แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Goosebumps (2015) Movie Review


Goosebumps (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลิน"


   ไม่น่าเชื่อเลยว่า นวนิยายสุดโด่งดังอย่าง Goosebumps หรือในชื่อไทยสุดคุ้นหูอย่างชมรมขนหัวลุกจะได้โอกาสมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์เสียที หลังจากที่อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานานแสนนานตั้งแต่ปี 1992

แน่ละว่าการมารับบทนำของ แจ็ค แบล็ค ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดีกันแน่ เนื่องจากผลงานที่ขึ้นๆลงๆตลอดของเขา อย่างไรก็ตามถ้าหากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะเชื่ออย่างเต็มเปาว่าคงไม่มีใครจะเหมาะไปกว่าแจ็ค แบล็คผู้นี้อีกแล้ว



อย่างไรก็ตามความรู้สึกในช่วง 30 นาทีแรกของความพยายามในการนำแฟรนไชส์หนังสือชื่อดังเรื่องนี้ มาถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์ก็ดูน่าเป็นห่วงเอาการเพราะนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

ด้วยการเล่าเรื่องของผู้กำกับ ร็อบ เลทเทอร์แมน ที่ยังขาดชั้นเชิง ซ้ำร้ายบทก็แสนจืดชืด ซ้ำซากเหลือเกิน ว่าด้วยเรื่องราวของตัวละครที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพบกับเพื่อนบ้านหรือคนใกล้ชิดที่แอบซ่อนความลับเอาไว้ จนนำไปสู่การผจญภัยอันแสนตื่นเต้น บลาๆ เรียกได้ว่าเป็นพล็อตสุดคลาสสิกที่เราคงเคยเห็นกันมาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ซึ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ Goosebumps ล้มเหลวในการสร้างความแตกต่าง หรือสร้างความโดดเด่นในส่วนนี้ของมันให้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆต่างหาก

อีกสิ่งที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อยเลย ก็คือความพยายามในการยัดเยียดหลายสิ่งอย่างเข้าไปในปากผู้ชม เฉกเช่นพอต้องการจะเล่าถึงปมหลังของตัวละครเอก ก็จะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายต่อหลายรอบ แถมยังไปไกลถึงขนาดที่ให้ตัวละครพูดในทำนองที่ว่า "มันไม่มีอะไรหรอก" เพื่อเป็นการบอกใบ้อย่างสุดฤทธิ์ให้ผู้ชมรู้ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆอีกต่างหาก ในส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่านี้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนวนิยายเด็ก แต่ในเมื่อกลายมาเป็นภาพยนตร์แล้วข้ออ้างนั้นก็ดูจะเริ่มฟังไม่ขึ้นเข้าไปทุกทีๆ



แต่เป็นที่โชคดีสุดๆของ Goosebumps ที่มันเสมือนได้สติขึ้นมากลางคัน ตื่นขึ้นและเฉิดฉายขึ้นมาในกลางเรื่อง ซึ่งนั้นเป็นจุดที่เหล่าสัตว์ประหลาด ภูติผีปีศาจสุดแสนจะจินตนาการทั้งหลายต่างผุดขึ้นมากันอย่างไม่จบสิ้น และจุดนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่น 

นอกจากเหล่าปีศาจนี้จะน่าสนใจแล้ว การเล่าเรื่องของ ร็อบ เลทเทอร์แมน ก็ดูจะดีขึ้นมาอย่างทันตาเห็น สร้างสรรค์การผจญภัยของเหล่าตัวละครได้อย่างน่าค้นหา น่าติดตาม และคอยหยอดมุขอยู่เนืองๆได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะแปกค่อนข้างบ่อยก็ตาม

ที่ดูจะน่าจับตามองจริงๆเลยก็คงจะหนีไม่พ้นนักแสดงที่แปะชื่อให้เห็นกันอย่างชัดเจนบนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง แจ็ค แบล็ค ซึ่งเขารับบทตัวละครใน Goosebumps ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว ไม่ว่าจะมองมุมไหนตัวละครนี้ก็ดูจะเหมาะสมกับแนวทางการแสดงของ แจ็ค แบล็ค ไปเสียหมด เสมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้ลงตัวพอดิบพอดี



