แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Animation แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Animation แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

The Peanuts Movie ( 2015 ) Movie Review



The Peanuts Movie ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"เพลิดเพลินไปกับสนูปี้"

   ช่วงเวลานี้ไม่ว่าผลงานที่โด่งดังในรูปแบบใดต่างก็ถูกนำเอามาทำเป็นภาพยนตร์เสียกันหมด ตั้งแต่หนังสือนวนิยาย นิทาน ยันไปถึงการ์ตูนชื่อดังต่างๆนาๆ ซึ่งเชื่อเลยว่าหลายๆคนก็น่าจะเคยได้ยินหรือกระทั่งเคยเห็นตัวการ์ตูนอย่างเจ้าสนูปี้และเด็กชายชาร์ลี บราวน์ กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

ถึงแม้ว่าหลายส่วนของ The Peanuts Movie จะค่อนข้างเดิมๆและคาดเดาได้ง่าย แต่เป็นที่น่าชื่นชมว่านั้นก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิงน้อยลงเลย ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ

สิ่งแรกที่ต้องยอมแพ้ให้จริงๆก็คือเจ้าตัวละครอย่างสนูปี้ ที่ช่างเป็นตัวละครที่โดดเด่น แสบ แต่ก็น่ารัก น่าติดตามมากเสียจริงๆเลย ไม่ว่าเขาจะรับบทเป็นตัวประกอบในเรื่องราวของชาร์ลี หรือตัวเอกสุดเท่ห์ในเรื่องของเขาเอง นี้ก็เป็นตัวละครที่โดดเด่น น่าจดจำมากที่สุดในภาพยนตร์เสมอ ดูเหมือนว่าตัวละครนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มมาให้กับผู้ชมได้เสมอๆ



แต่แน่นอนว่าตัวละครอย่างสนูปี้ก็คงไม่สามารถจะโลดแล่นและผจญภัยได้อย่างเต็มที่ ถ้าหากขาดการกำกับอันน่าทึ่งของผู้กำกับ สตีฟ มาร์ติโน่ ไป

ซึ่งนอกจากเขาจะดึงจุดเด่นของ The Peanuts จากฉบับการ์ตูนมาสู่ภาพยนตร์ได้แล้ว การเล่าเรื่องของเขาก็ลื่นไหล สนุก น่าติดตาม ใช้เรื่องราวคู่ขนานมาส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างชาญฉลาด ถึงแม้จะต้องยอมรับว่าเรื่องราวการผจญภัยของสนูปี้ สนุก อลังการและน่าจดจำมากกว่าก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าถ้าหากนี้กลายเป็นภาพยนตร์ของสนูปี้เพียงตัวคนเดียว ก็คงไม่น่าประทับใจเท่านี้

จะว่าไปแล้วอีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คงจะหนีไม่พ้นการเปรียบเทียบความรักของมนุษย์กับสงครามที่ต้องฝ่าฟันอย่างยากลำบาก แน่นอนว่าการพูดถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจนนำไปสู่การสอดแทรกความภูมิใจในการได้เป็นอเมริกันก็เป็นอะไรที่น่าครุ่นคิดมิใช่น้อย



สุดท้ายแล้ว The Peanuts Movie ก็เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ไม่ว่าใครๆก็สามารถจะสนุกไปด้วยได้ไม่ยาก ด้วยการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของ สตีฟ มาร์ติโน่ และเจ้าสนูปี้สุดแสบที่เชื่อว่าไม่ว่าใครๆก็ต้องหัวเราะและหลงรักมันไปตามๆกัน

Final Score : [ 7 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

The Boy and the Beast ( 2015 ) Movie Review

The Boy and the Beast ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"สายสัมพันธ์ไร้ข้อจำกัด"


ท่ามกลางภาพยนตร์มากมายในช่วงนี้ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก The Boy and the Beast หรือในชื่อญี่ปุ่นว่า Bakemono no ko คือสุดยอดผลงานล้ำค่าส่งท้ายปี 2558 อย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ว่ามองอย่างผิวเผินทางด้านของเรื่องราวต่างๆจะค่อนข้างสูตรสำเร็จ แต่ตัวผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ ก็ดัดแปลงบทและผสมผสานให้เข้ากับธีมของภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม เฉกเช่นการสอดแทรกนวนิยาย The Whale หรือโมบี้ดิค ของเฮอร์มัน เมลวิลล์ ให้เข้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ซึ่งพูดถึงการดิ้นรนและเอาชนะตัวเองของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่บังเอิญอย่างน่าตลกเพราะภาพยนตร์อย่าง In the Heart of the Sea ที่เข้าฉายในต้นเดือนที่ผ่านมาก็มีเรื่องราวจากโมบี้ดิคเต็มตัว)



ในด้านการกำกับของมาโมรุ โฮโซดะ ถือได้ว่าน่าทึ่ง เนรมิตและสร้างสรรค์โลกและสังคมแห่งสัตว์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ น่าหลงใหล ชวนติดตาม และยังเชื่อมโยงตัวละครต่างๆได้เป็นอย่างดี การผจญภัยของสองตัวละครหลักคิวตะกับคุมะเท็ตสึก็เต็มไปด้วยสีสันทำให้ภาพยนตร์รู้สึกเคลื่อนที่และบันเทิงตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ The Boy and the Beast ไม่น่าจดจำเท่าที่ควร คงจะหนีไม่พ้นการตัดสินใจที่จะหันมาพูดถึงการต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับตัวร้ายในที่สุด ซึ่งน่าเสียดายที่ตัวร้ายนี้ยังถูกปูเรื่องมาได้ไม่ดีพอ เอาจริงๆก็เป็นมาจากตัวภาพยนตร์เองที่ก็มัวแต่ไปสนใจกับสองตัวละครเอก ทำให้พอตัดหันมาพูดถึงตัวร้าย ตัวละครนี้ก็กลับจืดชืด ไม่มีความน่าสนใจหรือความน่าเห็นใจเท่าที่ควรไปแล้ว ทำให้บทสรุปของเรื่องไม่กระแทกจิตใจเท่าที่ควรจะเป็น

ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้อย่างน่าทึ่งที่สุด ก็ดูจะเป็นการสอดแทรกประเด็นครอบครัว พูดถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ความรักและการยอมรับจากพวกเขาที่สำคัญจนเป็นเสมือนปัจจัยสี่


แต่ The Boy and the Beast ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการพูดถึงว่าความรักเหล่านี้ไม่ได้ถูกแบ่งแยกหรือจำเป็นจะต้องมีอะไรมากำหนด ขอเพียงแค่คนๆนั้นรักเราอย่างแท้จริง ยอมที่จะทำทุกสิ่งเพื่อเรา โดยไม่หวังสิ่งใดๆตอบแทน เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร มาจากไหน มีฐานะอย่างไร หรือกระทั่งเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม นี้เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างกลมกล่อม ลึกซึ้ง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว

Final Score: [ 7.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Inside Out ( 2015 ) Movie Review


Inside Out ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"บิ่งบอง ฮีโร่ผู้ถูกลืม"



ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นหลายต่อหลายเรื่องนั้นตราตึงอยู่ในใจเราไม่มีวันลืมจริงๆ ซึ่งเชื่อว่าหลายต่อหลายคน ก็น่าจะมีภาพยนตร์อนิเมชั่นจากค่ายอย่าง Pixar เข้าไปอยู่ในรายชื่ออย่างน้อยก็เรื่องสองเรื่องแน่นอน เช่นผลงานสุดประทับใจอย่าง Toy Story , Up , Finding Neemo และอื่นๆอีกมากมาย ที่น่าทึ่งก็คือภาพยนตร์ของ Pixar นั้นสามารถเข้าไปถึงห้วงลึกในจิตใจของเรา ทำให้เราต้องปาดน้ำตากันอย่างง่ายดาย


ซึ่ง Inside Out ก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ของค่าย Pixar ที่พยายามนำความทรงจำกลับมาให้ผู้ชมอีกครั้ง และนี้ก็เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงตอบรับจากต่างประเทศอย่างยอดเยี่ยม จนหลายต่อหลายคนคาดกันว่า นี้อาจจะเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเจ้าของรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2015 ก็ว่าได้ !!?



Inside Out นำเราไปสู่ภายในจิตใจ ไรลีย์ เด็กหญิงที่ต้องย้ายบ้านมาอยู่ที่ ซานฟรานซิสโก ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น อารมณ์ของเธอไม่ว่าจะเป็น ความสุข , ความกลัว , ความโกรธ , ความขยะแขยง หรือ ความเศร้า จึงต้องพยายามหาทางพาเธอผ่านวิกฤตนี้ไปให้จงได้



เป็นอีกครั้งหนึ่งของผลงานจากค่าย Pixar  ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่ง น่าตื่นตาตื่นใจ โดดเด่นด้วยการพยายามอธิบายอารมณ์ของมนุษย์ ประสบการณ์ต่างๆในชีวิตซึ่งหล่อหลอมเราออกมาเป็นตัวเรา ผ่านตัวละครอนิเมชั่นอันสนุกสนาน และการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ลูกเล่น ผสมกับเรื่องราวในภาพยนตร์ เช่นการเปลี่ยนตัวละครให้เป็นสองมิติ ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว


ทางด้านเหล่าตัวละครซึ่งแทนอารมณ์ต่างๆของ ไรลีย์ ทั้ง 5 ตัว ถึงแม้ว่าจะจืดๆซ้ำซาก และน่ารำคาญไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าน่าสนใจ สะท้อนถึงสภาวะอารมณ์และประสบการณ์ของมนุษย์อย่างแท้จริง เช่น ชีวิตมนุษย์ไม่อาจขาดความทุกข์ หรือความโศรกเศร้าได้  เพราะความโศรกเศร้านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ความสุขมีคุณค่า น่าจดจำนั้นเอง



สิ่งที่ดูจะน่าแปลกใจที่สุดเลย ก็คือตัวละครที่ผู้เขียนชอบที่สุด สนใจมากที่สุด ไม่ใช่เหล่าตัวละครห้าอารมณ์ของภาพยนตร์ แต่เป็นตัวละครเพื่อนในจินตนาการวัยเด็กของไรลีย์อย่าง บิงบอง ซึ่งเป็นตัวแทนของการก้าวไปสู่การเติบใหญ่ของตัวละครเอกอย่าง ไรลีย์ ได้เป็นอย่างดี สะท้อนถึงการทิ้งความเป็นเด็กเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้อย่างเจ็บปวด น่าเศร้า แต่ช่างงดงาม ซึ่งด้วยสัญญะทางภาพยนตร์อันยอดเยี่ยม และเรื่องราวอันน่าสนใจของตัวละครนี้เองทำให้ บิงบอง กลายเป็นตัวละครที่น่าจดจำที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว


ถึงกระนั้นก็ตาม ทัศนะคติบางด้านของตัวภาพยนตร์ก็อาจจะดูสวยงามและ play safe อยู่บ้าง เช่นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวของตัวละครเอกที่ถูกปูมาในต้นเรื่อง ก็กลับถูกคลี่คลายได้อย่างง่าย คาดเดาง่ายแสนง่าย ปราศจากความน่าจดจำ นอกจากนั้นแล้วตัวภาพยนตร์ก็มีโอกาสหลายต่อหลายครั้งในการที่จะก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่  แต่ก็กลับหันหลังกลับเสียก่อน ซึ่งในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  แต่ในอีกด้านก็คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นจากค่ายอย่าง Pixar / Disney  ที่ต้องคำนึงถึงตลาดกระแสหลักอยู่มาก



สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่า Inside Out  อาจจะยังคงมีจุดซ้ำซากเดาง่าย และยังไม่กล้าที่จะออกจากกรอบที่คุ้นเคยของตนเองซักเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็คือความคิดสร้างสรรค์ในการพยายามถ่ายทอดสิ่งต่างๆออกมาได้อย่างน่าสนใจ ความบันเทิงในระดับสนุกได้ทุกเพศทุกวัย และตัวละครที่น่าจดจำอย่าง บิงบอง ก็ทำให้ Inside Out กลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่น่าจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี 2015 นี้

