แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Robert De Niro แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Robert De Niro แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

The Family aka " Malavita " ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
Robert De Niro + มาเฟีย จะเป็นไปได้อย่างไรที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะ Fail !!!.............. ?




Movie Name : The Family aka. "Malavita" , Comedy / Crime / Thriller
Director : Luc Besson ( Leon The Professional Killer , The Lady )
Stars : Robert De Niro ( The God Father Part II , Killer Elite , Star Dust ) , Michelle Pfeiffer ( Stardust , New Year's Eve ) , Dianna Agron ( I Am Number Four ) , John D'Leo ( The Wrestler ) , Tommy Lee Jones ( No Country For Old Man , Men In Black )
Rating : R








REVIEW

                                                    The Family หรือใช้ชื่อในไทยว่า Malavita นั้น เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับลุค เบซอง (มีส่วนเขียนบทเองด้วย) ที่ดูจากองค์ประกอบต่างๆแบบผิวเผินแล้ว มันน่าจะเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากดาราอย่าง Robert De Niro แล้ว ยังมี Michelle Pfeiffer มาร่วมแสดงอีกด้วย ซึ่งสองคนนี้อาจจะเคยผ่านๆกันมาบ้างใน ภาพยนตร์เรื่อง Star Dust หรือใน New Yer's Eve แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ Plot ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ครอบครัวของ Blake ( Robert De Niro )ที่ย้ายบ้านหลบหนีมาอยู่ประเทศฝรั่งเศษภายใต้การโครงการคุ้มครองพยาน แต่สิ่งที่ท้าท้ายพวกเขาจริงๆนั้นกลับเป็นสัญชาติญาณนักเลง/มาเฟียเก่าภายใน ที่คอยที่จะปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ 



แต่ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน The Family นั้นกลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่รู้สึกได้ถึงความกระจัดกระจาย และหลงทางเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ บทและการกำกับที่ช่างหลงทางอย่างสุดขีด ชนิดที่เรียกได้ว่า เดินมั่วไปหมด หลายๆครั้งที่ทำให้สงสัยว่าตัวบทและผู้กำกับ Luc Besson ต้องการให้ The Family เป็นภาพยนตร์อะไรกันแน่ ตลกร้าย Irony เสียดสี ? ภาพยนตร์มาเฟีย ? ภาพยนตร์ Action ? ภาพยนตร์ Thriller ? เพราะมันช่างผสมปนเปกันอย่างไร้วัฒนธรรมเสียเหลือเกินในภาพยนตร์ และไม่ว่าจะในด้านใดๆที่กล่าวมาก็ดูช่างเบาบางไปเสียทุกด้าน อย่างเช่น ตลกร้าย Irony เสียดสีสังคม ที่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ และพอที่จะให้ความบันเทิงได้บ้างจุดหนึ่ง แต่มุขตลกเหล่านั้นมันช่างตื้นเขิน ไร้พลัง ไร้ความน่าจดจำเป็นที่สุด หลายๆมุขนั้นเหมือนสร้างขึ้นมาอย่างไร้ขบวนการความคิดที่ไตร่ตรองถี่ถ้วนอย่างน่าเสียดาย หรือมันจะเป็น ภาพยนตร์ Thriller ก็ไม่ใช่อีก เนื่องจากภาพยนตร์แทบจะไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นเลย อย่างน้อยก็เกือบทั้งเรื่อง หลายๆครั้งในภาพยนตร์ที่ต้องขอชมว่า ผู้กำกับ Luc Besson ใช้การตัดต่อแบบเชื่อมกันใน Scene ต่างๆได้อย่างน่าสนใจ อยู่เหมือนกัน  แต่...



