วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Resident Evil : Damnation ( 2012 ) Movie CG Review

Movie Review





Movie Name : Resident Evil : Damnation ( 2012 ) , Animation / Horror / Action / Thriller
Director : Makoto Kamiya ( Resident Evil : Degeneration ) 
Stars ( Voice ) : Matthew Mercer ( Resident Evil 6 Game Voice  ) , Courtenay Taylor ( Resident Evil 6 Game Voice )
Rating : R ( Lots of Violence , Horror Themes , Some Sexual Theme )







(REVIEW)
(THAI)



                                                                         Resident Evil : Damnation เป็นภาพยนตร์ CG Animation ของซีรียส์ Resident Evil ที่รู้สึก ซีรียส์นี้มันจะมีไปทุกสรรพสิ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์คนแสดงที่เพิ่งเข้าโรงไปไม่นานนี้เอง ( Resident Evil : Retribution ) หรือแม้กระทั่งเกมเองก็เพิ่งจะออกไปหมาดๆ ( Resident Evil 6 ) และตอนนี้ก็ออกมาอีกคือภาพยนตร์ CG ( Resident Evil : Damnation ) แถมสามเรื่องนี้ยังออกมาใกล้กันมาก ชนิดที่รู้ได้เลยว่าทาง Capcom (บริษัทเกมต้นกำเนิด Resident Evil) ได้วางแผนไว้แล้วอย่างแน่นอน


Resident Evil : Damnation นั้นได้ตัวผู้กำกับคือ Makoto Kamiya ซึ่งก็เป็นคนเดิมจากภาพยนตร์ CG ภาคที่แล้วคือ Resident Evil : Degeneration นั้นเอง ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกใจเท่าไร เพราะ ภาค Degeneration นั้นก็สนุกไม่ใช่น้อย



Resident Evil : Damnation เป็นเรื่องราวต่อจากภาค Degeneration  เลออน หรือ ท่านใดจะเรียก เลออน ก็ว่าไป ได้ตามไปที่จุดสงครามๆหนึ่งบนโลก ซึ่งคาดว่าจะมีเรื่องราวของ B.O.W.s (Bio Organic Weapons)  มาเกี่ยวข้องซึ่งเขาก็ไม่ได้คาดผิดแต่อย่างใด เมื่อ B.O.W.s ก็ได้ถูกนำมาใช้ในทำสงครามจริงๆ เขาจึงต้องหยุดยั้งทุกๆอย่างเสีย เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเลวร้ายไปกว่านี้



Resident Evil : Damnation นั้นถือได้ว่าทำออกมาค่อนข้างจะดีในหลายๆด้านที่ Resident Evil ควรจะเป็นเลยทีเดียว (บางคนถึงกับว่าดีกว่าหนังหลายพันเท่า) เพราะ เราจะเห็นได้ชัดจากภาคนี้เลยว่า การที่ เลออน หรือ ลีออน สู้กับพวก B.O.W.s นั้นไม่ได้ง่ายเลย แต่เต็มไปด้วยความยากลำบาก กว่าจะฆ่าแต่ละตัวได้ เพราะเราต้องอย่าลืมว่าถึงแม้ตัวเอกของเราจะผ่านอะไรมามากมาย แต่เขาก็ยังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ ซึ่งมันค่อนข้างจะสอดคล้องกับในเกม ที่กว่าจะฆ่าได้แสนยากเย็นเหลือเกิน ไม่ใช่แบบฉบับหนังคนแสดงที่ อลิซ แค่เดินผ่าน มันก็ตายแล้ว จึงทำให้ดูสมจริงมากขึ้น ดูเครียดมากขึ้น กว่าเดิม ซึ่งนี้เป็นจุดหลักๆที่ทำให้ภาคนี้ เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ


นอกจากนั้นฉาก Action ในภาค Damnation นั้นเรียกได้ว่า จัดการมาแบบเต็มสตรีมจริงๆ ระเบิดตูมตาม ยิงกันหูตับดับไหม้ วิ่งกันทั้งเรื่อง เลยทีเดียว ฉากไหนที่คุณดูๆแล้วว่า ว่ามันสุดยอดแล้ว มันก็จะมีฉากที่สุดยอดกว่าตามมาเสมอๆ แถมฉาก Action แต่ละฉาก ก็ไม่ได้ดูเวอร์จนเหมือนตัวเอกเป็นพระเจ้าแบบในฉบับคนแสดง เลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้เรารู้สึกมันส์ได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนจากเกม หรือแฟนจากภาพยนตร์คนแสดง 


