แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marvel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marvel แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Doctor Strange ( 2016 ) Movie Review

"Inception: Marvel Edition ?"

ใครจะเชื่อว่านักแสดงสุดฮ็อตตารางแน่นเอี๊ยดอย่าง เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ จะมารับบทเป็นซุปเปอร์ฮีโร่คนล่าสุดของ Marvel อย่าง Doctor Strange ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วท่ามกลางการผงาดของ Marvel และการคืบคลานมาอย่างเชื่องช้าของ DC ในตลาดภาพยนตร์ตอนนี้

การเปิดตัวคุณหมอแปลกแหวกมิติในเวลานี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็ว่าได้ ด้วยความที่ยิ่งใกล้สงครามใหญ่อย่าง Infinity Wars aka. ธานอสแอนด์เดอะถุงมือเกรียน เข้าไปทุกที ดูเหมือนว่าจินตนาการหรือความบ้าคลั่งของ Marvel ก็ยิ่งทวีคูณในการเตรียมพร้อมให้ผู้ชมอย่างเรารับกับคลื่นมหึมาที่จะซัดมาถึงในไม่ช้า

แม้ Doctor Strange จะยังคงรูปแบบและเนื้อหาเดิมๆตามสไตล์ Marvel แต่นั้นก็หาใช่สิ่งที่แย่ไม่ คงเป็นเพราะสาเหตุที่สิ่งที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ พวกเขายังคงทำมันได้ดีเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถสนุกไปกับมันได้ไม่ยาก

แต่ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่งซึ่งดึงผลงานเรื่องนี้ให้โดดเด่นเหนือผลงานเรื่องอื่นๆของ Marvel ก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากด้านภาพหรือวิชวลอันแสนน่าทึ่งไม่ว่าจะจากการร่ายเวทย์มนตร์สุดเท่ห์ หรือฉากตึกต่างๆเคลื่อนไหวซ้อนกันไปมาอย่างกับ Inception 2.0 เรียกได้ว่าถ้าหากนับเฉพาะความอลังการจากเพียงภาพที่ถูกสรรสร้างมาวางต่อหน้าเรา Doctor Strange อาจเป็นภาพยนตร์ที่ล้ำเลิศที่สุดของ Marvel ก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางองค์ประกอบที่ดีเยี่ยมหลากหลายของ Doctor Strange ส่วนสำคัญของเรื่องราวอย่างตัวละครกลับปราศจากการถูกขัดเกลาอย่างพิถีพิถันโดยเฉพาะเหล่าร้ายซึ่งยังคงแสนจืดชืดตามสไตล์ Marvel เหมือนเดิม ในขณะที่ตัวละครหลักอย่างคุณหมอแปลกและตัวละครสำคัญอย่างดิแอนเชี่ยนวัน ต่างรอดตัวไปได้ด้วยการแสดงอันเหนือชั้นของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ และทิลดา สวินตัน

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เหล่าตัวละครขาดความน่าสนใจนอกจากด้านบทภาพยนตร์แล้วก็คงจะหนีไม่พ้นการกำกับของ สก็อตต์ เดอริคสัน ซึ่งพยายามทำเรื่องราวให้กระชับที่สุด แต่กลับไปบีบส่วนของตัวละครโดยเฉพาะตัวละครหลักมากเกินไป ทำให้คุณหมอแปลกแหวกมิติเป็นได้แค่เพียงคุณหมอจอมเวทย์ยโสโอหังที่ปราศจากมิติตัวละครที่ลึกซึ้งหรือความน่าเห็นใจ

ในท้ายที่สุดแล้วถึงแม้ Doctor Strange จะเต็มไปด้วยภาพอันอลังการงานสร้าง ทีมงานโปรดักชั่นระดับเทพ ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม หรือมุขตลกขบขันที่สอดแทรกเข้ามาให้ได้หัวเราะกันทั้งเรื่องมากเท่าใด แต่รูปแบบที่ซ้ำซากและเหล่าตัวละครที่ไม่น่าสนใจก็เป็นเหตุที่ทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่มีความน่าจดจำเท่าที่ควร ทำให้เราได้แต่ภาวนาว่า หลังจากการใช้เวลาในการปูเส้นทางไปสู่ Avengers: Infinity War กันหลายต่อหลายเรื่อง ตัวละครแสนสำคัญอย่างคุณพี่ธานอสจะไม่ทำให้เราผิดหวัง
Final Score: [ 7 ]

ปล. หลังจบภาพยนตร์มีเครดิตสองรอบนะครับอย่าลืมนั่งดูกันเนอะ

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Ant-Man (2015) Movie Review



Ant-Man ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติมดตะนอย"



   ถือได้ว่าเข้าสู่จุดสิ้นสุดของ Phase ที่ 2 สำหรับจักรวาลภาพยนตร์ของค่าย Marvel แล้วก็ว่าได้ จากการแนะนำตัวละครใหม่นี้อย่าง Ant-Man ซึ่งจะปูไปสู่ภาพยนตร์ใน Phase 3 อย่าง Captain America: Civil War หรือ Avengers 3 และภาพยนตร์ในอนาคตอีกมากมายที่ทางค่ายวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นปีๆ จะว่าไปแล้ว การมาของตัวละครนี้ถึงแม้จะดูผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังไงก็คงต้องมาไม่ช้าก็เร็ว


Ant-Man ว่าด้วยเรื่องราวของ สก็อตต์ แลงค์ อดีตโจรกลับใจ ซึ่งได้รับชุดที่ทำให้เขามีพลังพิเศษขึ้นมาได้ เขาจึงต้องใช้พลังของเขาในการเข้าไปขโมยของบางสิ่ง ก่อนที่เหล่าวายร้ายจะได้ไป




ถึงแม้ว่านี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของ Phase 2 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าปัญหาของภาพยนตร์ Marvel ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่เต็มตา โดยเฉพาะความเป็นสูตรสำเร็จ ซ้ำซากจำเจของตัวภาพยนตร์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและปมขัดแย้งอันซ้ำซากน่าเบื่อเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมาแล้วในภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนพาเอาทั้งจุดหักมุม หรือ จุดจบของเรื่องไม่น่าตื่นเต้นเอาเสียเลย ทุกอย่างมันดูแสนจะง่ายดาย ปราศจากความลำบาก ความลึกซึ้ง หรือชั้นเชิง


