แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fantasy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fantasy แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

Cinderella ( 2015 ) Movie Review

Cinderella ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์ โดย FallsDownz


"รองเท้าแก้วปัดฝุ่น"


  ณ ตอนนี้ ดูเหมือนค่ายและสตูดิโอผู้สร้าง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นค่ายเจ้าหนู ดิสนีย์ ตั้งแต่การซื้อ Marvel , Star Wars แล้วยังจะภาพยนตร์อนิเมชั่นของตนเอง ที่ช่วงนี้ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเป็นพิเศษอย่าง Frozen ( 2013 ) และ Big Hero 6 ( 2014 ) นี้ยังไม่นับถึงการประกาศสร้างภาพยนตร์จำนวนมากแบบล่วงหน้า เสมือนไม่กลัวว่าจะเจ๊งแต่อย่างใดเลย โดยเฉพาะสตูดิโอของ Marvel ที่ประกาศกันที 5-6 เรื่องติดกัน


ซึ่งอีกหนึ่งแนวทาง ที่ทางดิสนีย์กำลังตั้งใจสร้างอยู่ในขณะนี้ ก็คือการชุบชีวิตภาพยนตร์อนิเมชั่นคลาสสิคทั้งหลาย มาทำเป็นภาพยนตร์ Live-Action เช่นปีที่แล้ว Maleficent ( 2014 ) ปีนี้ Cinderella ( 2015 ) และ Beauty and the Beast ที่ได้นักแสดงสาวขวัญใจวัยรุ่นอย่าง เอ็มม่า วัตสัน มารับบทเป็นเบลล่าในปี 2017 อีกด้วย


Cinderella ยังคงเรื่องราวแบบเดิม ที่ว่าด้วยเรื่องราวของซินเดอเรลล่า ผู้ซึ่งถูกใช้งานเยี่ยงทาสจากแม่เลี้ยง และพี่สาวใจร้ายทั้งสองของเธอ แต่อยู่มาวันหนึ่งเธอก็ได้พบกับเจ้าชายที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล




ที่น่าแปลกใจในภาพยนตร์ Live-Action ของดิสนีย์เรื่องนี้เลยก็คือ การที่คราวนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดๆของบทภาพยนตร์เลย หมายความว่าเราจำได้ว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Cinderella ในปี 1950 เป็นอย่างไร ตัวภาพยนตร์ก็เป็นแบบนั้นเปะๆ


ที่น่าแปลกก็เพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของดิสนีย์อย่าง Maleficent ถึงแม้ว่าจะมีต้นแบบมาจาก Sleeping Beauty (1959 ) ก็จริง แต่ตัวภาพยนตร์ก็เปลี่ยนมาเล่าในมุมมองของตัวละคร มาเลฟิเซนต์ แทนซึ่งทำให้เกิดมุมมองใหม่ของตัวภาพยนตร์ ในขณะที่ Cinderella ( 2015 ) กลับเล่าเหมือนเดิมเปะๆ และการทำเช่นนั้นมันก็ทำให้เกิดปัญหาอยู่เหมือนกัน


เนื่องจากมันจะทำให้ตัวภาพยนตร์จะออกมาไม่น่าติดตามหรือน่าสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะทราบถึงเรื่องราวของ Cinderella ( 1950 )ไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรในภาพยนตร์ที่จะสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสดใหม่ได้อีก 
ไม่แน่ใจว่าเพราะด้วยภาพยนตร์เรื่อง Into the Woods ( 2014 ) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งก็นำเรื่องราวของซินเดอเรลล่ามาเล่า แต่ปรับเปลี่ยนให้เหมือนต้นฉบับมากขึ้นด้วยรึเปล่า ทางดิสนีย์จึงตัดสินใจที่จะไม่ปรับเปลี่ยนอะไรในซินเดอเรลล่าฉบับนี้




ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือด้านโปรดัคชั่นดีไซน์ การสร้างฉาก อุปกรณ์ เสื้อผ้า และสิ่งของต่างๆในภาพยนตร์ ที่อลังการงานสร้างชนิดที่สาวกดิสนีย์คนไหนไปชมก็คงจะฟินไปตามๆกัน โดยเฉพาะรถฟักทองและรองเท้าแก้วของซินเดอเรลล่าที่มองทีไรก็พาขนลุกไปทุกทีเพราะมันช่างงดงามเหลือเกิน


แต่ถ้าหากจะมีสิ่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายมากที่สุดในการนำภาพยนตร์ Cinderella ( 1950 ) กลับมาสร้างใหม่ในครั้งนี้ ก็คือการเล่าถึงความสัมพันธ์ของสองตัวละคร ซินเดอเรลล่า กับ แม่เลี้ยงใจร้ายของเธอ โดยเฉพาะในด้านตัวละครแม่เลี้ยงใจร้าย ที่น่าจะมีการพูดถึงสาเหตุที่เธอเป็นเช่นนี้และทำไมเธอถึงทำกับซินเดอเรลล่าเช่นนี้ได้ แต่ตัวภาพยนตร์ยังให้เวลาในส่วนนี้น้อยเกินไป จนทำให้เรื่องราวในจุดนี้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร และได้แตะเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น 


กลายเป็นว่าอีกหนึ่งความสัมพันธ์ อย่างความสัมพันธ์พ่อ-ลูกของเจ้าชายกับพระราชา กลับน่าสนใจและสรุปออกมาได้ดีมากกว่าเสียอีก
ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากทีเดียว โดยเฉพาะถ้าหากคิดถึงนักแสดง เคต บลานเชตต์ ก็นำแสดงเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายได้แซ่บสุดๆเลยทีเดียว




สรุปแล้ว Cinderella ในฉบับปี 2015 นี้ ก็ไม่สามารถที่จะนำเสนอสิ่งใหม่อะไรได้เลยนอกจากโปรดัคชั่นดีไซน์อันตระการตา ถึงแม้ว่านั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธถึงความรู้สึกอันเฉยชา ค่อนไปทางเบื่อหน่ายเมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่งดงามพอที่จะดึงดูดความสนใจเราไปได้

แต่ในท้ายที่สุด Cinderella ( 2015 ) ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สอนข้อคิดที่น่าสนใจให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้เราพยายามมองข้ามเรื่องชนชั้นและฐานะของบุคคลไป แต่มองไปที่จิตใจของคนผู้นั้นที่อาจจะดีและสวยงามยิ่งกว่ารองเท้าแก้วไหนๆนั้นเอง


Final Score : [ B - , 6.75 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Into the Woods ( 2015 ) Movie Review

Into the Woods ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงที่สนุก น่าติดตามและมีเนื้อหาแฝงที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกทำลายด้วย 15 นาทีสุดท้ายและการตัดเนื้อหาอันรุนแรงซึ่งควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป"

    Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากละครเวทีบรอดเวย์ในชื่อเดียวกันของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม ซึ่งเคยมีผลงานภาพยนตร์เพลงมาก่อนใน Sweeney Todd ปี 2007

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของคนทำขนมปังซึ่งถูกคำสาปให้ไม่สามารถจะมีลูกได้ เขาและภรรยาของเขาจึงต้องออกตามหาของวิเศษในป่าเพื่อนำมาให้แม่มดแก้คำสาปนี้ให้จงได้



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถือเป็นโชคดี หรือ โชคร้ายกันแน่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตัวผู้กำกับซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง ร็อบ มาร์แชล มาทำหน้าที่กำกับ เพราะถึงแม้ว่าเขาค่อนข้างจะเหมาะสมกับหน้าที่เนื่องจาก Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงและมีต้นแบบมาจากละครเวทีเหมือนๆกับ Chicago ที่เขาเคยกำกับในปี 2002  แต่อาจจะเป็นเพราะผลงานเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งไม่ค่อยจะน่าจดจำซักเท่าไรนักที่ทำให้น่าเป็นห่วง เช่น Nine ปี 2009 หรือ Pirates of the Caribbean ภาคล่าสุดในปี 2011 จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่ในสภาวะคาบลูกคาบดอกอยู่พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าสนใจเสียจริงเลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือบทภาพยนตร์ที่นำนิทานโด่งดังซึ่งเรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น ราพันเซล , หนูน้อยหมวกแดง , แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ หรือ ซินเดอเรลล่า มาผสมรวมกันเป็นเรื่องเดียว ซึ่งนิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่มีจุดประสงค์เล่าให้เด็กฟังเพื่อมุ่งเป้าหมายให้เด็กๆทราบว่าโลกภายนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหน และโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่พอตัวภาพยนตร์นำเรื่องราวนี้มาต่อกันด้วยการใส่เรื่องราวของสามีและภรรยาคนทำขนมเข้ามาก็ทำให้นิทานที่เราทั้งหลายคงจะเคยฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มีความแปลกใหม่และน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ยิ่งผนวกกับโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ซึ่งค่อนข้างจะอลังการงานสร้างตั้งแต่ฉากยันเสื้อผ้าต่างๆซึ่งสวยงามโดดเด่นก็ยิ่งทำให้ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอยู่ตลอดเวลา



ในด้านการกำกับของผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชลล์ ก็ถือว่าสอบผ่าน ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม การกำกับวิธีการเคลื่อนไหวของตัวละครเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่ตัวภาพยนตร์ตั้งไว้ที่ชาญฉลาด แต่ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยก็คือ สัญญะในภาพยนตร์ซึ่งถูกให้ความสำคัญน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากผลงานเก่าของเขาอย่าง Chicago ที่ค่อนข้างจะมีสัญญะที่น่าสนใจเยอะ และอีกสิ่งก็คือการตัดต่อในฉากร้องเพลงทั้งหลายที่ผู้เขียนรู้สึกว่าถ้าหากพึ่งการตัดต่อน้อยลง และหันมาพึ่งการถ่ายยาวหรือ Long Take ใช้การเคลื่อนไหวของกล้องเป็นหลักน่าจะทำให้ฉากร้องเพลงดูน่าสนใจและน่าสนุกมากกว่านี้ เพราะนอกจากการถ่ายทำแบบนี้จะทำให้ฉากๆนั้นดูต่อเนื่องกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ตัวภาพยนตร์ใช้เอกลักษณ์ที่สามารถทำได้ในเฉพาะฉบับภาพยนตร์เท่านั้นอีกด้วย