Final Score: [ 7.5 / 10 ]

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Minions ( 2015 ) Movie Review


Minions (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz


"ลูกสมุนวันยันค่ำ"


     ถ้าหากเมื่อใดก็ตาม ที่คุณเกิดสงสัยขึ้นมาว่าเดินเข้าโรงผิด หรือใส่แผ่นผิดเรื่องรึเปล่า สิ่งที่จะทำให้คุณทราบได้ทันทีว่าภาพยนตร์ที่คุณชมอยู่คือ Minions ก็คงจะหนีไม่พ้นฉากเปิดตัวโลโก้ค่าย Universal ซึ่งแทนที่เพลงเปิดปกติ ด้วยการร้องเพลงสุดฮาของเหล่ามินเนี่ยน ที่เชื่อว่าแฟนๆเจ้าเหล่าตัวเหลืองคนไหนได้ชมก็คงจะลืมเสียงร้องเพลงนี้ไม่ลง


Minions แน่นอนว่าก็เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เจ้าเหล่ามินเนี่ยน ลูกสมุนตัวเหลืองที่พาเราย้อนกลับไปสู่อดีตที่พวกเขาได้พบเจอกับจอมวายร้าย สการ์เล็ต จนเรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย



ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าเหตุผลหลักๆในการมีตัวตนของภาพยนตร์มินเนี่ยนที่แยกออกมาจาก Despicable Me เดี่ยวๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง เงิน เงิน และเงิน จากกระแสความนิยมของเจ้าเหล่ามินเนี่ยนที่พุ่งสูงทะลุเพดาน ชนิดที่มีของเล่นมากมายหลายชนิด ยันเครื่องเล่นในสวนสนุกเป็นของตัวเอง


ซึ่งจะว่าไปแล้ว นั้นก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้ Minions กลายเป็นภาพยนตร์ที่ขาดความน่าจดจำ ความแปลกใหม่ หรือแนวทางที่ชัดเจนก็เป็นได้



จากบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะซ้ำซาก สูตรสำเร็จเดิมๆ ที่ไม่มีความน่าสนใจหรือความสดใหม่แต่อย่างใด กระทั่งตัวละครหลักตัวใหม่อย่างสการ์เล็ตก็จืดชืด ไม่น่าจดจำแม้แต่น้อย เป็นตัวร้ายที่แบนราบ ถึงแม้ว่าภาพยนตร์พยายามจะยัดเยียดพื้นหลังมาปกปิดจุดอ่อนของตัวละครก็ตาม



ที่น่าเศร้ากว่านั้นก็คือภายใต้บทภาพยนตร์อันสุดแสนจะธรรมดานี้นั้น ปราศจากเนื้อหนัง หรือการสอดแทรกประเด็นที่น่าสนใจใดๆเลย แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องก่อนอย่าง Despicable Me ทั้งสองภาคที่แล้ว หรือกระทั่งภาพยนตร์อนิเมชั่นหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Toy Story , The Incredibles หรือ Big Hero 6 ที่สอดแทรกหรือสะท้อนเรื่องราวความเป็นมนุษย์(และของเล่น) นำสูตรสำเร็จของภาพยนตร์อนิเมชั่นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างชาญฉลาด จนแม้แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถสัมผัสและเข้าถึงได้ไม่ต่างจากเด็กๆ ซึ่งดูจะเป็นจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญที่ Minions ขาดหายไป



ถึงกระนั้นก็ตาม ความน่ารัก น่ากอด น่าหยิกของเจ้าเหล่าสมุนมินเนี่ยนตัวเหลืองเหล่านี้ ก็เป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความที่เราเป็นแฟนสมุนเหล่านี้มาตั้งแต่ Despicable Me ภาคแรก ทำให้สุดท้ายแล้ว Minions กลายเป็นภาพยนตร์ที่สนุก บันเทิงและพอที่จะให้อภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่ามันจะไม่น่าจดจำเท่าที่ควรก็ตาม


Final Score : 6 / 10

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Penguins of Madagascar ( 2014 ) Movie Review

Penguins of Madagascar ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz 



"เฉิดฉายด้วยเจ้าแก๊งเพนกวินสุดแสบ ดับวูบด้วยตัวประกอบอันแสนจืดชืด"


 ดูเหมือนว่าช่วงนี้ จะเป็นช่วงขาขึ้นของเจ้าเหล่าตัวละครประกอบทั้งหลายในภาพยนตร์อนิเมชั่นอย่างแท้จริงเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ มิเนียน เจ้าคนรับใช้ตัวเหลือง จากภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me ( 2010 ) ซึ่งได้รับความนิยมมากถึงขนาดที่แยกไปสร้างภาพยนตร์ของตัวเองที่จะฉายในปีนี้อย่าง Minions ( 2015 )


ในขณะเดียวกันตัวประกอบอย่างเจ้าแก๊งเพนกวินสุดแสบในภาพยนตร์เรื่อง Madagascar ( 2005 ) ก็เช่นเดียวกัน แต่จริงๆแล้วพวกเขาไม่ได้มีแค่ภาพยนตร์เป็นของตนเอง แต่เจ้าแก๊งเพนกวินสุดแสบนี้ได้รับความนิยมมากขนาดที่แยกไปทำเป็นทีวีซีรียส์ของตนเองเลยทีเดียว จนมาถึงตอนนี้ก็ได้โอกาสเฉิดฉายด้วยภาพยนตร์ของตนเองอย่างเต็มที่นั้นเอง


Penguins of Madagascar ว่าด้วยเรื่องราวของแก๊งเพนกวินจอมแสบ สกิปเปอร์ , โควาลสกี้ , ริโค และ ไพรเวท ที่ต้องร่วมมือกับแก๊งสายลับฝีมือดี นอรธ์วินเพื่อหยุดแผนการอันชั่วร้ายของ ด็อกเตอร์อ๊อกทาเวียสให้ได้ 




