แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Horror แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Horror แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Crimson Peak ( 2015 ) Movie Review



Crimson Peak ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"จิตใจมนุษย์ในคฤหาสน์สีเลือด"



                              ถ้าหากพูดถึงผู้กำกับที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานการดีไซน์ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆในภาพยนตร์ให้ออกมาโดดเด่นและแตกต่าง หนึ่งในผู้กำกับที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ กิลเลอร์โม เดล โทโร เจ้าของผลงานอย่าง Hellboy (2004), Pan's Labyrinth (2006) และ Pacific Rim (2013) ซึ่งในการสร้างสรรค์ออกแบบตัวละคร ฉาก เสื้อผ้า กระทั่งจนถึงธีมและอารมณ์ในภาพยนตร์ของเขา มักจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เสมอๆ จนเรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของโลก


ซึ่ง Crimson Peak ก็เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของเขา ว่าด้วยเรื่องราวของ อีดิธ หญิงสาวที่ตามคนรักของเธอเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์เก่าแก่แห่งหนึ่ง แต่ระหว่างนั้นเองเธอกลับพบว่าคฤหาสน์แห่งนี้และคนรอบข้างของเธอ อาจมีความลับอันน่าสยดสยองแอบซ่อนไว้ 



Crimson Peak ยังคงเป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับของ กิลเลอร์โม เดล เทอโร ที่ยังคงโดดเด่นด้วยการออกแบบต่างๆในภาพยนตร์เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า คฤหาสน์ หรือกระทั่งฉากต่างๆ ก็ถูกออกแบบมาอย่าง งดงาม น่าทึ่ง อลังการงานสร้าง แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกอันสยดสยอง และน่าค้นหา เข้ากับธีมของเรื่องได้ดี


ที่น่าชื่นชมมากๆอีกจุด ก็คือการถ่ายภาพ การจัดแสง และการวางองค์ประกอบของภาพในแต่ละฉากของภาพยนตร์ ที่ยอดเยี่ยมมาก ทำให้ทุกฉาก ทุกช่วงเวลาในภาพยนตร์ออกมางดงาม ตระการตาอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ชนิดที่ภาพยนตร์จบลงแล้ว แต่เรายังไม่สามารถลืมฉากต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ลงได้เลย



ในด้านของเรื่องราวในภาพยนตร์นั้นถือได้ว่าน่าสนใจ น่าค้นหา และค่อนข้างมีความเป็นเอกลักษณ์ของ กิลเลอร์โม เดล เทอโร อยู่พอสมควร ให้กลิ่นอายที่ชวนนึกถึงภาพยนตร์สยองขวัญระดับคลาสสิกทั้งหลาย ที่ไม่ได้มีดีแค่ทางด้านเรื่องราวอันซับซ้อน สะท้อนถึงความวิปริตในมนุษย์ แต่ยังมีความน่าค้นหาแอบซ่อนอยู่ภายใน พูดถึงความเชื่อในการมีตัวตนของ 'ภูติ ผี ปีศาจ' ผ่านโศกนาฏกรรม และอดีตอันน่ากลัว สยดสยองอีกด้วย


ถึงกระนั้นก็ตาม เพราะด้วยความคลาสสิกของบทภาพยนตร์นี้เอง ทำให้หลายๆส่วนในภาพยนตร์ค่อนข้างจะให้ความรู้สึกซ้ำซากอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของตัวละคร จุดหักมุม และบทสรุปของเรื่องที่เดาง่ายแสนง่าย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย



โชคยังดีที่ความซ้ำซากเหล่านี้ ถูกดึงขึ้นมาได้ด้วยทีมนักแสดงหลักของภาพยนตร์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น จิม บีเวอร์,  มีอา วาซิโควสกา, ชาร์ลี ฮันแนม หรือ ทอม ฮิดเดิ้ลสตัน ทั้งสี่คนรับบทแต่ละตัวละครได้น่าเชื่อถือ น่าสนใจ และโดดเด่นไม่แพ้กัน 

แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าคนที่โดดเด่นที่สุดในภาพยนตร์ ก็คงต้องยกให้กับ เจสสิกา แชสเทน ที่รับบทตัวละคร ลูซิล ได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด การแสดงของเธอตลอดทั้งเรื่องนั้นแรงสะใจไม่ใช่น้อย ถือได้ว่าเป็นตัวละครและการแสดงที่น่าจดจำที่สุดของภาพยนตร์ก็ว่าได้



สุดท้ายแล้ว Crimson Peak ก็เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่โดดเด่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ แทบจะทุกสรรพสิ่งในภาพยนตร์ต่างถูกออกแบบได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ซ้ำยังสอดคล้องกับธีมเรื่องราวในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้เรื่องราวนั้นอาจจะซ้ำซากและเดาง่ายไปบ้าง ทีมนักแสดงหลายคนในภาพยนตร์ก็ช่วยในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ เจสสิกา แชสเทน ที่เชื่อว่าใครได้ชมก็คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นางแซ่บจริงๆ"


Final Score : [ 7.5 / 10 ] 

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Metro 2033 Redux ( 2014 ) Game Mini-Review


Metro 2033 Redux ( 2014 ) Game Review



Rating : R
Platform : PC


Metro 2033 Redux เป็นอีกหนึ่งเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งผสมกับสยองขวัญเล็กน้อย โดยฉบับ Redux เป็นเวอร์ชั่นที่เอา Metro 2033 ตัวเก่า มาปรับกราฟฟิคและระบบต่างๆให้ดียิ่งขึ้น


Metro 2033 เป็นเกมที่ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองมอสโคว์ในโลกมนุษย์ที่พังทลาย (Post-Apocalyptic) มนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่ตามสถานีรถไฟ ส่วนโลกด้านบนถูกปกครองโดยเหล่าสัตว์ประหลาดที่ถูกตั้งชื่อว่า "The Dark Ones" ตัวละครเอกของเราจึงต้องเดินทางไปตามที่ต่างๆเพื่อตามหาสิ่งที่จะมาทำลายเหล่าสัตว์ประหลาดนี้ และทวงเมืองมอสโคว์ที่พวกเขาเคยอยู่คืนมาให้ได้



นี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่เรียกได้ว่าต้องแนะนำจริงๆเลย นี้ไม่ใช่เกมประเภท FPS ที่ยิงมั่วซั่ว วิ่งเข้าไปแรมโบ้แล้วจะสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แต่เป็นเกมชนิดเอาชีวิตรอดจริงๆ ที่เวลาเล่นจะต้องคำนึงถึงจำนวนกระสุนที่ใช้ไปตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อกระสุนกลายเป็นค่าเงินในเกมอีกด้วย ยิ่งถ้าหากท่านคิดที่จะเล่นโหมดระดับยากๆขึ้นไป การเลือกที่จะหลบหลีกทุกการต่อสู้เท่าที่จะทำได้ดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปแรมโบ้ ปาระเบิดรัวๆ ไล่ยิงชาวบ้าน หรือ หลบหลีก ย่องเบาข้ามศัตรูไป ทุกทางก็สนุกและตื่นเต้นตลอดเวลา


ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ๆก็คงจะต้องยกเครดิตให้กับการสร้างบรรยากาศในเกม ที่ให้ความรู้สึกว่าภัยอันตรายจะมาได้จากทุกทิศทุกทาง และทุกเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งสร้างความน่ากลัว ความตึงเครียดให้กับบรรยากาศในเกมอย่างมาก รวมถึงตัวระบบยิงของเกมที่สนุก แต่ละปืนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าจำนวนอาจจะดูน้อยไปหน่อย



ในด้านของตัวบทและเรื่องราวในเกม ถึงแม้ว่าตัวเกมจะสร้างโลกมนุษย์อันหายนะ และสิ้นหวังได้อย่างยอดเยี่ยม การดำเนินเรื่องและเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็ดูจะค่อนข้างซ้ำซากเดาง่ายอยู่มาก แม้กระทั่งฉากจบลับก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ามันลับซักเท่าไรเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สำหรับตัวเกมที่สร้างโลกออกมาได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงตัวเอกของเราที่ดันปฏิเสธที่จะพูดคำใดๆก็ตามนอกเหนือจากฉากโหลด ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน


จากประสบการณ์ที่เล่นมา ยังไม่ค่อยเจอบัคหรือGlitch ซักเท่าไรนัก จะมีก็เช่นพอกดเมนูขึ้นมาแล้วทำให้ Subtitle ย้อนกลับมาเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก ทั้งๆที่ตัวละครพูดไปไกลมากแล้ว ในขณะที่ AI ศัตรูในเกมก็ค่อนข้างจะฉลาดน้อยพอสมควร บางทีเดินไปใกล้จนหน้าแทบจะติดกันแล้วยังไม่รู้ตัว หรือจ้องหน้ากันอยู่ก็ยังไม่รู้ตัว โชคดีที่ส่วนใหญ่ยังพอที่จะถูไถไปได้



แต่สิ่งที่น่าติที่สุดสำหรับ Metro 2033 Redux เลย ก็คือการแนะนำระบบการเล่นที่ย่ำแย่มากๆของเกม ตัวเกมนั้นแทบจะไม่แนะนำวิธีการเล่นแบบลึกๆลงไปเลย หรือบอกก็บอกได้แย่มากๆ เช่นไม่บอกว่าถอดหน้ากากยังไง ปาดฝุ่น/เลือดออกจากหน้ากากยังไง หรือกระทั่งใช้อาวุธสำรองพวกมีดและระเบิดยังไง ทำให้เราต้องมานั่งกดหาปุ่มเอาเอง ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อย