ถ้าหากพูดถึงในด้านของนักแสดงทั้งหลายพวกเขาและพวกเธอก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่ว่าจะทางด้านการแสดงหรือทางด้านการร้องเพลงซึ่งแสดงให้เห็นว่านักแสดงเหล่านี้ร้องเพลงได้จริงๆ แต่มีนักแสดงสองท่านที่เรียกได้ว่าโดดเด่นเป็นพิเศษเลยทีเดียว ท่านแรกก็คือ เมอรีล สตรีป ซึ่งทุ่มเทให้กับบทบาทที่ได้รับและยังคงมีเสียงร้องอันน่าทึ่งเช่นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะเธอเคยแสดงภาพยนตร์ทีมีต้นฉบับละครเวทีมาก่อนแล้วในเรื่อง Mamma Mia ! ปี 2008 ส่วนอีกท่านหนึ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือ เอมิลี บลันต์ ด้วยการแสดงอันน่าทึ่งและเสียงร้องที่น่าฟัง จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มไปตามกัน



สิ่งที่น่าคิดตามอีกสิ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือข้อความที่มันพยายามพูดถึง ด้วยการนำเรื่องราวนิทานที่มีจุดประสงค์ในการสอนเด็กถึงโลกภายนอกอันโหดร้าย มาสอดแทรกเรื่องราวใหม่ของคู่สามีภรรยาคนทำขนมปังซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีสติ ผู้ที่ผ่านโลกภายนอกมาแล้ว หรือพูดง่ายๆว่าผู้ใหญ่เข้าไป ทำให้เกิดประเด็นที่ว่าผู้ใหญ่เองที่สร้างนิทานขึ้นมาเพื่อสอนเด็ก สุดท้ายแล้วโลกภายนอกก็อันตรายต่อตัวผู้ใหญ่พอๆกับเด็กเอง หรือในอีกด้านหนึ่งจะพูดว่าโลกภายนอกที่อันตรายนี้ได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาจากสิ่งที่บริสุทธิ์ในวัยเด็กให้มาเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่วในผู้ใหญ่ก็เป็นได้ 

และเราจะเห็นหลักฐานของสิ่งนี้ได้จากการที่ตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เข้าไปในป่าก็ถูกพลังแห่งป่าหรือสถานการณ์อันกดดันต่างๆเปลี่ยนแปลงไปไม่แตกต่างกับเด็ก รวมถึงกับความโลภ ตัณหา และความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่เองที่อาจจะนำพาหายนะมามากกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามสั่งสอนเสียอีก  ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความที่หนักหน่วงและน่าสนใจมากทีเดียว รวมถึงวิธีการถ่ายทอดข้อความนี้ออกมาด้วยการใช้นิทานเป็นตัวถ่ายทอดก็ช่างชาญฉลาด 



แต่....ตัวข้อความนี้มันจะหนักแน่นและน่าจดจำกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกยัดใส่มือผู้ชมในตอนประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนก็สับสนว่าใส่เข้ามาเพื่ออะไร     เสมือนกับว่าผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชล หวาดกลัวเหลือเกินว่าผู้ชมที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะตีความและหาข้อความที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์จึงต้องนำข้อความนั้นยัดใส่มือผู้ชมเสียเลยใน 15 นาทีสุดท้าย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าตลกดี เพราะด้วยการยัดเยียดข้อความเช่นนี้ของเขานี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณค่าและความน่าจดจำของตัวข้อความนั้นลดลงไปอย่างมหาศาล

นี้ยังไม่นับถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มาตกอยู่ในมือของค่ายดิสนีย์ซึ่งพยายามลากตัวภาพยนตร์ให้ได้เรต PG หรือ เรตทั่วไป ในบ้านเราให้ได้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ภาพยนตร์สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอีกด้านหนึ่งเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่มืดมน หนักหน่วงและสะท้อนความโหดร้ายของโลกอย่างแท้จริงก็ได้ถูกนำออกไปเสียหมด 



ถ้าหากจะให้เห็นภาพก็คงต้องนึกถึงผลงานเรื่องก่อนหน้าของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม  อย่าง Sweeney Todd ปี 2007 ซึ่งถ้าหากท่านใดได้เคยสัมผัสก็คงจะทราบถึงความโหด มืดมนและหนักหน่วงของภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ซึ่งความโหดร้าย มืดมนและหนักหน่วงนี้แหละควรจะเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก ทำให้การที่ตัวภาพยนตร์เลือกที่จะตัดเนื้อหาในส่วนที่หนักหน่วง รุนแรงไม่เหมาะสมกับเด็กนี้ไป กลายเป็นว่ามันเป็นการกลับมาทำร้ายตัวเอกลักษณ์และโอกาสที่สำคัญที่สุดของตนเองไปซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว Into the Woods ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่อะไร กลับกันมันเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิง น่าติดตาม น่าฟัง และมีเนื้อหาข้อความที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ช่างน่าเสียดายความเป็นไปได้ที่ตัวข้อความจะน่าจดจำและไปได้ลึกกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากความเป็นไปได้นี้ไม่ถูกขัดขวางด้วยการยัดใส่มือผู้ชมใน 15 นาทีสุดท้าย และการเลือกตัดเนื้อหารุนแรงที่ควรจะเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริงของภาพยนตร์ออกไป

Final Score : [ B  ] 

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Horns ( 2014 ) Movie Review

Horns ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"นอกจาก Horns จะเป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีบรรทัดฐานของสังคมและแฝงไปด้วยตลกร้ายอันเจ็บแสบแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพระเจ้า เทพ และปีศาจมาพลิกแพลงได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย"


Horns เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากหนังสือนวนิยายในชื่อเดียวกันของ โจ ฮิลล์ ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งคู่รักของเขาถูกฆ่าอย่างปริศนาและทั้งเมืองก็ยังคิดว่าเขาเป็นคนทำเสียอีก แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับพบว่าตัวเองได้รับพลังที่แปลกประหลาดและน่ากลัวบางอย่าง ซึ่งพลังนี้อาจจะนำความจริงที่เขากำลังค้นหาอยู่มาให้ก็เป็นได้ ?


Horns เป็นภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยการท้าทายและเสียดสีบรรทัดฐานทางสังคมที่ตัวละครเหล่านี้ถูกใส่ไว้ในกรอบอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพศที่สามซึ่งต้องพยายามแอบซ่อนจากสังคม  , เรื่องราวของการโกหก โป้ปด และหน้ากากที่คนในสังคมใส่เข้าหากัน , ความคิดชั่วร้ายที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ , การหาตัวแทนของความชั่วร้าย หรือเรื่องราวของการต้องการทางเพศที่แอบซ่อนไว้ของมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งตัวภาพยนตร์นำประเด็นเหล่านี้มาเล่าด้วยมุขตลกร้าย และมันก็เล่นมุขต่างๆอย่างเจ็บแสบและตั้งคำถามต่อสังคมถึงเส้นที่แบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่วได้เป็นอย่างดี


อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการนำเรื่องเล่าหรือตำนานมาใช้ในภาพยนตร์ เช่นเรื่องราวของเทพเจ้า เทวดา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือซาตาน ซึ่งตัวมันก็ไม่ใช่ว่าเล่นกับจุดนี้แบบหลงๆลืมๆ เอาเข้าจริงมันก็ถือได้ว่าเล่นได้หนักหน่วงและจริงจังกว่าภาพยนตร์หลายๆเรื่องด้วยซ้ำไป ซึ่งมันก็นำจุดนี้มาเสียดสีประเด็นทางศาสนาถึงเรื่องความเชื่อได้เป็นอย่างดี  ถึงแม้ว่าบทสรุปของมันอาจจะขัดกับสิ่งที่มันกำลังเล่นอยู่ไปบ้าง แต่ตัวภาพยนตร์ก็นำจุดเด่นจุดนี้มาเล่น บิดเบี้ยว และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจสุดๆ 

ซึ่งประเด็นการเสียดสีบรรทัดฐานของสังคมและการนำเรื่องเล่าหรือตำนานมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เอาเข้าจริงมันนำเสนอได้น่าสนใจกว่าบทในส่วนของการคาดเดาว่า "ใครเป็นคนทำ" ซึ่งโดยปกติควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์แนวนี้เสียอีก จะมีก็เพียงช่วงท้ายเรื่องเท่านั้นที่ตัวภาพยนตร์ค่อนข้างจะกลับมาสู่ความเป็นภาพยนตร์ปริศนา จะว่านี้เป็น Gone Girl เวอร์ชั่นเหนือธรรมชาติและหลุดโลกก็ว่าได้ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่พอสมควร

แต่ในด้านของการเล่าเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่บ้างพอสมควร อาจจะเพราะด้วยการกำกับของ อเล็กซานเดร อาจา ซึ่งเคยมีผลงานชื่อดังอย่าง Piranha3D , The Hills Have Eyes หรือ P2 ที่ก็ยังคงวางจังหวะภาพยนตร์บางฉากไม่ค่อยดีซักเท่าไรนัก โดยเฉพาะการเปิดเรื่องที่เร่งจนเกินไป กับการตัดฉากเล่าเรื่องอดีตที่จังหวะอาจจะหลุดๆไปบ้างจนบางครั้งพอตัดกลับมา ทำให้รู้สึกถึงความไม่ลื่นไหลของความต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพราะเขานี้แหละที่พาตัวภาพยนตร์สำเร็จไปในจุดหนึ่งก็คือด้านความตลกร้ายและความรุนแรงในภาพยนตร์ซึ่งมันเป็นอะไรที่ท้าทายสังคมเอามากๆ


ถึงแม้จะต้องยอมรับว่าตัวภาพยนตร์จะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะจังหวะในการเล่าเรื่องที่ติดๆขัดๆของผู้กำกับ อเล็กซานเดร อาจา แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้เขียนก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน ว่าก็เพราะเขานี้แหละทำให้ Horns กลายเป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีประเด็นทางสังคมด้วยตลกร้ายได้อย่างเจ็บแสบ แถมยังนำเรื่องเล่าและตำนานของเทพเจ้ากับซาตานมาปรับใช้และเล่นได้อย่างน่าสนใจเหนือคาดสุดๆเลยทีเดียว

Final Score : [ A - ] 

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Dracula Untold ( 2014 ) Movie Review

Movie Review



"ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีที่มาของเรื่องราวอันน่าสนใจ 
แต่ Dracula Untold ก็ล้มเหลวในการเล่าและถ่ายทอดมันออกมาอย่างสิ้นเชิง"