ในเมื่อพูดถึงตัวละครแล้ว ตัวละครที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ก็คือเจ้าหุ่นกระบอกวายร้ายสุดแสบอย่าง สแลปปี้ ซึ่งกระโจนขึ้นมากลายเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในทันที จากความเจ้าเล่ห์ ความยียวนกวนทีน และเบื้องลึกเบื้องหลังที่สะท้อนปมขัดแย้งของตัวละครนี้ได้อย่างน่าติดตามเหลือเกิน ซ้ำปมขัดแย้งนี้ยังถูกถ่ายทอดและสะท้อนได้อย่างมีชั้นเชิง เข้าไปสัมพันธ์กับเนื้อของภาพยนตร์ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งก็คือการให้กำลังใจต่อคนที่ถูกรังแกหรือปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอก ให้ความกล้าในการหันกลับมาเผชิญหน้าความเป็นจริง ถึงแม้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะช่างแสนโหดร้าย น่ากลัว และสยดสยองไม่ต่างจากเหล่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ แต่มันก็ยังมีเรื่องราวที่ช่างน่าตื่นเต้น น่าค้นหา และความสุขรอคอยอยู่เช่นเดียวกันนั้นเอง

ถ้าหากจะมีจุดใดที่ Goosebumps สามารถแก้ไขและพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ก็คงจะเป็นทางด้านของเหล่าตัวร้ายทั้งหลาย ที่ในภาพยนตร์โดนทางสแลปปี้เบียดจนตกขอบกลายเป็นแค่ตัวประกอบฉากกันไปซะหมด ทั้งๆที่ตัวละครภูติปีศาจหรือสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆทั้งหลายซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยนักเขียนอย่าง อาร์.แอล. สไตน์ ก็ต่างมีความน่าสนใจและความโดดเด่นที่ไม่แพ้กันเลย การที่ตัวภาพยนตร์ตัดสินใจที่จะดึงตัวละครเพียงตัวเดียวออกมาใช้อย่างจริงจังถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าตัวละครที่ดึงออกมาจะยอดเยี่ยมมากเท่าไรก็ตาม



สุดท้ายแล้ว Goosebumps ก็ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวเหล่าภูติผีปีศาจและสัตว์ประหลาดของ อาร์.แอล. สไตน์ ออกมาใช้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาทั้งใหญ่และเล็กผสมปนเปกันไปอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุด ผลที่ได้ออกมาก็เป็นประสบการณ์ที่เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาขนาดย่อมๆ ผสมกับการเดินเข้าบ้านผีสิงจนกลายมาเป็นความทรงจำขนหัวลุกอย่างเพลิดเพลินที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

Paddington ( 2015 ) Movie Review

Paddington ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"การผจญภัยของหมีน้อยน่ารัก ท่ามกลางป่าผู้ดีที่มีชื่อว่าลอนดอน"


 ไม่แน่ใจว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้ามาฉายในช่วงนี้ หลังจากที่เราได้ติดภาพตัวละครหมีน้อยที่อยู่ในลักษณะหยาบโลน ทะลึ่งจากในภาพยนตร์อย่าง Ted ( 2012 ) ที่กำลังจะเข้าฉายภาคที่สองในปีนี้
ถึงแม้ว่าตัวละครอย่างแพดดิงตันน่าจะมาก่อนอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ตัวละครนี้มีต้นฉบับมาจากหนังสือตั้งแต่ปี 1958 ของไมเคิล บอนด์ และถูกนำมาใช้เป็นทีวีซีรียส์หลายต่อหลายครั้ง

Paddington เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหมีแพดดิงตั้นซึ่งเดินทางจากป่าลึกในเปรูมาถึงเกาะอังกฤษ ด้วยภารกิจการตามหานักสำรวจที่เคยพบกับญาติๆของเขา แต่ระหว่างนั้นเองเขาก็ได้พบกับครอบครัวบราวน์ที่จะนำพาเขาไปสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และน่าติดตามเสียจริงเชียว ตั้งแต่การออกแบบฉาก ตัวละคร หรือการใช้โทนสีต่างๆในฉากที่ออกแบบมาได้อย่างน่าทึ่ง สวยงามตระการตา และน่ามองเป็นที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องขอชมผู้กำกับภาพ อีริค วิลสัน และ ผู้ออกแบบโปรดัคชั่นอย่าง แกรี่ วิลเลี่ยมสัน ที่เนรมิตลอนดอน และบ้านของครอบครัวบราวน์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง


ในด้านของผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง พอล คิง ที่ผันตัวจากการกำกับทีวีซีรียส์ มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง เขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมมากทีเดียว ด้วยการเล่าเรื่องอันสนุกสนาน น่าติดตาม และเขายังโอบอ้อมความโอเวอร์ เหนือจริงในแบบหนังสือการ์ตูน หรือ มิวสิควิดีโอ มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด ในจำนวนที่กำลังพอดี ไม่มากจนล้น ซึ่งทำให้เกิดมุขตลกชวนขำที่สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม ซ้ำยังผสมผสานการดำเนินเรื่องเข้ากับเพลงประกอบภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว สร้างการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลไม่รู้สึกติดขัดและทำให้ภาพยนตร์รู้สึกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา


แต่ความน่าทึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ด้วยบทภาพยนตร์ของมันที่ก็แข็งแกร่งและน่าค้นหาไม่แพ้กัน
ตั้งแต่ตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ เช่น ครอบครัวบราวน์ , ตัวละครร้ายที่รับบทโดยนิโคล คิดแมน และตัวละครสุดสำคัญอย่างเจ้าหมีแพดดิงตันที่น่ารัก น่าหยิกเป็นที่สุด ทุกๆตัวละครในภาพยนตร์ก็ถูกเขียนและออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีมิติ และบุคลิกซึ่งสอดแทรกถึงปมปัญหาในแต่ละตัวละครได้อย่างน่าสนใจ เช่น ตัวละครผู้เป็นพ่ออย่าง เฮนรี่ บราวน์ ซึ่งสะท้อนถึงความรักและภาระอันหนักหน่วงของผู้เป็นพ่อที่มีต่อครอบครัวของตน หรือ ตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ต้องการแก้ไขในสิ่งที่พ่อของเธอได้ทำผิดพลาดไว้





และที่สำคัญเลย ก็คือนักแสดงทุกคนในภาพยนตร์ต่างก็แสดงผลงานอย่างยอดเยี่ยมทำให้ตัวละครต่างๆดูมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น แซลลี่ ฮอว์กินส์ , ฮิวจ์ บอนเนวิล  และโดยเฉพาะ นิโคล คิดแมน ซึ่งนำแสดงบทตัวร้ายได้อย่างแสบสัน แต่กลับน่ารัก น่าติดตามเสียจริงเชียว 


ถึงแม้ว่าภายนอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะดูสดใส หรือน่ารักซักเท่าใด แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำมากที่สุดในต้นปี 2015 ณ ตอนนี้เลย ก็คือความที่มันสามารถสอดแทรกประเด็นอันหนักหน่วงได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นการพูดถึงประเด็นปัญหาของคนอเมริกาใต้ที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอังกฤษ ซึ่งพาดพึงไปถึงยุคล่าอาณานิคมของประเทศอังกฤษในสมัยก่อน และยังเสียดสีถึงสังคมผู้ดีอังกฤษที่ยกตนเหนือชนชาติและเผ่าพันธ์ุอื่นได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงก็คือ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคนแปลกหน้าเหล่านี้จะเป็นชนชาติ(หรือเผ่าพันธุ์)อะไร ตราบใดที่เรามีความรักให้กับพวกเขา พวกเขาก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเรานั้นเอง



ในท้ายที่สุด Paddington อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่อง หรือบทสรุปที่ซ้ำซากไปบ้าง เฉกเช่นการมาของตัวละครใหม่ซึ่งทำให้เกิดการมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้งของหลายๆตัวละครเก่า แต่นั้นก็ไม่อาจจะเทียบถึงความน่าทึ่ง และความน่าอัศจรรย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ชีวิต และสามารถถ่ายทอดเนื้อหาอันหนักหน่วงได้ดีเยี่ยม จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Paddington กลายเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะจูงมือบุตรหลานของตน เข้าไปชมและสามารถสนุกไปได้พร้อมๆกันอย่างแน่นอน

Final Score : [ 8.5 / 10 ]

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

Night At the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) Movie Review

Night at the Museum : Secret of the Tomb ( 2014 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ถึงแม้ว่า Secret of the Tomb จะไม่ใช่การจบภาพยนตร์ชุด Night at the Museum อย่างสวยงามนัก แต่อย่างน้อยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว"


  Night at the Museum เป็นภาพยนตร์ชุดที่เกิดขึ้นมาด้วยภายใต้คำถามง่ายๆที่ว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา ?" ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคำถามที่ง่ายดายแต่กลับน่าสนใจและน่าค้นหามิใช่น้อย ยิ่งข่าวร้ายที่นักแสดงชื่อดังอย่าง โรบิน วิลเลียมส์ ได้จากเราไปเมื่อปีที่แล้วโดยทิ้งผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้เป็นเรื่องเกือบสุดท้ายก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าขึ้นมาไม่มากก็น้อย  ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะไม่ใช่แฟนตัวยงของภาพยนตร์ชุดนี้ซักเท่าไรนัก 