สุดท้ายแล้ว Metro 2033 Redux ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และมีปัญหาอยู่บ้างไม่ใช่น้อย แต่ด้วยเกมเพลย์อันสนุกตื่นเต้น บรรยากาศอันน่ากลัว ตึงเครียด และการสร้างโลกมนุษย์อันสิ้นหวังได้อย่างยอดเยี่ยม ก็ทำให้นี้กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ไม่ควรพลาด แม้ท่านอาจจะไม่ใช่ขาประจำเกม FPS ก็ตาม


Final Score : [ 7.5 / 10 ]

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

It Follows ( 2015 ) Movie Review



It Follows ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"มันจะตามมา"


 จะเรียกได้ว่าเป็นอีกปีหนึ่งของคอหนังสยองขวัญก็ว่าได้ จากปีที่ผ่านๆมามีภาพยนตร์อย่าง The Conjuring ที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์สยองขวัญยุคเก่า หรือ The Babadook สุดยอดภาพยนตร์สยองขวัญสัญชาติออสเตรเลียที่ถ่ายทอดเรื่องราวจิตวิทยา ความสูญเสียของคนในครอบครัว ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตรึงตาตรึงใจ ซึ่ง It Follows ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์สยองขวัญที่พยายามจะสร้างความประทับใจให้กับวงการภาพยนตร์สยองขวัญอีกครั้งหนึ่ง


It Follows ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่นที่พบว่าตัวเธอกำลังถูกอะไรบางอย่างตามมาอย่างไม่หยุดพัก ท่ามกลางภัยอันตรายที่อาจจะมาจากทิศใดเวลาใดก็ได้ เธอจึงต้องหาทางรอดชีวิตไปให้ได้




ต้องขอพูดก่อนเลย ว่าถ้าหากพูดถึงในด้านของอารมณ์ต่างๆในภาพยนตร์ ความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก It Follows ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สอบผ่านคาบเส้น หรือเกือบจะตกด้วยซ้ำไป


จากในช่วงต้นเรื่องที่ตัวภาพยนตร์เล่าเรื่องออกมาได้อย่างตื่นเต้น ด้วยการเคลื่อนไหวของกล้องอันน่าทึ่ง เทคนิคถ่ายต่อเนื่อง Long Take อันตระการตา และความที่ตัวภาพยนตร์ทำให้เรารู้สึกว่าผีปีศาจตนนี้จะมาจากทิศทางไหนในภาพยนตร์ก็ได้ ก็พาเอาเราพยายามกวาดสายตามองถึงผีตนนี้อยู่แทบจะทุกวินาทีในภาพยนตร์แบบไม่หยุดหย่อน ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็ใช้ที่ว่างหรือ Space ในภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม


แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง ตัวภาพยนตร์ก็ยังคงใช้มุขเดิมซ้ำๆซากๆ รวมถึงฉากผีตุ้งแช่ Jump Scare ที่มีโผล่มาให้รำคาญอยู่บ้างเป็นระยะๆ จึงทำให้รู้สึกว่าภาพยนตร์นั้นเดินย่ำอยู่กับที่ สร้างความน่าเบื่ออยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะฉากจุดสูงสุด Climax ท้ายเรื่องที่ไม่ได้รู้สึกน่าตื่นเต้นแต่อย่างใดเลย



ที่น่าสนใจ ก็คือความที่ It Follows เป็นภาพยนตร์ที่แทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลกับผู้ชมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากเลย เช่น ใครเป็นคนเริ่มวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุดนี้คนแรก ผีตนนี้ต้องการอะไร มีวิธีไหนที่จะกำจัดหรือหลบผีตนนี้อย่างตลอดกาลได้ไหม หรือกระทั่งความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวแบบฉับพลันที่ว่า ทำไมเหล่าตัวละครเอกจึงไม่ลองหนีไปทางเรือ หรือ เครื่องบินมันซะเลย ก็เป็นอะไรที่คอยแทรกเข้ามาในหัวระหว่างชมอยู่ตลอดเวลา


แต่เป็นไปได้หรือไม่ ว่านั้นเป็นสิ่งที่ผู้กำกับต้องการอยู่แล้ว  เพราะเมื่อลองมานั่งครุ่นคิดดู ส่วนหนึ่งตัวผู้กำกับอาจจะไม่ต้องการที่จะให้เหตุผลหรือหลักการอะไรกับผู้ชมมากจนเกินไป และอยากให้ผู้ชมเพ่งเล็งไปในสิ่งที่ตัวผู้กำกับ หรือ ทีมผู้สร้างต้องการจะสื่อถึงจริงๆ 




ซึ่งนั้นก็คือการสะท้อนถึงการแบกความรับผิดชอบจากทุกๆการกระทำในชีวิตมนุษย์ที่จะคอยตามหลอกหลอนเราไปไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าการกระทำนั้นจะดีหรือเลว และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดเลย ก็คือความจริงที่เราไม่อาจจะหนีพ้นสิ่งๆนี้ได้นั้นเอง


Final Score : [ 7 / 10 ] 

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Unfriended ( 2015 ) Movie Review

Unfriended ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ผีทะลุเฟซบุ๊ก"



             ถ้าหากจะพูดว่า ยุคสมัยโลกของเรานั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบจะตามไม่ทันเหลือเกิน ก็คงจะดูไม่เป็นคำที่เกินเลยไปมากนัก จากยุคที่เราตื่นเต้นกับมือถือเครื่องขนาดปาใส่หัวใครก็คงมีเข้าโรงพยาบาล ยันโทรศัพท์มือถือสุดแสนฉลาดสมารท์โฟน และการมาของโซเชียลมีเดีย Facebook , Twitter , Instagram , Skype และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โซเชียลมีเดียเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของเราในแบบที่เราแทบจะขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว (ผู้เขียนไม่มีอินเตอร์เน็ตซักวันนี้แทบจะชักดิ้นเลยทีเดียว)


Unfriended ว่าด้วยเรื่องราวของ แบลร์ หญิงสาววัยรุ่นที่ซึ่งไปเจอเข้ากับวิดีโอที่มีเนื้อหาการฆ่าตัวตายของหญิงสาวที่มีชื่อว่า ลอร์ร่า เข้าให้ แต่หลังจากที่เธอได้ชมวิดีโอนั้น เธอกลับพบว่ามีอะไรบางอย่างได้ติดตามตัวเธอมา ตัวเธอและเพื่อนของเธอจึงต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ต้องบอกก่อนเลย ว่าถ้าหากท่านใดที่คาดหวังว่า Unfriended จะเป็นภาพยนตร์ที่มีบทเรื่องราวหรือตัวละครอันสดแปลกใหม่แล้ว ท่านก็คงจะผิดหวังอย่างแน่นอน จากความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างจะซ้ำซาก และเดาง่ายอยู่มาก เต็มไปด้วยเรื่องราวการกระทำของตัวละครวัยรุ่นสมองเบาที่ในบางครั้งทำให้เราสับสนถึงการกระทำอันแสนโง่เขลาของพวกเขา หรือ ตรรกะในตัวภาพยนตร์เองหลายส่วนที่ชวนสับสนน่าตั้งคำถามสุดๆ ซึ่งเอาเข้าจริง แทบจะทุกสิ่งเหล่านี้ เราเคยเห็นกันมาแล้วในภาพยนตร์สยองขวัญไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง


แต่ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า Unfriended จะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สนุกแต่อย่างใด กลับกันเลย นี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่ สนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม และน่ากลัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในต้นปีนี้เลยทีเดียว



ซึ่งเหตุผลที่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับผู้กำกับ เลอแวน กาเบรียดเซ ที่เล่าเรื่องราวผ่านหน้าต่างคอมพิวเตอร์ได้อย่างน่าติดตามสุดๆ สามารถที่จะสร้างบรรยากาศอันน่ากลัว กดดัน ตื่นเต้นและน่าติดตาม โดยใช้ลูกเล่นในคอมพิวเตอร์ต่างๆ ตั้งแต่หน้าต่างการปิด/เปิดโปรแกรม การดูคลิปต่างๆ ไปจนถึงการใช้โซเชียลมีเดีย ที่เรียกได้ว่าคล้ายคลึงกับการใช้งานของวัยรุ่นทั่วๆไป ทำให้เรารู้สึกเสมือนหลุดไปเป็นหนึ่งในตัวละครนั้นๆ ทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับชะตากรรมอันน่าสลดของตัวละครได้อย่างสุดขีด 



ในที่สุดท้ายแล้ว Unfriended ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียของโลกอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นแล้วยังพูดถึง การปกปิดความลับ และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กระทำหลายๆสิ่งลงไปด้วยความคึกคะนองปราศจากการคำนึงถึงผลที่ตามมาอีกด้วย ถึงแม้ว่าประเด็นและการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จะซ้ำซากและไม่ค่อยน่าจดจำซักเท่าไรนัก แต่ความพยายามในการถ่ายทอดและความสนุก ตื่นเต้นที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Horns ( 2014 ) Movie Review

Horns ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"นอกจาก Horns จะเป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีบรรทัดฐานของสังคมและแฝงไปด้วยตลกร้ายอันเจ็บแสบแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพระเจ้า เทพ และปีศาจมาพลิกแพลงได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย"


Horns เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากหนังสือนวนิยายในชื่อเดียวกันของ โจ ฮิลล์ ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งคู่รักของเขาถูกฆ่าอย่างปริศนาและทั้งเมืองก็ยังคิดว่าเขาเป็นคนทำเสียอีก แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับพบว่าตัวเองได้รับพลังที่แปลกประหลาดและน่ากลัวบางอย่าง ซึ่งพลังนี้อาจจะนำความจริงที่เขากำลังค้นหาอยู่มาให้ก็เป็นได้ ?