      นี้ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องของปีนี้ ที่นำตำนานภูตผีปีศาจมาสร้างเป็นตัวละครหลักชนิดไม่ต้องพึ่งพาใครอย่างแท้จริง จริงๆแล้วในต้นปีก็มีภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวคล้ายๆกันอย่าง I,Frankenstein ไปแล้ว ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คราวนี้ก็มาถึงทีของอีกหนึ่งตำนานที่คนทั่วโลกน่าจะรู้จักกันดีอย่างแดร็กคูล่ากันบ้าง 

Dracula Untold เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องของวลาดเจ้าชายซึ่งเมืองและครอบครัวของเขากำลังตกอยู่ในภัยคุกคามอันใหญ่หลวง ท่ามกลางความสิ้นหวัง เขาจึงต้องตกลงรับข้อเสนอจากพลังอันลึกลับ ถึงแม้ว่าเขาจะได้พลังอันใหญ่หลวงแต่มันก็แลกมาด้วยความเป็นมนุษย์ที่ถูกกลืนกินไปเรื่อยๆของเขา

จริงๆแล้วเรื่องราวตำนานอย่างแดร็กคูล่าก็ไม่ใช่เรื่องราวที่ขี้เหร่อะไรเลยในการจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ซักเรื่องหนึ่ง จะว่าไปแล้ว มันเป็นเรื่องราวที่น่าจะดึงดูดผู้ชมได้เยอะมากกว่าปกติด้วยซ้ำไปถ้าหากมันทำออกมาได้มีคุณภาพและน่าประทับใจเพียงพอ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิง

ปัญหาอันใหญ่หลวงของ Dracula Untold เลยก็คือ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งความคิดเอาไว้ว่าตนเองจะจริงจังกับบทและตำนานแดร็กคูล่ามากๆก็ตาม มันกลับแทบจะไม่ให้เวลาตัวมันเองในการเล่าเรื่องตัวละคร หรือ ตำนานต่างๆออกมาเท่าไรเลย เวลาส่วนใหญ่กลับถูกใช้ไปในฉากแอ็คชั่น และพอเข้าฉากเล่าเรื่องหรือสนทนากันของตัวละครตัวภาพยนตร์ก็มักจะพยายามรีบเร่งให้ฉากสนทนาจบไปอย่างรวดเร็วตลอด จนทำให้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะจับหรือเข้าถึงตำนานและเรื่องราวอะไรได้เลยเพราะมันถูกถ่ายทอดออกมาอย่างลวกๆ

ไม่ใช่แค่นั้น ตัวละครก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ร้ายแรงพอๆกันกับการเล่าเรื่อง ตัวละครอื่นๆในภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากตัวหลักอย่างแดร็กคูล่าเอง มักจะไม่น่าสนใจ ซ้ำซากอย่างกับเป็นตัวละครที่ตัดแปะมาจากแม่แบบซึ่งไม่มีความลึกหรือความเป็นมนุษย์ เป็นตัวละครที่ใส่มาเพื่อเพียงบรรลุจุดประสงค์ของตัวละครเอกโดยไม่ได้มีความหมายหรือความน่าจดจำใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกกระจ๊อกของพระเอกที่จืดชืด ยันตัวละครร้ายที่ร้ายโดยไม่มีเหตุและผลใดๆ แม้กระทั่งตัวละครรองสองตัวสำคัญอย่างภรรยาและลูกชายของตัวละครเอกเองก็ช่างซ้ำซากและน่าเบื่อ แถมตัวภาพยนตร์ก็พยายามที่ยัดเยียดฉากต่างๆของตัวละครสองตัวนี้ ที่ควรจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจตัวละครสองตัวนี้เข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งมันกลับกลายเป็นว่าการทำเช่นนี้ มันยิ่งทำให้ตัวละครสองตัวนี้น่ารำคาญหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนถึงจุดที่ผู้เขียนอยากจะให้ตัวละครเหล่านี้หายๆไปได้ซักที ซึ่งสาเหตุของปัญหาจุดนี้ก็วนกลับมาที่ต้นเหตุเดิมที่ตัวภาพยนตร์ไม่เคยให้เวลาในการอธิบาย เล่าเรื่องและถ่ายทอดตัวละครเหล่านี้อย่างเพียงพอจนทำให้พวกเขาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดอันไร้อารมณ์ที่ผู้เขียนไม่เคยจะใส่ใจถึงความเป็นอยู่ของพวกเขา

ถึงกระนั้นก็ตาม ตัวภาพยนตร์เองก็ยังมีบางสิ่งที่พอจะอยู่ในจุดให้อภัยได้อยู่บ้าง อย่างเช่นฉากแอ็คชั่นที่ต้องใช้คำว่า "โคตาระเวอร์"ของภาพยนตร์ที่อยู่ในจุดพอที่จะบันเทิงได้อยู่บ้างจากความเวอร์ของมัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นฉากที่ไม่ได้มีการออกแบบที่ดี และมีการเคลื่อนกล้องหรือตัดต่อที่รวดมากเกินไปหน่อยก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากภาพที่ถูกถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม ก็ต้องขอยกเครดิตให้กับผู้กำกับภาพไปใน ณ ที่นี้

หรือจะเป็นนักแสดงนำอย่างลุค อีแวนส์ซึ่งกำลังมีผลงานดังๆอย่าง The Hobbit ที่กำลังจะฉายตอนสุดท้ายในปีนี้ เขาก็รับบทแสดงนำอย่างแดร็กคูล่าได้ไม่เลวเลยทีเดียว จะว่าไปแล้ว ตัวละครและการแสดงของเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ลงต่ำไปสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวังลึกยิ่งกว่านี้

ผู้เขียนรู้สึกเสียดายโอกาสของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ไม่ใช่น้อย จากเรื่องราวตำนานที่น่าจะทำให้น่าสนใจได้อย่างแดร็กคูล่า กลับกลายเป็นว่าล้มเหลวไปแทบจะสิ้นเชิงจากผู้กำกับที่ไร้ประสบการณ์ ซึ่งก็เป็นที่คาดเดาได้จากความที่นี้คือการกำกับภาพยนตร์ใหญ่เรื่องแรกของผู้กำกับแกรี่ ชอว์ท่านนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางด้านของภาพยนตร์ที่กรีดร้องถึงเรื่องราวอันน่าสนใจเช่นการปะทะกันระหว่างความถูกต้อง กับ ความอยู่รอดอยู่บ้าง แต่ในเมื่อด้านอื่นๆของมันล้มครื่นลงมาอย่างไม่เป็นท่า จุดที่น่าสนใจจุดนี้ก็ถูกกลบมิดจนไม่อาจที่จะแสดงถึงศักยภาพของมันอย่างแท้จริงได้

Final Score : [ C - ] 

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Maleficent ( 2014 ) Movie Review FallsDownz

Maleficent ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz

เจ้าหญิงนิทราฉบับไม่ใหม่ซักเท่าไรนัก......




  ถ้าหากพูดถึงหนึ่งในนิทาน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดมาซักเรื่องหนึ่ง รับรองว่า Sleepy Beauty หรือ เจ้าหญิงนิทราจะต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน 
โดยที่คนส่วนมากนั้น น่าจะรู้จักเจ้าหญิงนิทรามาจากการ์ตูนของดิสนีย์เมื่อปี 1959 แต่สิ่งที่หลายๆคนไม่ทราบเลยก็คือ ต้นฉบับที่แท้จริงของเจ้าหญิงนิทรา ไม่ได้มาจาก Disney แต่มาจาก ชาร์ล แปโร ในฉบับฝรั่งเศษ และ สองพี่น้อง กริมม์ในฉบับภาษาอังกฤษกับเยอรมันต่างหาก 

นอกจากนั้นแล้ว เรื่องราวในต้นฉบับนั้น แตกต่างจากเรื่องราวในฉบับของดิสนีย์อย่างสิ้นเชิงเรียกได้ว่าคนละด้านกันด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะฉบับของสองพี่น้องกริมม์ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของความโหดและน่าสยดสยอง ในต้นฉบับของสองพี่น้องกริมม์นั้น เจ้าหญิงนิทราไม่ได้ตื่นขึ้นมาจากคำสาปด้วยจุมพิตของเจ้าชาย แต่ตื่นขึ้นมาเพราะว่าเธอถูกข่มขืนจนให้กำเนิดลูกขึ้นมาและทำให้เธอตื่นขึ้นมาต่างหาก 

จะว่าไปแล้วการ์ตูนชื่อดังหลายๆเรื่องของดิสนีย์เอง ตัวต้นฉบับก็มักจะแตกต่างกันคนละด้านอย่างสิ้นเชิงเสมอๆ ไม่ใช่เฉพาะเพียงเจ้าหญิงนิทรา แต่การ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังมากๆอย่าง นางเงือกน้อย ในตอนจบนั้นเจ้าชายก็ได้ไปแต่งงานกับหญิงอื่น และทำให้นางเงือกน้อยกลายเป็นฟองสบู่ไปในที่สุด แตกต่างจากในการ์ตูนอย่างชัดเจน ซึ่งสาเหตุและที่มาของความโหดร้ายในนิทานสมัยก่อนนั้น ก็เพื่อเป็นการสอนแก่เด็กผู้หญิงว่า "โลกภายนอกนั้นโหดร้ายและทารุณ"นั้นเอง


สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Maleficent ในปี 2014 นี้นั้น จะเป็นเรื่องราวของตัวร้ายอย่างมาเลฟิเซนต์ ซึ่งตัวภาพยนตร์สัญญาเอาไว้ว่า มันจะแปลกใหม่ และไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจจริงๆในสายตาของผู้เขียนเลย ไม่ใช่เพราะมันแปลกใหม่เลย แต่เพราะนักแสดงที่จะมารับบทเป็นแม่มดใจร้ายนี้คือ แองเจลินา โจลีต่างหาก ถ้าหากคิดดูแล้ว ใครล่ะบนโลกใบนี้ ที่จะเหมาะสมในการรับบทไปมากกว่าเธอคนนี้ ?


ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะสัญญาว่าเรื่องราวจะแปลกใหม่และแตกต่างเอาไว้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าในท้ายที่สุดมันก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก จากบทภาพยนตร์ที่เอาเข้าจริงเปลี่ยนแค่ไม่กี่อย่าง และสิ่งที่มันเปลี่ยนไปนั้น ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่แตกต่างหรือแปลกใหม่อย่างที่ตัวภาพยนตร์โฆษณาเอาไว้เลยแม้แต่น้อย

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ตัวละครทุกตัวในภาพยนตร์นอกจากตัวเอกอย่างมาเลฟิเซนต์เอง ก็ช่างแบนราบ มีเพียงมิติเดียว และแบ่งแยกขาวกับดำอย่างชัดเจน แทบจะไม่มีความเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำไป คนดีก็ดีเหลือเกิน ตัวร้ายก็ร้ายเหลือเกิน เสมือนกับตัวละครที่ลอกมายังไงก็เอามาเสนออย่างนั้น ไม่มีการตีความอะไรใหม่ หรือเสริมมิติให้กับตัวละครใดๆเลย ทั้งๆที่นิทานเรื่องนี้เก่ามาเป็นร้อยๆปีแล้วก็ตาม

แต่จุดหลักๆที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่โตอย่างแท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวผู้กำกับอย่าง โรเบิรต์ สตรอม์เบิรค์ มากกว่า เนื่องจากเขาทำงานในด้านของวิชวลเอฟเฟคในภาพยนตร์ดังๆมาก่อน ใช่มันทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขา เต็มไปด้วยเทคนิคทางด้านภาพที่อลังการงานสร้าง และสวยงาม แต่ในด้านของการกำกับที่ไร้ประสบการณ์ของเขามันก็ทำให้การเล่าเรื่องและการกำกับของเขานั้น ไม่มีสไตล์และไม่น่าสนใจพอ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการวางมุมกล้อง , การเล่าเรื่อง หรือแม้กระทั่งการเปิดเรื่องและปิดเรื่อง ที่ช่างจืดชืดไร้สีสันตรงกันข้ามกับภาพที่เขาสร้างสิ้นดี เพียงแค่ภาพและCG นั้นมันไม่เพียงพอเลยแม้แต่น้อยที่จะทำให้ภาพยนตร์สนุกและน่าติดตามได้ มันจะต้องประกอบไปด้วยหลายๆอย่างเช่น บท ตัวละคร หรือเทคนิคต่างๆ ซึ่งจากสาเหตุนี้ เป็นผลที่ทำให้หลายๆช่วงในภาพยนตร์ให้ความรู้สึกน่าเบื่ออยู่ไม่ใช่น้อย


แต่ก็ใช่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีแต่ข้อเสียและความน่าผิดหวังไปเสียหมด มันยังพอมีบางสิ่งที่ยังคงโดดเด่นเพียงพอที่จะสร้างมิติและสีสันให้กับภาพยนตร์อยู่บ้าง

สิ่งหนึ่งที่โดดเด่น ดึงดูดและสร้างพลังให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมหาศาลก็คงจะหนีไม่พ้นนางเอกอย่าง แองเจลินา โจลีนั้นเอง ที่ช่างทรงพลัง น่าทึ่งและสร้างมิติให้กับตัวละครร้ายตัวนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าในฉากไหนๆ ไม่ว่าในท่วงท่าหรือคำพูดใดๆของเธอ ก็ช่างน่าทึ่ง และหยุดทุกลมหายใจเป็นที่สุด เมื่อมานั่งคิดว่าถ้าหากภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้เธอคนนี้มานำแสดงแล้วล่ะก็ มันคงจะดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นในการผ่านเวลา 90 นาทีนี้ไปได้โดยที่ไม่หลับเสียก่อน

สิ่งต่อมาที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลยก็คือ วิชวลเอฟเฟคของภาพยนตร์ที่ได้พูดไปแล้ว จากการที่ตัวผู้กำกับนั้นมีประสบการณ์ทางด้านนี้มามากพอสมควร จึงทำให้ CG ในภาพยนตร์ช่างสวยงาม ตระการตาสุดๆ บางฉากนั้นมีการจัดแสงที่ให้ความรู้สึกเสมือนกับนั่งดูการ์ตูนที่น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน แต่ในส่วนนี้ก็ดูเหมือนจะค่อนข้างครึ่งๆกลางๆ เพราะในบางฉากที่น่าจะทำให้ดูอลังการและน่าทึ่งกว่านี้ได้ กลับถ่ายในที่แคบๆและไม่มีสีสัน สร้างความมึนงงให้กับผู้เขียนอยู่ไม่น้อยกับตัวเลือกนี้ ไม่แน่ใจว่าเป็นผลมาจากงบประมาณของทางดิสนีย์ หรือเป็นผลมาจากการตัดสินใจของผู้กำกับกันแน่ แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว



ในท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายหนูมิกกี้เมาส์อย่าง Maleficent ก็ไม่สามารถบรรลุคำสัญญาและเป้าหมายอย่างที่มันได้คาดหวังเอาไว้ซักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะในด้านของบทภาพยนตร์หรือการกำกับ สิ่งที่มันพอจะให้ได้ ดูเหมือนจะมีเพียงแค่ CG กับแองเจลิน่า โจลี่เท่านั้นเอง  จะว่าไปแล้วอาจจะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ว่าสไตล์ของภาพยนตร์แฟนตาซีแนวนี้มันได้ตกยุคไปแล้ว ถ้าหากมีค่ายภาพยนตร์ค่ายใดค่ายหนึ่ง สร้างภาพยนตร์ฟอรม์ยักษ์แฟนตาซี แต่เป็นแบบชนิดเนื้อหาที่หนักหน่วง และเต็มไปด้วยความรุนแรง สยดสยอง และเลือด  คงจะเป็นอะไรที่น่าบันเทิงสำหรับผู้เขียนไม่น้อย .


Final Score : [ C ] 

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review
The Amazing Spider-Man 2 ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz
การกลับมาอีกครั้งของสไปดี้ที่จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม !! ระเบิดตูมตามกว่าเดิม !!



                จะว่าไปแล้ว หนึ่งในซุปเปอร์ฮีโร่ที่เข้ามาในโลกแห่งภาพยนตร์ได้อย่างยิ่งใหญ่และน่าจดจำคนหนึ่ง นอกจาก Batman หรือ Superman แล้ว ฮีโร่ไยแมงมุมอย่าง Spider-Man เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โดยใน Spider-Man ฉบับเก่าภาคแรกถึงภาคสามนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ แซม ไรมี่ ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าจดจำเสียจริงๆเชียว แต่ในท้ายที่สุด ตัวแซม ไรมี่เองก็หาจุดลงตัวกับค่าย Columbia Pictures ไม่ได้ในภาคต่อที่ 4 จึงเป็นเหตุทำให้ต้องมีการรีบู้ทใหม่เป็น The Amazing Spider-Man ซึ่งมีแนวทางการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะใกล้เคียงกับหนังสือการ์ตูนจริงๆมากขึ้น

สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ต้องพูดเลยว่าไม่ค่อยจะประทับใจกับ The Amazing Spider-Man ในภาคแรกซักเท่าไรนัก ซึ่งส่วนใหญ่ๆก็มาจากการที่ได้เคยชม Spider-Man ฉบับของ แซม ไรมี่ ทั้งสามภาคมาก่อน จึงทำให้รู้สึกว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างใน The Amazing Spider-Man มันช่างซ้ำซาก ไม่มีอะไรใหม่เหลือเกิน รวมไปถึงฝีมือการกำกับที่ด้อยกว่า แซม ไรมี่อยู่หลายเท่าตัว

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ในจักรวาลของ Marvel ตอนนี้ก็คือ ความแตกตัวหรือแยกตัวกันอย่างน่าเสียดายของตัวละครหรือกลุ่มต่างๆของ Marvel 
หลายๆคนคงอยากจะเห็น Spider-Man เข้าไปมีส่วนร่วมกับทีม The Avengers หรือ X-Men เองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่นผู้เขียนเองที่อยากจะชมเหตุการณ์ซุปเปอร์ฮีโร่ตีกันเองอย่าง Civil Wars บทจอภาพยนตร์ใหญ่ๆมากเลยทีเดียว แต่นั้นดูท่าจะเป็นไปได้ยากพอสมควรสำหรับตอนนี้ เพราะ ลิขสิทธิ์ของ X-Men ไปตกอยู่ในมือของค่าย 20 Century Fox ส่วน Spider-Man ก็ดันมาอยู่ในมือของ Columbia Pictures ซึ่งก็คือ Sony อีก ถ้าหาก 3 ค่ายนี้ไม่มาร่วมมือการจริงๆจังๆแล้วล่ะก็ดูท่าคงจะเป็นไปได้ยากเหลือเกิน นี้ยังไม่รวมถึงการที่ตัวละครบางตัวดันใช้นักแสดงไม่เหมือนกันของแต่ละค่าย เช่น Quick Silver ที่ X-Men กับ Marvel ดันใช้นักแสดงคนละคนกันอีกด้วย



เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องบทวิจารณ์ภาพยนตร์ภาคต่อ The Amazing Spider-Man 2 กันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าในเมื่อเป็นภาพยนตร์ภาคต่อ มันก็จะต้องตามมาด้วยความพยายามในการที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น และวุ่นวายมากขึ้น ซึ่งนั้นเป็นปัญหาที่ภาพยนตร์หลายๆเรื่องประสบอย่างมาก อย่างเช่น Rio 2 ที่พยายามที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น เช่นตัวละครที่มากขึ้น หรือด้านใหม่ๆของภาพยนตร์ แต่ในบางครั้งผลของมันก็คือความเยอะมากจนเกินไปของภาพยนตร์จนทำให้รายละเอียดในด้านต่างๆเช่นตัวละครมันหายไปหมด เสมือนกับภาพในคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดมากในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณพยายามที่จะบังคับโดยการขยายให้ภาพมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผลของมันก็คือภาพมันจะแตกเละเทะไปหมด และนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ The Amazing Spider-Man 2 เป็นอยู่ในขณะนี้


จากความพยายามที่จะยัดตัวละครใหม่ๆเข้ามาถึง 3 ตัวละคร ซึ่งจริงๆแล้วต้องพูดเลยว่า แต่ละตัวละครนั้นมีด้านต่างๆที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียว เช่นด้านที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ พื้นหลัง ปมขัดแย้ง หรือความคิดภายในจิตใจของพวกเขา รวมทั้งนักแสดงเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเสริมมิติต่างๆให้กับตัวละครอีกด้วย แต่การที่ยัดเยียดตัวละครถึง 3 ตัวเข้ามาในภาพยนตร์เรื่องเดียวมันล้มเหลวอย่างมาก เพราะนอกจากมันทำให้ตัวละครทั้ง 3 ตัวลดความน่าสนใจลงอย่างมากด้วยแล้ว มิติต่างๆที่มันควรจะมี ความรู้สึกต่างๆที่เราควรจะมีต่อตัวละครเหล่านี้มันก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย จนทำให้ผู้เขียนไม่รู้สึกสนใจหรือแคร์ตัวละครเหล่านี้แต่อย่างใดเลย เนื่องจากเวลาในการปลูกหรือเล่าตัวละครต่างๆเหล่านี้มันถูกตัดทอนไปให้ตัวละครอื่นๆในเรื่องจนเวลาของแต่ละตัวละครไม่เพียงพอเลย เราได้รู้เพียงจุดเล็กน้อยๆ จุดสำคัญๆของตัวละครเหล่านี้แบบผิวเผินเท่านั้นเอง ทั้งๆที่มันควรจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