โดยในภาค Secret of the Tomb ก็ยังคงเรื่องราวเดิมของตัวละครเอกแลร์รี่ซึ่งมีอาชีพเป็นยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะมีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืน แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับพบว่าพลังอำนาจที่ทำให้ทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมากำลังจะหมดไป เขาจึงต้องหาทุกวิถีทางในการฟื้นคืนอำนาจนี้ให้กลับมาอีกครั้ง



Night at the Museum : Secret of the Tomb ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่โชคดีพอสมควร เนื่องจากการที่ได้ตัวผู้กำกับท่านเดิมจากทั้งสองภาคก่อนหน้าอย่าง ชอว์น เลวี่ มาทำหน้าที่กำกับ เพราะนอกจากการที่เขาจะคุ้นเคยกับเรื่องราวและวิธีการเล่าเรื่องราวของ Night at the Museum ออกมาแล้ว การที่ตัวเขาได้ไปกำกับผลงานภาพยนตร์แอ็คชั่นอย่าง Real Steel ก็เรียกได้ว่ายิ่งเพิ่มประสบการณ์ในการกำกับของเขาเข้าไปอีก 


ซึ่งประสบการณ์นี้ก็ดูจะนำมาใช้ได้ผลกับในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำกับฉากต่อสู้ฉากหนึ่่งในภาพยนตร์ที่นอกจากจะน่าตื่นเต้นแล้วยังเป็นฉากต่อสู้ที่กำกับได้ดีเลยทีเดียว และการใช้ตัวละครรวมถึงอารมณ์ขันของ Night at the Museum ให้เป็นประโยชน์ก็เป็นอะไรที่ฉลาดไม่ใช่น้อย นอกจากนั้นแล้วฉากขยี้อารมณ์ในบางช่วงเขาก็ทำได้ไม่เลวเลย โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ซึ่งค่อนข้างน่าประทับใจเหนือคาดอยู่เหมือนกันสำหรับตัวผู้เขียน




น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมาประสบปัญหากับทางด้านบทภาพยนตร์ของตัวเองซึ่งไม่ค่อยจะมีอะไรให้เล่ามากมายซักเท่าไรนัก ซ้ำร้ายบางด้านที่พยายามนำเสนอให้กับผู้ชมก็ดันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย เฉกเช่นที่มาและเหตุผลของพลังที่ทำให้ทุกสิ่งอย่างในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมา เนื่องจากเรื่องราวในส่วนนี้ค่อนข้างจะซ้ำซากและเหตุผลรองรับที่เบาบาง


ส่วนในด้านของตัวละครนั้น ผลก็ค่อนข้างจะผสมปนเปกันไป ที่น่าพูดถึงก็คือตัวละครใหม่อย่างอัศวิน เซอร์ ลานซล๊อต ที่ตัวภาพยนตร์นำมาผูกกับเนื้อเรื่องได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนั้นด้วยฉากต่อสู้อันน่าตื่นเต้นของตัวละครนี้ก็ยิ่งทำให้น่าติดตามเข้าไปอีก 



แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวละครบางตัวในภาพยนตร์ ก็อยู่ในขั้นย่ำแย่พอสมควร เพราะนอกจากตัวละครเหล่านี้จะไม่น่าติดตามแล้วยังพาเอารู้สึกน่ารำคาญอีกด้วย ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็คือ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ทิลลี่ ซึ่งพยายามโยนมุขอันแสนน่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา กับตัวละครยุคดึกดำบรรพ์ ลาร์ ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนมุขอันไร้ปัญญาทั้งหลายของภาพยนตร์ และการที่ตัวภาพยนตร์จับสองตัวละครนี้มาอยู่ด้วยกันก็ยิ่งทวีคูณความน่ารำคาญเข้าไปอีก



สุดท้ายแล้วที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยก็คือข้อความที่ตัวภาพยนตร์พูดถึง ซึ่งก็พูดถึงประเด็นของการเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งอย่างในทางที่เราไม่อาจคาดถึง ไม่ว่าจะเป็นโลกอันไร้ซึ่งอาณาจักรคาเมล็อตของ เซอร์ ลานซล๊อต , การสูญเสียพลังของหุ่นในพิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงการเลือกทางเดินด้วยตนเองของตัวละคร นิค ลูกชายแลร์รี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว น่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์ยังขยี้ประเด็นและยังให้เหตุผลได้ไม่หนักเพียงพอที่จะทำให้บทสรุปนี้น่าจดจำซักเท่าไรนัก แต่ความพยายามนี้ก็ถือว่าน่าชมเชยทีเดียว 