บทของภาค Damnation นั้นก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยด้วยรายละเอียดบางจุดที่แปลกแหวกดี ซึ่งตัวผมไม่อยากจะสปอยเก็บไว้ให้ไปดูเองดีกว่า


ที่น่าเสียดายมากๆๆๆๆอีกอย่างหนึ่งของ Resident Evil : Damnation คือในบ้านเราไม่มีการนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ เพราะภาคนี้เขาจงใจทำมาสำหรับ 3D เลยทีเดียว ซึ่งจากที่ดูๆแล้ว ฉาก 3D ในภาคนี้ค่อนข้างจะ สวย เทพ งามๆๆ และน่ากลัว ทั้งนั้น เหมาะกับการดู 3D อย่างยิ่ง      (ไม่ใช่สโลว์เรื่อยเปื่อยมุขเดิมๆแบบ ฉบับคนแสดงนะ = = ) แต่ในเมื่อบ้านเราดิ่งตรงลง DVD อย่างเดียวก็ต้องทำใจแหละครับ....


แต่....ถึงกระนั้น Resident Evil : Damnation ก็ยังมีจุดบกพร่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่หลายจุดเช่นกัน อย่างแรกและเป็นปัญหาที่เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดสำหรับท่านที่ดู พากษ์ภาษาอังกฤษ หรือไม่ได้ดู ต้นฉบับที่พูดภาษาญี่ปุ่น เพราะ การลิบซิ๊งค์ นั้นทำได้ชนิดที่เรียกว่าห่วยแตกมาก คือเห็นได้ชัดเลย ว่าปากกับคำพูดนั้นไม่ตรงกันเอาเสียเลย ซึ่งมันก็น่ารำคาญอยู่มาก แถมยังเป็นทั้งเรื่องอีกต่างหาก OMG ...... เรื่องเสียงพากษ์อารมณ์มันโอเคนะครับ แต่มันไม่ตรงกับปากในภาพนี้สิ หนัก..... นอกจากนั้นตัวบทนั้น ถึงแม้จะน่าสนใจอยู่หลายจุด แต่ถ้าเรามองบทรวมๆใหญ่ๆแล้ว มันก็ยังคงไม่ได้แตกต่างไปจากฉบับ คนแสดงซักเท่าไรเลย ก็แค่ไปยิง B.O.W.s เช่นเคย เท่านั้นไม่พอ ฉากช่วงแรกๆของเรื่องนั้น ค่อนข้างจะอืดอยู่บ้าง ทำให้นั่งๆอยู่ช่วง 20 นาทีแรก แทบอยากจะปิดไปดูอย่างอื่น ....



Resident Evil : Damnation เป็นภาพยนตร์ CG Animation ที่เรียกได้ว่าเป็นภาคที่เริ่มจะใส่ใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น ดูสมจริงมากขึ้น ดูไม่เอาง่ายๆระเบิดตูมตามแล้วจบอย่างเดียวเข้าว่า ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างทำให้แฟนๆพอใจได้ไม่ยากเลยทีเดียว ถึงแม้ข้อเสียจะมีอยู่มากมายแหละหนักพอตัว แต่หากแฟนๆ Resident Evil พอที่จะมองข้ามไปได้บ้าง คุณก็จะสนุกได้ไม่ยากเลย กับ Resident Evil : Damnation



Final Score : B






(ENGLISH)



The Good : 
- Now B.O.W.s ( Bio organic Weapons ) is more hard too kill like in the game ( not god  power like Resident Evil Movies )
- Full of Action and Satisfied all the time
- Lot's of Scary Scene that's make us can say this is Resident Evil ( again , not like Resident Evil Movies )
- Fun to watch


The Bad :
- Very Very Bad lip-sync  ( For English Voice )
- First 20 Minutes is just so boring....




Suggestion : Resident Evil : Damnation is the new hope of Resident Evil Franchise it's has scary stuff , B.O.W.s is now very hard to kill like the games and full of satisfied action scene that     makes you don't won't to miss it.