Horns เป็นภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยการท้าทายและเสียดสีบรรทัดฐานทางสังคมที่ตัวละครเหล่านี้ถูกใส่ไว้ในกรอบอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพศที่สามซึ่งต้องพยายามแอบซ่อนจากสังคม  , เรื่องราวของการโกหก โป้ปด และหน้ากากที่คนในสังคมใส่เข้าหากัน , ความคิดชั่วร้ายที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ , การหาตัวแทนของความชั่วร้าย หรือเรื่องราวของการต้องการทางเพศที่แอบซ่อนไว้ของมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งตัวภาพยนตร์นำประเด็นเหล่านี้มาเล่าด้วยมุขตลกร้าย และมันก็เล่นมุขต่างๆอย่างเจ็บแสบและตั้งคำถามต่อสังคมถึงเส้นที่แบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่วได้เป็นอย่างดี


อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการนำเรื่องเล่าหรือตำนานมาใช้ในภาพยนตร์ เช่นเรื่องราวของเทพเจ้า เทวดา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือซาตาน ซึ่งตัวมันก็ไม่ใช่ว่าเล่นกับจุดนี้แบบหลงๆลืมๆ เอาเข้าจริงมันก็ถือได้ว่าเล่นได้หนักหน่วงและจริงจังกว่าภาพยนตร์หลายๆเรื่องด้วยซ้ำไป ซึ่งมันก็นำจุดนี้มาเสียดสีประเด็นทางศาสนาถึงเรื่องความเชื่อได้เป็นอย่างดี  ถึงแม้ว่าบทสรุปของมันอาจจะขัดกับสิ่งที่มันกำลังเล่นอยู่ไปบ้าง แต่ตัวภาพยนตร์ก็นำจุดเด่นจุดนี้มาเล่น บิดเบี้ยว และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจสุดๆ 

ซึ่งประเด็นการเสียดสีบรรทัดฐานของสังคมและการนำเรื่องเล่าหรือตำนานมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เอาเข้าจริงมันนำเสนอได้น่าสนใจกว่าบทในส่วนของการคาดเดาว่า "ใครเป็นคนทำ" ซึ่งโดยปกติควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์แนวนี้เสียอีก จะมีก็เพียงช่วงท้ายเรื่องเท่านั้นที่ตัวภาพยนตร์ค่อนข้างจะกลับมาสู่ความเป็นภาพยนตร์ปริศนา จะว่านี้เป็น Gone Girl เวอร์ชั่นเหนือธรรมชาติและหลุดโลกก็ว่าได้ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่พอสมควร

แต่ในด้านของการเล่าเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่บ้างพอสมควร อาจจะเพราะด้วยการกำกับของ อเล็กซานเดร อาจา ซึ่งเคยมีผลงานชื่อดังอย่าง Piranha3D , The Hills Have Eyes หรือ P2 ที่ก็ยังคงวางจังหวะภาพยนตร์บางฉากไม่ค่อยดีซักเท่าไรนัก โดยเฉพาะการเปิดเรื่องที่เร่งจนเกินไป กับการตัดฉากเล่าเรื่องอดีตที่จังหวะอาจจะหลุดๆไปบ้างจนบางครั้งพอตัดกลับมา ทำให้รู้สึกถึงความไม่ลื่นไหลของความต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพราะเขานี้แหละที่พาตัวภาพยนตร์สำเร็จไปในจุดหนึ่งก็คือด้านความตลกร้ายและความรุนแรงในภาพยนตร์ซึ่งมันเป็นอะไรที่ท้าทายสังคมเอามากๆ


ถึงแม้จะต้องยอมรับว่าตัวภาพยนตร์จะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะจังหวะในการเล่าเรื่องที่ติดๆขัดๆของผู้กำกับ อเล็กซานเดร อาจา แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้เขียนก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน ว่าก็เพราะเขานี้แหละทำให้ Horns กลายเป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีประเด็นทางสังคมด้วยตลกร้ายได้อย่างเจ็บแสบ แถมยังนำเรื่องเล่าและตำนานของเทพเจ้ากับซาตานมาปรับใช้และเล่นได้อย่างน่าสนใจเหนือคาดสุดๆเลยทีเดียว

Final Score : [ A - ] 

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

The Babadook ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review 



"ด้วยการเลือกวิธีนำเสนอเนื้อหาของตนเองได้อย่างชาญฉลาดและโดดเด่นของผู้กำกับเจนนิเฟอร์ เคนท์ ทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าทึ่งที่สุดแห่งปีนี้ และดูท่าทางว่าคงจะยากนักที่จะหาใครมาแย่งตำแหน่งนี้ไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้"


            ณ ช่วงเวลานี้ก็เข้าเดือนตุลาคมกันแล้ว แน่นอนว่าเดือนๆนี้สำหรับวงการภาพยนตร์จะต้องมีมาไม่ขาดสายสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญทั้งหลายทั้งปวง โดยมีภาพยนตร์อย่าง Annabelle หรือ As Above , So Below เปิดตัวไปก่อนแล้ว และแน่นอนว่าเราคงจะได้ชมภาพยนตร์แนวสยองขวัญกันอีกต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นเดือนนี้


แต่มีภาพยนตร์สยองขวัญอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งสะดุดตาผู้เขียนเข้าให้มากที่สุด จากเสียงวิจารณ์ด้านบวกในต่างประเทศอย่างล้นหลามแถมด้วยความที่มันยังเป็นภาพยนตร์ออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือ The Babadook  ซึ่งต้องพูดเลยว่าถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้ชมมันด้วยสายตาตัวเองน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งด้วยความที่ภาพยนตร์สยองขวัญที่มีคุณภาพและนำเสนออะไรแปลกใหม่หายากเข้าไปทุกวัน ทั้งยังรวมถึงตัวอย่างของความล้มเหลวที่มีอยู่ให้เห็นอยู่เนืองๆเฉกเช่น Annabelle ยิ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปอีก


The Babadook เล่าถึงเรื่องราวของสองแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งสูญเสียผู้เป็นพ่อไปเมื่อ 6 ปีก่อน ความปวดร้าวของทั้งสองที่่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำพวกเขายังพบหนังสือนิทานเด็กประหลาดที่เริ่มจะกลายเป็นต้นตอของความน่ากลัวซึ่งเริ่มที่จะรุนแรงและสาหัสขึ้นไม่ต่างอะไรไปจากจิตใจของพวกเขา


สิ่งที่ทำให้ The Babadook แตกต่างจากภาพยนตร์สยองขวัญทั่วๆไป ก็คือความเป็นจิตวิทยาและการเล่าเรื่องของมัน มันไม่ใช่ภาพยนตร์ทีตั้งกรอบว่าตัวมันเองคือภาพยนตร์สยองขวัญแล้วจึงใส่เนื้อหาเข้าไป แต่มันนำเนื้อหาของมันซึ่งก็คือความเป็นจิตวิทยา มาเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สยองขวัญต่างหาก โดยมันเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงจิตใจอันเจ็บปวดและแหลกสลายมาเป็นระยะเวลายาวนานของผู้เป็นแม่ซึ่งต้องสูญเสียสามีไป ไม่ว่าจะด้วยจากแรงกดดันจากสังคมหรือคนรอบข้าง และที่สำคัญคือตัวลูกชายของเธอเอง ซึ่งแรงกดดันนี้มันเริ่มจะกัดกินจิตใจของเธอไปเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ในภาพยนตร์


จริงๆแล้วเมื่อผู้เขียนมานั่งวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนได้พบว่าตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์ดราม่ากับภาพยนตร์สยองขวัญอยู่มาก ซึ่งผู้กำกับเจนนิเฟอร์ เคนท์เลือกที่จะถ่ายทอดและเล่าเรื่องจิตใจของตัวละครออกมาด้วยรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญ นอกจากเธอจะใช้จุดเด่นของภาพยนตร์สยองขวัญได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว เธอยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนด้วยการเล่าเรื่องที่ใช้ความสยองขวัญเป็นเครื่องมืออธิบายถึงเนื้อหาที่แฝงอยู่ภายในภาพยนตร์ได้อย่างชาญฉลาดมากเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงซ้ำยังกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของภรรยาผู้สูญเสียสามีด้วยตัวเธอเอง ก็ทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นสตรีนิยมอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะมุมมองการเล่าเรื่องที่มาจากตัวละครผู้ซึ่งเป็นแม่แทบจะเต็มร้อย


อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมไม่ใช่น้อยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การกำกับฉากสยองขวัญของผู้กำกับและเขียนบท เจนนิเฟอร์ เคนท์ ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งจะกำกับภาพยนตร์เรื่องใหญ่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็ตาม แต่เธอก็รู้จักวิธีที่จะถ่ายทอดฉากสยองขวัญในภาพยนตร์ออกมาให้น่าสนใจและไม่เป็นการดูถูกผู้ชม ด้วยการใช้ความกดดันจากฉาก เสียง หรือ มุมกล้องที่วางได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เป็นการสร้างความกลัวให้กับผู้ชม ที่สำคัญเลยก็คือมันไม่เต็มไปด้วยฉากประเภทกระแทกผู้ชมด้วยเสียงเอฟเฟคทั้งหลายหรือที่เราเรียกติดปากกันว่า "ผีตุ้งแช่" ซึ่งมันคืออารมณ์ตกใจ ไม่ใช่ความกลัวอย่างแท้จริง 


ทั้งสองนักแสดงนำใน The Babadook เองก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น เอลซีย์ เดวิส ผู้รับบทเป็นแม่ หรือโนอาห์ ไวส์แมน ซึ่งรับบทเป็นลูก โดยเฉพาะ เอลซีย์ เดวิสผู้ซึ่งรับบทเป็นแม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเธอได้แสดงผลงานออกมาได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด แต่ในด้านของตัวลูกอย่างโนอาห์ ไวส์แมนอาจจะเพราะด้วยอายุและประสบการณ์รวมถึงตัวบทที่ได้รับเอง การแสดงของเขาในบางฉากจึงอาจจะสร้างความน่ารำคาญเกินไปหน่อยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงให้อภัยหรือทนดูไม่ได้ซะทีเดียว เรียกได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นแกนกลางหลักของเรื่องที่สำคัญและจะขาดไปไม่ได้เลยทีเดียวเชียว เพราะอย่างน้อยเกือบจะทั้งเรื่อง เราก็แทบจะได้เห็นเพียงแต่สองนักแสดงคนนี้


ถ้าหาก The Conjuring คือภาพยนตร์สยองขวัญอันดับหนึ่งแห่งปี 2013 ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า The Babadook จะได้รับฉายาภาพยนตร์สยองขวัญอันดับหนึ่งแห่งปี 2014 ไปครอง เพราะด้วยการกำกับและเขียนบทอันยอดเยี่ยมของเจนนิเฟอร์ เคนท์ซึ่งนำไปสู่การถ่ายทอดเนื้อหาทางจิตวิทยาของผู้เป็นแม่อันน่าติดตาม และยิ่งการที่เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวจิตใจของตัวละครด้วยรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญก็ยิ่งทำให้ The Babadook กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าทึ่งที่สุดแห่งปีนี้ และดูท่าทางว่าคงจะยากนักที่จะหาใครมาแย่งตำแหน่งนี้ไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้


Final Score [ A  ] & [ Must See Badge ]

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

Deliver Us from Evil ( 2014 ) Movie Review

Movie Review


"เสมือนกับกล่องของขวัญแรกเห็นที่ทำให้เราตื่นเต้นไปกับมัน  แต่พอเปิดกล่องออกมาเรากลับพบว่ามันคือของขวัญที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายอย่างแท้จริง"


             ถึงแม้ว่าหน้าหนังของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะกรื้ดร้องถึงความเป็นเกรดบีและความซ้ำซากจำเจของมันอย่างสุดขีดก็ตาม แต่ก็ต้องพูดเลยว่าในช่วงชั่วโมงแรกของตัวภาพยนตร์มันก็เล่าเรื่องออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจไม่ใช่น้อย

ด้วยการเปิดนำเรื่องด้วยสไตล์แบบภาพยนตร์อาชญากรรม องค์ประกอบการไล่ล่าและจับกุมผู้ร้ายที่น่าสนใจ จากนั้นค่อยๆสอดแทรกบทภาพยนตร์ไล่ผีมาทีละเล็กทีละน้อย ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆในภาพยนตร์ ซึ่งนำมาสู่ปมขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเอกที่น่าติดตาม ซึ่งเป็นการเปิดเรื่องของผู้กำกับ สก็อต เดอร์ริคสัน ที่ฉลาดไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เสมือนกับการนั่งรถไฟจากโลกอาชญากรรมไปสู่โลกแห่งการไล่ผีพร้อมๆกับตัวละคร จึงทำให้เราไม่รู้สึกถึงการยัดเยียดความน่ากลัวที่ไม่มีเหตุที่มาที่ไปแบบภาพยนตร์หลายๆเรื่องและยังทำให้เราเข้าถึงตัวละครในภาพยนตร์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้นอีกด้วย

แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางเรื่องของภาพยนตร์ มันก็พยายามที่จะเร่งจังหวะขึ้นมาเร็วมากไป จากการค่อยๆสอดแทรกมันกลายเป็นการพยายามยัดเยียดบทแนวไล่ผีให้ผู้ชมแทน และการยัดเยียดของมันก็มากและเร็วเกินไป จนมันไปกลืนกินความเป็นภาพยนตร์อาชญากรรมเสียแทบจะทั้งหมด

ที่ยิ่งทำให้มันเลวร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือในส่วนบทภาพยนตร์ไล่ผี ที่สุดแสนจะซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ และไม่มีอะไรใหม่แต่อย่างใดเลย มันเต็มไปด้วยมุขเดิมๆที่ใช้มาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เช่นเสียงแปลกประหลาด , เสียงเด็ก , สัญลักษณ์พระเยซูที่ถูกทำลาย , แมว และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถที่จะประทับใจอะไรเราได้อีก

นี้ยังไม่รวมถึงจำนวนของฉากประเภท "ตุ้งแช่" หรือการกระแทกผู้ชมด้วยเสียงประกอบทั้งหลายแหล่เพื่อทำให้ตกใจ ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอของตัวภาพยนตร์ที่ไม่สามารถให้สิ่งที่เรียกว่าความ "น่ากลัว" อย่างแท้จริงได้ แต่กลับต้องมาอาศัยมุขตกใจทั้งหลายแหล่เพื่อปกปิดความล้มเหลวของตนเอง

เมื่อนำผลรวมของสมการ การเร่งจังหวะภาพยนตร์ที่ล้มเหลว บวกกับ บทที่ซ้ำซาก และคูณเข้ากับฉากตกใจประเภท"ตุ้งแช่" ทั้งหลาย ผลของสมการนี้ก็เท่ากับส่วนท้ายของภาพยนตร์ที่มักง่าย ซ้ำซาก และน่าผิดหวังอย่างร้ายแรงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ภาพยนตร์ได้สร้างขึ้นในช่วงแรก

ทำให้ในท้ายที่สุด Deliver Us from Evil ก็เสมือนกับกล่องของขวัญแรกเห็นที่ทำให้เราตื่นเต้นไปกับมัน ด้วยการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์อาชญากรรมที่น่าสนใจ  แต่พอเปิดกล่องออกมาเรากลับพบว่ามันเต็มไปด้วยบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซาก การเร่งจังหวะภาพยนตร์ที่แย่ และฉากตกใจ"ตุ้งแช่"ที่น่ารำคาญ จึงทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า "นี้คือของขวัญที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายอย่างแท้จริง".


Final Score : [ C  ]

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Oculus ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review
Oculus ( 2014 ) Movie Review บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
ความเชื่อ ปะทะ วิทยาศาสตร์ ผี การครอบงำ ปีศาจ มีจริงหรือไม่ ? 



                      Oculus  เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับ ไมค์ ฟลาเนแกน ที่มีต้นแบบมาจากภาพยนตร์สั้นที่มีชื่อว่า Oculus : Chapter 3 The Man with the Plan ในปี 2006 ของตัวเขาเอง ซึ่งเรียกได้ว่าภาพยนตร์ฉบับเต็มๆของเขาครั้งนี้ มีกระแสพูดปากต่อปากมามากมายในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มนักวิจารณ์ที่ชื่นชอบเช่นกัน ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอยากที่จะเข้าไปชมอย่างมากเลยทีเดียว


Oculus เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เคย์ลีย์กับทิม สองคู่พี่น้องที่พยายามจะพิสูจน์ว่าพ่อของตัวเองไม่ได้ฆ่าแม่ของเธอ แต่เขาถูกผีสิ่งหรืออะไรบางอย่างบังคับให้ทำต่างหาก ซึ่งสิ่งๆนั้นแฝงอยู่ในกระจกที่มีประวัติการตายมามากมาย พวกเขาจะสามารถหาวิธีพิสูจน์ได้หรือไม่ ? แล้วพวกเขาจะทำลายกระจกที่แสนน่ากลัวนี้ได้หรือไม่ ?!


สิงที่เรียกได้ว่าโดดเด่นมากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็คือการตัดต่อและวิธีการเล่าเรื่องของมันนั้นเอง แทนที่จะเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง มันกลับเล่าเรื่องโดยการตัดสลับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านระหว่าง อดีตในวัยเด็กของพวกเขา กับ ปัจจุบันที่โตแล้ว 

ซึ่งสิ่งที่น่าทึ่งมากเลยก็คือมันไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกงงหรือสับสนเลยแม้แต่น้อย โดยจุดหลักที่จะแสดงว่าตอนไหนคืออดีต และตอนไหนคือปัจจุบันก็คือตัวละครเอกนั้นเอง ซึ่งมันทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะนอกจากมันจะทำให้เราสงสัยและอยากรู้ตอนจบว่าพวกเขาจะทำลายกระจกนี้ได้หรือไม่แล้ว 
มันยังทำให้เราสงสัยและอยากรู้ด้วยอีกว่า พ่อของพวกเขา ฆ่าแม่จริงหรือ ? 
แล้วถูกผีสิงจริงหรือ ? 