ในท้ายที่สุด Secret of the Tomb ก็อาจจะไม่ใช่การจบชุดภาพยนตร์ที่สวยงามน่าจดจำซักเท่าไรนัก ด้วยตัวผู้กำกับ ชอว์น เลวี่ ซึ่งยังขยี้ประเด็นที่พยายามพูดถึงได้ไม่หนักพอที่จะทำให้จุดเด่นเหล่านี้น่าจดจำเท่าที่ควร รวมถึงตัวละครบางตัวซึ่งค่อนข้างจะน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยตัวภาพยนตร์ก็ยังคงมีตัวละครบางตัวที่น่าติดตาม การกำกับฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม ฉากไคลแมกซ์อันน่าจดจำ และประเด็นที่น่าสนใจถึงแม้ว่าจะยังไปไม่สุดก็ตาม ทำให้ Night at the Museum : Secret of the Tomb เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวในการชมภาพยนตร์ครอบครัวซักเรื่องหนึ่ง


Final Score : [ B ] 

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

Oz The Great And Powerful ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
พ่อมดออซผู้ซึ่งไร้เวทย์มนตร์ แต่มีเวทย์มนตร์ !?





Movie Name : Oz The Great And Powerful ( 2013 ) , Disney , Adventure / Fantasy
Director : Sam Raimi ( Spider Man Trilogy )
Stars : James Franco ( 127 Hours ) , Mila Kunis ( Ted , Black Swan ) , Rachel Weisz (  The Mummy )
Rating : PG






REVIEW THAI



                                                                        Oz The Great And Powerful เป็นภาพยนตร์แฟนตาซี ครอบครัวอีกเรื่องหนึ่งของปีนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใหญ่อีกเรื่องของปี หลังจากปรากฏการณ์ Jack The Giant Killer ที่พาผมเฟลไปรอบแล้ว ผมก็ช่างกลัวเหลือเกินว่า Oz The Great And Powerful จะซ้ำรอยเจ็บเดิมของผมอีกรอบ.........



Oz The Great And Powerful เรียกได้ว่าได้ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงมากๆอีกคนหนึ่งมาควบคุมทุกๆอย่าง นั้นก็คือ Sam Raimi ที่เราคงจะรู้จักกันดีจาก Spider Man Trilogy ( ไม่ใช่ Amazing Spider-man นะ = =) หรือ หนังลากลงนรกอย่าง Drag Me To Hell  ซึ่งในด้านดราม่า มืดๆ ผมไม่ค่อยจะเป็นห่วงเท่าไรจากที่ดูมาจาก Spider-Man แล้ว แต่ปัญหาคือ Oz มันค่อนข้างจะสว่างสดใส น่ารักนี้สิ จะไปรอดรึเปล่า ??



เนื่องจากประเด็นจาก Jack The Giant Slayer ผมต้องขอเริ่มจากความเจ็บปวดที่มีต่อหนังก่อนนะครับ  ปัญหาหลักๆและเลวร้ายที่สุดของ Oz The Great And Powerful นั้นก็คือ บท ผมไม่ได้พูดว่ามันไม่ได้น่าสนใจนะ มันน่าสนใจมากๆ และในหลายๆจุดก็ดึงดูดคนดูได้ดี แต่ปัญหาคือ แทบจะทุกๆอย่าง มันดูเหมือนถูกจับมาวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีตกใจ ไม่มีเซอรไพรซ์ ใดๆทั้งสิ้น ทุกอย่างมันดูเหมือนถูก Set เอาไว้แล้วมากจนเกินไป จนทำให้ดูแปลกๆ และไม่สนุกซักเท่าไรนัก ต่อให้คุณไม่ได้ดูภาพยนตร์ปี 1939 มาก็แทบจะเดาได้ออกทั้งหมด ซึ่งออกจะแปลกไปซักนิดสำหรับ Sam Raimi จากที่ผมดูเรื่อง Drag Me To Hell มาค่อนข้างจะเซอร์ไพรซ์พอสมควร เพราะ ฉะนั้นถ้าคุณหวังว่ามันจะมีเนื้่อเรื่องแปลกตาสุดขีด โอ้วว้าว ไม่น่าเชื่อ เลิกหวังเถอะครับ แถมบทในบางจุดค่อนข้างจะเป็นดาบสองคมสำหรับคนที่ดูภาพยนตร์ในปี 1939 มาแล้ว เพราะ คุณจะเดาบางอย่างได้ จนบทบางจุดมันค่อนข้างจะไร้ความหมายไปซะอย่างงั้น