Totally Score : B






Thankyou to : Resident Evil : Damnation ( 2012 ) Capcom , IMDB for information

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Looper ( 2012 ) Movie Review

Movie Review






Movie Name : Looper ( 2012 ) DMG Entertainment , Action / Sci-Fi / Thriller
Director : Rian Johnson (also writer)
Stars : Joseph Gordon-Levitt ( The Dark Knight Rises , Inception , 50/50 ) , Bruce Willis ( Die Hard , The Sixth Sense , RED ) , Emily Blunt  ( The Devil Wears Prada , The Adjustment Bureau)
Rating : R ( Sexual Theme , Violence Scene )






(REVIEW)
(THAI)



                                                                         Looper เป็นภาพยนตร์ Action / Sci-Fi / Thriller ที่เป็นที่น่าจับตามองเอามากๆ เพราะนอกจากกระแสวิจารณ์ในต่างประเทศ ที่ให้คะแนนเยอะแบบชนิดที่หาภาพยนตร์ที่ได้เยอะขนาดนี้ยากและบางเจ้าถึงกับยกให้เป็นภาพยนตร์ Sci-Fi แห่งปีเลยด้วยซ้ำ


Looper นั้นจะว่าไปแล้วถ้าเราลืมเรื่องบทไปซักพักเราก็จะพบว่า ดารานำ ดังๆนั้นได้มาอยู่เรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Joseph Gordon-Levitt ซึ่งช่วงนี้กำลังฮ็อตฮิต ติดชารจ์ท็อปเท็นมาก เนื่องจากได้ฝากผลงานระดับชิ้นโบว์แดงไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ทะลวงความคิด Inception หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ปิดฉากฮีโร่อัศวินรัตติกาล The Dark Knight Rises และเมื่อเขาต้องปะทะกับ เจ้าพ่อแห่งภาพยนตร์ Action อย่าง Bruce Willis ที่คงไม่ต้องพูดชื่อภาพยนตร์หลายๆคนคงจะนึกออกนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว ซึ่งลุง Bruce เองก็เพิ่งจะปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ภาคต่อของเขา Good day to Die Hard มาหมาดๆ ซึ่งทำให้ความมันส์ระหว่างรุ่นใหม่กับรุ่นเก๋า จึงบังเกิด !!


Looper นั้นเป็นฝีมือการกำกับของ Rian Johnson ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นคนเขียนบทเองอีกด้วยซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจเพราะเป็นผู้กำกับที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักนัก แต่เขาก็ได้พิสูจน์ฝีมือตัวเองแล้วในเรื่องนี้ ว่าเขานั้น เทพเมพแค่ไหน ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะฝีมือการกำกับของเขาในภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ก็ได้คะแนนใน IMDB ค่อนข้างเยอะพอสมควร


Looper นั้นว่าด้วยเรื่องของอนาคตในอีก 30ปีข้างหน้าที่เวลาเราอยากจะฆ่าใครสักคนเนี้ยมันช่างยากเย็นแสนลำบากในการซ่อนอำพรางแต่มันจะไปยากอะไรหากเราสามารถที่จะส่งมันย้อนเวลากลับไปแล้วฆ่าเสีย ? Joe พระเอกของเราทำหน้าเป็น Looper ผู้ซึ่งทำหน้าที่ฆ่าคนที่ถูกส่งมาจากอนาคตโดยแลกเปลี่ยนด้วยการที่เขาจะได้ทองกลับมา แต่ Looper นั้นมีกฏอยู่ว่าห้ามปล่อยให้เป้าหมายหลบหนีได้โดยเด็ดขาด ซึ่งมันดูเหมือนจะง่ายแสนง่าย แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเป้าหมายที่คุณกำลังจะสาดกระสุนใส่นั้น เป็น "ตัวของคุณเอง" ในอนาคต ? คุณจะยอมยิงเพื่อรับเงินก้อนโตแล้วอยู่อย่างสุขสบายไปอีก 30 ปี แล้วรอวันตาย หรือ จะยอมปล่อยเขาไปโดยแลกกับการอาจจะถูกไล่ล่าและตายในวันนี้แทน ? 