นั้นก็ไม่ได้ทำให้การเล่าเรื่องของภาพยนตร์มันดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย การเล่าเรื่องใน The Family มันช่างเหมือนกับการเดินวนอยู่กับที่หลายๆรอบที่ช่างแสนน่าเบื่อหน่าย ไร้ความน่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งจริงๆแล้วการเล่าเรื่องแบบวนไปวนมาแบบนี้มันอาจจะดีขึ้นถ้าหากตัวภาพยนตร์มีความน่าสนใจ หรือ Charming บางอย่าง เช่น อาจจะมีข้อความ ความหมายอะไรที่แฝงไว้อย่างแยบยล ซึ่งเป็นสิ่งที่ Family ไม่มีเลยแม้แต่น้อย และ ผลของมันก็คือความไม่น่าสนใจ และซ่้ำซากอย่างไม่สร้างสรรค์ กระทั่งในด้านการแสดงก็ยังไม่ดีนักในภาพยนตร์เรื่องนี้ อย่างเช่น Dianna Agron ในภาพยนตร์เรื่องนี้หลายๆครั้งที่เธอแสดงได้ค่อนข้างจะแย่ ไร้อารมณ์ แม้แต่ฉากที่พยายามจะบีบอารมณ์ของเธออย่างเต็มที่แล้ว เธอก็ไม่เคยเลยที่จะไปถึงจุดๆนั้นเสียที แม้กระทั่งนักแสดงอย่าง Tommy Lee Jones ก็ช่างไร้พลัง ไม่น่าสนใจ ดูหมดแรง น่าผิดหวังอีกเช่นกัน ถึงกระนั้นก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้พอที่จะ"ให้อภัย"ได้อยู่บ้าง เช่น Robert De Niro และ Michelle Pfeiffer ที่ทั้งคู่แสดงได้อย่าง ร้ายกาจ น่าสนใจ และค่อนข้างที่จะซะใจคนดูอยู่ไม่น้อยทั้งคู่เลยทีเดียว แต่นั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนักกับสิ่งที่ภาพยนตร์ได้ทำล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าไปเรียบร้อยแล้ว



The Family ในท้ายที่สุดก็เป็นเพียงได้แค่ภาพยนตร์ที่ผ่านๆไปไม่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่ง ช่างน่าเสียดาย Potential หรือความเป็นไปได้ ที่มันน่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ดีได้ ด้วยบทและการกำกับที่ช่างหลงทางอย่างไร้ศิลปะ ไม่น่าสนใจ ตื้นเขิน ไร้พลังในทุกด้าน การเล่าเรื่องที่ช่างแสนน่าเบื่อหน่าย นักแสดงบางคนที่ล้มเหลวที่จะถ่ายทอดพลังออกมา ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะมีนักแสดงอย่าง Robert Deniro และ Michelle Pfeiffer เป็นตัวช่วยใหญ่ก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นซักเท่าไรเลย



Final Score : [ C- ]

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Stardust ( 2007 ) Movie Review

Movie Review
มหัศจรรย์ดวงดาวมหากาพย์ !!?




Movie Name : Stardust ( 2007 ) , Adventure / Fantasy
Director : Matthew Vaughn ( X-Men : First Class )
Stars : Charlie Cox ( Casanova ) , Claire Danes ( Homeland ) , Michelle Pfeiffer ( Batman Returns ) , Robert De Niro ( Taxi Driver , Killer Elite ) 
Rating : PG-13





REVIEW



                                                                                         Stardust เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีอีกเรื่องนึงที่หลังจากดูจบผมต้องขอบอกเลยว่า สำหรับผมถือเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ผมชอบมากที่สุดอีกเรื่องนึงเลยทีเดียว (แต่ที่หนึ่งสำหรับผมก็ยังคงเป็น Narnia : Prince Caspian) และ ถือเป็นภาพยตร์ที่มี 2 สิ่งที่ผมชอบมากๆมารวมกัน อย่างแรกเลยก็คือ Robert De Niro ที่นี้คงเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ป๋าแกแสดงภาพยนตร์แฟนตาซี อย่างที่สองคือผู้กำกับ Matthew Vaughn ซึ่งเขากำกับภาพยนตร์เรื่อง X-Men : First Class ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆถ้าให้จัดอันดับ Top 10 ภาพยนตร์ที่ชอบมากที่สุดตลอดการแบบส่วนตัว ก็คงจะมี X-Men : First Class อยู่ในนั้นแน่นอน ซึ่งนอกจากนั้นยังมีทีมเขียนบทเดียวกับ X-Men : First Class อยู่อีกด้วย



Stardust เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่มีจุดแข็งหลายๆอย่างที่ภาพยนตร์แฟนตาซีส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีนัก อย่างแรกคือ บทที่สุดแสนฉลาด Stardust มีบทหลายๆช่วงที่ฉลาดมากๆ รวมไปถึงเรื่องราวที่น่าสนใจ และ น่าติดตามอย่างมาก มีหลายๆช่วงที่บทถูกวาง Setup ได้อย่างแสนชาญฉลาด ทำให้ฉากต่อมาๆนั้นมีความน่าสนใจ และ ความสนุกที่มากขึ้น ส่วนนึงก็เพราะบทที่แสนฉลาดเนี้ยแหละ แถมหลายๆอย่างในภาพยนตร์ยังมีความสมเหตุสมผลที่ดีอีกด้วยเนื่องจากตัวบทที่เขียนมาดี ตัวภาพยนตร์ Stardust นั้นเป็นภาพยนตร์ที่มีต้นฉบับมาจากนวนิยายเหมือนกับภาพยนตร์แฟนตาซีหลายๆเรื่อง เช่น Narnia ซึ่งจากที่ได้ยินมานั้น ตัวนิยาย Stardust จะค่อนข้างดารค์กว่าและค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่า แต่ในตัวภาพยนตร์จะออกแนวเป็นครอบครัว แฟนตาซีแบบมากๆ เสียมากกว่า