การตัดของตัวภาพยนตร์เองก็มีการใช้วิธีการเชื่อมอดีตกับปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่งและลื่นไหล ไม่ติดขัดอีกด้วย เช่นการตัดโดยใช้ไฟเป็นตัวส่งผ่าน หรือการใช้บางสิ่งบางอย่างในฉากเป็นตัวส่งผ่านระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งในส่วนนี้ต้องขอชมผู้กำกับและตัดต่ออย่าง ไมค์ ฟลาเนแกน เสียจริงๆที่นอกจากจะเล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังจะตัดต่อได้อย่างยอดเยี่ยมลงตัวด้วยกันเสียอีก


อีกจุดหนึ่งของภาพยนตร์ที่ผู้เขียนประทับใจมากๆเลยก็คือด้านสัญญะหรือสัญญลักษณ์ของมัน โดยเห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มต้นของเรื่องเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ประเด็นหลักของมันจริงๆแล้วไม่ใช่การหาข้อพิสูจน์หรือการล้างแค้นเลย แต่มันเป็นประเด็นของการปะทะระหว่าง ความเชื่อ กับ วิทยาศาสตร์ต่างหาก ในขณะที่ความเชื่อ ก็เชื่อว่าสิ่งๆนี้มีอะไรบางอย่างที่ให้คำอธิบายไม่ได้  ขณะที่วิทยาศาสตร์เองก็พยายามจะหาข้ออธิบายสิ่งๆที่ความเชื่อนั้นอธิบายไม่ได้นั้นเอง 
ซึ่งมันทำให้ตัวละครในภาพยนตร์และผู้ชมอย่างเราเองตั้งคำถามตลอดทั้งเรื่องว่า

พวกเขานั้นโดนผีหลอกจริงหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่จิตใจของพวกเขาสร้างขึ้นมาเองแล้วพวกเขายอมรับกับความจริงไม่ได้ จนจิตใจของพวกเขาต้องสร้างอะไรบางสิ่งเพื่อเป็นข้อแก้ตัว ?
ซึ่งการปะทะนี้มันช่างน่าสนใจ และน่าติดตามเหลือเกิน เพราะมันเต็มไปด้วยความพยายามในการจะอธิบาย ท้าทาย และลบล้างความคิดของอีกฝ่าย น่าเสียดายที่ในกลางถึงเกือบท้ายๆเรื่อง ตัวภาพยนตร์ดูจะให้ความสำคัญกับประเด็นนี้น้อยลงไปบ้าง


อีกคำถามหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในภาพยนตร์สยองขวัญก็คือ "มันน่ากลัวไหม ?" หรือในช่วงนี้ก็คงจะเป็น "มันคือผีตุ้งแช่หรือประเภททำให้ตกใจหรือเปล่า" สำหรับในข้อแรกนั้นต้องพูดเลยว่า Oculus เป็นภาพยนตร์ที่น่ากลัวพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ใช่จากเหตุการณ์ประเภทผีตุ้งแช่ หรือตกใจ แต่เป็นแรงกดดันที่เต็มเปี่ยมทุกอณูวินาทีของภาพยนตร์เสียจริงๆ ซึ่งเป็นเหตุมาจากการสร้างสถานการณ์บีบบังคับต่างๆของภาพยนตร์ที่ฉลาด น่าติดตามอยู่ตลอดเวลา เสมือนกับการที่ตัวเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดและตัวภาพยนตร์ให้ไม้ขีดไฟเรามาหนึ่งอันและท้าให้เราจุดไฟซะ แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าจุดไฟแล้วจะต้องพบอะไร



ในส่วนของคำถามที่ว่ามันคือผีตุ้งแช่หรือประเภท Jump Scare รึเปล่า ต้องบอกเลยว่าพอมีอยู่บ้างในบางฉากแต่ก็น้อยพอสมควร ฉากส่วนใหญ่จะมาจากความกลัวในเหตุการณ์ตรงหน้าจริงๆ ไม่ใช่มาจากเพราะตกใจเฉยๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว แต่ถ้าหากไม่มีเลยก็คงจะดีกว่านี้ไม่น้อย เพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวภาพยนตร์กำลังโกงผู้ชมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ในด้านของตัวละครแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียวโดยเฉพาะ 3 ตัวละครหลักอย่าง เคย์ลีย์ ทิม สองพี่น้องหลักของเรื่อง และมารีย์ แม่ของพวกเขา ซึ่งแต่ละตัวละครนั้นมีมุมต่างๆที่น่าสนใจ น่าติดตาม และพวกเขาพอที่จะมีมันสมองเอาไว้ใช้คิดอยู่บ้าง ไม่ใช่ประเภทน่าตั้งคำถามทุกการกระทำแบบภาพยนตร์สยองขวัญหลายๆเรื่อง ถึงแม้ว่าตัวละครพ่ออย่างอลันจะดาษๆไปบ้างก็ถือว่ายังอยู่ในจุดที่พอรับได้ แต่บุคคลที่ดูเหมือนจะแสดงผลงานได้อย่างโดดเด่นมากที่สุดก็คงจะเป็น 
เคธี่ แซ็คฮอฟฟ์ ที่เติมมิติให้กับตัวละครมารีย์ได้อย่างน่าทึ่งมากๆเลยทีเดียว


ในด้านของบทภาพยนตร์นั้นจริงๆแล้วต้องพูดเลยว่าน่าสนใจมากๆเลยทีเดียว กับการพิสูจน์ความจริงครั้งนี้ของสองตัวละครหลัก และความขัดแย้งทางความคิดของทั้งคู่ แต่น่าเสียดายที่หลายๆจุดนั้นยังเต็มไปด้วยจุดบกพร่องหรือจุดโต้แย้งได้ว่าทำไมตัวละครถึงทำเช่นนั้นอยู่บ้าง หรืออะไรหลายๆสิ่งที่ยัง Cliche ซ้ำซาก เดาง่ายอยู่บ้าง เช่นตำรวจในหนังผีที่มักจะมาสายตลอดเวลา หรือ ตัวละครที่จะหนีก็ทำได้ง่ายๆแต่กลับยังจะเข้าไปเผชิญปัญหาอีก เป็นต้น


สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตัวภาพยนตร์ Oculus ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากที่สุดก็คือการตั้งคำถามให้กับผู้ชมตอบ ว่าตกลงมันมีผีจริงหรือไม่ หรือจิตใจของพวกเขาสร้างขึ้นมาเองซึ่งเป็นจุดทีตัวละครในภาพยนตร์กำลังเผชิญอยู่ แต่เนื่องจากการเล่าเรื่องที่แสนจะยอดเยี่ยมและติดหนึบของมันทำให้เราเสมือนเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครจนส่งผลมาถึงผู้ชมอย่างเราๆที่ก็ตั้งคำถามไปพร้อมๆกับตัวละครอย่างไม่ทันรู้ตัวว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่ นี้ยังไม่รวมถึงความกดดันที่เต็มเปี่ยม กับ ตัวละครที่น่าทึ่งในภาพยนตร์อีกด้วย ถึงแม้ว่าบทสรุปของภาพยนตร์จะออกแนว ขี้โกงและหาทางออกได้ก่ำๆกึ่งๆอยู่บ้างอย่างน่าเสียดาย แต่นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์สยองขวัญที่น่าทึ่งเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว 
และเมื่อคุณได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วอย่าลืมตอบคำถามที่ว่า คุณเชื่ออย่างไหน ระหว่าง ความเชื่อว่าผีมีจริง และเป็นเหตุที่แท้จริงของเรื่องทั้งหมด หรือ ทุกอย่างเป็นเพียงแค่สิ่งที่จิตใจของพวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นข้อแก้ตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันแน่ คำตอบที่แท้จริงน่ะหรือ ? ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว !!


Final Score : [ A - ] & [ Must See Badge ]



สามารถ Comment บทวิจารณ์หรือติดต่อผู้เขียนโดยตรงได้ที่ fallsdownzth@gmail.com ครับผม ขอบคุณครับ :) .

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

You're Next ( 2013 ) Movie Review by FallsDownz

MOVIE REVIEW
แกนั้นแหละ คือรายต่อไป !!! 




