่คนทั่วไปคงไม่ประทับใจเท่าไรนัก

เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดภาพยนตร์ที่กระแสแรงแห่งปี 2016 เสียจริงๆ กับการปะทะกันของซุปเปอร์ฮีโร่ Batman v Superman : Dawn of Justice ที่เปิดตัวมาก็มีกระแสดราม่า เมื่อคะแนนในเว็บไซต์นักวิจารณ์ตั้งแต่ Metacritic ยัน Rotten Tomatoes ค่อนข้างต่ำ จนหลายคนล้อกันว่าเป็น ผู้ชม vs นักวิจารณ์ ไปเสียแล้ว


Dawn of Justice ในภาพรวมแล้วถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่แย่ แต่ก็พูดยากว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม หรือกระทั่งเข้าขั้นดี ด้วยความที่มันมีทั้งจุดดี จุดเด่น ผสมผสานกับจุดด้อย และปัญหาต่างๆพร้อมกัน

ขอเริ่มจากจุดที่ชื่นชอบในภาพยนตร์ก่อนละกัน ในด้านของนักแสดงหน้าใหม่แล้ว ต้องขอชม กัล กาด็อท ซึ่งกระโดดเข้ามารับบทเป็นวันเดอร์วูแมนได้อย่างยอดเยี่ยม ขโมยซีนอย่างมาก ส่วน เบน แอฟเฟล็ค ซึ่งเข้ามารับบทบาทสำคัญอย่างพี่แบท ก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว เคมีของเขานั้นเข้ากับ เจเรมี่ ไอรอน ซึ่งรับบทเป็น อัลเฟรด อย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้ตั้งตารอคอยภาพยนตร์แบทแมน ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกว่าจะกำกับเองและเล่นเองไม่ใช่น้อย


ส่วนในด้านของนักแสดงที่กลับมารับบทเดิมอย่าง เฮนรี คาวิลล์ ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพัฒนาในการแสดงของเขา ถ่ายทอดสภาพความสับสนของตัวละครได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม นักแสดงอีกท่านอย่าง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ซึ่งรับบทเป็น เล็กซ์ ลูเธอร์ อาจจะต้องรอดูผลงานในภาคต่อถัดๆไป เพราะในบางฉากตัวละครของเขาก็น่าสนใจดี แต่พอไปถึงอีกฉาก การแสดงของเขาก็กลายเป็นน่ารำคาญเสียอย่างนั้น คล้ายคลึงกับบทพูดในภาพยนตร์ ซึ่งดูพยายามเหลือเกินที่จะให้มันดูเท่ห์ ดูหล่อ ดูสวย แต่พอเริ่มยัดเข้ามาทุก 5 นาที ความเท่ห์เริ่มจะกลายเป็นความน่ารำคาญเสียแทน


สำหรับท่านใดที่เห็นชื่อภาพยนตร์ Batman v Superman แล้วหวังว่าจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นระหว่างพี่แบทกับพี่ซุปเยอะๆแล้วละก็ เตรียมผิดหวังได้เลย เพราะอย่าว่าแต่ฉากพี่แบทกับพี่ซุปเลย แค่ฉากแอ็คชั่นทั้งหมดรวมกันคงจะไม่ถึง 1 ใน 3 ของทั้งเรื่องด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าฉากที่มีอยู่โดยเฉพาะท้ายเรื่องค่อนข้างจะมั่วซั่วได้ซะใจสมเป็น แซค สไนเดอร์ ก็ตาม ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามมากที่สุด

ในเมื่อทางค่าย Warner Bros. ได้ตัดสินใจที่จะเลือกผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เหตุใดทิศทางของภาพยนตร์จึงแทบจะกลายเป็นภาพยนตร์ดราม่าไปได้ ทั้งๆที่นั้นไม่ใช่จุดแข็งของผู้กำกับท่านนี้เลยแม้แต่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะกลัวว่าผู้ชมติดภาพ Dark Knight Trilogy ของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ไม่ทราบเช่นกัน


ยิ่งพอผนวกเข้ากับความพยายามในการยัดเยียดหลากหลายตัวละครเข้าไปพร้อมๆกันในภาพยนตร์เรื่องเดียว ยิ่งทำให้เรื่องราวแกนหลักจริงๆในภาคนี้ซึ่งควรจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จางหายไปในพื้นหลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งในจุดนี้แฟนๆคงน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นโฉมหน้าสมาชิกทีม Justice League ในอนาคต แต่สำหรับคนทั่วไป หรือท่านที่ไม่ได้รู้จักตัวละครเหล่านี้มากนัก คงได้แต่นั่งงงตาปริบๆและตั้งคำถามว่า 'ใส่มาทำไมในเมื่อมันคือตัวละครสำหรับภาพยนตร์ในอนาคตและแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์ที่ฉันกำลังนั่งดูอยู่'