Stardust ถือว่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีอีกเรื่องที่มีดารามีชื่อเสียงหลายคนมากๆมารวมกัน อย่างเช่น Robert De Niro , Mark Strong จาก Green Lantern , Jason Flemyng จาก Clash of The Titans , Ian Mckellen จาก The Lord of The Rings ซึ่งในเรื่องนี้รับบทเป็น Narrator , Michelle Pfeiffer จาก Batman Returns ซึ่งในเรื่องนี้เธอแสดงเป็น ลาเมีย หรือ แม่มดตัวร้ายนั้นแหละ ซึ่งต้องขอบอกว่า เธอแสดงได้อย่างสุดยอด และ  เหมาะสมกับบทมากๆ นอกจากนั้นยังมี Henry Cavill อยู่ในภาพยนตร์อีกด้วย ซึ่งเราเพิ่งจะได้ชมเขาเล่นเป็นบุรุษเหล็ก Man Of Steel นี้เอง ต้องขอบอกว่าเป็น Team Cast ที่ค่อนข้างจะแข็งแรงอยู่มากมันทำให้ตัวภาพยนตร์น่าสนใจมากขึ้น โดย Casting เหล่านี้ พอผนวกเข้ากับ ตัวละครในเรื่องที่แต่ละตัวค่อนข้างจะมีความน่าสนใจอยู่แล้ว ยิ่งทวีคูณความสนุกเข้าไปอีก


Stardust หลายๆฉากมีภาพที่สวยงามจริงๆ ทีมงานเลือก Location ได้สวยงามจริงๆ รวมไปถึง CG ในหลายๆฉากที่แม้ตอนนี้ปี 2013 แล้ว ผ่านมาแล้ว 6 ปี ตัวภาพยนตร์ CG ก็ยังคงดูสวยงามอยู่เช่นเคย


Stardust นั้นแทบจะเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่สุดยอดมากๆอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ดันมาตกม้าตายตอนท้ายเสียดายในบางจุด


อย่างแรกเลยก็คือ ฉากจบ ฉากต่อสู้ตอนสุดท้าย ที่ค่อนข้างจะน่าผิดหวัง และเหมือนดาวน์เกรดมาเหลือแค่ภาพยนตร์แฟนตาซีทั่วๆไป ทั้งๆที่ช่วงแรกทั้งหมดของภาพยนตร์นั้นบทนั้นสุดยอดมากๆ และไม่มีช่วงใดเลยที่รู้สึกว่า บทมันไม่สมเหตุสมผล แต่พอมาช่วงท้ายของภาพยนตร์ บทก็กลับดรอปลงและไม่สมเหตุสมผลในบางจุด และ หลายๆจุดที่น่าผิดหวังจริงๆ น่าเสียดายโอกาสที่ช่วงแรกนั้นตัวภาพยนตร์ทำมาได้สุดยอดแล้ว


จุดที่สองคือ ตัวละครของ Robert De Niro ที่น่าสนใจ สนุกมากๆ แต่กลับโผล่มาแค่เพียงกลางเรื่องเท่านั้น นอกจากนั้นโผล่มาอีกทีก็จบเรื่องแล้วเลย ซึ่งมันน่าผิดหวังมากๆ ถ้าหากให้เขามีบทมากกว่านี้ มันคงจะสนุกกว่านี้มาก ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุมาจากที่ตัวป๋า Robert De Niro เองมีเวลาถ่ายทำว่างแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น และจะต้องถ่ายให้เสร็จภายในเวลานั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้บทน้อยลงก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก



Stardust เป็นภาพยนตร์แฟนตาซี / ผจญภัย ที่เกือบแล้วเชียวจะเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่แทบจะดีที่สุด ด้วยบทที่สมเหตุสมผลอย่างไม่น่าเชื่อ บทที่แข็งแรง และ Setup ได้อย่างแสนฉลาด ตัวละครที่น่าสนใจ น่าติดตาม ไอเดียต่างๆในภาพยนตร์ที่น่าสนใจ และ สนุกมากๆ รวมไปถึง Casting ที่มีแต่นักแสดงระดับแถวหน้าทั้งนั้น น่าเสียดายตัวภาพยนตร์มาตกม้าตายเอาตอนฉากต่อสู้สุดท้ายที่สุดแสนจะน่าผิดหวัง และ ดรอปลงจากภาพยนตร์แฟนตาซีแถวหน้า เหลือ แค่ ภาพยนตร์แฟนตาซีธรรมดาๆ ทั้งๆที่ช่วงแรกนั้นปูมาได้อย่างสุดยอดแล้วแท้ๆ รวมไปถึง ตัวละครของ Robert De Niro ที่สนุก น่าสนใจ และ น่าติดตาม ที่ควรจะมีบทมากกว่านี้ แต่สุดท้ายทั้งเรื่องดันโผล่มาแค่ตอนครึ่งเรื่องเท่านั้น ถึงแม้จะบอกว่าเวลาถ่ายของนักแสดงไม่พอก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเอามากๆ แต่อย่างไรก็ตาม Stardust ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่สุดยอดมากๆอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว


The Best Quote from " Stardust "

You know when I said I knew little about love? That wasn't true. I know a lot about love. I've seen it, centuries and centuries of it, and it was the only thing that made watching your world bearable. All those wars. Pain, lies, hate... It made me want to turn away and never look down again. But when I see the way that mankind loves... You could search to the furthest reaches of the universe and never find anything more beautiful. So yes, I know that love is unconditional. But I also know that it can be unpredictable, unexpected, uncontrollable, unbearable and strangely easy to mistake for loathing, and... What I'm trying to say, Tristan is... I think I love you. Is this love, Tristan? I never imagined I'd know it for myself. My heart... It feels like my chest can barely contain it. Like it's trying to escape because it doesn't belong to me any more. It belongs to you. And if you wanted it, I'd wish for nothing in exchange - no gifts. No goods. No demonstrations of devotion. Nothing but knowing you loved me too. Just your heart, in exchange for mine. "


จุดที่ตัวภาพยนตร์ทำได้ดี :
+ บทที่สุดแสนฉลาด Setup สำหรับฉากต่อๆไปได้อย่างชาญฉลาด และ สมเหตุสมผลอย่างเหลือเชื่อ 
+ บทที่น่าสนใจ น่าติดตาม
+ ทีม Casting ที่มีแต่นักแสดงระดับแถวหน้า
+ ไอเดียและการตีความหลายๆอย่างในภาพยนตร์ที่น่าสนใจ และ สนุก
+ CG และ ฉาก Location ที่สวยงาม อลังการ แม้จะผ่านมาแล้ว 6 ปีก็ตาม
+ ตัวละครที่น่าสนใจ มีคาแรคเตอร์เป็นตัวของตัวเอง


จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- ฉากต่อสู้สุดท้ายที่น่าผิดหวัง และ เหมือนดรอปลงมาเหลือแค่ภาพยนตร์แฟนตาซีธรรมดาๆทั่วไป
- Robert De Niro ทั้งๆที่มีตัวละครที่น่าสนใจ และ สนุกมากๆ แต่ทั้งเรื่องกลับมีบทแค่ตอนกลางเรื่องเท่านั้น ช่างน่าเสียดายโอกาสยิ่งนัก



Final Score : [ B + ] & [ Must See Badge ]

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Everybody's Fine ( 2009 ) Movie Review

Movie Review
ทุกคนไม่เป็นไร



Movie Name : Everybody's Fine ( 2009 ) , Drama / Adventure
Director : Kirk Jones ( What to expect when you're expecting )
Stars : Robert De Niro ( Killer Elite , Star Dust , Taxi Driver , Ronin ) , Drew Barrymore ( Charlie Angles ) , Kate Beckinsale ( Underworld ) , Sam Rockwell ( Iron Man 2 )
Rating : PG -13 




REVIEW


                                                                                 Everybody's Fine ต้องขอเริ่มด้วยการบอกก่อนเลยว่า ผมผู้เขียนนั้น เป็นแฟน ป๋า Robert De Niro มาก ผมดูผลงานป๋าแกมาแล้วหลายเรื่อง (แต่จะเป็นเรื่องหลังจากปี 2000 แล้วมากกว่า) เช่น Ronin , Stardust , 15 Minutes , Righteous Kill Hide & Seek , What Just Happened , Godsend , Machete และ ล่าสุดในโรงภาพยนตร์ ก็คงจะเป็น Silver Lining Playbook ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าช่วงหลังๆป๋าแกเล่นแต่หนังอะไรไม่รู้เช่น The Big Wedding  หลายๆคนถึงกับบอกว่าเดี๋ยวนี้ป๋าแกเล่นมันทุกเรื่องแล้วไม่ว่ามันจะห่วยแค่ไหนก็ตาม