Movie Name : You're Next ( 2013 ) , Horror/Thriller
Director : Adam Wingard ( V/H/S , V/H/S 2 )
Stars : Sharni Vinson ( Step Up 3D ) , Nicholas Tucci ( Choose ) , AJ Bowen ( The Signal ) 
Rate : R [ น 18+ ] ( ความรุนแรงที่มาก เนื้อหาที่รุนแรง ) 









REVIEW



                                                                                   You're Next แหม่ ต้องขอบอกเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อที่โคตรเท่ ถูกใจจริงๆ You're Next นั้น เป็นภาพยนตร์แนว สยองขวัญ เขย่าขวัญ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีการ Hype เอามากๆใน อเมริกา ไม่ว่าจะด้วยผู้ชมเอง หรือ นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะชอบมากเลยทีเดียว (ซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับภาพยนตร์แนวฆ่าแหลกกระจายแบบนี้) 



You're Next นั้น ว่าด้วยเรื่องราวที่"ดูเหมือน" จะคล้ายๆกับภาพยนตร์แนวเดียวกันทั่วๆไป ครอบครัวๆหนึ่งย้ายบ้านเข้ามาใหม่ และหวังว่าจะได้มีความสุข แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า มีบางสิ่งบางอย่าง ที่กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ด้วยความสยดสยอง 


สำหรับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเขาคือ  Adam Wingard จากภาพยนตร์เรื่อง V/H/S และ V/H/S 2 ซึ่งหลายๆคนน่าจะไม่รู้จัก แต่สองเรื่องนี้นั้นเรียกได้ว่าโคตรโหดของแท้เลยครับ และผู้ชมต่างประเทศหลายๆคน ก็ค่อนข้างจะชอบ V/H/S อยู่พอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากความไม่เหมือนใครของมัน จึงเรียกได้ว่าเขาน่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้พอตัวเลยทีเดียว


You're Next นั้น ถ้าจะให้พูดเลย สิ่งที่ทำให้คนอยากจะเข้าไปชมมากที่สุดก็คงที่ว่ามันแปลกกว่าภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่น ซึ่งต้องขอบอกว่าจริงแน่นอนครับ แต่คงไม่แหวกหลุดโลกไปแบบ Cabin in the woods (หลุดโลกในทางที่โคตรสุดยอด) เลย ส่วนคอซาดิสอาจจะผิดหวังไปบ้าง เพราะ ถ้าให้เทียบกันแล้ว ความโหดนั้นเทียบไม่ติด Evil Dead 2013 ซักด้านเลยครับผม แต่ !! แต่ !! ความสุดยอดของภาพยนตร์เรื่องนี้มันอยู่ที่ช่วงท้ายเรื่องจริงๆ มันจะทำให้คุณซะใจสุดๆไปเลยเรียกได้ว่าน่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนดูภาพยนตร์แนวสยองขวัญทุกคน อยากให้มันเกิดขึ้น รวมไปถึงบทที่ค่อนข้างจะฉลาดเลยทีเดียว ซึ่งผมจะไม่ขอพูดไปมากกว่านี้ เพราะจะเป็นการสปอยล์ไป


ในด้านของคาแรคเตอร์นั้น สำหรับตัวละครเอกนั้นถือได้ว่าน่าสนใจมาก นอกจากการแสดงของเธอที่จะโคตรซะใจคนดูด้วยแล้ว ยังเป็นตัวละครที่แตกต่างจากภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอดเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว สำหรับตัวละครอื่นๆนั้น ก็คงจะเดาไม่ยาก เพราะหลักๆภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอดนั้น จะต้องมีตัวละครเยอะๆอยู่แล้ว เพื่อที่จะได้มีคนตายเยอะๆ เพราะฉะนั้นตัวละครอื่นๆคุณคงจะไม่แคร์พวกเขาเท่าใดนัก 


You're Next ต้องขอบอกเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่สำหรับตัวผมนั้น ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สนุก และซะใจเป็นอย่างมาก(แสดงว่าตูเป็นคอซาดิสสินะ ตั้งแต่ Evil Dead 2013 แล้ว)  ตั้งแต่ต้นเรื่องที่เปิดเรื่องได้น่าสนใจ น่าติดตาม ไปจนถึงจนจบ คุณจะรู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา  และไม่รู้สึกเบื่อเลย ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะมีการใช้มุขแบบ Jump Scare หรือ มุขสาดเสียงดังๆใส่คนดูให้ตกใจบ้าง แต่ก็พอให้อภัยได้


ผู้กำกับอย่าง Adam Wingard นั้นถือได้ว่าทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกสิ่งที่ผมชอบมากๆในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็คือ มุมกล้อง และวิธีการถ่ายนั้นเอง ซึ่งมันจะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะวิธีการถ่ายทำโดยใช้วิธีแบบ Handheld เป็นอีกวิธีการถ่ายที่น่าสนใจจริงๆ จุดสุดท้ายที่ผู้กำกับ Adam Wingard ทำได้ดีนั้นก็คือ เขารู้จักที่จะทำให้คนดูนั้น คาดหวังบางสิ่งในภาพยนตร์ โดยใช้วิธีที่ให้คนดูนั้น"รู้"มากกว่าตัวละคร เช่น วางกับดักไว้ตรงนี้ คุณก็จะต้องคาดหวังอย่างแน่นอนว่า แล้วใครล่ะ ที่จะเป็นคนโดนกับดักนี้ ? ซึ่งเป็นจุดที่เขาเล่นกับคนดูได้อย่างดีจริงๆ



น่าเสียดาย ที่ You're Next นั้นยังคงมีบางจุดเท่านั้นที่เรียกได้ว่ายังคงไปไม่ถึงฝั่ง จุดแรกเลยก็คือ บท ที่หลายๆคนที่เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คงจะคาดหวังว่ามันจะต้องโคตรอภิมหาพลิก คุณจะคาดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้ แบบนั้น ซึ่งมันจริงไหม ก็คงต้องตอบว่าจริงครับผม แต่มันก็ไม่ถึงขนาดถึงกับจะพูดออกมาได้เต็มคำว่ามันพลิกแบบไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือ บ้าไปแล้วจริงๆ อย่างใน Cabin in the woods คือตัวอย่างที่ผมยอมรับเลยว่า สุดยอดจริงๆ เพราะ คุณไม่มีวันที่จะได้เห็นอะไรในภาพยนตร์แนวนี้แบบใน Cabin in the woods แน่นอน แต่ส่วนใน You're Next นั้นมันยังได้แค่"ดี" เสียมากกว่า อาจจะเป็นเพราะ ช่วงนี้มีภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ที่ค่อนข้างจะพยายามพลิกบท และทำออกมาให้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงอยู่พอตัว จึงทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกคาดไม่ถึงขนาดนั้น 


จุดที่สองเลยก็คือ ในส่วนบางส่วนในภาพยนตร์ เช่นมุขคำว่า You're Next ในภาพยนตร์ ซึ่งมีหลายๆคนถึงกับพูดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มันเกือบจะกึ่งๆ Final Destination เลยทีเดียว ซึ่งนั้นก็รวมถึงคำว่า You're Next ด้วย ซึ่งในจุดๆนี้ น่าจะเล่นได้มากกว่านี้ ใช้ได้มากกว่านี้ การที่ทั้งเรื่องคุณเห็นคำๆนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น มันช่างน่าเสียดายนัก ถ้าหากใช้ในจุดๆนี้ได้มากกว่านี้ น่าจะสร้างความสนุก และ ความซะใจให้กับคนดูได้มากกว่านี้พอตัวเลยทีเดียว
จุดที่สามซึ่งเป็นจุดที่ไม่ค่อยจะจำเป็นนักในภาพยนตร์แนวนี้ แต่ก็คงจะต้องพูดถึงอยู่ดี นั้นก็คือ ความสมเหตุสมผล ซึ่งมีบางจุดในภาพยนตร์ที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก 



You're Next เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ สั่นประสาท ที่สนุก ตื่นเต้น ซะใจ บทที่น่าสนใจแปลกใหม่ และน่าติดตามสุดๆ ตัวละครเอกที่ซะใจคนดูเป็นที่สุด การกำกับที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะมีบางจุดที่น่าจะไปได้มากกว่านี้ รวมไปถึงโดยรวมที่ยังไม่ถึงขนาดที่คุณจะจำมันไปตลอดกาลก็ตาม You're Next ก็เป็นภาพยนตร์ที่พูดได้เลยอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ถ้าหากคุณเป็นแฟนภาพยนตร์สยองขวัญล่ะก็ ห้ามพลาดเด็ดขาด !



Favorite Quote from " You're Next "

" YOU'RE NEXT " - ?


+ จุดที่ทำได้ดี :
+ บทที่ช่างน่าสนใจ น่าติดตาม แปลกใหม่
+ การกำกับที่ยอดเยี่ยม
+ นักแสดงนำที่แสดงได้อย่างดี และ ซะใจคนดูเป็นที่สุด
+ สนุก ตื่นเต้น ซะใจ
+ ช่วงท้ายของภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะสุดยอด
+ เล่นกับความคาดหวังของคนดูได้อย่างดีเยี่ยม


- จุดที่ไปไม่รอด :
- บางจุดในภาพยนตร์ที่ไม่สมเหตุสมผล
- มุขบางมุขในภาพยนตร์ที่น่าจะใช้งานได้มากกว่านี้ เช่น คำว่า "You're Next"
- โดยรวมยังไม่แหวกและแปลกมากพอที่จะโดดเด่น ในภาพยนตร์แนวเดียวกันเท่าไรนัก



Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ] 

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

The Conjuring ( 2013 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
ภาพยนตร์แนวผีที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คนรักภาพยนตร์แนวสยองขวัญมองหาอย่างแท้จริง


Movie Name : The Conjuring ( 2013 ) , Horror / Thriller , Warner Bros. 
Director : James Wan ( Saw , Insidious )
Stars : Patrick Wilson ( Watchmen , Insidious ) , Vera Farmiga ( Up In The Air , Source Code ) , Lili Taylor ( Ransom )
Rating : R