อีกอย่างคือ ในหลายๆจุดมันไม่ค่อยจะ Make Sense ซักเท่าไรเลยแม้กระทั่งในโลกของ Oz เองก็ตาม ตัวหนังก็ไม่อธิบายในจุดนี้อีกต่างหากทำให้ปล่อยให้เรานั่งเกาหัวต่อไป


ส่วน CG ในด้านของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตึก ต้นไม้ สัตว์ประหลาดต่างๆ ต้องขอบอกว่าค่อนข้างจะน่าผิดหวังอยู่บ้าง เพราะ มันไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย ยิ่งคนที่ดูหนัง Fantasy เยอะๆ นี้เรียกได้ว่าเฉยๆสุดๆ ไม่รู้ว่าหนัง Fantasy สมัยนี้ Copy / Paste กันมารึเปล่า ขนาด Journey 2 ยังแทบจะเหมือนกันเปะๆ รวมถึงความมีมิติของฉากทำออกมาได้ไม่ค่อยจะดีนัก บางจุดของฉากดูเป็นกระดาษ Wallpaper สุดๆ โอ้วไม่อย่าลอกแบบมาจาก Journey 2 นะ..... รวมถึง CG เอฟเฟคฉากต่อสู้ต่างๆ ดูแปลกๆ และไม่ค่อยเนียนเท่าไรเลย อย่างเช่น สายฟ้าของแม่มดตัวร้าย ที่ดูแบบ เอ่อ..... นั้นสายฟ้าใช่ไหม ? หรืออะไร ? 




หมดละครับ ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด หมดละครับ ผมแทบจะน้ำตาไหลเมื่อชม Oz The Great And Powerful จบ อย่างน้อยหนังแฟนตาซีในช่วงนี้ สองเรื่อง เรื่องหนึ่งก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง 
Oz The Great And Powerful นั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซี อีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้ดีในหลายๆจุดมากๆ เช่น ตัวละคร ที่เรียกได้ว่าทุกตัวน่าสนใจมากๆ แต่ละตัวละคร ก็มีความน่ารัก ความคิดที่แตกต่างออกไป แม้กระทั่งตัวร้ายก็ช่างน่าสนใจ และน่าติดตามสุดๆ โดยเฉพาะแนวคิดที่ปูเนื้อเรื่องให้ตัวร้ายว่าทำไมเธอถึงมาเป็นแบบนี้ถึงแม้ว่ามันจะดู Rush หรือเร็วมากไปหน่อย แต่ก็ถือว่าน่าสนใจ และ ถูกใจผมมากๆ


บทในเรื่องนี้ใช่ครับมันเดาได้ แต่ต่อให้เดาได้คุณก็ "อดไม่ได้ที่จะสนุกไปกับมัน" ด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวพ่อมดออซ เอง การเอาชนะตัวร้ายต่างๆ เรื่องราวยิบย่อยต่างๆมันช่างน่าติดตาม และน่าสนใจ แม้เราจะรู้ว่าต่อไปมันจะจบยังไง เราก็อดไม่ได้ที่จะมานั่งคิดว่า ต่อไปมันเป็นยังไงฟะ ? ทั้งๆที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นยังไง ในบางจุดของหนังตัวหนังเองก็แอบใช้ความรู้มากของคนดู มาเป็นเครื่องมือ ในการหลอกคนดูอีกต่ออีกต่างหาก เรียกได้ว่าค่อนข้างจะ น่าสนใจเลยทีเดียว


ในด้านฉาก ไคลแมกซ์ ที่ผมกลัวว่าจะเฟลแบบ Jack The Giant Slayer แต่ Oz ไม่เคยทำให้คุณผิดหวัง ฉากไคลแมกซ์เรียกได้ว่า อลังการพอสมควรเลยทีเดียว อาจจะไม่มากซักเท่าใดนัก แต่ก็เพียงพอที่จะให้คุณ สนุกไปกับมันได้ แต่ความอลังการของมันไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ความฉลาดของ ไคลแมกซ์ มันต่างหากที่เรียกได้ว่าถูกอกถูกใจผมเป็นที่สุด 