แค่บทนั้นก็เรียกได้ว่าโคตรอภิมหาน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งเราจะมาว่ากันในเรื่องนี้กัน บทของ Looper นั้นเรียกได้ว่าแทบจะ Perfect จริงๆ แถมเอาจริงๆมันค่อนข้างจะแอบคล้ายๆกับความคิดและการวิธีการถ่ายทอดแบบ Christopher Nolan (ผู้กำกับ Inception , The Dark Knight) อยู่ไม่น้อยซึ่งนั้นก็หมายความว่ามันสุดยอดเอามากๆนั้นเอง ด้วยคุณภาพบทที่ทำให้คุณรู้สึกถึงพลัง และภาระที่ตัวละครแบกอยู่ ซึ่งไม่สามารถจะอธิบายได้เลย นอกจากนั้นยังทำให้คุณไม่อยากแม้กระทั่งจะกระพริบตาว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร ? แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? 


ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่บทดีนั้น มักจะมีฉาก Action ที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมากมายนัก แต่ไม่ใช่กับ Looper เพราะฉาก Action มันดูฉลาด ดูสนุก และยังใส่มาพอดีๆให้เท่าเทียมกับความต้องการของภาพยนตร์ ไม่ใช่ใส่มายัดๆๆๆจนมันดูอะไรไม่รู้เรื่องไปหมดแบบหลายๆเรื่องเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในฉาก Action แต่ละฉากก็มีคำอธิบายของมันเอง หากคุณตั้งใจดูให้ดีๆ คุณจะไม่รู้สึกว่ามัน เวอร์ หรือ เกินจริงเลยแม้แต่น้อย


ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของ Looper นั้นก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้อยู่ เพราะบางช่วงของภาพยนตร์นั้นค่อนข้างจะเป็นมาม่าใส่น้ำไว้นานเกินไป(อืด) ซะไปหน่อย แต่ช่วงนี้ถ้าใครๆที่รู้เรื่องภาพยนตร์อยู่บ้างน่าจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น จึงจะเรียกว่าข้อเสียก็ไม่ใช่ซะทีเดียว
และนอกจากนั้น จะว่าไปจะเรียกว่าข้อเสียก็เป็นได้ ก็คือการที่ภาพยนตร์นั้น "อิ่ม" เกินไป คือ Perfect มากเกินไป จนไม่มีอะไรจะให้มาพูดกันต่อๆไป ได้เลย ประทับใจหนะประทับใจ แต่มันเหมือนไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เท่าไร เหมือนอารมณ์ประมาณ เล่นเกมเทพๆแต่ด่านเดียวจบ Perfect อะไรแบบนั้น ซึ่งหลายๆคนอยากให้มีอะไรมากกว่านั้น แต่ก็อีกแหละข้อนี้จะว่าเป็นข้อเสีย เสียทีเดียวก็ไม่ถูก 


Looper  เป็นภาพยนตร์ Action / Sci-Fi / Thriller แห่งปีหรือจะเรียกว่าแห่งทศวรรษก็เป็นได้ ด้วยบทที่สุดยอด Perfect จนหารูโหว่แทบไม่เจอ เรียกได้ว่าเพราะความ Perfect นั้นอาจจะทำให้หลายๆคนไม่ชอบก็เป็นได้เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็ยังเป็นภาพยนตร์ บทเยี่ยม Action พอดีพองามและไม่ได้ทำแบบเผางานไปที เลย อีกด้วย จึงเป็นภาพยนตร์ที่ยังไงผมก็ยืนยันว่าห้ามพลาดเด็ดขาด !!




Final Score : A







(ENGLISH)



The Good :
- Joseph + Bruce = Awesome
- Perfect & Awesome Screenplay
- Very Very Interesting Story
- Action Scene that not too much but not too less
- Great Acting
- This Movie will makes you don't want too go anywhere even a toilet while you watching !
- Almost Can't Find Bad things in Looper


The Bad :
- Because of it's Perfect it's left nothing to talk about



Suggestion : Looper is a Perfect Movie that you shouldn't skip and must see it without hesitate.




Final Score : A










Thankyou to : Looper ( 2012 ) , IMDB for information

Taken 2 ( 2012 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : Taken 2 ( 2012 ) 20 Century Fox , Action/Thriller
Director : Olivier Megaton ( Colombiana , Transporter 3 )
Stars : Liam Neeson ( Wrath of Titans , Batman Begins ) , Famke Janssen ( X-Men ) , Maggie Grace ( Taken , Lockout ) 
Rating : PG-13 ( Some Violence )




(REVIEW)
(THAI)