ซ้ำร้ายเข้าไปอีกก็คือเหล่าตัวละครทั้งหลายในเรื่องก็แบนราบอย่างกับแพนเค้ก ตั้งแต่ตัวละครเอกโจรกลับใจให้อารมณ์โรบินฮู้ดที่ดีแสนดีสวนทางกับบริบทที่เขาทำอยู่ ตัวละครร้ายที่ก็ร้ายชนิดที่แทบจะปราศจากสาเหตุ เป็นตัวละครร้ายชนิดที่ไม่ได้มีความน่าเห็นใจ หรือความน่าสนใจแม้แต่น้อย เอาแต่โหวกเหวกโวยวาย เรียกร้องบางสิ่งบางอย่างโดยปราศจากเนื้อหามารองรับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงจะต้องโทษตัวภาพยนตร์เองที่ดันให้เวลาปูเรื่องราวของตัวละครร้ายค่อนข้างจะน้อย


ในขณะเดียวกัน Ant-Man ก็เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเดินไปในทิศทางภาพยนตร์ตลกซะเยอะ แตกต่างจากภาพยนตร์ของ Marvel ส่วนใหญ่ในตอนนี้ที่ค่อนข้างจะไปในโทนจริงจังซะมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังจะเข้าสู่ Civil War ซึ่งอารมณ์ตลกในกรณีนี้ถือว่าไม่น่าประทับใจ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร เนื่องจากมุขตลกที่ก็ฮาบ้าง แปกบ้างเป็นปกติ





แต่สิ่งที่ทำให้ Ant-Man รอดตายไปได้เลยจริงๆ ก็คือการกำกับ เพย์ตัน รี้ด ที่กำกับฉากแอ็คชั่น และการใช้พลังของมนุษย์มุดออกมาได้อย่างตื่นตาตื่นใจ สนุก ตื่นเต้น เปลี่ยน Ant-Man จากต้นเรื่องอันหายนะยานอนหลับชั้นเลิศ มาเป็นกลางถึงท้ายเรื่องที่สนุก เพลิดเพลินทีเดียว


ยิ่งพอผสมผสานเข้ากับการแสดงอันยอดเยี่ยมของ ไมเคิล ดั๊กลาส และ อีแวนเจไลน์ ลิลลี ก็ทำให้ตัวละครและปมขัดแย้งอันจืดชืดของภาพยนตร์ ดูน่าสนใจขึ้นมาได้บ้าง




แต่สุดท้ายแล้ว Ant-Man ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่เป็นได้แค่ทางผ่านไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในจักรวาลภาพยนตร์ของ Marvel ตอนนี้ เนื่องจากตัวภาพยนตร์ของมันเดี่ยวๆปราศจากซึ่งความน่าจดจำหรือสิ่งใดแปลกใหม่ เป็นแค่อีกหนึ่งภาพยนตร์ดาษดื่นที่เห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป


Final Score: 6 / 10

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Avengers 2 : Age of Ultron ( 2015 ) Movie Review


Avengers: Age of Ultron ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

"อาหารว่างยามเบื่อ"




ในที่สุดเราก็ได้เข้าสู่ปลายช่วง Phase 2 และกำลังจะเข้าสู่ Phase 3 ของมาร์เวลอย่างเต็มตัวเสียที หลังจากที่ทางค่ายมาร์เวล ได้ประกาศตารางภาพยนตร์อีกยาวเหยียดไปจนถึงปี 2019 ใน Infinity War part 2 กันเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง แน่นอนว่าก็ทำให้ภาพยนตร์ของทางค่ายในช่วงนี้ก็เต็มไปด้วยการปูไปสู่อภิมหาสงครามที่จะเกิดขึ้นใน Infinity War  ซึ่งAvengers 2 ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เหล่านั้น


Avengers: Age of Ultron  ว่าด้วยเรื่องราวการทดลองอันล้มเหลวของไอรอนแมน ซึ่งให้กำเนิด อัลตรอนหุ่นยนตร์อัจฉริยะผู้พยายามจะทำลายโลกขึ้นมา กลุ่มอเวนเจอร์จึงต้องรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อหยุดแผนการของอัลตรอนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้




สำหรับ Avengers: Age of Ultron ก็คงต้องบอกว่า ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกได้เรื่อยๆ และเต็มไปด้วยซีจี การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม อลังการงานสร้างตามสไตล์ของมาร์เวลเช่นเคย 


โดยในภาคนี้ทิศทางของภาพยนตร์ดูจะเดินไปในทางที่ให้ความสำคัญกับเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครต่างๆ มากกว่าการเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นวินาศทุก 5 นาทีแบบ นาทีแบบใน Avengers ภาคแรก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่เลวเลยทีเดียว



เพียงแต่ว่าตัวภาพยนตร์ในภาคนี้ยังค่อนข้างจะเดิมๆไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ฉากแอ็คชั่น ปมขัดแย้ง ยันตัวละคร พูดง่ายๆว่าทุกอย่างแทบจะเหมือน Avengers ภาคแรกเปะๆ แต่น่าสนใจน้อยกว่า ด้วยสาเหตุที่มันยังคงเต็มไปด้วยมุขเดิมๆ ตัวละครเอกทะเลาะกันเอง ตัวละครร้ายพูดถึงมนุษย์ที่ทำสิ่งแย่ๆ บลาๆๆ ซ้ำซากเหมือนทางผู้กำกับ จอส วีดอน นึกมุขใหม่ไม่ออก  ที่สำคัญคือตัวภาพยนตร์ยังเสียเวลาหลายส่วนกับการปูไปสู่ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของมาร์เวลทั้งๆที่ตัวมันเองก็แทบจะไม่มีเวลาในการเล่าเรื่องของตัวเองแล้ว เช่นตัวละครอย่างอัลตรอน ที่ถูกเร่งการพัฒนาตัวละครอย่างมาก จนเราแทบจะหาเหตุผลในการกระทำของเขา หรือ รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาไม่ได้เลย



ซ้ำร้ายเข้าไปอีก ก็คือตัวละครร้ายของเรื่องอย่างอัลตรอน ที่ควรจะถูกจัดอยู่ในสุภาษิต "ท่าดีทีเหลว" เพราะนอกจากจะกระจอกงอกง้อยต่างจากฉบับหนังสือการ์ตูนอย่างลิบลับแล้ว ตัวภาพยนตร์ยังพยายามอวยเกินเหตุทั้งๆที่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันต่างกันลิบลับ โดยเฉพาะหลังจากการมาของอีกหนึ่งตัวละครใหม่ซึ่งลดชั้นอัลตรอนจนแทบจะเป็นเศษเหล็กข้างถนน


ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวร้ายของภาคที่แล้วอย่าง โลกิ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะอย่างน้อยโลกิก็เป็นตัวละครร้ายที่มีเรื่องราวน่าติดตามมากกว่าอัลตรอนอยู่มาก  ในขณะที่อัลตรอนเป็นตัวละครใหม่ ยังดีที่อีกสองตัวละครใหม่ สการ์เล็ต วิช และควิกซิลเวอร์ ยังพอน่าสนใจที่จะดึงฝั่งตัวร้ายให้ดูสูสีกับฝั่งตัวเอกได้อยู่บ้าง (ถึงแม้ว่าเรื่องราวของทั้งสองตัวละครจะโคตร cliché เลยก็เถอะ)


อีกหนึ่งสิ่งที่ค่อนข้างจะจืดชืด ก็คือบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเดาง่าย หรือแนวความคิดที่พูดถึงความเลวร้ายในมนุษย์ ด้านมืดของมนุษย์ก็ช่างซ้ำซาก และยังขยี้ประเด็นได้เบามากๆอีก จนไม่รู้ว่าจะใส่มาทำไม ทั้งๆที่เอาเข้าจริง ประเด็นซ้ำซากจำเจเหล่านี้ก็สามารถเป็นที่ยอมรับ หรือกระทั่งยอดเยี่ยมได้ ถ้าหากถ่ายออกมาได้ดีพอ ทำให้เรารู้สึกอยากเข้าไปสำรวจหรือครุ่นคิดมากพอ แต่สิ่งที่ Avengers 2 เป็นอยู่ในขณะนี้ยังห่างไกลจากคำนั้นอยู่มาก



สุดท้ายแล้ว Avengers: Age of Ultron ก็เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกขาดๆอยู่มาก เสมือนทางมาร์เวลกั๊กของดีๆเอาไว้ รวมถึงตัวผู้กำกับ จอส วีดอน เองก็หมดมุข จนทำให้ทุกอย่างจืดชืด ได้เป็นเพียงแค่อาหารว่างฆ่าเวลา รอให้อาหารจานหลักถูกนำมาเสิร์ฟก็เท่านั้น 


Final Score: 6.5 / 10 

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Guardians of the Galaxy ( 2014 ) Movie Review

Guardians of the Galaxy ( 2014 ) Movie Review




"Guardians of the Galaxy คืออีกหนึ่งภาพยนตร์จากค่ายมาร์เวลที่เราคาดหวังว่ามันจะเป็นทุกสรรพสิ่ง มันเต็มไปด้วยการถาโถมซีจี , ระเบิด และเสียงหัวเราะใส่ผู้ชม แต่ไม่อาจที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เลย"


            ถ้าหากจะเรียกว่านี้เป็นยุคของค่ายซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง Marvel อย่างแท้จริง ก็คงจะไม่ใช่คำพูดที่ดูจะเกินเลยจากความเป็นจริงซักเท่าไรนัก จากภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากมายและผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดของค่ายซุปเปอร์ฮีโร่ค่ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันมาเรียบร้อยแล้วกับภาคต่อ Guardians of the Galaxy 2 ที่ทางดิสนีย์ดูเหมือนจะมั่นใจมากขนาดที่ประกาศภาคต่อตั้งแต่ตัวหนังยังไม่เข้าฉายด้วยซ้ำ หรือจะเป็นโปรเจคใหญ่ยักษ์ที่แฟนๆหลายคนรอคอยอย่าง The Avengers 2 ในปีนี้ ซึ่งในท้ายที่สุดจะนำไปสู่การต่อสู้ที่น่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ใน The Avengers 3 ที่ปูเรื่องยาวกันมาเป็นปีๆ 


เมื่อเราสำรวจดูค่าย Marvel แล้ว พอหันกลับไปมองดูค่ายซุปเปอร์ฮีโร่อีกค่ายหนึ่งอย่าง DC ก็จะพบว่าเหมือนจะประสบปัญหาเรื่อยๆกับภาพยนตร์ของพวกเขา เช่น Batman v Superman : Dawn of Justice ที่เลื่อนฉายยาวไปถึงปี 2016 ซึ่งก็หมายความว่าภาพยนตร์รวมตัวฮีโร่ของ DC อย่าง Justice League ก็ต้องเลื่อนฉายตามไปด้วย จะมีก็เพียงแค่ทีวีซีรียส์ของช่อง CW เท่านั้นที่พอจะสร้างความหวังที่เริ่มจะหายไปเรื่อยๆของค่าย DC ได้อยู่บ้างกับ Arrow กับ The Flash ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง


ในส่วนของภาพยนตร์อย่าง Guardians of the Galaxy นั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวใหญ่และสำคัญของ Marvel อีกครั้ง กับตัวละครใหม่ๆ และจักรวาลที่เริ่มจะยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างและแนะนำตัวละครใหม่ๆให้กับผู้ชมนั้น ต้องยากกว่าการนำตัวละครที่พวกเราชื่นชอบอยู่แล้วอย่าง Iron Man หรือ Thor มาใช้อย่างแน่นอน


ถึงแม้ว่านี้จะเป็นการแนะนำตัวสู่โลกใหม่ๆอีกด้านหนึ่งของค่าย Marvel แต่น่าแปลกใจที่ทุกอย่างมันช่างดูไม่แตกต่างไปจากภาพยนตร์ของค่ายเรื่องอื่นๆเลยแม้แต่น้อย 
ถ้าหากคุณคาดหวังที่จะได้ชมซีจีอลังการงานสร้าง หรือ ฉากแอ็คชั่นสุดตื่นเต้น และตบท้ายด้วยมุขตลกสุดฮาที่ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างคุณก็จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะนั้นคือสิ่งที่ดูเหมือนว่าได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์จากค่ายนี้ไปทุกเรื่องเสียแล้ว

แต่สิ่งที่ดูเหมือนนับวันจะหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆเปรียบเสมือนโรคร้ายที่รักษาไม่หายของภาพยนตร์ Marvel เลยก็คือบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซากจำเจและไม่สามารถที่จะนำเสนออะไรใหม่ได้น่าสนใจมากพอขึ้นเรื่อยๆของมัน ต่อให้คุณไม่ได้ชมภาพยนตร์มาก่อนเลย คุณทราบดีว่ามันจะไปจบลงที่ใด หรือแม้กระทั่งตัวละครที่สุดแสนจะซ้ำซากตัดแปะมาจากแม่แบบ แทบจะขาวและดำอย่างชัดเจนของมันคุณก็เคยเห็นตัวละครแบบนี้มาก่อนแล้วในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจุดๆนี้ทางค่าย Marvel พยายามแก้ไขกันอยู่หรือว่าไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขมันเลยกันแน่