เอาเข้าจริงแล้ว ตัวแนวคิดหรือแกนหลักของ Dawn of Justice ก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว ในด้านของการพูดถึงการล่มสลายของความเชื่อในมนุษยชาติ การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด จนต้องนำไปสู่ความหวังในการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นในมนุษย์ให้กลับคืนมา


แต่ในเมื่อการเล่าเรื่อง บทภาพยนตร์ และเวลาในภาพยนตร์ต่างถูกใช้ไปกับการปูทางไปสู่ภาพยนตร์ในอนาคตจำนวนมาก จนเนื้อหาตัวภาพยนตร์จริงๆเหลือเพียงแต่ร่องรอย น้ำหนัก และความน่าจดจำของความคิดนี้ ก็เปรียบเสมือนการซื้อต้นไม้มาวางไว้ที่บ้านโดยที่ไม่มีใครแยแสจะใส่ใจและให้เวลากับมัน จนต้องแห้งและล้มตายไปในที่สุด


สุดท้ายแล้ว ด้วยการแสดงและการแนะนำตัวละครใหม่ๆอย่าง แบทแมน วันเดอร์วูแมน หรือสมาชิกทีม Justice League ที่น่าตื่นเต้น รวมไปถึงฉาก Climax ที่อลังการงานสร้าง น่าจะทำให้ Batman v Superman: Dawn of Justice กลายเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆชื่นชอบได้ไม่ยากนัก ในขณะที่สำหรับผู้ชมทั่วไปแล้วมันคงจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการใช้วัตถุดิบและเครื่องมือที่มีอยู่อย่างผิดทิศผิดทาง เป็นเหตุทำให้ภาพรวมกระจัดกระจาย ขาดเอกภาพ ถึงแม้ว่าภาพรวมมันอาจจะไม่แย่อย่างที่กระแสพูดถึงกันก็ตาม

Final Score : [ 6.5 ]

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Zootopia ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


Zootopia ( 2016 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
"โลกอุดมคติของเหล่าสรรพสัตว์"

ถือได้ว่าเป็นความบังเอิญที่พร้อมเพรียงกันอย่างน่าแปลกประหลาดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นในปีนี้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่ามันมีธีมที่คล้ายคลึงกันบางอย่าง(รึเปล่า?) นั้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น The Jungle Book, The Legend of Tarzan หรือ Pete's Dragon แถมสองในสามเรื่องที่ว่ายังเป็นของค่ายดิสนีย์เสียอีก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพร้อมใจกันภายในค่ายก็ว่าได้


ถ้าหากพูดถึงค่ายภาพยนตร์ในปัจจุบันแล้ว ไม่ว่าใครก็คงจะปฏิเสธได้ยาก ว่าดิสนีย์ได้กลายเป็นหนึ่งในค่ายภาพยนตร์ที่เจริญเติบโตยิ่งใหญ่มากกว่าเดิมจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่มากทีเดียว จากความสำเร็จในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel และล่าสุดอย่าง Star Wars แต่เชื่อว่าสำหรับใครหลายคน ถ้านึกถึงดิสนีย์ พวกเขาก็มักจะนึกถึงภาพยนตร์อนิเมชั่นมาเป็นอันดับต้นๆ และนั้นก็นำเรามาสู่ผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Zootopia

Zootopia ว่าด้วยเรื่องราวของตำรวจกระต่ายสาวน้อยมือใหม่ จูดี้ ที่ต้องจับพลัดจับพลูมาร่วมมือกับ สุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ นิค ในปฏิบัติการสืบสวนคดีที่อยู่เบิ้องหลังเหตุการณ์ร้ายในอาณาจักรซูโธเปียแห่งนี้



ถึงแม้ว่าภาพรวมของ Zootopia จะยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินด้วยรูปแบบสูตรสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธได้ยากเช่นกัน ว่านี้เป็นชัยชนะอันหอมหวานอีกครั้งหนึ่งของดิสนีย์ ที่ดูจะกลายเป็นความสามารถที่ไม่ว่าค่ายใดๆก็เลียนแบบได้ยากเย็นเหลือเกิน กับความสามารถในการเนรมิตเรื่องราวอันแสนธรรมดาพื้นๆ ให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยองค์ประกอบอันยอดเยี่ยมที่รายล้อมกันเข้ามา ประกอบกันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงได้อย่างอย่างภาคภูมิใจ