จากที่อ่านเนื้อเรื่องของ Penguins of Madagascar หลายคนก็คงจะเห็นชัดเจนพอสมควร ว่าโดยรวมแล้ว บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังคงไม่สามารถที่จะนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆได้ซักเท่าไรนัก แต่ที่น่าพูดถึงจริงๆแล้ว ก็คือการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า ที่ยังค่อนข้างจะซ้ำซาก เดาง่าย มีการกำหนดจุดประสงค์ในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน และนำเสนอโลกของ Penguins ในแบบที่ไม่น่าสนใจมากนัก 
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะภาพยนตร์อนิเมชั่นช่วงหลังๆค่อนข้างจะมีการนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่านี้ อย่างเช่นการผจญภัยในโลกเลโก้ของ The Lego Movie หรือ โลกของวิดีโอเกมอย่าง Wreck-It-Ralph  แม้กระทั่งโลกของ Big Hero 6 ก็นำเสนอโลกของการผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ จึงทำให้ในด้านนี้ Penguins of Madagascar เสียเปรียบไปอยู่มาก


ถึงกระนั้นก็ตาม อีกสิ่งที่สำคัญมากในภาพยนตร์ ก็คือตัวละครทั้งหลาย ซึ่งใน Penguins of Madagascar พวกเหล่าเพนกวินจอมแสบก็ยังคงสามารถสร้างความบันเทิงด้วยบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์และมุขตลกที่ขบขันได้อยู่ตลอดเวลาเช่นเคย โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ตัวละครและจุดขัดแย้งของพวกเขาก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากทีเดียว ซึ่งช่วยฉุดตัวการดำเนินเรื่องและบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะเดิมๆให้สนุกน่าตื่นเต้นขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะแฟนๆที่ชอบเจ้าพวกเพนกวินมาตั้งแต่ภาพยนตร์ Madagascar ( 2005 ) อยู่แล้ว น่าจะยิ่งสนุกและน่าจะถูกใจมากยิ่งขึ้นไปอีก




ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็ไม่อาจที่จะพูดชมตัวละครร้ายอย่างด็อกเตอร์ อ๊อกทาเวียส ในแบบเดียวกับเจ้าเหล่าเพนกวินได้เลย ถึงแม้ว่าอาจจะดูไม่ยุติธรรมนักที่นำตัวละครที่ไปปรากฏตัวมาแล้วหลากหลายที่ มาเปรียบเทียบกับตัวละครที่ปรากฏตัวเป็นครั้งแรก แต่การเปรียบเทียบนี้ก็เป็นอะไรที่ไม่อาจจะหนีพ้น เนื่องจากทั้งสองฝั่งจะต้องมาปะทะกันในความสัมพันธ์แบบตัวละครเอกกับตัวละครร้ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งดูเหมือนตัวละครร้ายจะเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด


ด้วยเหตุผลและเบื้องหลังการกระทำของด็อกเตอร์ อ๊อกทาเวียสนี้ ช่างเป็นเหตุผลที่ซ้ำซากเดาง่ายเหลือเกิน จนเราไม่อาจที่จะเข้าใจตัวละครนี้ได้อย่างที่เราควรจะเป็น ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากคุณได้พบเจอกับตัวละครในภาพยนตร์ ในรูปแบบที่เห็นมาก่อนแล้วในภาพยนตร์เรื่องอื่นประเภทเดียวกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครที่แสนซ้ำซากนี้


ซึ่งจุดนี้เป็นอีกจุดที่ค่อนข้างจะฉุดตัวภาพยนตร์ลงพอสมควร ภาพยนตร์ที่ดีควรจะมีตัวละครเอกที่ดี และตัวละครร้ายที่น่าจดจำด้วย การปะทะกันของทั้งสองฝั่งถึงจะน่าสนใจ แต่ในเมื่อ Penguins of Madagascar ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผลของการปะทะก็คือชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่งตัวละครเอก และเรื่องราวที่จืดชืด ไม่น่าติดตามอย่างที่ควรจะเป็น 




นี้ยังไม่รวมถึงตัวละครประกอบอย่างแก๊งสายลับนอรธ์วิน ที่ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นมากพอที่จะมาเปรียบเทียบอะไรกับเหล่าแก๊งเพนกวิน ซึ่งลดระดับของตัวละครกลุ่มนี้จากตัวละครเสริมที่ควรจะมาเป็นคู่ปรับของกลุ่มตัวละครเอก กลายเป็นแค่อีกหนึ่งกลุ่มตัวละครที่มาเพื่อส่งเสริมกลุ่มตัวละครเอกจากนั้นก็ถูกลืมหายไปกับสายลม ถึงแม้ว่าหนึ่งตัวละครในกลุ่มอย่างคลาสสิฟายด์จะได้นักแสดงอย่าง เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ มาพากษ์เสียง แต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยดึงตัวละครอันแสนซ้ำซากนี้ให้น่าสนใจขึ้นมามากซักเท่าไรนัก


ในท้ายที่สุด Penguins of Madagascar อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมซักเท่าไรนัก จากบทภาพยนตร์ที่ซ้ำซาก การดำเนินเรื่องที่พื้นๆไม่น่าสนใจ รวมถึงตัวละครร้ายและตัวละครประกอบอื่นๆที่ไม่น่าจดจำ โชคยังดีที่ตัวละครเอกเจ้าเหล่าเพนกวินก็ยังคงน่ารัก น่าติดตาม พอที่จะอุ้มภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจากความดาษดื่น ไปได้บ้าง  สุดท้ายแล้วจุดขัดแย้งของเจ้ากลุ่มเพนกวิน และเหล่าตัวละครทั้งหลาย ก็นำไปสู่สิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะบอกก็ผู้ชมซึ่งก็คือ "ไม่ว่าเราจะหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นเชื้อชาติใด หรืออายุเท่าใด สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำของเรา" นั้นเอง


Final Score : [ B ]

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

Stand by Me Doraemon ( 2014 ) Movie Review

Stand by Me Doraemon ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz




"การนำการ์ตูนสองมิติที่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลกมาปรับให้เข้ากับโลกภาพยนตร์แบบสามมิติได้อย่างยอดเยี่ยมเสมือนฝันคือสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุด"