นอกจากนั้นแล้ว ไม่ทราบว่าด้วยความที่ว่าผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือเจมส์ กัน หรืออย่างไรไม่ทราบ ในด้านของมุขตลกของ Guardians of the Galaxy จึงแทบจะมีการสอดแทรกให้เห็นอยู่บนจอภาพยนตร์ทุกๆ 5 วินาที ซึ่งจากเป็นจุดที่น่าจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม กลายเป็นจุดที่สร้างความน่ารำคาญเสียมากกว่า จากจำนวนฉากและมุขตลกที่มากมายเกินความจำเป็นของมัน โดยเฉพาะในเมื่อมุขตลกส่วนใหญ่ของมันนั้นไม่ได้สร้างความตลกขบขันและได้ผลซักเท่าไรนัก ซึ่งเมื่อคิดถึงจุดนั้นแล้ว ทำให้ผู้เขียนยิ่งคิดเข้าไปอีกว่านี้คือวิธีการหนึ่งของเจมส์ กันหรือไม่ ที่จะพยายามกลบเกลื่อนตัวบทของภาพยนตร์ที่แทบจะไม่มีอะไรเลยด้วยมุขตลกที่ค่อนข้างจะฝืดของเขา


ในส่วนของนักแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น ในขณะที่บางคนนำแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็น คริส แพตต์ หรือ แบรดลีย์ คูเปอร์ที่พากษ์เสียงเป็นร็อคเก็ตได้อย่างยอดเยี่ยม นักแสดงบางคนก็แสดงผลงานในด้านแทบจะกลับกัน โดยเฉพาะเดฟ บาติสต้าที่เล่นได้แข็งเป็นหินไม่ใช่น้อย ซึ่งพาเอาตัวละครที่สุดแสนจะซ้ำซากของเขา น่าเบื่อยิ่งเข้าไปอีก ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจหันมาเล่นภาพยนตร์แทนมวยปล้ำเฉกเช่นเดียวกับ ดเวยน์ จอหน์สันหรือเดอะ ร็อคของเขา จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่



ในท้ายที่สุดแล้ว Guardians of the Galaxy ก็คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ของ Marvel ที่พยายามจะก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งหากแต่ว่าตนเองกลับหารู้ไม่ว่าที่แท้จริงกำลังย่ำอยู่กับที่ ถึงแม้ว่ามันยังคงนำเสนอซีจีและฉากแอ็คชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่เช่นเคย แต่ผู้เขียนไม่อาจที่จะแน่ใจได้อีกต่อไปแล้ว ว่าในส่วนอื่นๆโดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซากจำเจของค่ายซุปเปอร์ฮีโร่ค่ายนี้จะย่ำอยู่กับที่ไปอีกนานเท่าใด


Final Score : [ B ]

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

X-Men : Days of Future Past ( 2014 ) Movie Review

Movie Review

X-Men: Days of Future Past ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

ปฏิบัติการแก้ไขอดีต เพื่อเหล่ากลายพันธุ์ !!!




                 สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่ชื่นชอบมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา 2-3 ปีนี้ หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ X-Men : First Class ออกมาจากปากหรือหัวของผู้เขียนอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย ด้วยการที่มันถูกใจผู้เขียนเสียไปหมดจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่เข้มข้น หนักแน่น จริงจัง , ตัวละครที่ยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์ , นักแสดงที่ยอดเยี่ยม และรวมไปถึงฉากบางฉากที่ยังจดจำได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่นฉากที่แมคนีโต้หยุดขีปนาวุธเป็นสิบๆลูกที่พุ่งเข้ามาหาตัวเอง จากนั้นก็หมุนมันกลับไปหาเจ้าของมันเอง มันช่างเป็นฉากที่ อลังการ และช่วงชิงลมหายใจในขณะนั้นของผู้เขียนไปเลยทีเดียว นับตั้งแต่วันนั้นมา ผู้เขียนก็ตั้งตารอคอยที่จะได้ชมภาคต่ออย่าง Days of Future Past มาโดยตลอด


 โดยในคราวนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นผู้กำกับภาพยนตร์ ที่เปลี่ยนจาก แมทธิว วอห์น มาเป็น ไบรอัน ซิงเกอร์ ซึ่งเขามีผลงานชื่อดังมาก่อนอย่างเช่น X-Men ภาคแรก และ X-Men ภาคที่สอง ซึ่งแฟนๆหลายคนยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ Super Hero ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยทีเดียวเชียว

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากๆในตัว ไบรอัน ซิงเกอร์ สำหรับตัวผู้เขียนเลยก็คือ ผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Jack the Giant Slayer ที่ค่อนข้างจะแห้งเหลือเกิน ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เขายังมีความสามารถพอที่จะมากุมบังเหียนภาพยนตร์ที่มีคนรอคอยและตั้งความคาดหวังเอาไว้สูงมากเช่นนี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากหายนะอย่าง X-Men : The Last Stand ซึ่งนำไปสู่การรีเซทใน X-Men : First Class ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายไม่ว่าจะในด้านของรายได้ หรือ นักวิจารณ์ เรียกได้ว่างานนี้ งานหนักสำหรับตัวไบรอันอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว


X-Men : Days of Future Past พูดถึงเรื่องราวหลังจากภาค X-Men : Last Stand หลายปี ซึ่งโลกนั้นถูกครอบครองโดยหุ่นยนตร์ที่มีชื่อว่า "เซนทิเนล" ซึ่งในตอนแรกถูกสร้างมาเพื่อกำจัดและไล่ล่ามนุษย์กลายพันธุ์ แต่ในภายหลังมันกลับไม่ได้ทำเพียงแค่นั้น แต่ยังทำร้ายบุคคลที่มียีนส์กลายพันธุ์ทั้งหมด รวมถึงมนุษย์ที่พยายามจะต่อต้านด้วย และด้วยพลังที่มหาศาลของมัน จึงทำให้โลกตกอยู่ภายใต้กำมือของมัน เหล่ากลุ่ม X-Men จึงรวมตัวกันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะส่ง วูฟเวอรีน กลับไปในอดีต เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆและหยุด เซนทิเนล ไม่ให้เกิดขึ้น ก่อนที่ทั้งโลกจะไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป !!