ฉากดึงคนดูต่างๆ โอ้วจ๊อช มันเป็นอะไรที่ผมชอบมากๆในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากแม่มดปรากฏตัว ฉากต่อสู้กันระหว่าง แม่มดดี กับ ชั่ว (ที่ออกแนวจะเหมือน Harry Potter โคตร) หรือ กระทั่งฉากมือแม่มดเขียวขจีที่ขรูดกับโต๊ะ ก็ตามมันช่างทำออกมาได้ดูดี มีมนตร์ขลังสุดๆ น่าเสียดายที่หลายๆฉากมันค่อนข้างจะสั้นไปหน่อย ถ้าเพิ่มความยาวอีกซะนิดดดดดนึงจะถูกใจกว่านี้มากมาย


CG ในส่วนของตัวละครอย่าง ตุ๊กตากระเบื้อง และ ลิงแล้ว ถือว่าทำออกมาได้ดี เช่น ตุ๊กตากระเบื้องที่แอบถูกใจเป็นการส่วนตัวก็ว่าได้ เรียกได้ว่าถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีมากๆ และกระฉากใจคนดูสุดๆ รวมถึงเราสามารถรู้สึกได้เลยว่ามันกระทบถึงตัวละครในเรื่อง แม้เราจะไม่ใช่ตัวละครนั้นจริงๆ


อีกจุดหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้เลยนั้นก็คือ นักแสดงที่เรียกได้ว่าเหมาะสมจริงๆ อย่าง James Franco ที่เหมาะกับบทบาทจอมทะเล้น ขี้โกหก อย่าง Oz สุดๆ แม่มดตัวร้ายที่เรียกได้ว่าถ้าให้พูดเป็นละครไทยก็อารมณ์ประมาณ น่าตบจริงๆนะเธอวว์ หรือ กระทั่ง Mila Kunis ที่เรียกได้ว่าช่วงนี้รู้สึกจะเห็นเล่นหนังบ่อยเหลือเกิน หลายๆคนอาจจะจำเธอได้จาก Black Swan หรือ หนังหมีจอมแสบ Ted ซึ่งในเรื่องเธอจะต้องเล่นเป็นตัวละครที่เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่เธอกลับทำได้ดีมากๆในจุดนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ



Oz The Great And Powerful นั้นสิ่งที่หยุดความ Great และ Powerful เอาไว้นั้นก็คือ บทที่ถูกจัดวางมามากจนเกินไป CG ที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ใดๆเลย รวมถึงดีเทลเล็กๆน้อยๆที่ยังถูกลืมอยู่
แต่เราก็อดที่จะสนุกกับมันไปไม่ได้เลย ต่อให้เราจะรู้ฉากจบแล้วก็ตาม ด้วยตัวละครที่น่ารัก น่าสนใจ ทั้งตัวร้ายและตัวดี บทบางจุดที่ปูออกมาได้น่าสนใจ ฉากหลายๆฉากที่เรียกได้ว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยม ตราตรึงคนดูได้เป็นอย่างดีและสมกับเป็น "OZ" อย่างแท้จริง



The Best Quote from " Oz The Great And Powerful " 

" NO! I don't want to change , I want him to look at me to know that he's why i look like this ! "
-  Witch



[ จุดที่ดี ]
+ ตัวละครที่น่าสนใจ น่าติดตามสุดๆ
+ ฉากไคลแมกซ์ และ ฉากหลายๆฉากในภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ดี
+ นักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาท
+ เนื้อเรื่องที่น่าติดตาม แม้ว่า คุณจะรู้ตอนจบแล้ว
+ มุขตลกในภาพยนตร์ที่ช่วยให้คุณไม่รู้สึกน่าเบื่อ
+ ความฉลาดของฉากไคลแมกซ์

[ จุดที่ไปไม่รอด.... ]
-  บทที่ถูกจับวางมามากจนเกินไป จนทำให้คุณเดาออก
-  ไร้ซึ่งความแปลกตา แปลกใจ หรือ อะไรที่คุณไม่คาดคิดที่จะได้เจอ
-  ไม่ให้ความสำคัญใน Details เล็กๆน้อยๆ
-  CG ที่ไม่มีอะไรให้น่าตื่นตาเท่าไร เดิมๆทั่วไป


Final Score : [ B+ ]




Thank You to :  Oz The Great And Powerful ( 2013 ) , Disney , IMDB for information

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Brave ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Review : Brave ( 2012 ) Walt Disney Pictures / PIXAR , Animation / Adventure
Director : Mark Andrews , Brenda Chapman , Steve Purcell 
Stars (Voice) : Kelly Macdonald ( Harry Potter 7.2 ) , Billy Connolly ( The Last Samurai ) , Emma Thompson ( MIB 3 )
Rating : PG