                                                               Taken 2 เป็นภาพยนตร์ภาคต่อของภาพยนตร์แอ๊คชั่่นชื่อดังอย่าง Taken ภาคแรก ซึ่งในตอนแรกนั้น ทางค่ายเอง ก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะได้กำไรอะไรขนาดนั้น แต่ด้วยความมันส์จนแทบจะกระโดดออกจากที่นั่ง และเสียงเล่าต่อกันมา ทำให้รายได้ภาคแรกของ Taken นั้นออกมาจำนวนมากกว่าที่ใครๆคิดเอาไว้ ซึ่งนั้นก็เป็นเหตุผลที่ไม่น่าแปลกใจเลย ที่จะมีภาคต่อ ออกมาให้พวกเราได้ชมกัน


Taken 2 นั้นดารานำแสดงนั้นก็คือ ป๋า Liam Neeson สุดเท่ สุดเทพ ที่รู้สึกช่วงนี้จะแสดงบ่อยมาก บ่อยจนคอหนังหลายๆคนที่ดูหนังเยอะๆแทบจะเบื่อหน้า ป๋าแกเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Wrath of Titans , Battle Ship , The Grey , Unknow หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์แห่งปีอย่าง The Dark Knight Rises ป๋าแกก็ไปร่วมด้วย ซึ่งแต่ละบทที่ ป๋า Liam รับนั้น แสดงให้เห็นได้เลยว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น เพราะดูจากเรื่องแต่ละเรื่อง ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ป๋าแกก็บู้แหลกกระจายทุกเรื่อง (ยกเว้น Battle Ship กับ The Dark Knight Rises จะน้อยหน่อย) 


ส่วนทางด้านผู้กำกับของ Taken 2  นั้นก็คือ Oliver Megaton ซึ่งฝากผลงานไว้เร็วๆนี้อย่าง Colombiana หรือแม้กระทั่งหนังเฮียโล้นซ่า Transporter 3 ซึ่งทั้งสองเรื่องก็เป็นภาพยนตร์แอ๊คชั่นที่มันส์สุดๆ ทั้งสองเรื่อง จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ทำไม Oliver ถึงได้ถูกดึงตัวมากำกับ Taken 2 


Taken นั้นว่าด้วยเรื่องราวของ Bryan ที่ลูกสาวของเขาได้ถูกลักพาตัวไปและเขาก็ไปตามสุดล่าฟ้าเขียวไล่ล่า ฆ่าพวกที่จับลูกสาวของเขาไปให้สิ้นซาก จนสามารถช่วยลูกสาวของเขากลับมาได้ โดยประโยคเด็ดที่ ติดตา ติดใจ ติดหู คนดูนั้นก็คือ "ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าแกเป็นใคร แต่ถ้าแกไม่ปล่อยตัวลูกสาวฉันล่ะก็ ฉันตามหาแก และ ฉันจะฆ่าแกซะ !!"โดยในภาคนี้ Taken 2 นั้นจะเป็นเรื่องราวคล้ายๆกันคือ โดน จับตัวไปเช่นกัน แต่คราวนี้ ไม่ใช่ลูกสาวของเขาแล้วที่ถูกจับตัวไป แต่เป็น ตัวเขา เอง กับ ภรรยาของเขานั้นแหละ !! แต่มีรึ ที่เขาจะยอมถูกเชือดง่ายๆ ? งานนี้ต้องจัดหนักให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร 
"คราวนี้พวกมัน ลักพาตัวเขาไป แต่พวกมันยังรู้จัก เขาน้อยไป"


Taken 2 โดยหลักๆเราคงต้องมาพูดถึงเรื่องฉาก Action กันก่อน หลายๆคนคงมีคำถามอย่างเช่น มันมันส์ แบบภาคที่แล้วไหม ?  มันสนุกรึเปล่า ? และผมต้องขอตอบอย่างเต็มปากเต็มคำเลยครับ ว่าถ้าหากคุณมองหาภาพยนตร์มันส์ๆ ที่ไม่ใช่แค่วิ่งผ่านศัตรูแล้วศัตรูตายเองแบบหลายๆเรื่อง แต่แฝงไปด้วย ความเจ๋ง ความเท่ ความมันส์ สุดขีด คุณเลิกหาได้แล้วครับ เพราะ Taken 2 คือคำตอบของคุณ !! ด้วยฉากไล่ล่าที่สุดมันส์  ฉากต่อสู้ที่ทำให้คุณแทบไม่อยากจะลุกไปไหน เรียกได้ว่าปวดห้องน้ำ ก็คงต้องปล่อยมันตรงนั้นแหละครับ !!