สำหรับในกลุ่มภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่นั้น ภาพยนตร์อย่าง X-Men เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ท้าทายมากๆเลยทีเดียว เพราะภาพยนตร์แนวนี้ส่วนใหญ่นั้น มักจะมีตัวละครที่สำคัญจริงๆเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น อย่างมากก็ 3-4 ตัว หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย แต่ใน X-Men กลับมีตัวละครมากมายถึงเกือบ 10 ตัว หรือมากกว่า และแต่ละตัวก็ช่างสำคัญและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันเสียหมด จึงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ที่จะปูเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ และแบ่งเวลาในภาพยนตร์ให้รู้สึกสำคัญเท่าๆกัน ไม่ใช่แบบว่าทั้งเรื่อง พี่วูฟเวอรีน เด่นอยู่คนเดียว จนคนอื่นไม่มีบทเลยเป็นต้น


แต่ในส่วนนี้ตัวภาพยนตร์ X-Men : Days of Future Past และผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ จัดการบริหารได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ แทบจะทุกตัวละครมีเวลาให้โชว์พลังต่างๆสมใจแฟนๆ และแต่ละตัวละครก็ให้ความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมและมีผลกระทบกับบทภาพยนตร์ตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวละครนี้ ตัวละครนั้นโดดเด่นอยู่เพียงตัวเดียวหรือสองตัว ซึ่งนี้ก็นำไปสู่การร่วมมือกันในฉากแอ็คชั่น การรวมพลังกันในด้านต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น ตัวละครหนึ่งที่มีพลังกำลังแข็งแรงวิ่งชารจ์อย่างรุนแรงไปข้างหน้า แล้วให้อีกตัวละครหนึ่งเปิดประตูมิติส่งตัวละครนั้นไปอย่างอีกจุดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ตัวละครนั้นเสริมพลังความรุนแรงในการโจมตี และสร้างโอกาศในการโจมตีแบบฉับพลันมากขึ้น เป็นต้น 


นอกจากนั้นแล้ว การที่ตัวภาพยนตร์ X-Men นั้นมีมาหลายภาคมากๆแล้ว มันทำให้ได้เปรียบมากกว่าภาพยนตร์หลายๆเรื่องตรงที่ เราจะรู้เรื่องราว เบื้องหลัง ทัศนะคติ และพลังต่างๆของพวกเขาเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้ว โดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไร ยิ่งท่านใดเป็นแฟนๆเหล่า X-Men มาตั้งแต่หนังสือการ์ตูนด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่ ซึ่งนอกจากมันจะทำให้ฉากโชว์พลังต่างๆ ทำได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะโอเวอร์โดยไม่มีเหตุผลรองรับจนเกินไปแล้ว มันยังทำให้ตัวละครเหล่านี้มีความลึกและโดดเด่นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติทันที ซึ่งนำไปสู่ปมขัดแย้งต่างๆในเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากขึ้น และนี้ก็เรียกได้เลยว่า เป็นจุดเด่นมากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว


แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เขียนก็ต้องขอพูดเลย ว่า X-Men : Days of Future Past เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ภาคต่อที่มีปัญหาในหลายๆด้านอยู่พอสมควรเลยทีเดียว


ประการแรกเลยก็คือ ด้วยความที่มันเป็นภาพยนตร์ภาคต่อ เพราะฉะนั้น มันจะต้อง(พยายาม)อลังการ และยิ่งใหญ่มากกว่าภาคก่อนหน้านี้ ด้วยบทที่กว้างไกลมากขึ้น จากเพียงแค่เรื่องราวการกำเนิดของกลุ่ม X-Men ไปเป็นการช่วยเหลือโลก ในภาคนี้  แต่ปัญหาก็คือ ตัวภาพยนตร์นั้นปูเรื่องราวในด้านของโลกในอนาคตที่ถูก เซนทิเนล รุกรานได้รวดเร็วมากจนเกินไป แล้วหลังจากนั้นก็โยนผู้ชมเข้าไปในโลกอดีตเพื่อนำไปสู่การแก้ไขโลกในอนาคตเลย มันเหมือนกับว่า ตัวภาพยนตร์ปูเรื่องได้ 5 นาที จากนั้นก็โยนเข้าสู่กลางเรื่องอย่างหน้าตาเฉยเลย ซึ่ง 5 นาทีเนี้ย มันไม่ได้มีความเพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ ว่าโลกจะไปถึงจุดนั้น นอกจากการที่ให้ตัวละครในภาพยนตร์พูดได้เลย ซึ่งมันส่งผลถึงอารมณ์ร่วมในเหตุการณ์ต่างๆมากพอสมควร ในหลายๆฉากที่เราควรจะเคร่งเครียด หรือจริงจัง เรากลับไม่ได้รู้สึกใส่ใจหรือแคร์มันซักเท่าไรอย่างที่ควรจะเป็นเลย


ประการที่สองก็คือ บทภาพยนตร์ของ Days of Future Past ที่ยังไม่ละเอียดและจริงจังมากเพียงพอ ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ และ ความกดดันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบทในด้านของการส่งตัวละครกลับไปในอย่างอดีต ซึ่งไอ้จุดพลังของการส่งคนกลับไปในอดีตเนี้ยแหละ มันไม่ได้มีเหตุผลสนับสนุนมากเพียงพอ ว่าทำได้อย่างไร จะประคองได้อย่างไร และมันเป็นไปได้อย่างไร แต่อยู่ดีๆมันก็ "เกิดขึ้น" เฉยๆ นอกจากนั้นมันยังนำมาสู่การตั้งคำถามมากมายกับบทในส่วนนี้ว่าเป็นไปได้อย่างไร เช่น วูฟเวอรีนที่ถูกส่งไปในอนาคต โดยที่ถ้าหากควบคุมอารมณ์ไม่ดีพอ อาจทำให้เขาหลุดไปสู่จุดอื่นได้ แต่ในภาพยนตร์เราเห็นจุดนี้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง กับตัวละครอย่าง วูฟเวอรีน ที่เราหลายๆคนก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนแค่ไหน แถมเหตุการณ์ต่อสู้ต่างๆ ในเรื่อง คุณจะบอกว่ามันไม่ได้สร้างความแปรปรวนภายในจิตใจของ วูฟเวอรีนเลยหรือ ? หรือ การที่คิตตี้ส่งวูฟเวอรีนไปในอย่างอดีตได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่พักเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ?   ซึ่งคำอธิบายที่ตัวภาพยนตร์ให้มันก็ช่างเบาบางมากจนไม่สามารถที่จะเอาอะไรจริงจังกับบทภาพยนตร์ในส่วนนี้ได้เลย และสุดท้ายมันก็นำมาสู่การที่บทหลักและบทสรุปของภาพยนตร์ที่อ่อนแอเสียจน ไม่ส่งผลอะไรกับผู้เขียนอย่างที่มันควรจะเป็นเลย นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นต่างๆในภาพยนตร์ที่ซ้ำซาก และเล่าเรื่องออกมาไม่ดีเท่าที่ควรอยู่พอสมควร 