แม้แต่ในด้านของความสัมพันธ์ของตัวละครอย่าง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ กับ เกวน สเตซี่ เองก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติและบีบบังคับสุดๆ ซึ่งมาจากเหตุผล 2 ข้อ 
1. ก็คือเวลาที่มีเหลือน้อยของภาพยนตร์ซึ่งมาจากการที่ต้องแบ่งไปให้ตัวละครอื่่น และ 2. เพราะมันส่งผลถึงตอนจบของภาพยนตร์อย่างมาก 

ในส่วนของบทภาพยนตร์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เพราะมันช่างสุดแสนจะซ้ำซาก จำเจ ดิ่งลงทางตรงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้คาดหวังบทที่แสนจะเลิศเลอหรือเพอร์เฟ็คจากภาพยนตร์แนวนี้เลย แต่อย่างน้อยมันก็ควรจะมีอะไรที่น่าสนใจหรือแปลกใหม่บ้าง ไม่ใช่ตรงเปะเป็นกำปั้นทุบดินอย่างเดียวเช่นนี้ 
ซึ่งเมื่อนำตัวละครที่จับปนกันมั่วซั่วและยัดเยียด มารวมกับบทที่สุดแสนจะไม่มีอะไรเลยแล้ว ผลก็คือทำให้ภาพยนตร์เต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยน่าเบื่อ กับตัวละครที่สุดแสนจะ Cliche ซ้ำซากสุดๆอย่างน่าเสียดาย

วิธีการเล่าเรื่องและตัดต่อเองก็ให้ความรู้สึกมั่วซั่ว วุ่นวายไปหมดจากการที่ตัวละครมันเยอะเหลือเกิน และตัวผู้กำกับ มาค์ เวบบ์ เองก็ยังจะพยายามยัดเยียดเบียดๆให้มันเข้ามาอีกจนได้  ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็คุมภาพยนตร์ไม่อยู่เอาเสียเลย

แต่ The Amazing Spider-Man 2 ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว มันยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ได้ผลอยู่บ้างในภาพยนตร์ อย่างเช่นนักแสดงหลักอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ที่ต้องพูดเลยว่าเหมาะสมกับบทสไปดี้ หรือ Spider-Man เสียจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง น้ำเสียง หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเวลา นั้นยังไม่รวมถึงเคมีของเขากับ เอมม่า สโตนที่รับบทเป็น เกวน เสตซี่ในภาพยนตร์ที่เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ไม่เลวเลยก็คือในด้านของฉาก Action ที่สนุก ตื้นเต้น และเร้าใจพอสมควรเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะใช้เทคนิคที่ขี้โกงไปบ้างอย่างการ Slow-Motion เพราะมันดูเท่ห์ แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความบันเทิงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ แดเนีบล มินเดลจริงๆที่ถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่งจริงๆ โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์


สำหรับผู้ชมบางท่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นแฟน Spider-Man มาตั้งแต่หนังสือการ์ตูน อาจจะรู้สึกผิดหวังไปกับภาคต่อภาคนี้อยู่บ้าง ยิ่งภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของต้นสังกัด Marvel อย่าง Captain America : The Winter Soldier ทำผลงานได้อย่างดีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกผิดหวังเข้าไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็สร้างความบันเทิงอยู่ในระดับหนึ่ง และก็ไม่ได้แย่ไปกว่าที่หลายๆคนคาดคิดไว้ ถ้าหากเข้าไปชมแบบที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไรก็น่าจะสนุกไปกับมันได้ อย่างไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแน่นอน


Final Score : [ C ]

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

The Hobbit : The Desolation of Smaug ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
ถึงเวลาของท่านมหาเทพมังกร Smaug แล้ว !!





Movie Name : The Hobbit : The Desolation of Smaug ( 2013 ) , Adventure / Drama / Fantasy
Director : Peter Jackson ( The Lord of The Rings Trilogy )
Stars : Martin Freeman ( Sherlock TV-Series ) , Benedict Cumberbatch ( Sherlock TV-Series , Star Trek : Into Darkness , War Horse ) , Ian McKellen ( X-Men Trilogy , X-Men : Days of Future Past ) , Richard Armitage ( The Hobbit , Captain America : The First Avenger ) , Orlando Bloom ( The Lord of The Rings , Troy ) , Evangeline Lilly ( Real Steel ) , Luke Evans ( The Immortals , Fast 6 ) 
Rating : PG-13



**ผู้เขียนไม่เคยอ่านหนังสือ The Hobbit หรือ อ่านหนังสือ The Lord of The Rings ภาคใดๆ**

REVIEW

                                                              ถ้าหากให้พูดหรือนึกถึงภาพยนตร์ Adventure / Fantasy ซักเรื่องหนึ่งแล้วล่ะก็ รับประกันได้เลยว่า มันจะต้องมีชื่อ The Lord of The Rings โผล่ออกมาเป็นอันดับต้นๆอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเพราะความอลังการ กดดัน เนื้อเรื่องอันเข้มข้นตื่นเต้นของมันแล้ว หลายๆคนคงไม่สามารถที่จะลืมฉากสงครามใหญ่ยักษ์ในภาคสุดท้าย Return of The Kings อย่างแน่นอน โดยหลังจาก The Lord of The Rings ทั้งสามภาคได้ประสบความสำเร็จอย่างมากและได้จบไปเรียบร้อยแล้ว Peter Jackson ก็ได้นำหนังสือที่มีชื่อว่า The Hobbits มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่ง The Hobbits นั้นเป็นผลงานของ J.R.R. Tolkien ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือคนเดียวกับ The Lord of The Rings โดย The Hobbits นั้นเป็นผลงานก่อนหน้า The Lord of The Rings โดยแชร์เรื่องราวและโลกเดียวกันในบางส่วน ซึ่งใน The Hobbits นั้นเรียกได้ว่ามีจุดหนึ่งที่แตกต่างจาก The Lord of The Rings ได้อย่างชัดเจนและแทบจะเป็นปัญหามากๆในการแปลงมาเป็นภาพยนตร์ นั้นก็คือ The Hobbits นั้นมีเพียงแค่เล่มเดียว ที่มีความยาวเพียง 310 หน้าเท่านั้น ในขณะที่ The Lord of The Rings นั้นมีถึง 3 เล่ม แถมการที่ Peter Jackson ผู้กำกับเอามาทำเป็น 3 ภาคเหมือนกับใน The Lord of The Rings อีก และยาวเกือบ 3 ชั่วโมงทุกภาคอีก มันทำให้ยิ่งยากเข้าไปอีก 



สำหรับในภาคแรก The Hobbits : Unexpected Journey นั้น ตัวภาพยนตร์นั้นประสบปัญหากับการเล่าเรื่องอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการยืดยาว อืดอาด ไร้ความน่าสนใจ ที่ทำให้หลายๆคนถึงกับจะหลับ ซึ่งก็น่าจะเดาไม่ยากว่าเป็นผลมาจากการที่ เอาหนังสือ 300 หน้ามาหั่นเป็น 3 ภาค จึงเป็นผลทำให้ไม่สามารถที่จะเล่าอะไรได้มากมายนัก ทำให้ภาคแรกนั้น เรียกได้ว่าเปิดตัวมาไม่สวยเท่าไรนัก ในภาคต่อมา The Desolation of Smaug นั้น หลายๆคนจึงค่อนข้างที่จะตั้งความหวังเอาไว้พอสมควรกับภาคนี้ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น และที่สำคัญ ฉากที่ทุกๆคนก็ตั้งความหวังเอาไว้นั้นก็คือฉากมังกรที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดในโลกภาพยนตร์ "Smaug" 


ต้องขอบอกเลยว่าในภาคนี้นั้นหลายๆอย่างได้รับการปรับปรุงและดีขึ้นจากภาคที่แล้วพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเรื่องที่่เข้มข้น น่าสนใจ ในทันที ทันใด (และการเดินกิน Carrot แวบๆนึงของผู้กำกับ Peter Jackson ในฉาก) ฉาก Action ที่มากขึ้นกว่าในภาคที่แล้ว และยังถ่ายทำสร้างออกมาได้ดีเยี่ยมมากๆอีกด้วย เช่น ฉากถังไม้ที่ไหลแล่นไปตามแม่น้ำ ซึ่งเป็นฉาก Action ต่อเนื่องที่ถ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม ไหลลื่น ไม่รุ้สึกติดขัด ทั้งๆที่เป็นฉากที่เคลื่อนไหวค่อนข้างจะรวดเร็วตลอดเวลา และเป็นฉากที่สนุกมากๆอีกฉากหนึ่งเลยทีเดียว CG และ Production Design ที่ยังคงสวยงาม อลังการงานสร้าง สมกับเป็น Peter Jackson เช่นเคย นอกจากนั้นในภาคนี้นั้นได้ดาราและตัวละครบางตัวเข้ามาเสริมทัพอย่างเช่น Legolas และ Tauriel ที่สร้างสีสัน ความเข้มข้น ความน่าสนใจ ให้กับตัวภาพยนตร์พอสมควรเลยทีเดียว 



และฉากที่ทุกคนรอคอยและไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั้นก็คือฉากท่านมหาเทพมังกร Smaug ที่เรียกได้ว่าน่าจะยาวเกิน 30 นาทีเลยทีเดียวเชียว ซึ่งก็คงจะถูกใจแฟนๆทุกคนเป็นแน่แท้ นอกจากนั้นยังเป็นฉากที่ส่วนตัวคิดว่า เป็นหนึ่งในฉากมังกรที่อลังการที่สุดในภาพยนตร์เท่าที่เคยได้ดูมาเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากๆอีกอย่างในฉากนี้นั้นก็คือ มังกร Smaug นั้น เบื้องหลังคนแสดงโดยใช้เทคนิค Motion Capture และพากษ์เสียงให้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Benedict Cumberbatch จาก Star Trek : Into Darkness ของเรานี้เอง ซึ่งเขากับ Martin Freeman ที่แสดงเป็นตัวเอก"บิลโบ"ของเรื่องนั้น ได้เคยเจอและร่วมงานกันมาแล้วใน TV-Series ชื่อดังของเกาะอังกฤษ Sherlock ที่ ณ ปัจจุบันก็กำลังถ่ายทำ Season ใหม่อยู่เลย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการโคจรมาพบกันอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว 