สำหรับเหตุผลหลักที่อุ้มชูให้ตัวภาพยนตร์น่าติดตามชนิดที่ละสายตาไปจากจอภาพยนตร์ได้ยาก ก็คงจะหนีไม่พ้นสองตัวละครหลักอย่าง เจ้ากระต่าย จูดี้ กับสุนัขจิ้งจอก นิค ทั้งสองตัวละครต่างมีพื้นหลังซึ่งหล่อหลอมให้พวกเขามาเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นจากความเชื่อของสังคม การสั่งสอนของพ่อแม่ หรืออดีตอันแสนเจ็บปวด ซึ่งทั้งคู่แตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิงตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงทัศนะคติต่อโลก แต่เมื่อพวกเขามาจับมือเป็นคู่หูกัน ทั้งสองตัวละครก็ต่างเติมเต็มซึ่งกันและกันเสมือนเป็นชิ้นส่วนที่หายไป ผสมผสานกับเคมีของทั้งสองตัวละครที่เข้ากันได้เป็นทวีคูณ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ทุกการผจญภัยของพวกเขาใน Zootopia เป็นการผจญภัยที่ผู้ชมอย่างเราตั้งตารอคอยด้วยความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ตัวละครอื่นๆก็เข้ามาเติมแต่งเรื่องราวและความบันเทิงให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี แต่ที่สร้างสรรค์จนน่าชื่นชมที่สุดก็คงจะเป็นตัวละครสุดอืดสุดฮาอย่าง สลอธ ที่ภาพยนตร์ใช้ลักษณะนิสัยของสัตว์ประเภทนี้ มาเป็นจุดแข็งของตัวละคร จนกลายเป็นจุดเด่น จุดขายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเสียแล้ว



ส่วนในด้านโปรดัคชั่นก็ยังคงดีเยี่ยมตามมาตราฐานดิสนีย์ ตั้งแต่การออกแบบโลกแห่งสรรพสัตว์ ตัวละคร หรือฉากต่างๆก็มีชีวิตชีวา น่าค้นหา ถึงแม้ว่าในส่วนนี้ตัวภาพยนตร์อาจจะยังดึงมาใช้ไม่เต็มที่ซักเท่าไรนักก็ตาม

สุดท้ายแล้ว ภายใต้เรื่องราวการผจญภัยอันแสนน่ารักนี้ ก็ยังคงแอบแฝงไปด้วยเนื้อหาประเด็นทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ที่หนักหน่วงสมกับเป็นอนิเมชั่นจากดิสนีย์เช่นเคย มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังจนเกือบจะใกล้เคียงคำว่าเพ้อฝัน ว่าในอนาคต สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นประเทศศูนย์รวมแห่งความสุข ความยุติธรรมและเท่าเทียม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชนชาติ เผ่าพันธุ์ หรือไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันและทำตามความฝันของตนได้อย่างอิสระเป็นสุข ถึงแม้ว่าเส้นทางที่จะพาคุณดำเนินไปถึงจุดนั้น มันจะเต็มไปด้วยขวากหนาม และอุปสรรคล้านแปดประการก็ตาม 



เสมือนตัวละครหลักทั้งสองซึ่งเคยเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน ก็สามารถที่จะเป็นเพื่อนหรือกระทั่งคนรักได้ในเมืองแห่งนี้ เพียงแค่เรายอมรับและเคารพถึงความแตกต่างของทุกๆฝ่าย และทำให้อาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นเสมือนชื่อภาพยนตร์ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างคำว่า Zoo และ Utopia เป็นดินแดนในอุดมคติของเหล่าสรรพสัตว์นั้นเอง

Final Score : [ 8 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Gods of Egypt (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


Gods of Egypt (2016) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
"Saint Seiya: Hollywood Edition"