REVIEW


                                                                              ถ้าพูดถึงภาพยนตร์แนวสยองขวัญ สั่นประสาท หรือ เรียกง่ายๆว่าหนังผีนั้น ต้องขอบอกเลยว่าหนังผี 99% สมัยนี้นั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์จากประเทศใดๆก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพยนตร์ที่เน้นแต่ฉากตกใจ และ หลายๆครั้งที่แทบจะไม่ทำให้เรากลัวอย่างแท้จริงเลย เรามักจะแค่ตกใจเฉยๆ นอกจากนั้นหลายๆเรื่องก็ copy มุขกันมาจนคนดูเดาออกอย่างง่ายดายไปแล้ว เช่น มุขประตูปิดเสียงดังบ้าง ผีกรื้ดบ้าง โดยเฉพาะการใช้ Sound ถล่มเข้าหาคนดูอย่างรวดเร็วดังๆเพื่อทำให้คุณตกใจ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ห่วยแตกมาก เพราะ มันทำให้คุณแค่ตกใจเท่านั้น และ สำหรับบางคนมันเป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า "Cheap Shot" อย่างน้อยสำหรับตัวผมแล้วนั้น ภาพยนตร์สยองขวัญควรจะทำให้คุณ "กลัว" ไม่ใช่ ตกใจด้วยมุขอะไรที่ไร้สาระ ดูถูกสติปัญญาคนดู ไม่นับถึงภาพยนตร์ผีหลายๆเรื่องที่ตัวละครมักจะทำอะไรสิ้นคิดเพื่อที่จะหาทางให้หนังมันเดินต่อไปได้อย่างน่าอนาจ หรือ ภาพยนตร์บางเรื่องที่หลอกคนดูได้อย่างหน้าไม่อาย รวมไปถึงบางเรื่องที่ทั้งเรื่องเราไม่ได้เห็นผีด้วยซ้ำไป หรือ บางเรื่องไม่มีผีเลยทั้งเรื่องยังมี !! ซึ่งเป็นอีกหลายเหตุผลที่ทำไมภาพยนตร์แนวสยองขวัญ สั่นประสาท หรือ หนังผี ส่วนใหญ่มักจะห่วยแตก และ แทบจะนับเรื่องได้เลยสำหรับภาพยนตร์แนวนี้ ที่ดีจริงๆ ซึ่งขอบอกเลยว่า The Conjuring เป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน



สำหรับผู้กำกับของ The Conjuring นั้นเขาคือ James Wan แฟนๆภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จักเขา เพราะ เขาคือผู้กำกับภาพยนตร์สุดดังอย่าง Saw หรือ ภาพยนตร์สยองขวัญที่ทำเอาหลายๆคนกลัวแทบฉี่ราดไปแล้วอย่าง Insidious จึงพูดได้เลยว่า เขาคือเจ้าพ่อแห่งหนังสยองขวัญอีกคนแบบไม่ต้องสงสัยเลย 



The Conjuring นั้นเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ สั่นประสาท ที่ช่างแสนฉลาด ต้องขอเริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์สยองขวัญ นั้นก็คือฉากสยองขวัญต่างๆในภาพยนตร์ The Conjuring เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่ไม่เคยเลยที่จะดูถูกสติปัญญาคนดูด้วยมุขตกใจปัญญานิ่ม หรือ การถล่มเสียงอย่างดังๆเพื่อทำให้คุณตกใจแบบไร้สมอง หรือแม้กระทั่งตัวละครที่ทำอะไรสิ้นคิดเพื่อที่จะทำให้แค่หนังมันเดินต่อไปได้ แต่ฉากสยองขวัญในเรื่อง The Conjuring นั้น มันทำให้คุณ "กลัว" อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตกใจ แต่เป็น "กลัว" และ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดเลยก็คือ ความฉลาดในฉากต่างๆ ที่ต้องยกเครดิตให้ผู้กำกับ James Wan จริงๆ เขารู้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรให้คนกลัว มีหลายๆฉากที่มุมกล้องนั้นใช้อย่างแสนฉลาด จนทำให้คุณกลัวไปทุกสิ่งทุกอย่างๆในเฟรมนั้น หลายๆครั้งที่คุณรู้สึกอยากที่จะหลบหน้าหนีเพราะความน่ากลัวของมัน  การวาง Set หรือ วางมุมกล้องที่แสนฉลาด เช่น เตียงตรงนี้ จะเห็นมุมกล้องอย่างนี้ และมันทำให้คุณกลัวมากๆไม่ว่าจะในฉากใดๆก็ตาม นอกจากนั้นยังมีหลายๆครั้งที่ตัวภาพยนตร์เล่นกับคนดู โดยเฉพาะคนที่ดูภาพยนตร์แนวนี้มาเยอะ คุณมักจะเดาเสมอๆในทุกๆฉากว่าผีจะโผล่มาตรงไหน ผู้กำกับ James Wan นั้นเล่นกับจุดนี้ได้เป็นอย่างดีในภาพยนตร์ทั้งเรื่อง และ หลายๆมุขในภาพยนตร์ที่คุณอาจจะไม่เคยเห็นเลยมาก่อนเลยก็เป็นได้ในภาพยนตร์แนวนี้เรื่องอื่นๆเพราะมีบางสิ่งบางอย่างในภาพยนตร์ผีส่วนใหญ่กลัวที่จะใช้มาก แต่ใน The Conjuring เขาไม่กลัวเลยที่จะใช้มัน



บทใน The Conjuring ก็ช่างน่าสนใจ น่าติดตาม รวมไปถึงตัวละครเหล่านี้ที่มีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือ คุณเชื่อว่าตัวละครเหล่านี้นั้นเป็นคนจริงๆ และ พวกเขาไม่เคยเลยที่จะทำอะไรไร้สติปัญญาแบบในภาพยนตร์แนวนี้ในหลายๆเรื่องที่ตัวละครมักจะทำอะไรที่ช่างน่าสงสัยว่าทำไปทำไม อย่างเช่น เดินเข้าหาสถานการณ์ที่เลวร้าย เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่เลย กลับกัน ตัวละครใน The Conjuring นั้นกลับดูฉลาดและสมจริงเสียอีก 


การแสดงของนักแสดงทุกๆคนในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แสดงได้อย่างดีจริงๆ ในทุกๆฉาก อย่างเช่น Patrick Wilson Vera Farmiga โดยเฉพาะ Lili Taylor ที่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆในทุกๆฉาก 


นอกจากนั้นที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้ นั้นก็คือ การกำกับของผู้กำกับ James Wan ที่ช่างสุดยอดจริงๆ เขารู้จริงๆว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้มันน่ากลัว จะทำให้ยังไงให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครเหล่านี้ ลุ้นระทึกไปกับตัวละครเหล่านี้ และ ผมหมายถึงน่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่ตกใจ รวมไปถึงการที่ไม่ดูถูกสติปัญญาคนดู แบบหนังผีส่วนใหญ่ในตอนนี้ 



The Conjuring เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ สั่นประสาท ที่ควรจะเป็นแบบอย่างให้กับภาพยนตร์แนวนี้ยุคใหม่ ที่ควรจะเลิกใช้มุขตกใจแบบไร้สติปัญญา บทที่ซ้ำซากจำเจใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าสิบห้าล้านรอบ ตัวละครที่แสนจะไร้สติปัญญาที่ทำให้คุณตั้งคำถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ที่สำคัญเลยก็คือ หนังผี มันควรจะทำให้คุณ "กลัว" อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตกใจแล้วจบๆกันไป ซึ่งใน The Conjuring นั้นทุกๆอย่างช่างทำได้ดีเหลือเกิน เป็นภาพยนตร์ที่ช่างแสนน่ากลัวในทุกๆฉาก มุมกล้องที่แสนฉลาด มุขสยองต่างๆในภาพยนตร์ที่ช่างแสนฉลาดไม่ดูถูกสติปัญญาคนดู  ตัวละครที่ช่างน่าสนใจน่าติดตาม และมีส่วนในภาพยนตร์ทุกๆตัวละคร 


The Best Quote from " The Conjuring "
"Want to play a game of hide and clap?" - ??


จุดที่ภาพยนตร์ทำได้ดี :
+  มุขสยองต่างๆที่ช่างน่ากลัว ฉลาด
+  เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้รู้สึก "น่ากลัว" อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตกใจแล้วก็จบๆกันไปแบบภาพยนตร์แนวเดียวกันส่วนใหญ่
+ บทและตัวละครที่ช่างน่าสนใจ น่าติดตาม ฉลาด
+ การกำกับที่ช่างสุดยอดของ James Wan 
+ การแสดงที่ดีของนักแสดงทุกๆคนในเรื่อง
+ ตัวภาพยนตร์ไม่ดูถูกสติปัญญาคนดูด้วยการ ถล่มคุณด้วยเสียงดังๆเพื่อให้คุณตกใจ หรือ ตัวละครที่ช่างไร้สติปัญญาทำอะไรที่ทำให้คุณตั้งคำถาม เพียงเพื่อที่จะทำให้ภาพยนตร์ดำเนินต่อไปได้


จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- ?


Final Score : [ A + ] & [ MUST SEE BADGE ]

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

World War Z ( 2013 ) Movie Review

World War Z 
ซอมบี้วินาศโลก รอบที่สองหมื่นสีพันแปดร้อยเก้าสิบห้าล้าน !!?