   ถ้าหากพูดถึงการ์ตูนซักเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลกมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานและไม่ว่าเราจะเติบโตไปตามการเวลาซักเท่าไร ก็ไม่เคยที่จะลืมไปได้เลย ก็ต้องหนีไม่พ้นการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง โดราเอมอน ของ ฟูจิโอะ เอฟ ฟูจิโกะ อย่างแน่นอน 


ยิ่งโดยเฉพาะคนไทยหลายๆท่าน(รวมถึงตัวผู้เขียนเอง)ที่เรียกได้ว่าน่าจะผูกพันธ์กับการ์ตูนเรื่องนี้เป็นพิเศษจากการเติบโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ ตั้งแต่อ่านการ์ตูนแบบเล่มจนถึงดูการ์ตูนที่ฉายตามช่องทีวีช่วงเช้า นี้ยังไม่นับโดราเอมอนฉบับโรงภาพยนตร์อีกมากมายหลายเรื่องที่ก็น่าจดจำไม่แพ้กับตัวการ์ตูนต้นฉบับและปัจจุบันนี้ก็ยังมีการนำภาพยนตร์ฉบับเก่ากลับมาปรับปรุงกราฟฟิคและนำมาฉายอยู่เรื่อยๆ อย่างเรื่องล่าสุดก็คือ "โดราเอมอน เดอะมูฟวี่ โนบิตะบุกดินแดนมหัศจรรย์ เปโกะกับห้าสหายนักสำรวจ" ที่เพิ่งจะเข้าฉายในประเทศไทยไปในช่วงตุลาคมปีที่แล้วนี้เอง



สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว สิ่งที่รู้สึกน่าเป็นห่วงที่สุดในการสร้างภาพยนตร์ Stand by Me Doraemon  ก็คือการตัดสินใจในการสร้างออกมาเป็นอนิเมชั่นรูปแบบสามมิติแทนที่จะเป็นแค่สองมิติแบบโดราเอมอนฉบับโรงภาพยนตร์ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้แล้ว นี้เป็นการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าเสี่ยงพอสมควร เพราะถ้าหากสร้างออกมาไม่ดี เช่นการเคลื่อนไหวและอารมณ์ของตัวละครแปลกประหลาดไป งานนี้ก็คงจะไม่มีใครอยากจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแน่แท้



แต่พอผู้เขียนได้ชมตัวภาพยนตร์เพียงไม่กี่นาที จุดที่น่าเป็นห่วงจุดนี้ก็หายไปทันที เพราะว่านอกจาก Stand by Me Doraemon จะสร้างอนิเมชั่นโดราเอมอนแบบสามมิติได้อย่างลื่นไหลและยอดเยี่ยมเสมือนตัวละครหลุดออกมาจากโลกโดราเอมอนจริงๆแล้ว พวกเขาก็ยังนำข้อได้เปรียบของอนิเมชั่นสามมิตินั้นก็คือมุมมองอันกว้างขวางมาใช้ในฉากต่างๆในภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม นี้ยังไม่นับถึงสีสันอันสดใสและการออกแบบฉากต่างๆที่น่ามองของทีมงานจนเรียกได้ว่าผู้เขียนไม่เคยเห็นโลกการ์ตูนโดราเอมอนในแบบนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าบางฉากบางตอนอาจจะแอบใส่โฆษณาแฝงเยอะไปหน่อยก็ตาม 


ในด้านของตัวบทภาพยนตร์เองต้องพูดก่อนเลยว่าถ้าหากเป็นแฟนโดเรมอนอยู่แล้ว ก็น่าจะเคยได้ผ่านหูผ่านตาบทบางส่วนมาบ้างแล้วอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านหวังที่จะได้ชมบทอันแปลกใหม่ก็คงจะมีผิดหวังกันบ้าง แต่นั้นก็ดูจะไม่ได้ทำให้ตัวภาพยนตร์น่าติดตามน้อยลงเลย ส่วนหนึ่งก็มาจากความฉลาดในการสับเปลี่ยนเป้าหมายของตัวละครไปมา จนเสมือนเราผจญภัยไปกับสองตัวละครหลักถึงแม้ว่าเป้าหมายอาจจะเป็นที่เดิมๆแต่ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี


ในด้านของการเล่าเรื่องโดยส่วนใหญ่ผู้กำกับทั้งสองคนคือ ทาคาชิ ยามาซากิ กับ  ริวอิชิ ยากิ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีแล้ว แต่ผู้เขียนรู้สึกติดใจกับการตัดสินใจในการเล่าเรื่องบางส่วนของพวกเขาอยู่เหมือนกัน


โดยเฉพาะในช่วงที่ภาพยนตร์กำลังตัดเข้าสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ของโนบิตะกับโดเรมอนด้วยสถานการ์ต่างๆเช่นโนบิตะโดนแกล้งบ้าง โนบิตะสอบตกบ้าง ฉากเหล่านี้เหมือนแทบจะถูกกดปุ่มข้ามไปอย่างรวดเร็วด้วยการเล่าเรื่องที่เร็วพอสมควรจนแทบจะไม่ได้ซึมซับถึงความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ซักเท่าที่ควร ซึ่งก็พอที่จะเข้าใจได้ถ้าหากทั้งสองผู้กำกับตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่า Stand by Me Doraemon จะเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆการ์ตูนมาชมกัน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสองตัวละครหลักอะไรมากมาย 



แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงจำเป็นจะต้องเล่าเรื่องการพบเจอกันครั้งแรกของสองตัวละครหลักในตอนต้นเรื่องด้วย เพราะในเมื่อตั้งความคิดเอาไว้แล้วว่าผู้ที่มาชมภาพยนตร์จะเป็นแฟนๆการ์ตูนซึ่งก็คงจะรู้เนื้อเรื่องทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว และถ้าหากจะเริ่มแบบเดียวกับฉบับภาพยนตร์สองมิติที่สองตัวละครอยู่ด้วยกันมาซักพักแล้วก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรสำหรับแฟนการ์ตูน ถึงแม้ว่าจะมีการใส่ปมขัดแย้งและเหตุของเรื่องเข้ามาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยฉากๆนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังรู้สึกว่าฉากนี้ถูกใส่มาเพื่อคนที่ไม่เคยรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนเลย เพื่อเป็นการแนะนำตัวละครสองตัวนี้เสียมากกว่าเสมือนจับปลาสองมือจนทำให้สับสนว่าจะเอาตัวไหนกันแน่  ยังไม่รวมถึงช่วงคลี่คลายปมปัญหาในช่วงตอนท้ายเรื่องที่ให้ความรู้สึกเร่งรีบมากเกินไปจนทำให้ไม่รู้สึกทรงพลังเท่าที่ควรก็เป็นอีกสิ่งที่น่าเสียดายเช่นกัน



ในท้ายที่สุด Stand by Me Doraemon ก็เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเนรมิตโลกของโดราเอมอนในแบบที่ผู้เขียนไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน โดยเฉพาะการนำจุดเด่นของอนิเมชั่นสามมิติมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นโดราเอมอนที่เราคุ้นเคย ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์อาจจะขับเคลื่อนไปพบหลุมระหว่างทางอย่างเช่นการเล่าเรื่องอยู่บ้าง แต่นี้ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆการ์ตูนโดราเอมอนทุกคนหรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน

Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ]

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Big Hero 6 ( 2014 ) Movie Review

Big Hero 6 ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ด้วยการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นและความเป็นอนิเมชั่นของดิสนีย์ทำให้ Big Hero 6 เป็นมากกว่าแค่ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ดาษๆทั่วไป"


Big Hero 6 เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากค่ายดิสนีย์ ซึ่งปีที่แล้วได้สร้างชื่อเสียงกลับมาโด่งดังอีกครั้งจากผลงานอย่าง Frozen ที่พาเอาใครหลายๆคนร้องเพลง Let It Go กันไปอีกนาน แถมเร็วๆนี้ก็จะมีการปล่อยเวอร์ชั่น Sing-Along ร้องเพลงตามตัวละครกันให้สมใจในโรงภาพยนตร์อีกด้วย งานนี้ค่ายดิสนีย์หวังที่จะประทับใจผู้ชมอีกครั้งด้วยภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่เรื่องนี้ของพวกเขา


Big Hero 6 ว่าด้วยเรื่องราวของฮิโระเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งผูกพันธ์กับหุ่นยนตร์ที่มีชื่อว่าเบย์แม็กซ์ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้น จนทำให้เขาต้องรวมตัวกับเพื่อนๆและสร้างอุปกรณ์ต่างๆเพื่อกอบกู้โลกใบนี้




ต้องพูดเลยว่าในตอนแรก ส่วนตัวก็ไม่คาดคิดว่า Big Hero 6 จะเป็นภาพยนตร์แนวซุปเปอร์ฮีโร่แบบจริงๆจังๆซักเท่าไรนัก อาจจะเพราะด้วยผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Frozen ของดิสนีย์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนคิดว่าผลงานเรื่องต่อมาก็น่าจะคล้ายๆกัน 




แต่พอสำรวจจริงๆแล้วกลับพบว่า นี้เป็นภาพยนตร์ที่นำเอารูปแบบของซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกา กับ วัฒนธรรมญี่ปุ่น มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว ถึงแม้ว่ามันจะออกไปทางฝั่งอเมริกาเสียมากเนื่องจากว่าเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่การผสมผสานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดแน่นอน เพราะมันมักจะแอบซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่งในตัวภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่อยู่กันเป็นกลุ่ม สีเสื้อผ้าที่ใช้ เมืองที่ตั้งชื่อว่าซานฟรานโตเกียว จนกระทั่งตัวละครร้ายที่ใส่หน้ากากคาบูกิแถมยังมีท่าทางการต่อสู้อย่างกับหลุดมาจากนารูโตะ






ที่น่าตลกขบขันเข้าไปอีกก็คือในด้านซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกาของมันนั้น มีความเป็นมาร์เวลคอมิกซ์ค่อนข้างจะสูงมาก ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยจะน่าแปลกใจซักเท่าไรนัก เพราะมาร์เวลตอนนี้เองก็คือส่วนหนึ่งของดิสนีย์ ยิ่งโดยเฉพาะการมาของตัวละครสุดดังอย่างแสตน ลี ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นมาร์เวลในตัวภาพยนตร์เข้าไปอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว


ถึงกระนั้นก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ Big Hero 6 ดูเหมือนว่าพอนำเอารูปแบบของภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวมันก็ไม่สามารถจะหลุดพ้นไปจากวังวนแห่งความจำเจและซ้ำซากของบทภาพยนตร์ไปได้ซักเท่าไรนักเลย ถึงแม้ว่ามันจะผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ๆเข้าไป แต่สุดท้ายแล้วบทของมันก็ยังคงเล่าและพูดถึงแต่เรื่องเดิมซ้ำๆซากๆ การดำเนินเรื่องที่เดิมๆ บทสรุป เหตุและผลของเรื่องที่ยังคงไม่มีอะไรใหม่สำหรับภาพยนตร์ประเภทนี้เลย ซึ่งปัญหาชนิดนี้ดูจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของภาพยนตร์ประเภทนี้ไปเสียแล้ว 




ถือได้ว่ายังโชคดีที่ตัวมันได้ความโดดเด่นจากด้านเทคนิคภาพยนตร์อนิเมชั่นซึ่งเป็นของถนัดของดิสนีย์เข้ามาช่วยโอบอุ้มเอาไว้บ้าง เช่นการเคลื่อนไหวของตัวละครและสิ่งต่างๆที่ยังคงลื่นไหลไม่มีที่ติ การออกแบบตัวละครที่น่าสนใจ หรืออารมณ์ความอบอุ่นของครอบครัวก็ช่วยส่งเสริมทำให้ตัวภาพยนตร์มีสีสันมากกว่าที่มันควรจะเป็นอยู่พอสมควร


น่าแปลกใจไม่ใช่น้อยที่เมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้เขียนกลับพบว่าตัวเองประทับใจกับอนิเมชั่นสั้นๆเรื่อง "Feast" ที่ฉายตอนก่อนจะเข้าตัวภาพยนตร์ Big Hero 6 เสียมากกว่าตัว Big Hero 6 เองเสียอีก แต่อย่างไรก็ตาม Big Hero 6 ก็ยังเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ทำได้ไม่เลวอีกครั้งของดิสนีย์ ด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และเทคนิคทางด้านอนิเมชั่นที่ยังคงยอดเยี่ยม แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกฉุดลงมาด้วยบทภาพยนตร์อันซ้ำซากเสมือนวังวนอันไม่มีที่สิ้นสุดของภาพยนตร์ประเภทนี้

Final Score :  B + 

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Movie Review
อนิเมชั่นหนาวเหน็บเรื่องใหม่จากค่าย Disney !!