ประการสุดท้ายก็คือ ตัวภาพยนตร์ X-Men ในภาคนี้ ขาดฉากที่น่าจดจำ หรือฉากที่คุณยังคงจำได้ว่าเป็นอย่างไร ในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างที่บอกไปแล้วในข้างต้นว่า X-Men : First Class มีฉากที่ผู้เขียนจดจำได้อย่างเช่น ฉากแมคนีโต้ หยุดขีปนาวุธ หรือฉากที่ชอว์ทำลายห้องโถง ซึ่งฉากเหล่านี้มันถูกออกแบบดีไซน์และกำกับออกมาได้เป็นอย่างดีจนทำให้มันน่าจดจำ แต่ใน Days of Future Past กลับไม่มีฉากเหล่านี้อยู่เลย แต่ละฉากให้ความรู้สึกสนุกแล้วก็ผ่านๆไปไม่ได้น่าจดจำอะไร หลังจากชมภาพยนตร์จบ ผู้เขียนยังแทบจะนึกฉากที่น่าจดจำหรือน่าพูดถึงได้ในภาพยนตร์ภาคนี้ไม่ได้เลยซักฉาก ถ้าฉากที่ใกล้เคียงกับคำนั้นก็คงจะเป็นฉากของ ควิกซิลเวอร์ ซึ่งฉากๆนั้น ตัวภาพยนตร์ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรกับมันมาก นอกจากเป็นฉากให้ความตลกเสียอีก มันจึงเป็นฉากที่ตกประเด็นไปได้อย่างง่ายดาย


ซึ่งสามข้อที่กล่าวมานี้แหละ เป็นจุดเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดของ Days of Future Past แต่นอกจากนั้นโดยรวมก็ถือว่าทำได้อยู่ในระดับที่โอเคทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น CG ที่สวยงาม อลังการ , ฉากต่อสู้ที่ออกแบบมาได้ดีในระดับหนึ่ง และการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงต่างๆในภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็น เอียน แม็กเคลเลน  , แพทริค สจวร์ต , พี่ฮิวจ์ แจ็คแมน , เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนส์ , ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ , เจมส์ แม็กอะวอย หรือ แม้กระทั่ง เอเลน เพจ ที่กำลังขาขึ้นสุดๆจากผลงานทั้งภาพยนตร์และเกมมากมาย


ในท้ายที่สุดแล้ว X-Men : Days of Future Past สำหรับตัวผู้เขียนนั้น ถือได้ว่าค่อนข้างจะผิดหวังอยู่เล็กน้อย จากปัญหาต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้วของภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าก็ยังอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการรอคอย แต่ ณ ตอนนี้ อันดับหนึ่งในภาพยนตร์ X-Men สำหรับตัวผู้เขียน ก็ยังคงเป็น X-Men : First Class อยู่เช่นเคยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องมาจับตาและรอคอยกันต่อไป สำหรับภาคต่ออีกภาคอย่าง X-Men : Apocalypse  ว่าจะออกมาซ้ำรอยปัญหากับ Days of Future Past หรือจะประสบความสำเร็จจนแซงหน้า First Class ไปได้ในที่สุด 

Final Score : [ B + ] 


สามารถ Comment บทวิจารณ์หรือติดต่อผู้เขียนโดยตรงได้ที่ fallsdownzth@gmail.com ครับผม ขอบคุณครับ :) .

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review
The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
การกลับมาอีกครั้งของสไปดี้ที่จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม !! ระเบิดตูมตามกว่าเดิม !!



                จะว่าไปแล้ว หนึ่งในซุปเปอร์ฮีโร่ที่เข้ามาในโลกแห่งภาพยนตร์ได้อย่างยิ่งใหญ่และน่าจดจำคนหนึ่ง นอกจาก Batman หรือ Superman แล้ว ฮีโร่ไยแมงมุมอย่าง Spider-Man เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โดยใน Spider-Man ฉบับเก่าภาคแรกถึงภาคสามนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ แซม ไรมี่ ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าจดจำเสียจริงๆเชียว แต่ในท้ายที่สุด ตัวแซม ไรมี่เองก็หาจุดลงตัวกับค่าย Columbia Pictures ไม่ได้ในภาคต่อที่ 4 จึงเป็นเหตุทำให้ต้องมีการรีบู้ทใหม่เป็น The Amazing Spider-Man ซึ่งมีแนวทางการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะใกล้เคียงกับหนังสือการ์ตูนจริงๆมากขึ้น

สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ต้องพูดเลยว่าไม่ค่อยจะประทับใจกับ The Amazing Spider-Man ในภาคแรกซักเท่าไรนัก ซึ่งส่วนใหญ่ๆก็มาจากการที่ได้เคยชม Spider-Man ฉบับของ แซม ไรมี่ ทั้งสามภาคมาก่อน จึงทำให้รู้สึกว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างใน The Amazing Spider-Man มันช่างซ้ำซาก ไม่มีอะไรใหม่เหลือเกิน รวมไปถึงฝีมือการกำกับที่ด้อยกว่า แซม ไรมี่อยู่หลายเท่าตัว

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ในจักรวาลของ Marvel ตอนนี้ก็คือ ความแตกตัวหรือแยกตัวกันอย่างน่าเสียดายของตัวละครหรือกลุ่มต่างๆของ Marvel 
หลายๆคนคงอยากจะเห็น Spider-Man เข้าไปมีส่วนร่วมกับทีม The Avengers หรือ X-Men เองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่นผู้เขียนเองที่อยากจะชมเหตุการณ์ซุปเปอร์ฮีโร่ตีกันเองอย่าง Civil Wars บทจอภาพยนตร์ใหญ่ๆมากเลยทีเดียว แต่นั้นดูท่าจะเป็นไปได้ยากพอสมควรสำหรับตอนนี้ เพราะ ลิขสิทธิ์ของ X-Men ไปตกอยู่ในมือของค่าย 20 Century Fox ส่วน Spider-Man ก็ดันมาอยู่ในมือของ Columbia Pictures ซึ่งก็คือ Sony อีก ถ้าหาก 3 ค่ายนี้ไม่มาร่วมมือการจริงๆจังๆแล้วล่ะก็ดูท่าคงจะเป็นไปได้ยากเหลือเกิน นี้ยังไม่รวมถึงการที่ตัวละครบางตัวดันใช้นักแสดงไม่เหมือนกันของแต่ละค่าย เช่น Quick Silver ที่ X-Men กับ Marvel ดันใช้นักแสดงคนละคนกันอีกด้วย



เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องบทวิจารณ์ภาพยนตร์ภาคต่อ The Amazing Spider-Man 2 กันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าในเมื่อเป็นภาพยนตร์ภาคต่อ มันก็จะต้องตามมาด้วยความพยายามในการที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น และวุ่นวายมากขึ้น ซึ่งนั้นเป็นปัญหาที่ภาพยนตร์หลายๆเรื่องประสบอย่างมาก อย่างเช่น Rio 2 ที่พยายามที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น เช่นตัวละครที่มากขึ้น หรือด้านใหม่ๆของภาพยนตร์ แต่ในบางครั้งผลของมันก็คือความเยอะมากจนเกินไปของภาพยนตร์จนทำให้รายละเอียดในด้านต่างๆเช่นตัวละครมันหายไปหมด เสมือนกับภาพในคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดมากในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณพยายามที่จะบังคับโดยการขยายให้ภาพมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผลของมันก็คือภาพมันจะแตกเละเทะไปหมด และนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ The Amazing Spider-Man 2 เป็นอยู่ในขณะนี้


จากความพยายามที่จะยัดตัวละครใหม่ๆเข้ามาถึง 3 ตัวละคร ซึ่งจริงๆแล้วต้องพูดเลยว่า แต่ละตัวละครนั้นมีด้านต่างๆที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียว เช่นด้านที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ พื้นหลัง ปมขัดแย้ง หรือความคิดภายในจิตใจของพวกเขา รวมทั้งนักแสดงเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเสริมมิติต่างๆให้กับตัวละครอีกด้วย แต่การที่ยัดเยียดตัวละครถึง 3 ตัวเข้ามาในภาพยนตร์เรื่องเดียวมันล้มเหลวอย่างมาก เพราะนอกจากมันทำให้ตัวละครทั้ง 3 ตัวลดความน่าสนใจลงอย่างมากด้วยแล้ว มิติต่างๆที่มันควรจะมี ความรู้สึกต่างๆที่เราควรจะมีต่อตัวละครเหล่านี้มันก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย จนทำให้ผู้เขียนไม่รู้สึกสนใจหรือแคร์ตัวละครเหล่านี้แต่อย่างใดเลย เนื่องจากเวลาในการปลูกหรือเล่าตัวละครต่างๆเหล่านี้มันถูกตัดทอนไปให้ตัวละครอื่นๆในเรื่องจนเวลาของแต่ละตัวละครไม่เพียงพอเลย เราได้รู้เพียงจุดเล็กน้อยๆ จุดสำคัญๆของตัวละครเหล่านี้แบบผิวเผินเท่านั้นเอง ทั้งๆที่มันควรจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

แม้แต่ในด้านของความสัมพันธ์ของตัวละครอย่าง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ กับ เกวน สเตซี่ เองก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติและบีบบังคับสุดๆ ซึ่งมาจากเหตุผล 2 ข้อ 
1. ก็คือเวลาที่มีเหลือน้อยของภาพยนตร์ซึ่งมาจากการที่ต้องแบ่งไปให้ตัวละครอื่่น และ 2. เพราะมันส่งผลถึงตอนจบของภาพยนตร์อย่างมาก 

ในส่วนของบทภาพยนตร์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เพราะมันช่างสุดแสนจะซ้ำซาก จำเจ ดิ่งลงทางตรงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้คาดหวังบทที่แสนจะเลิศเลอหรือเพอร์เฟ็คจากภาพยนตร์แนวนี้เลย แต่อย่างน้อยมันก็ควรจะมีอะไรที่น่าสนใจหรือแปลกใหม่บ้าง ไม่ใช่ตรงเปะเป็นกำปั้นทุบดินอย่างเดียวเช่นนี้ 
ซึ่งเมื่อนำตัวละครที่จับปนกันมั่วซั่วและยัดเยียด มารวมกับบทที่สุดแสนจะไม่มีอะไรเลยแล้ว ผลก็คือทำให้ภาพยนตร์เต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยน่าเบื่อ กับตัวละครที่สุดแสนจะ Cliche ซ้ำซากสุดๆอย่างน่าเสียดาย

วิธีการเล่าเรื่องและตัดต่อเองก็ให้ความรู้สึกมั่วซั่ว วุ่นวายไปหมดจากการที่ตัวละครมันเยอะเหลือเกิน และตัวผู้กำกับ มาค์ เวบบ์ เองก็ยังจะพยายามยัดเยียดเบียดๆให้มันเข้ามาอีกจนได้  ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็คุมภาพยนตร์ไม่อยู่เอาเสียเลย

แต่ The Amazing Spider-Man 2 ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว มันยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ได้ผลอยู่บ้างในภาพยนตร์ อย่างเช่นนักแสดงหลักอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ที่ต้องพูดเลยว่าเหมาะสมกับบทสไปดี้ หรือ Spider-Man เสียจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง น้ำเสียง หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเวลา นั้นยังไม่รวมถึงเคมีของเขากับ เอมม่า สโตนที่รับบทเป็น เกวน เสตซี่ในภาพยนตร์ที่เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ไม่เลวเลยก็คือในด้านของฉาก Action ที่สนุก ตื้นเต้น และเร้าใจพอสมควรเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะใช้เทคนิคที่ขี้โกงไปบ้างอย่างการ Slow-Motion เพราะมันดูเท่ห์ แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความบันเทิงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ แดเนีบล มินเดลจริงๆที่ถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่งจริงๆ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์


สำหรับผู้ชมบางท่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นแฟน Spider-Man มาตั้งแต่หนังสือการ์ตูน อาจจะรู้สึกผิดหวังไปกับภาคต่อภาคนี้อยู่บ้าง ยิ่งภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของต้นสังกัด Marvel อย่าง Captain America : The Winter Soldier ทำผลงานได้อย่างดีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกผิดหวังเข้าไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็สร้างความบันเทิงอยู่ในระดับหนึ่ง และก็ไม่ได้แย่ไปกว่าที่หลายๆคนคาดคิดไว้ ถ้าหากเข้าไปชมแบบที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไรก็น่าจะสนุกไปกับมันได้ อย่างไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแน่นอน


Final Score : [ C ]

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Thor : The Dark World ( 2013 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
การกลับมาของเทพเจ้าสายฟ้า ตอ เอ้ย... ธอร์ !!