Movie Name : World War Z (2013) , Action / Zombie / Drama
Director : Marc Forster ( Quantum Of Solace ) 
Stars : Brad Pitt ( Mr. & Mrs. Smith ) , Mireille Enos ( The Killing ) 
Rating : PG-13







REVIEW



                                                                                World War Z เป็นภาพยนตร์ Zombie อีกเรื่องหนึ่งที่มีหลายๆคนตั้งตารอคอยกันพอสมควรเลยทีเดียว ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นมีต้นแบบมาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน และ ผมผู้เขียนยังไม่เคยได้อ่านหนังสือใดๆนะครับ เพราะ ฉะนั้นรีวิวนี้ จากตัวหนังล้วนๆครับผม


สิ่งแรกที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงเลยก็คือ คำวิจารณ์จากต่างประเทศที่ค่อนข้างจะแตกแยกซักหน่อย คนที่บอกว่าดีก็ดีเลย คนที่บอกว่าห่วยก็ห่วยเลยทีเดียว นอกจากนั้น World War Z (ต่อจากนี้ไปขอย่อเหลือ WWZ) ยังเป็นภาพยนตร์ Zombie ที่มีเรทแค่ PG-13 เท่านั้นเองทั้งๆที่หนัง Zombie ปกติจะเป็นเรท R ซะส่วนใหญ่



World War Z ต้องขอพูดเลยว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ผมค่อนข้างจะชอบมากเป็นอันดับต้นๆในครึ่งปี 2013 นี้ (ถึงแม้จะยังไม่เท่ากับ Star Trek : Into Darkness ก็ตาม) เริ่มด้วยจุดแข็งกันก่อน อย่างแรกที่ผมชอบมากๆเลยก็คือ การเล่าเรื่องของผู้กำกับ Marc Forster ที่เล่าได้อย่างน่าสนใจ น่าตื่นเต้น น่าติดตาม เขาไม่ได้ใช้ Action เละเทะเพื่อทำให้คุณสนุก แบบ Resident Evil ฉบับภาพยนตร์ แต่เขาใช้ สิ่งแวดล้อม ความกดดัน ได้เป็นอย่างดีในการกดดันคุณ คุณจะรู้สึกตื่นเต้น ไปพร้อมๆกับตัวละครอยู่ตลอดเวลา 


ต่อมาก็คือ การที่นำเรื่องราวของ Zombie ไปคิดใหม่ เป็นมุขใหม่ออกมา ซึ่งค่อนข้างจะน่าสนใจมากๆ ซึ่งมันเป็นจุดที่ผมค่อนข้างอยากจะชม เพราะ กล้าที่จะคิดอะไรใหม่ๆออกมา ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันนัก และน่าสนใจที่จะติดตาม ว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง


สำหรับบางท่าน เรท PG-13 อาจจะพาอารมณ์เสียได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะ คอซาดิสฮ่าๆ เพราะ ความรุนแรงของ WWZ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่พยายามให้ดูรุนแรงน้อยที่สุด สาเหตุมาจาก WWZ ธีม และ หัวใจของมัน ไม่ใช่ความรุนแรง ไม่ใช่ความสนุก และไม่เชิงการเอาตัวรอดเป็นหลัก  แต่ คือ "ครอบครัว" ต่างหาก ผมเข้าใจว่า ผกก. จึงพยายามทำให้เรทเรื่องนี้ น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (แต่ PG คงไม่ไหวมั้ง) เพื่อจะได้ให้พาคนในครอบครัวมานั่งชมได้ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะรุนแรง แบบไม่สนใจคนดูแบบ Evil Dead (แต่ผมดันชอบ Evil Dead โคตรๆเลยนะ 555+ ) ที่ได้เรท R ไปเต็มๆ และ เกือบจะได้ NC-17 ด้วยซ้ำไป


มีหลายๆฉากที่คุณรู้สึกร่วมไปกับตัวละครอย่างมาก ซึ่งสาเหตุนึงก็มาจากตัวนักแสดงนำอย่าง Brad  Pitt เองที่แสดงได้ค่อนข้างจะดีมาก ทุกครั้งคุณจะคอยเอาใจช่วย ตัวละครนี้อยู่เสมอๆ และ คุณรู้สึกแทบจะทนดูไม่ได้ถ้าหากตัวละครนี้จะเป็นอะไรไป ซึ่งต้องขอชม Brad Pitt ที่สามารถพาคนดูไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขาเลยทีเดียว

ตอนที่ผมดูตัวอย่าง WWZ ผมค่อนข้างจะกังวลอยู่บ้าง เพราะ ตัวอย่างมันดันสปอยฉากต่อไปในหนังอย่างหน้าตาเฉย ผมก็เลยกังวลว่า แล้วอย่างนี้ ฉากก่อนหน้านั้น จะทำให้มันจืดไปเลยไหม เพราะ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป แต่ไม่เลย ไม่แน่ใจว่าเขาจงใจใส่ลงไปหรืออย่างไร แต่ฉากก่อนหน้านั้น ต่อให้คุณรู้มาก่อนจากการดูตัวอย่าง ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ มันยังคง ตื่นเต้น สนุก และ ลุ้นระทึกในทุกๆวินาที



ด้วย บทที่น่าสนใจ และ การเล่าเรื่องที่สนุก ตื่นเต้น จะมีอะไรดีไปกว่านี้ ? แต่... ช่างน่าเสียดาย ที่ตัวหนังนั้นกลับเหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่างไป ระหว่างทางไปบ้าง

ข้อแรกสุดเลยก็คือ ตัวละครรองทั้งหลาย นอกจาก Brad Pitt แล้ว ตัวละครอื่นๆแทบจะไม่มีบทบาทในเรื่องเลย แถม 90% ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ ใช้แล้วทิ้งซะงั้น ทำให้เป็นการเปลืองทรัพยากรโลก เอ้ย ไม่ใช่ ทรัพยากรบท อยู่มาก ตัวละครรองที่สำคัญขึ้นมาหน่อย 3-4 ตัวละคร ก็กลับถูกลืมไปตรงกลางเรื่องซะอย่างงั้น ทำให้ทั้งเรื่อง นอกจากตัวเอกแล้ว ตัวละครที่เหลือนั้น ไม่น่าสนใจ และ ไม่น่าติดตามซักเท่าไรนัก เพราะ พวกเขาโผล่มาแวบเดียวเท่านั้นเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งน่าเสียดายในส่วนนี้


จุดต่อมาเลยก็คือ บท ที่น่าสนใจ น่าติดตามก็จริง โดยเฉพาะ เรื่องราวของ Zombie แบบใหม่ แต่ตัวหนังกลับอธิบายแบบครึ่งๆกลางๆ ไม่แน่ใจว่าทาง ผกก. จงใจเพื่อจะแกล้งทำเป็นภาคต่อหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ในภาคนี้ การอธิบาย Zombie แบบใหม่ ยังคงครึ่งๆกลางๆ และ ยังคง พางงอยู่ในหลายๆจุด รวมไปถึง ไม่สมเหตุสมผลในหลายๆจุดอีกด้วย


จุดต่อมาอีกก็คือ ความ โอเวอร์ของหนัง ที่ค่อนข้างจะมากไปหน่อย โดยเฉพาะพระเอก ถึงแม้จะไม่กลายเป็นเทพเจ้าแบบ Alice ใน Resident Evil ฉบับภาพยนตร์ แต่ในหลายๆฉากกลับดูเวอร์เกินจริงไปหน่อย แต่ก็เพียงนิดเดียวเท่านั้นครับ ส่วนใหญ่ในหนังจะค่อนข้าง โอเคอยู่



World War Z เป็นภาพยนตร์ Zombie ที่ถ้าหากมีภาคต่อจริง คงจะน่าติดตามมากๆอีกเรื่องหนึ่งเป็นแน่แท้ ด้วยความกล้าที่จะนำ Zombie มาตีความใหม่ เล่าแบบใหม่ การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ สนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม ฉลาด รวมไปถึง ธีม ครอบครัว ที่ถึงแม้จะลดความโหดลงไป แต่ก็ไม่เสียความเป็น หนัง Zombie Survival แต่อย่างใด ถึงแม้ตัวหนังจะยังขาดอะไรหลายๆอย่างไป เช่น ตัวละครรองที่ถูกใช้แบบ ใช้แล้วทิ้ง บทที่ยังครึ่งๆกลางๆ และ ความเวอร์ของหนังที่มากไปหน่อยในบางจุด แต่ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า World War Z เป็นภาพยนตร์ที่ สนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม เป็นที่สุด เป็นภาพยนตร์อีกเรื่อง ที่คุณไม่ควรพลาดในช่วงนี้ ต่อจาก Man Of Steel เลยทีเดียว


The Best Quote from " World War Z "

“Most people don't believe something can happen until it already has. That's not stupidity or weakness, that's just human nature.” 



+ จุดที่ภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ ความกล้าที่จะแหวกแนว Zombie ตีความใหม่
+ การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตาม สนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก ฉลาด
+ Brad Pitt เล่นได้อย่างดีในตัวละครของเขา
+ Theme " ครอบครัว "
+ คุณจะรู้สึกร่วมไปกับตัวละครหลัก ในหลายๆฉาก


- จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- บทที่ครึ่งๆกลางๆ อธิบายไม่หมด
- ตัวละครรองทั้งหลายนั้นเป็นแบบ ใช้แล้วทิ้ง โผล่มาแปปเดียวเท่านั้น ส่วน ตัวละครรองใหญ่บางตัว ก็ถูกลดความสำคัญลงไปในกลางเรื่อง
- ความโอเวอร์ของภาพยนตร์ที่มากไปหน่อย ในบางฉาก



Final Score : [ B+ ] & [ Must See Badge ]