Movie Name : Frozen ( 2013 ) , Animation / Adventure / Comedy
Director : Chris Buck ( Tarzan ) , Jennifer Lee 
Stars : Kristen Bell  ( When in Rome ) , Idina Menzel ( Enchanted , Beowulf ) , Jonathan Groff ( C.O.G. ) , Josh Gad ( Jobs ) 
Rating : PG


REVIEW

                                                          ถ้าหากจะให้นึกถึงค่ายภาพยนตร์อนิเมชั่นบนโลกกลมๆใบนี้แล้วล่ะก็ ค่ายภาพยนตร์แรกๆที่คงจะผุดขึ้นมาในหัวหรืออาจจะเป็นค่ายแรกที่คิดถึงเลยก็เป็นได้ คงจะหนีไม่พ้นค่ายน้องหนู Mickey Mouse อย่าง Disney เป็นแน่แท้ ซึ่ง Disney นั้นสร้างผลงานภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อดังและคลาสสิคเอาไว้มากมาย อย่างเช่น Tarzan , Beauty and the Beast , Little Mermaid , Lion King และภาพยนตร์อนิเมชั่นสุดโปรดของผู้เขียน Mulan นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์อนิเมชั่นอื่นๆอีกมากมายที่เรียกได้ว่าสร้างชื่อเสียงมากๆให้กับ Disney จึงเป็นสาเหตุที่ว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นของค่ายนี้ มักจะมีคุณภาพเสมอๆ (เพราะถ้าหากออกมาเละเทะ คงโดนแฟนๆและนักวิจารณ์สับเละเทะเช่นกันแน่นอน) ถึงแม้ช่วงหลังๆนี้มานั้นจะขึ้นๆลงๆมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในหลายๆปีที่ผ่านมานี้เช่น Rapunzel หรือ Brave ที่พยายามที่สร้างและทำให้มันเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับ “Classic” อีกเรื่อง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ถึงแม้ทั้งสองเรื่องจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่เลยก็ตาม
ซึ่ง Frozenนั้น มีเสียงวิจารณ์บางท่านถึงกับพูดว่าดีเทียบเท่า Beauty and the Beast เลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่แฟนๆหลายคนจะตั้งตารอคอยและคาดหวังในระดับหนึ่ง



Frozen นั้นเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นครั้งใหม่ที่เรียกได้ว่า “ยกระดับ” ภาพยนตร์อนิเมชั่นของตัว Disney เองในขณะนี้ ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยบทที่สดใหม่ น่าสนใจ  Plot Twisted หรือ จุดหักมุมที่ชาญฉลาดและค่อนข้างที่จะ “Surprise” ผู้เขียนในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ใช่การ Surprise หักมุมแบบเดาไม่ออก เป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจและสดใหม่สำหรับ Frozen เลยก็คือ โครงสร้างของบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเก่า ยกตัวอย่างเช่น Rapunzel กับ Brave ซึ่งแยกแทบจะชัดเจนมากๆว่า ตัวเอกมีเพียงตัวเดียวอย่างใน Brave หรือเป็นคู่รักผจญภัยคู่เดียวอย่างใน Rapunzel และตัวร้ายที่ค่อนข้างจะชัดเจนทั้งคู่ ซึ่งใน Frozen นั้นแตกต่างจากการที่มีตัวละครหลักถึงสองตัวและเป็นสองตัวละครหลักที่เป็น “พี่น้อง”ไม่ใช่คู่รัก คู่เลิฟอีกต่อไป ซึ่งเมื่อตัวภาพยนตร์นั้นได้วาง จุดขัดแย้งหรือ Conflict ลงไปในสองตัวละครนี้แล้ว มันได้สร้าง ”มุมมองใหม่” ให้กับตัวภาพยนตร์อย่างมาก จากที่เราได้มองโลกในภาพยนตร์เพียงมุมเดียวอย่างใน Rapunzel หรือ Brave แล้ว ใน Frozen นั้นเราจะได้มองโลกในภาพยนตร์ถึงสองมุมจาก มุมมอง ความคิดต่างๆจุดขัดแย้งที่เหมือนกัน และไม่เหมือนกัน ของแต่ละตัวละครเลยทีเดียว ยังไม่รวมถึง Sub Plot หรือ บทรองที่ยังคงไม่ลืมจะใส่เรื่อง “ความรัก” หนุ่ม-สาวมาเช่นเคย ซึ่ง Plot เหล่านี้นั้นได้รับการเขียน คิดพิเคราะห์มาเป็นอย่างดีเยี่ยมจริงๆ เพราะมันช่างน่าสนใจ และ เป็นอะไรที่ Disney ก้าวขึ้นมาอีกระดับหนึ่งอย่างน่าทึ่ง