เทพนิยายและตำนานต่างๆ จะว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่คู่กับฮอลลีวูดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะนำมาสร้างเอง หรือนำต้นฉบับที่เป็นนวนิยายมาสร้าง ที่ดูจะใกล้เคียงชนิดที่เอาโปสเตอร์มาเทียบกันแล้วแทบจะแยกไม่ออกก็คงจะเป็น Clash of Titans ฉบับปี 2010 และภาคต่อ Wrath of Titans ในปี 2012 อย่างไรก็ตามทั้งสองภาคต่างก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างย่ำแย่ ในขณะที่รายได้ก็พอถูไถ ก็คงจะต้องมารอดูกันว่า Gods of Egypt จะซ้ำรอยกับสองภาพยนตร์ที่ว่านี้หรือไม่ (ถ้าพูดในด้านนักวิจารณ์ต่างประเทศก็คงจะซ้ำรอยไปแล้วเพราะโดนสับกระจาย)

Gods of Egypt ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของเบคโจรที่ต้องร่วมมือกับเทพฮอรัสในการโค่นล้มเซธ เทพเจ้าผู้ซึ่งปกครองโลกด้วยความอำมหิต ท่ามกลางภัยอันตรายต่างๆมากมาย พวกเขาจะสามารถทวงคืนความสงบสุขกลับมาสู่โลกได้หรือไม่ !?



ถ้าหากมองถึงภาพรวม Gods of Egypt ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่น่าจะตอบสนองความต้องการของผู้ชมส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี สนุก ตื่นเต้น ซีจีอลังการงานสร้าง เทพบินโฉบไปมาตบกันชนิดที่เก้าอี้สั่นสะเทือน บทและการดำเนินเรื่องที่ราบเรียบไม่ซับซ้อนมากนัก

แถมไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงอนิเมะชื่อดังอย่าง เซนต์เซย่า มิใช่น้อย โดยเฉพาะการออกแบบชุดเกราะเมื่อเหล่าตัวละครเทพทั้งหลายแปลงร่าง อือหือเรียกได้ว่าโกลด์คลอธมาเองครับพี่น้อง ถ้ามีหมัดดาวตกเปกาซัสหน่อยนี้ใช่เลย

อย่างไรก็ตามถ้าหากเราลงไปวิเคราะห์องค์ประกอบส่วนต่างๆของมัน Gods of Egypt ก็มีจุดบอดอยู่มากไม่ใช่น้อย ที่หนักหน่อยก็คงจะเป็นในด้านของผู้กำกับ อเล็กซ์ โพรยาส ซึ่งยังคงขาดเอกลักษณ์ในการกำกับ ที่แย่กว่าคือการปูตัวละครของเขาในต้นเรื่องนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นหายนะ เหมือนอยากจะยัดก็ยัดเข้ามาเลย จนเกือบจะพาเอาภาพยนตร์ทั้งเรื่องลงหุบเหวทาร์ทารัสไปด้วย



โชคดีที่เขายังฟื้นตัวมาได้ทันในช่วงกลางเรื่องซึ่งส่งผลทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักดูดีขึ้นมาทันที ในขณะที่ตัวละครรองแทบทุกตัวยังคงเลือนหายไปกับฉากหลังต่อไป การกำกับฉากแอ็คชั่นส่วนใหญ่ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ยกเว้นฉากน้ำตกในต้นเรื่องที่ดูจะหนักมือไปหน่อยเล่นตัดกันทุกเสี้ยววินาทีสลับกับมุมกล้องที่เหมือนเอาสวยเข้าว่าอย่างเดียวแต่ดูแทบไม่รู้เรื่อง

ในด้านของโปรดัคชั่นส่วนใหญ่ก็พอถูไถ แต่จุดที่เห็นได้ชัดคือการใช้กรีนสกรีนไม่ค่อยเนียนเท่าไรนัก หลายต่อหลายฉากตัวนักแสดงนั้นให้ความรู้สึกหลุดออกมาจากฉากหลัง หรือไม่ก็ใช้วิธีหาสิ่งอื่นๆเช่นเก้าอี้ โต๊ะ บังฉากหลังไปเลย ซึ่งทำให้สมาธิในการชมหลุดไปบ้างนิดหน่อย



สุดท้ายแล้ว Gods of Egypt ก็เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่น/ผจญภัย เทพปล่อยพลังคอสโม่ใส่กัน ที่ยังคงปราศจากความสดใหม่ใดๆ และมีจุดที่พลาดบ้างพอสมควร อย่างไรก็ตามในด้านของความบันเทิงมันยังคงทำบรรลุเป้าหมายได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะมาจากฉากต่อสู้อันดุเดือด หรือความสัมพันธ์ที่น่าสนใจของเหล่าตัวละครหลัก




Final Score : [ 6 ]