Movie Name : Thor : The Dark World , Action / Adventure / Fantasy
Director : Alan Taylor ( Game of Thrones TV-Series )
Stars : Chris Hemsworth ( The Avengers , Cabin in the woods ) , Natalie Portman ( V for Vendetta , Black Swan ,  Thor ) , Tom Hiddleston ( War Horse , The Avengers ) , Anthony Hopkins ( Thor , Hannibal ) , Christopher Eccleston ( The Others ) , Stellan Skarsgard ( The Avengers , Thor ) , Idris Elba ( Pacific Rim , Prometheus , Thor ) 
Rating :  PG -13








REVIEW


                                                                 Thor : The Dark World เป็นภาพยนตร์ของค่าย Marvel อีกเรื่องสำหรับการปูทางไปสู่ Phase 2 ของ Marvel หรือ The Avengers 2 ก็ว่าได้ ซึ่งเนื่องจาก The Avengers ภาคแรกนั้น ดีจนเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่สุดยอดมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว จึงทำให้หลายๆคนหันมาสนใจ ว่า Marvel จะปูทางไปสู่ Phase 2 หรือ The Avengers 2 อย่างไร (ถ้าใครติดตามข่าวของภาพยนตร์ค่าย Marvel บ่อยๆก็คงจะทราบบ้างแล้วว่าตัวร้ายใน The Avengers 2 หรือ 3 น่าจะเป็นใคร)  สำหรับ ภาพยนตร์เรื่อง Thor นั้น ต้องขอพูดเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่ในภาคแรกนั้นทำได้ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไรนัก แต่ออกไปทาง ธรรมดาๆเสียมากกว่า อาจจะมาจากส่วนหนึ่งที่ 60%-70% ของทั้งเรื่องดันอยู่แต่บนโลก และแทบจะไม่มีฉากต่อสู้เท่าไรเลย ซึ่งผลที่ออกมาก็คือเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สุดเลยซักทาง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่าในภาค 2  The Dark World นั้น หลายๆคนจึงหวังว่าจะเป็นการแก้ตัวของ Thor หรือไม่ 




ต้องขอบอกเลยว่า ช่างน่าเสียดายที่ในสุดท้ายแล้ว Thor : The Dark World นั้นไม่ค่อยจะสร้างความแตกต่างจาก Thor ภาคแรกเท่าใดนัก สาเหตุส่วนใหญ่ๆนั้นมาจากในภาคนี้ตัวภาพยนตร์โฟกัสไปทางด้านการถล่มฉาก Action และ ฉาก Special Effects ใส่คนดูมากจนเกินไป ซึ่งแรกๆมันก็น่าสนุกอยู่เหมือนกันแต่พอมันถล่มใส่คุณมากจนเกินไปมันจะเปลี่ยนจากสนุกเป็นน่าเบื่อไปแทน เหมือนกับเวลาที่คุณรับประทานอาหารจนคุณอิ่มแล้ว คุณก็คงไม่อยากจะทานต่อไปแน่นอน จนทำให้ตัวภาพยนตร์ขาดหายสิ่งที่เรียกว่า "Charm" หรือสิ่งที่ทำให้ตัวภาพยนตร์นั้นน่าสนใจและบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้คุณรู้สึกอยากที่จะรู้ว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร ไปอย่างมาก ซึ่งสาเหตุที่ตัวภาพยนตร์โฟกัสไปทางนี้ก็น่าจะมาจากภาคที่แล้วที่ตัวภาพยนตร์นั้นไปโฟกัสทางด้านตัวละครอย่าง Thor ที่อยู่บนโลกมนุษย์มากกว่า และทำให้หลายๆคนผิดหวังที่ตัวภาพยนตร์นั้นแทบจะไม่มีฉาก Action ใดๆเลย ทางค่ายจึงจัดให้สำหรับหลายๆคนที่ผิดหวังมาจากภาคที่แล้ว เพียงแต่ว่าการจัดเต็มครั้งนี้นั้น มันมากจนเกินไปอยู่มากเลยทีเดียว


นอกจากนั้นจุดอีกจุดที่แย่ไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่าด้วยนั้นก็คือ เหล่าตัวร้ายโดยเฉพาะต้วร้ายหลักอย่าง  Malekith ที่ช่างไม่น่าสนใจ แบน อ่อนแอ ตัวภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้เราเชื่อเลยแม้แต่น้อยว่าเขาจะเหนือกว่า Thor โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่ทำให้ตัว Malekith เอง ดูอ่อนแอเหลือเกิน ซึ่งมันไปส่งผลถึงหลายๆฉาก อย่างเช่นฉาก Climax ที่ทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันเลย เพราะคุณจะรู้สึกว่า Malekith ไม่มีทางที่จะชนะ Thor ได้เลยแม้แต่น้อย กลับกันตัวละครอย่าง Loki ที่ตัวภาพยนตร์ไม่ได้โฟกัสเป็นอันดับหนึ่งในภาคนี้ กลับดูน่าสนใจ น่าติดตาม ลึก กว่าหลายเท่าตัวเสียอีก และ ความสัมพันธ์ระหว่าง Thor กับ นางเอกอย่าง Jane ที่ยังคงไม่น่าสนใจเท่าใดนัก สุดท้ายก็คือตัวละครรองหลายๆตัวที่ยังคงไม่น่าสนใจเท่าไรนักอีกเช่นกัน



แต่ก็มีหลายๆสิ่งเช่นกันที่ตัวภาพยนตร์นั้นทำได้ดีเลยทีเดียวในภาคนี้ อย่างแรกเลยก็คือ Production Design ที่สวยงาม อลังการ ไม่มีการเผางานเลยแม้แต่น้อย CG ที่สวยงาม และ รู้สึกได้ว่า Thor ภาคนี้ได้ลงลึกไปในด้านความ Spectacle มากกว่าภาคแรกอยู่มากเลยทีเดียว สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดที่แข็งที่สุด ดีที่สุด น่าสนใจที่สุดในภาคนี้เลยก็คือ Thor กับ Loki ซึ่งเป็นคู่พี่น้องที่ช่างเข้ากันได้อย่างดิบดี รวมไปถึงการปู Characters มาตั้งแต่ Thor ภาคแรก ยัน The Avengers ยิ่งทำให้สองตัวละครนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก  หาก Scene ใดที่ทั้งสองคนนี้มาอยู่ใน Scene เดียวกันมันมักจะเป็นฉากที่สนุกและน่าสนใจเสมอๆ รวมไปถึงนักแสดงทั้งสองคนนั้นก็คือ Chris Hemsworth และ Tom Hiddleston ที่แสดงกันได้เข้าขาอย่างยอดเยี่ยมจริงๆ 





Thor : The Dark World ในท้ายที่สุดก็ยังคงไปได้ไม่ไกลซักเท่าไรนัก และน่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำได้คงเส้นคงวาในหลายๆส่วน อย่างน้อยก็ยังดีที่ตัวภาพยนตร์ไม่แย่หรือเลวร้ายกว่าเดิม และมันยังมีบางสิ่งที่ยังคงทำให้ตัวภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ เพียงแต่ว่าสิ่งๆนั้นมันยังไม่เพียงพอ กับสิ่งอื่นๆที่ยังคงกระจัดกระจายกันอย่างเข็มในมหาสมุทร



  Final Score : [ C+ ]