ถึงแม้จะมีหลายๆอย่างที่ในภาคนี้นั้นทำได้ดีมากขึ้นกว่าภาคเก่า แต่ตัวภาพยนตร์ก็ยังเช่นเคยประสบปัญหากับการเล่าเรื่องอยู่บ้าง เพราะยังมีบางช่วงที่ยังคงอืดอาด ไม่ค่อยน่าสนใจอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่เท่ากับภาคแรกก็ตาม อีกสิ่งที่สำคัญเลยก็คือ ตัว"ภาพ" ในภาพยนตร์นั้น มันเกินตัว"บทภาพยนตร์" ที่จะรับไหว ซึ่งหมายความว่า ภาพในภาพยนตร์นั้น มันช่างสวยงาม อลังการงานสร้าง ในหลายๆฉาก แต่ตัวบทนั้นกลับไม่เข้มแข็งพอที่จะสามารถไปถึงในระดับนั้นได้เลย เช่น ฉากมังกร Smaug ที่ให้ความรู้สึกว่า "ภาพสวย อลังการ" โดยไร้ซึ่งความกดดัน และอารมณ์ร่วมในฉากใดๆเลย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บทไปไม่ถึงระดับของภาพ ที่ไปสูงลิบลิ่วแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้าง เพราะถ้าหากระดับมันเท่ากันแล้วล่ะก็ มันจะทำให้ภาค The Desolation of Smaug น่าจดจำกว่านี้อยู่มาก ถึงกระนั้นนี้ก็อาจจะเป็นเพียงหนึ่งในการเตรียมตัวสู่สงครามและจุดจบที่แท้จริงในภาคสุดท้าย " There and Back Again " ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของชื่อหนังสือ Hobbit ก็เป็นได้



The Hobbit : The Desolation of Smaug เป็นภาพยนตร์ภาคที่สองของภาพยนตร์ชุด The Hobbit ของผู้กำกับ Peter Jackson ที่พัฒนาจากภาคแรกอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องหรือบทที่เข้มข้นและน่าสนใจมากขึ้น ฉาก Action ต่อเนื่องหลายฉากที่ถ่ายออกมาได้อย่างลื่นไหลยอดเยี่ยม น่าทึ่ง แม้จะเป็นฉากที่น่าจะถ่ายได้ลำบากก็ตาม ฉากมังกร "Smaug" ที่ทำออกมาได้อลังการสมกับที่หลายๆคนรอคอยจนเรียกได้ว่าเข้าไปหลับทั้งเรื่องตื่นขึ้นมาดูฉาก Smaug ฉากเดียวก็น่าจะคุ้มเอาได้ ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะยังไม่ไปถึงจุดที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "น่าจดจำ" ซักเท่าไรนัก แต่ก็ต้องขอชมผู้กำกับ Peter Jackson จริงๆกับการตีความหนังสือเล่มๆเดียวที่มีเพียง 310 หน้า แล้วยังทำออกมาได้ขนาดนี้ และหวังว่าในภาคสุดท้าย There and Back Again ทุกๆอย่างจะจบลงอย่างน่าจดจำ



Final Score [ B+ ] & [ Must See Badge ] 

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Coraline ( 2009 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง



Movie Name : Coraline ( 2009 ) , Animation , Fantasy , Thriller 
Director : Henry Selick ( The Nightmare Before Christmas ) 
Stars (Voice ) : Dakota Fanning ( Man on Fire ) , Teri Hatcher ( Tomorrow Never Dies ) , Keith David ( Pitch Black ) , John Hodgman ( The Daily Show ) , Ian McShane ( Deadwwod TV-Series , Jack The Giant Slayer ) 
Rating : PG







REVIEW

                                                          Coraline เป็นภาพยนตร์ อนิเมชั่นจากฝีมือของผู้กำกับชื่อดัง Henry Selick จากผลงานที่คงไม่มีใครแล้ว ณ ตอนนี้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ นั้นก็คือ The Nightmare Before Christmas นอกจากนั้นเขายังเป็นคนที่เขียนบทภาพยนตร์ด้วยตัวเองอีกด้วยสำหรับใน Coraline 


Coraline ว่าด้วยเรื่องราวของ เด็กหญิง Coraline ที่เพิ่งย้ายบ้านเข้ามาใหม่ บ้านของเธอ พ่อแม่ของเธอและโลกของเธอนั้นช่างน่าเบื่อสำหรับเธอ จนวันหนึ่งเธอได้ค้นพบอีกมิติหนึ่งที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการและฝันถึงทั้งหมด แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ท่ามกลางมิติที่แสนสุขนั้น ?



Coraline เป็นภาพยนตร์ที่เมื่อดูจบแล้ว รู้สึกได้ทันทีเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น มีความเป็น Original เข้าใจง่าย บทเรียนที่น่าสนใจ และหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ที่รวมกันมาได้อย่างน่าทึ่ง จนแทบจะเป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่คุณควรจะเป็นให้ลูกๆของคุณดูหรือแม้กระทั่งตัวคุณเองหรือผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป ต้องขอชมทีมงานจริงๆที่ทำในสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเนื่องจาก Coraline เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ไม่ใช่ CG ทั้งหมด แต่เป็นตุ๊กตาจริงๆเลยและใช้เทคนิคที่เรียกว่า "Stop Motion" นั้นก็คือเอาตุ๊กตานั้นๆมาถ่ายจริงๆและค่อยๆขยับตุ๊กตาที่ละเล็กทีละน้อย และถ่ายมัน ซึ่งมันดูเป็นเรื่องที่ยากและต้องอาศัยความพยายาม ความมุ่งมั่น และความอดทนอย่างมาก การที่คุณจะต้องมานั่งขยับมือตุ๊กตากระจิ๊ดนึงเดินไปถ่ายแล้วหยุดแล้วเดินกลับมาขยับอีกนิ๊ดหนึ่งแล้วเดินกลับไปถ่าย วนไปวนมาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าคุณจะได้ภาพเคลื่อนไหวที่ต้องการ มันเป็นอะไรที่ช่างน่าทึ่งมาก ในการถ่ายแต่ละฉากที่เราๆเห็นกันนั้นในภาพยนตร์มันอาจจะดูน้อยแต่เวลาถ่ายทำจริงๆนั้นใช้เวลานานมาก อย่างเช่นฉากนึงที่ยาวในภาพยนตร์ 20 นาที แต่ตอนสร้างจริงๆใช้เวลาทำถึง เกือบ 3 อาทิตย์เลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และ น่าทึ่งมากๆเลยทีเดียว



ไม่ใช่แค่นั้นตัวภาพยนตร์ยังเรียกได้ว่าทำยอดเยี่ยมมากๆทุกด้านจริงๆ บทที่ช่างน่าสนใจ น่าติดตาม และเป็นเรื่องราวที่จริงๆแล้วไม่ไกลตัวเราๆเลยเหมือนตอนที่เราเคยคิดหรือฝันไว้ในตอนเด็กๆ เช่น เราเคยอยากให้พ่อแม่เราเป็นเช่นนี้ เช่นนี้ อยากให้เพื่อนเราเป็นเช่นนี้ เช่นนี้ ตามที่เราคาดหวังหรือฝันไว้ หรือ เราอาจจะเคยคิดที่อยากจะออกไปจากโลกปัจจุบันที่น่าเบื่อ Coraline เอาเรื่องราวและความคิดนั้นมาติดต่อและเล่าเรื่องใหม่ได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด และมันช่างมีความเป็น Original หรือความที่ไม่เหมือนใครได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ นอกจากนั้นเรื่องราวและข้อความที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงคนดูนั้น เข้าใจง่ายมาก แม้กระทั่งเด็กๆ แต่เป็นข้อความที่ช่างทรงพลังจากการที่ภาพยนตร์ทำทุกๆอย่างได้อย่างน่าทึ่ง การใช้ Symbolic หรือ สัญลักษณ์ต่างๆในภาพยนตร์ที่มีหลายครั้งและแต่ละครั้งช่างทำออกมาได้อย่างสวยงาม สื่อความหมายได้ทันทีง่ายดาย แต่ส่งผลได้อย่างน่าทึ่ง ตัวละครแต่ละตัวในภาพยนตร์ที่ช่างน่าสนใจ มีเอกลักษณ์ทุกๆตัวละคร และช่างเป็นตัวละครที่ออกแบบมาได้อย่างดีจริงๆ สำหรับตัว CG และ การใช้เทคนิค Stop Motion ตุ๊กตาต่างๆในภาพยนตร์นั้นช่างสวยงาม อลังการ ที่สำคัญคือ CG ในภาพยนตร์นั้น มักจะใช้เป็นการ Support ตัวตุ๊กตาในภาพยนตร์มากกว่าจะมาบดบังตัวภาพยนตร์ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าตัวภาพยนตร์นั้นมีหลักมีฐานจริงๆนั้นก็คือการใช้ตุ๊กตาและ Stop Motion เป็นพระเอก ไม่ใช่ CG นอกจากนั้นตัวตุ๊กตายังเคลื่อนไหวได้สมจริง ไม่มีสะดุดได้อย่างน่าทึ่ง แม้ในหลายๆฉากที่ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม หลายๆฉากที่ต้องมีการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆในฉากที่เคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวภาพยนตร์ก็ถ่ายออกมาได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดหรือทำให้รู้สึกขัดๆ แต่อย่างใดเลย นอกจากนั้นอีกสิ่งที่เป็นตัวทำให้ภาพยนตร์รู้สึกน่าค้นหาหรือ"Charming" อยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ การเล่าเรื่องที่ลื่นไหลไม่มีติดขัดตลอดตั้งแต่วินาทีแรกจนจบ และเป็นการเล่าเรื่องที่ฉลาดมากๆ เหมือนผู้กำกับ Henry Selick เขารู้จริงๆว่าในฉากนี้ ควรจะให้คนดูรู้อะไร อย่างไรบ้าง เพื่อที่จะทำให้คนดูเข้าถึงฉากต่อไปได้ และการเล่าเรื่องที่ช่างลื่นไหลนี้ มันทำให้คุณรู้สึกสนุก สนใจ และ Connect กับตัวภาพยนตร์อยู่ตลอดเวลาจริงๆ ไม่มีเวลาใดเลยในภาพยนตร์ที่คุณไม่รู้สึกอยากจะดูฉากต่อไป ว่าตัวละครทำอย่างไร ตัวละครจะเผชิญอย่างไร เพราะมันช่างน่าติดตาม และ สนุกเหลือเกิน  นอกจากนั้นตัวตุ๊กตาเหล่านี้ยังแสดงอารมณ์ต่างๆ สีหน้าต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ทรงพลัง ไม่แพ้คนแสดงจริงๆหรือภาพยนตร์อนิเมชั่น CG เรื่องอื่นเลย