Everybody's Fine เป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ทำให้ผมสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับป๋า De Niro ในช่วงหลังๆ เพราะ ป๋าแกเล่นได้สุดยอดมากๆเรื่องนี้ การแสดงระดับที่สุดยอดจริงๆ รวมไปถึงนักแสดงคนอื่นๆก็แสดงได้ดีเช่นกัน ตัวละครหลายๆตัวในเรื่องนั้นค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดของตัวเอง และค่อนข้างลึกอยู่บ้าง


บทของ Everybody's Fine นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้แปลกหรือพลิกแพลงอะไรมาก แต่เป็นบทที่น่าสนใจ และ ค่อนข้างจะน่าติดตามอยู่พอสมควรเลยทีเดียว


น่าเสียดายที่มีบางอย่างใน Everybody's Fine ที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไรนัก เช่น บทที่บางครั้งพอตัวละครพูดอะไรออกมา คุณแทบจะนึกฉากต่อไปออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร มันทำให้อารมณ์ในบางฉากมันหายไปบ้าง เพราะ คุณดันเดาถูกแบบเปะๆไปเรียบร้อยแล้ว 


รวมไปถึงบทที่ทำให้รู้สึกว่าเดินเป็นเส้นตรงสุดๆ ถึงแม้ตัวหนังพยายามจะเลี้ยว จะหักบ้างแล้วแต่มันก็ไม่มีผลเท่าไรเลยในตัวหนังจริงๆ บางฉากในหนังมีความรู้สึกเหมือนใส่มาเพื่อให้มันเดินเป็นเส้นตรงมากกว่าเดิม และ ไม่ออกไปมากกว่านั้น ซึ่งมันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรนัก เหมือนใส่มาเพื่อให้เดินไปฉากต่อไปได้เฉยๆเสียมากกว่า


นักแสดงคนอื่นๆนอกจาก De Niro กับ Drew Barrymore แสดงเหมือนจะไม่ค่อยเต็มที่เท่าไรนัก ไม่ถึงกับแย่ แต่เหมือนธรรมดามาก เสียมากกว่า และ พอมาเทียบกับ De Niro แล้ว ทำให้บางคนเหมือนถูกบังไป


Everybody's Fine เป็นภาพยนตร์ดราม่าของป๋า Robert De Niro อีกเรื่องนึงที่แสดงให้เห็นว่าป๋าแกยังเทพอยู่จริงๆ แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุอันใดมิทราบช่วงหลังๆหนังป๋าแกมีแต่อะไรไม่รู้ก็ตาม ในหนังมีบทที่น่าสนใจน่าติดตาม และ ตัวละครที่ค่อนข้างจะลึกและมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง น่าเสียดายที่ตัวหนังเป็นเส้นตรงมากจนเกินไป หลายๆฉากเหมือนใส่มาให้หนังเดินต่อไปได้เฉยๆโดยไม่ส่งผลอะไรกับตัวหนังจริงๆจังๆเลย การแสดงของนักแสดงบางคนที่เหมือนยังไม่เต็มที่ หรือ ว่าแสดงได้แค่นั้นจริงๆก็ไม่ทราบเช่นกัน และ บทที่บางครั้งพอตัวละครพูดอะไรออกมาคุณแทบจะเดาออกเลยว่าฉากต่อไปจะเป็นยังไง แต่ Everybody's Fine ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง


The Best Quote from " Everybody's Fine "

 If you would ask me I would have to say in all honesty, Everybody's fine. Everybody's fine. "


จุดที่ตัวหนังทำได้ดี :
+ การแสดงที่สุดยอดของ Robert De Niro
+ บทที่น่าสนใจ น่าติดตาม
+ ตัวละครที่ค่อนข้างจะลึก และ มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง


จุดที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด :
- บทที่เป็นเส้นตรงมากจนเกินไป และบางฉากเหมือนใส่มาเพื่อให้หนังเดินต่อได้เฉยๆ
- การแสดงของนักแสดงบางคนในเรื่องที่ทำได้แค่ธรรมดาๆ
- ในบางฉากพอตัวละครพูดอะไรออกมาคุณแทบจะเดาออกเลยว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร



Final Score : [ B ]