อีกสิ่งสำคัญมากๆในภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Disney ที่ถ้าขาดไป นี้คงจะไม่ใช่อนิเมชั่นของ Disney เป็นแน่แท้ นั้นก็คือ “ร้องเพลง” ซึ่งยังคงบทเพลงอันแสนไพเราะ จับใจ และยังคงประสานระหว่าง เพลง และ ภาพในฉากต่างๆได้อย่างชาญฉลาดเช่นเคย ซึ่งใน Frozen ค่อนข้างที่จะสังเกตได้ว่ามีการเล่นกับองค์ประกอบภาพมากระดับหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆในฉาก เงา แสงต่างๆ และบางครั้งมันสร้างความหมายให้กับฉากได้อย่างน่าทึ่ง และ น่าจดจำไม่ใช่น้อย ซึ่งจากการที่ภาคนี้นั้น มีโครงสร้างตัวละครหลักถึงสองตัว มันก็ยิ่งทวีคูณความน่าสนใจ และความไพเราะในฉากร้องเพลงขึ้นไปอีกเท่าตัว เนื่องจากการร้องตัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก ที่หลายๆครั้งความคิด อารมณ์ และบทร้องช่างสวนทางกันไปมาได้อย่างไพเราะ และจับใจ 


จุดสำคัญต่อมาเลยนั้นก็คือ “อารมณ์ขัน”ในภาพยนตร์ ซึ่งใน Frozen นั้นก็ได้เป็นเจ้าตุ๊กตาหิมะ Olaf (คงไม่ใช่จากเกม League of Legends หรอกนะ) ซึ่งต้องขอชมเลยว่า Disney ประสบความสำเร็จอย่างมากกับตัวละครนี้ เพราะนอกจากความน่ารัก น่าหยิก และมุขตลกสุดแสนฮาที่มีลูกเล่นที่แสนฉลาดของมันแล้ว มันยังโขมย Scene หลายๆ Scene ไปได้อย่างง่ายดาย และคงได้ขโมยหัวใจผู้ชมไปหลายๆคนแล้วเช่นกัน ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ Disney และผู้กำกับหวังเอาไว้มากที่สุดจากตัวละครนี้ สุดท้ายนี้ นั้นก็คือ CG ที่ยังคงสวยงาม อลังการ สร้างอารมณ์ร่วม เช่นเคย ถึงแม้จะไม่รู้สึกว่ามันเป็นการใช้ CG ที่เปลี่ยนแปลงมากเท่าไรเลยของ Disney ก็ตาม



ถ้าหากมีคนถามผู้เขียนว่า “เห็นด้วยไหมกับคำพูดที่กล่าวกันมาว่า Frozen เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่ของ Disney ที่  Classic เทียบเท่ากับ Beauty and the Beast” ผมคงตอบใน ณ ที่นี้เลยว่า “ไม่ครับ” เพราะอย่างน้อยก็สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ Frozen ยัง “ทำได้ไม่ดีพอ” และยังคงห่างไกลกับภาพยนตร์สุดแสนคลาสสิคครองใจคนมายาวนานอย่าง Beauty and the Beast  เช่น การเล่าเรื่องในช่วงแรกของภาพยนตร์ที่เร่งมากจนเกินไป พอที่จะเข้าใจว่า ทางผู้กำกับคงอยากที่จะให้ตัวภาพยนตร์นั้นเข้าเรื่องหลักเร็วๆมากขึ้น แต่การเล่าเรื่องในช่วงแรกที่รวดเร็วมากจนเกินไปเช่นนั้น มันทำให้ความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครกับผู้ชมลดลงพอสมควร ทั้งๆที่ในช่วงท้ายบางช่วงของภาพยนตร์ดันกลับรู้สึกช้าจนน่าเบื่อไปเสียนั้น จุดต่อมาเลยก็คือ การสับ จัดวาง เล่าเรื่อง ระหว่างบทหลัก และบทรองของภาพยนตร์ที่ยังโลเล สับสน โดยความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ควรจะเป็นแกนหลักของภาพยนตร์ แต่ในบางครั้งกลับรู้สึกว่า ความสัมพันธ์รักๆใคร่ๆของหนุ่มสาว กลับเบียดบทหลักเข้ามาแทนที่เป็นแกนหลักของภาพยนตร์เสียอย่างนั้น จากการที่ตัวภาพยนตร์ในหลายๆช่วงโฟกัสการเล่าเรื่องไปที่จุดความรักหนุ่ม-สาว มากกว่าตัวความรักของพี่น้อง ซึ่งผลของมันก็คือ มันทำให้ผู้ชมไม่รู้สึกเอาใจช่วย หรือ เข้าถึงตัวละครหลักที่ควรจะเป็นแกนกลางอย่างสองพี่น้องเท่าที่ควรจะเป็นอย่างน่าเสียดาย จุดสุดท้ายนั้นก็คือ ฉาก Climax หรือ ฉากสุดท้ายที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะมันกลับเป็นฉาก Climax ที่ทำให้รู้สึกเพียงแค่ตกใจกับจุดหักมุมของมัน มากกว่าที่จะรู้สึกประทับใจไปกับมัน ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะเป็นผลมาจากบทที่พยายามจะ”หักมุม” มากจนเกินไป จนลืมสิ่งที่ทำให้ Climax เป็น Climax ที่แท้จริง Climax หรือฉากที่เป็นจุดนำไปสู่จุดจบ/บทสรุปของภาพยนตร์นั้น ควรจะเป็นฉากที่สร้าง"ความประทับใจบางอย่าง" ให้กับผู้ชม เช่น ประทับใจในความอลังการของมัน , ประทับใจในการกระทำของตัวละครซึ่งส่งผลไปถึงจุดจบของภาพยนตร์ อื่นๆอีกมากมาย มากกว่าเป็นเพียงแค่จุดอีกจุดหนึ่งที่ทำได้แค่เพียง ตกใจ หักมุม และไม่รู้สึกประทับใจหรือจับใจอะไรเลยกับมัน ซึ่งนี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำไม Frozen ในความคิดของผู้เขียนนั้น ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สามารถก้าวไปถึงจุด Classic ได้ แต่ก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน ว่า Frozen เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องหนึ่ง



Frozen เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นของค่าย Disney ที่ในท้ายที่สุด ยังคงไม่หนาวเหน็บมากพอที่จะเกาะติดจับใจผู้ชมได้อย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน ว่านี้คือผลงานที่กล้าหาญของ Disney ในการที่จะสร้างและคิดสิ่งใหม่ที่แปลกออกไป ถึงแม้มันจะไม่สำเร็จไปทุกส่วนก็ตาม 



Final Score [ B + ] & [ Must See Badge ]