สุดท้ายก็คือ การพากษ์เสียงที่ได้ทีมงานที่เหมาะกับตัวละครมากๆ อย่าง Dakota Fanning  ที่พากษ์ได้เหมาะสม ยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากนั้นตัวภาพยนตร์ยังมี Soundtrack  ที่ยอดเยี่ยม สนับสนุนผู้ชมได้ในทุกๆฉากอย่างง่ายดาย และตัว Soundtrack เองก็ช่างมีมิติ น่าสนใจ ไพเราะ และแฝงอะไรบางอย่างไว้ที่ช่างน่าค้นหา แม้จะไม่มีตัวภาพเองก็ตาม



Coraline เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่พูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง น่าติดตาม และยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยการทุ่มเทอย่างมากมายลงไปในผลงานหรือชิ้นงาน ด้วยการใช้เทคนิค Stop Motion ที่อาศัยความอดทนและความพยายามอย่างมาก การเล่าเรื่องที่ลื่นไหลน่าติดตาม สนุกอยู่ตลอดเวลา ตัวละครต่างๆที่ช่างออกแบบมาได้อย่างยอดเยี่ยม และการพากษ์เสียงที่ยอดเยี่ยม ภาพในภาพยนตร์ที่ถ่ายมาได้อย่างสวยงาม น่าทึ่งอยู่ตลอดเวลา และไม่มีการใช้ CG มากจนเกินไป จนบดบังจุดเด่นของภาพยนตร์ที่แท้จริง Soundtrack ที่สนับสนุนตัวภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังมีความโดดเด่นด้วยตัวของมันเองอีกด้วย หลายๆสิ่งหลายๆอย่างในภาพยนตร์เหล่านี้เมื่อมารวมกันในตอนท้ายสุดทำให้ Coraline เป็นภาพยนตร์ที่ควรจะเป็นภาพยนตร์ที่ควรจะมีติดเอาไว้ทุกบ้าน และควรจะเปิดให้ลูกๆของคุณดูหรือผู้ใหญ่ดูเองก็ยังได้ เสมือนกับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสอนอะไรบางอย่างให้กับคนที่ได้ชมแบบที่ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆเลย



I Give [ A+ ] & [ Must See Badge ] 

Thor : The Dark World ( 2013 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
การกลับมาของเทพเจ้าสายฟ้า ตอ เอ้ย... ธอร์ !!



Movie Name : Thor : The Dark World , Action / Adventure / Fantasy
Director : Alan Taylor ( Game of Thrones TV-Series )
Stars : Chris Hemsworth ( The Avengers , Cabin in the woods ) , Natalie Portman ( V for Vendetta , Black Swan ,  Thor ) , Tom Hiddleston ( War Horse , The Avengers ) , Anthony Hopkins ( Thor , Hannibal ) , Christopher Eccleston ( The Others ) , Stellan Skarsgard ( The Avengers , Thor ) , Idris Elba ( Pacific Rim , Prometheus , Thor ) 
Rating :  PG -13








REVIEW


                                                                 Thor : The Dark World เป็นภาพยนตร์ของค่าย Marvel อีกเรื่องสำหรับการปูทางไปสู่ Phase 2 ของ Marvel หรือ The Avengers 2 ก็ว่าได้ ซึ่งเนื่องจาก The Avengers ภาคแรกนั้น ดีจนเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่สุดยอดมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว จึงทำให้หลายๆคนหันมาสนใจ ว่า Marvel จะปูทางไปสู่ Phase 2 หรือ The Avengers 2 อย่างไร (ถ้าใครติดตามข่าวของภาพยนตร์ค่าย Marvel บ่อยๆก็คงจะทราบบ้างแล้วว่าตัวร้ายใน The Avengers 2 หรือ 3 น่าจะเป็นใคร)  สำหรับ ภาพยนตร์เรื่อง Thor นั้น ต้องขอพูดเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่ในภาคแรกนั้นทำได้ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไรนัก แต่ออกไปทาง ธรรมดาๆเสียมากกว่า อาจจะมาจากส่วนหนึ่งที่ 60%-70% ของทั้งเรื่องดันอยู่แต่บนโลก และแทบจะไม่มีฉากต่อสู้เท่าไรเลย ซึ่งผลที่ออกมาก็คือเป็นภาพยนตร์ที่ไม่สุดเลยซักทาง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่าในภาค 2  The Dark World นั้น หลายๆคนจึงหวังว่าจะเป็นการแก้ตัวของ Thor หรือไม่ 




ต้องขอบอกเลยว่า ช่างน่าเสียดายที่ในสุดท้ายแล้ว Thor : The Dark World นั้นไม่ค่อยจะสร้างความแตกต่างจาก Thor ภาคแรกเท่าใดนัก สาเหตุส่วนใหญ่ๆนั้นมาจากในภาคนี้ตัวภาพยนตร์โฟกัสไปทางด้านการถล่มฉาก Action และ ฉาก Special Effects ใส่คนดูมากจนเกินไป ซึ่งแรกๆมันก็น่าสนุกอยู่เหมือนกันแต่พอมันถล่มใส่คุณมากจนเกินไปมันจะเปลี่ยนจากสนุกเป็นน่าเบื่อไปแทน เหมือนกับเวลาที่คุณรับประทานอาหารจนคุณอิ่มแล้ว คุณก็คงไม่อยากจะทานต่อไปแน่นอน จนทำให้ตัวภาพยนตร์ขาดหายสิ่งที่เรียกว่า "Charm" หรือสิ่งที่ทำให้ตัวภาพยนตร์นั้นน่าสนใจและบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้คุณรู้สึกอยากที่จะรู้ว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร ไปอย่างมาก ซึ่งสาเหตุที่ตัวภาพยนตร์โฟกัสไปทางนี้ก็น่าจะมาจากภาคที่แล้วที่ตัวภาพยนตร์นั้นไปโฟกัสทางด้านตัวละครอย่าง Thor ที่อยู่บนโลกมนุษย์มากกว่า และทำให้หลายๆคนผิดหวังที่ตัวภาพยนตร์นั้นแทบจะไม่มีฉาก Action ใดๆเลย ทางค่ายจึงจัดให้สำหรับหลายๆคนที่ผิดหวังมาจากภาคที่แล้ว เพียงแต่ว่าการจัดเต็มครั้งนี้นั้น มันมากจนเกินไปอยู่มากเลยทีเดียว


นอกจากนั้นจุดอีกจุดที่แย่ไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่าด้วยนั้นก็คือ เหล่าตัวร้ายโดยเฉพาะต้วร้ายหลักอย่าง  Malekith ที่ช่างไม่น่าสนใจ แบน อ่อนแอ ตัวภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้เราเชื่อเลยแม้แต่น้อยว่าเขาจะเหนือกว่า Thor โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่ทำให้ตัว Malekith เอง ดูอ่อนแอเหลือเกิน ซึ่งมันไปส่งผลถึงหลายๆฉาก อย่างเช่นฉาก Climax ที่ทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันเลย เพราะคุณจะรู้สึกว่า Malekith ไม่มีทางที่จะชนะ Thor ได้เลยแม้แต่น้อย กลับกันตัวละครอย่าง Loki ที่ตัวภาพยนตร์ไม่ได้โฟกัสเป็นอันดับหนึ่งในภาคนี้ กลับดูน่าสนใจ น่าติดตาม ลึก กว่าหลายเท่าตัวเสียอีก และ ความสัมพันธ์ระหว่าง Thor กับ นางเอกอย่าง Jane ที่ยังคงไม่น่าสนใจเท่าใดนัก สุดท้ายก็คือตัวละครรองหลายๆตัวที่ยังคงไม่น่าสนใจเท่าไรนักอีกเช่นกัน



แต่ก็มีหลายๆสิ่งเช่นกันที่ตัวภาพยนตร์นั้นทำได้ดีเลยทีเดียวในภาคนี้ อย่างแรกเลยก็คือ Production Design ที่สวยงาม อลังการ ไม่มีการเผางานเลยแม้แต่น้อย CG ที่สวยงาม และ รู้สึกได้ว่า Thor ภาคนี้ได้ลงลึกไปในด้านความ Spectacle มากกว่าภาคแรกอยู่มากเลยทีเดียว สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดที่แข็งที่สุด ดีที่สุด น่าสนใจที่สุดในภาคนี้เลยก็คือ Thor กับ Loki ซึ่งเป็นคู่พี่น้องที่ช่างเข้ากันได้อย่างดิบดี รวมไปถึงการปู Characters มาตั้งแต่ Thor ภาคแรก ยัน The Avengers ยิ่งทำให้สองตัวละครนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก  หาก Scene ใดที่ทั้งสองคนนี้มาอยู่ใน Scene เดียวกันมันมักจะเป็นฉากที่สนุกและน่าสนใจเสมอๆ รวมไปถึงนักแสดงทั้งสองคนนั้นก็คือ Chris Hemsworth และ Tom Hiddleston ที่แสดงกันได้เข้าขาอย่างยอดเยี่ยมจริงๆ 





Thor : The Dark World ในท้ายที่สุดก็ยังคงไปได้ไม่ไกลซักเท่าไรนัก และน่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำได้คงเส้นคงวาในหลายๆส่วน อย่างน้อยก็ยังดีที่ตัวภาพยนตร์ไม่แย่หรือเลวร้ายกว่าเดิม และมันยังมีบางสิ่งที่ยังคงทำให้ตัวภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ เพียงแต่ว่าสิ่งๆนั้นมันยังไม่เพียงพอ กับสิ่งอื่นๆที่ยังคงกระจัดกระจายกันอย่างเข็มในมหาสมุทร



  Final Score : [ C+ ] 

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Percy Jackson : Sea of Monsters ( 2013 ) Movie Review