REVIEW
(THAI REVIEW)

Brave เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นอีกเรื่องของ Disney ซึ่งรู้สึกช่วงนี้จะออกมาเยอะเหลือเกิน โดยยังคงเรื่องราว เกี่ยวกับ การผจญภัย ความดี ความชั่ว ความรัก ครอบครัว ไว้เหมือนเดิมทุกประการ ตามสไตล์ดิสนีย์

Brave นั่นจริงๆแล้วที่อเมริกาเข้ามาได้สักพักยาวๆแล้ว แต่เมืองไทยเพิ่งมาเข้าเร็วๆนี้เองสาเหตุไม่ใช่อะไรแต่เพราะวันแม่ของ อเมริกานั่นเร็วกว่าเมืองไทยนั่นเอง จึงต้องเลื่อนหนังให้เข้ามาตรงกับวันแม่ของไทย

Brave ว่าด้วยเรื่องราวขององค์หญิงชื่อ เมริด้า ซึ่งเธอเบื่อหน่ายกับการต้องทำตามที่แม่เธอสั่งให้เธอทำนู้นทำนี้ เพื่อให้เธอจะได้เติบโตเป็นเจ้าหญิงในอนาคต เธอรักการผจญภัย และอยากทำอะไรตามใจชอบมากกว่า วันหนึ่งเธอได้ไปเจอแม่มด และเธอขอให้แม่มด ทำยังไงก็ได้ให้เปลี่ยนแม่ของเธอเสีย เธอจะได้ไม่ต้องทำตามที่แม่บอกอีก แต่เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นแบบที่เธอคิดเมื่อ แม่ของเธอเปลี่ยนไปจริงๆแต่เปลี่ยนเป็นหมี !! น่ากลัวอีกด้วย แถมยังเป็นหมีที่คล้ายกับหมีที่เคยทำร้ายพ่อของเธอเมื่อตอนเธอยังเด็กๆอีกด้วย แถมถ้าหากยังแก้คำสาบไม่ได้ภายในตะวันรุ่ง แม่ของเธอจะต้องกลายเป็นหมีจริงๆไปตลอดกาลอีกด้วย นอกจากการแก้คำสาปให้ทันเวลาก่อนที่แม่ของเธอจะกลายเป็นหมีไปตลอดกาล เธอยังต้องหนีพ่อของเธอเอง เพื่อไม่ให้พ่อของเธอเข้าใจผิดและไปฆ่าแม่ของเธอเข้า และยังจะต้องหนีหมีสุดโหด มอร์ดูลที่พร้อมจะทำร้ายเธออีกด้วย !! 

Brave เป็นภาพยนตร์คุณภาพจากดิสนีย์อีกเรื่องที่สอดแทรกข้อคิดดีๆ บทซึ้งๆให้คนที่บ่อน้ำตาตื้นได้น้ำตาแตกกัน อีกครั้ง และยังเป็นภาพยนตร์ที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย และยังครบทุกรสอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ตลก ตื่นเต้น เศร้า ตามสไตล์ดิสนีย์ ซึ้งทุกๆเรื่องดูเหมือนจะทำได้ตามคุณภาพซะไปหมด แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งในภาพยนตร์อนิเมชั่นของดีสนีย์ทุกๆเรื่องก็คือ การที่เนื้อเรื่องและการสื่อ ออกมานั่นค่อนข้างจะซ้ำซากเอามากๆ แค่เปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อย ดัดตรงนี้หน่อยก็เป็นเรื่องใหม่ซะแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้หลายๆคนเบื่อเอาได้ แต่ยังไงก็ตามก็ยังเป็นภาพยนตร์คุณภาพอยู่ดีและเหมาะกับวันแม่มากๆ !!

Brave เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นคุณภาพอีกเรื่องที่อยากให้หลายๆคนไปดูกันเยอะๆ ยิ่งพาคุณแม่ไปดูด้วยยิ่งดีเลย และคุณจะเข้าใจประเด็นหลักของภาพยนตร์ว่า แม่นั้นรักและปกป้องคุณเสมอไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม

My Score : B+


(ENG REVIEW)

The Good : 
- Funny And Great Movies
- It's Disney !!!
- Great Story

The Bad :
- Same Same Story like others Disney Animation


Final Score : B+



Thankyou to : Brave (2012) Disney Pictures / PIXAR , IMDB for information , Siamzone for pictures