MOVIE REVIEW
การกลับมาของ Percy !!! ที่....ไม่ค่อยจะยิ่งใหญ่เท่าไร


Movie Name : Percy Jackson : Sea of Monsters ( 2013 ) , Fantasy / Adventure
Director : Thor Freudenthal 
Stars : Logan Lerman ( Percy Jackson : Lightning Thief ) , Alexandra Daddario (  Percy Jackson : Lightning Thief  ) , Douglas Smith (  Percy Jackson : Lightning Thief  ) , Leven Rambin ( The Hungers Games ) , Brandon T.Jackson (  Percy Jackson : Lightning Thief ) , Jake Abel (  Percy Jackson : Lightning Thief  , I Am Number Four ) , Anthony Head ( Merlin TV Series ) , Stanley Tucci ( Jack The Giant Slayer , The Hunger Games , Captain America ) , Nathan Fillion ( Castle TV Series ) 






REVIEW


                                                                               Percy Jackson : Sea of Monsters เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่มีต้นฉบับมาจากหนังสือนวนิยาย ชุด  Percy Jackson โดยในภาคแรกนั้นก็คือ Percy Jackson : Lightning Thief นั้นเอง ซึ่งจากที่ผมเคยได้ยินมาหลายครั้ง หลายๆคนนั้นค่อนข้างจะชอบ หนังสือนวนิยายชุดนี้อยู่พอสมควรเลยทีเดียว และผมก็ค่อนข้างเข้าใจเมื่อเห็นภาพยนตร์ภาคแรกเข้าฉาย ถึงแม้ตัวผมจะไม่เคยอ่านหนังสือเลยก็ตาม ผมรู้สึกว่า Percy Jackson สามารถที่จะเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่อีกเรื่องหนึ่งได้แบบ Harry Potter ที่ประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วแบบไม่ต้องสงสัยใดๆ แต่เนื่องจาก Percy Jackson : Lightning Thief ในภาคแรกนั้น ค่อนข้างจะแย่... และ ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าใดนัก ณ ตอนนี้ แฟนๆหลายๆคนจึงหวังว่าในภาคนี้อะไรหลายๆอย่างน่าจะดีขึ้น


ผมต้องขอสารภาพไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ผมเป็นคนที่โคตรบ้าพวกตำนานกรีกอย่างมาก เช่นพวก Zeus Hades Poseidon Athena หรือแม้กระทั่งสัตว์ประหลาดในตำนานอย่างเช่น Cyclops Wywern Dragon และ สัตว์ประหลาดในตำนานตัวโปรดของผม "Hydra" ผมจึงอาจจะเรียกได้ว่ามีความรู้มากกว่าคนทั่วไปอยู่นิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ เพราะเรื่องราวของตำนานกรีกนั้นกว้างมหาศาลเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดต่างๆ หรือ ประวัติของเทพองค์ต่างๆที่อ่านเท่าไรก็ไม่หมดเสียที ยังไม่นับตำนานของนอร์ธ เช่นพวก Thor Odin Loki ที่ยาวเยียดล้านแปดพันหน้าไม่แพ้กับตำนานกรีกเลยแม้แต่น้อย (เป็นอีกสาเหตุที่ผมค่อนข้างจะบ้า Series Supernatural หรือภาพยนตร์อย่าง Clash of Titans , Wrath of Titans มากกว่าคนทั่วไป ) ผมจึงค่อนข้างมีความหวังอยู่เล็กน้อยว่าภาคนี้ อะไรๆมันอาจจะดีขึ้น ?


Percy Jackson : Sea of Monsters นั้นยังคงได้นักแสดงหลักหลายๆคนชุดเดิมมาแสดงอย่างเช่น Logan Lerman หรือ Alexandra Daddario ยกเว้นเพียงคนเดียวนั้นก็คือ บทของ Chiron ซึ่งในภาคที่แล้วคนที่รับบทนี้ก็คือ Pierce Brosnan แต่ในภาคนี้นั้นได้เปลี่ยนคนเล่นเป็น Anthony Head แทนซึ่งในจุดนี้หลายๆคนอาจจะเสียดาย แต่ผมกลับมองว่าเป็นจุดที่คิดได้ดีซะอีก เพราะ ส่วนตัวผมว่า Pierce Brosnan ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับบทนี้ซักเท่าใดนัก ต่างกับ Anthony Head ที่เหมาะสมอยู่ทีเดียวเลย และตัวภาพยนตร์ยังได้นักแสดงใหม่อีกหลายคนเข้ามาเสริมทัพ เช่น Stanley Tucci ที่ตอนนี้ป๋าแกไปอยู่ภาพยนตร์ที่มีต้นฉบับมาจากหนังสือชื่อดังหลายเรื่องไปจนแทบจะทุกเรื่องแล้ว อย่างเช่น The Hunger Games หรือ แม้กระทั่งภาคต่อ Caching Fire ที่จะเข้าฉายในปลายปีนี้ หรือ บางคนอาจจะจำเขาได้จากบทตัวร้ายใน Jack The Giant Slayer 



Percy Jackson : Sea of Monsters เป็นภาพยนตร์ที่คงจะเขียนแยกให้เป็น ข้อดี/ข้อเสียยาก เพราะหลายๆอย่างในภาพยนตร์นั้น ไม่ได้แย่เลย แต่ก็ไม่ได้ดีเช่นกัน ค่อนข้างจะไปทางธรรมดาๆเสียมากกว่า อย่างเช่น บทที่ไม่ซับซ้อนใดๆเลย คุณแทบไม่ต้องคิดใดๆคุณก็เข้าใจมันได้อย่างง่ายดาย (ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับภาพยนตร์แนวนี้) CG ที่อยู่ในระดับโอเค ก็พอรับได้ ไม่ได้สวยงามอลังการแบบ The Hobbits แต่ก็ไม่ได้แย่แบบ R.I.P.D. หรือ แม้กระทั่งการแสดงที่นักแสดงแทบจะทุกคนเหมือนจะเข้าใจดีก็เลยไม่ได้เล่นแบบซีเรียสอะไร (และก็ไม่ควรจะซีเรียสด้วย เพราะ เหตุผลที่หลายๆคนเสียเงินเข้ามาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะ อยากสนุก) 


มีบางจุดที่ยังพอจะนับเป็นข้อดีในภาพยนตร์อยู่ได้บ้าง อย่างเช่น Logan Lerman เขาเล่นได้เหมาะสม ค่อนข้างจะดีกว่าและโดดเด่นกว่าหลายๆคนอยู่หลายๆครั้งเลยทีเดียว ในหลายๆ Scene ที่จะต้องใช้อารมณ์เขาก็เล่นได้อย่างดี  Stanley Tucci ที่ยังคงเล่นได้ตลก และ เป็นคนที่ไม่ว่าอยู่ใน Scene ใดก็ทำให้สนุกได้อยู่เสมอๆ

หรือ ตัวภาพยนตร์ที่ผมต้องยอมรับจริงๆ ว่าค่อนข้างสนุกทีเดียวไม่รู้ว่าเพราะ เป็นตำนานกรีกด้วยรึเปล่าก็เลยทำให้ผมสนุก ก็ไม่อาจทราบได้


จุดที่ผมไม่ชอบในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นก็คือ ความง่ายของภาพยนตร์ ที่ผมเข้าใจดีว่าภาพยนตร์แบบนี้มันควรจะเป็นแบบนี้มันควรจะง่าย ไม่ควรจะคิดอะไรมาก หรือ เข้าใจยาก แต่ที่ผมว่า คือมันดูง่ายไปหมดทุกอย่าง การผจญภัย บททดสอบต่างๆที่ตัวละครได้พบเจอในเรื่อง มันช่างดูไร้พลัง ดูง่ายดายเหลือเกิน แตกต่างกับ Harry Potter โดยเฉพาะในภาคท้ายๆ ที่หลายๆครั้งที่มันทำให้คุณสิ้นหวังไปพร้อมๆกับตัวละคร และ รู้สึกไปกับตัวละครอย่างง่ายดาย เพราะ หลายๆสิ่งหลายๆอย่างในภาพยนตร์ แต่ใน Percy Jackson : Sea of Monsters หลายๆอย่างมันดูง่ายดายเหลือเกิน โดยเฉพาะฉาก Climax ที่ทำเอาผมอ้าปากค้างด้วยความอนาจของมัน 



Percy Jackson : Sea of Monsters นั้นก็ยังคงรักษาระดับหรืออาจจะขึ้นมานิดหน่อยจากในภาคแรก แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นภาพยนตร์ที่จะใกล้เคียง  Harry Potter ได้เลยแม้แต่น้อย หลายๆสิ่งหลายๆอย่างยังคงทำได้แค่ ธรรมดา ไม่ดีไม่แย่ ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะมีจุดที่ทำได้ค่อนข้างดีอยู่บ้างเช่น Logan Lerman ที่แสดงได้ค่อนข้างดี หรือ ตัวภาพยนตร์ที่ยอมรับเลยว่าค่อนข้างสนุก แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์จะ"ดี" เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะ ข้อเสียที่ตัวภาพยนตร์นั้นทุกอย่างมันกลับดูแสนง่ายดายหยั่งกับในการ์ตูนซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในภาพยนตร์ และตัวภาพยนตร์ที่ยังคงไม่ได้สร้างความน่าจดจำเท่าใดนัก หรือ ก็คือตัวภาพยนตร์พอจบก็จบเลยคุณจะไม่นึกถึงมันอีก แต่ถึงกระนั้นถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบหนังสือนวนิยายชุดนี้ หรือ คุณอยากจะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อความสนุก คุณอาจจะชอบมัน แต่ถ้าคุณหวังอะไรที่มันมากกว่านั้นล่ะก็ คุณจะได้ความผิดหวังกลับบ้านแน่นอน 


จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ Logan Lerman แสดงได้อย่างดีในหลายๆฉาก
+ เป็นภาพยนตร์ที่รู้สึกสนุกอยู่ในหลายๆช่วง
+ Stanley Tucci ไม่ว่าเขาอยู่ในฉากใด ก็สร้างความตลก และ สนุกได้อยู่ตลอดเวลา


จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- ตัวภาพยนตร์ทุกอย่างมันดูง่ายเหมือนในการ์ตูนไปหมด การผจญภัย ความท้าท้ายต่างๆมันแทบจะไม่รู้สึกใดๆเลย
- Climax ที่สุดแสนอนาจ 
- ยังคงไม่สร้างความน่าจดจำใดๆ 




Final Score : [ C ]