ในด้าน บทนั้น Taken 2 ถือว่าทำได้ดี"ในระดับหนึ่ง" ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง ที่ค่อนข้างน่าสนใจ วิธีแปลกใหม่  ค่อนข้างที่จะทำให้คนดูคล้อยตามได้ไม่ยากเลยทีเดียว


พูดถึงด้านหวานๆมาเยอะแล้ว ถึงเวลาลองของขมแล้วครับ Taken 2 นั้นถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มันส์ บทน่าสนใจ ถูกใจคนดู แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีจุดด้อยอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ฉากเอฟเฟคการตัดฉากไปมาตอนต้นเรื่องและบางช่วงของเรื่อง ที่ทำออกมาได้น่าปวดหัวอย่างมาก จนทำให้หลายๆคนบ่นกัน ถึงแม้มันจะดูเท่ไปอีกแบบ แต่ถ้าเท่แล้วพาเวียนหัวก็ไม่ไหวนะครับ.... 
นอกจากนั้นด้านบทของ Taken 2 เอาเข้าจริงๆแล้วเมื่อเรามองเข้าไปลึกๆดีๆแล้ว ยังไงหลักๆมันก็แทบจะไม่ได้ต่างอะไรจากภาคแรกเลย นอกจากสลับที่ระหว่างลูกสาวกับตัวของ Bryan เอง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ บทภาคแรกก็ไม่ได้แตกต่างจากหนังตามตลาดทั่วไป ที่ไปช่วยคนนู้นคนนี้ ที่มีอยู่เกลื่อนถนน แถมด้วย ฉาก Action ท้ายเรื่องที่ดูไม่ได้ Epic หรืออลังการหรือมันส์ อย่างที่คาดหวังไว้ มันกลับดูประมาณว่า "โอเค ก็ดี" และน่าผิดหวังเสียมากกว่า


Taken 2 เป็นภาพยนตร์ Action / Thriller ที่มันส์และสนุกเรื่องนึงของปีนี้ถึงแม้ในหลายๆด้านดูเหมือนจะไม่ค่อยจะพัฒนาเท่าไรและจะกลายเป็นเริ่มๆถอยหลังลงคลองแล้วก็ตาม Taken 2 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ คอหนัง Action ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 



Final Score : B






(ENGLISH)



The Good :
- Awesome Action Scene
- Interesting Story
- Great Actor
- Make you exciting  all the time


The Bad :
- Almost Repetitive Story ( Just Changed a bit of Pieces )
- Broken and uncool of some special effects & scene that make you feel dizzy
- Disappointed in last 20 minutes of movie



Suggestion : Taken 2 is a good Action movie even it's has a lot of troubles but it's still cool to watch it without any decision.




Totally Score : B






Thankyou to : Taken 2 ( 2012 ) , Twenty Century Fox , IMDB for information

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Dredd 3D ( 2012 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : Dredd 3D ( 2012 ) Action / Sci-fi
Director : Pete Travis ( Vantage Point ) 
Stars : Karl Urban ( Doom , The Bourne Supremacy ) , Olivia Thirlby (  The Darkest Hour ) 
Rating : R ( Strong Violence , Drugs , Sexual Theme )





(REVIEW)
(THAI)


Dredd 3D ต้องขอบอกไว้ก่อนอย่างแรกเลยว่าตัวผมเองนั้นไม่ได้ชม Dredd ในเวอร์ชั่น 3D นะครับแต่ชมในโรงธรรมดา Dredd นั้นเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องแล้วที่ผมเดาจากการดูตัวอย่าง ว่าห่วยแตกแน่นอน แต่พอมาดูจริง กลับสุดยอด กลับชอบ และต้องขอบอกอีกว่า Dredd 3D นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ชมครับ เพราะ มีฉากดิบ เถื่อน โหด เยอะมาก มีการใช้ยา และยังมีฉากเกี่ยวกับเพศอีก
แต่ นี้แหละเป็นจุดที่ผมชอบเอามากๆใน Dredd เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาฆ่ากัน เวลามีคนตายก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ไม่ใช่ฉากศพสวยเฟคๆแบบในหลายๆเรื่อง 




Dredd เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Dredd ตุลาการที่คอยพิพากษา เหล่าตัวร้ายในเรื่อง ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆตำรวจนั้นแหละ แต่จะต่างตรงที่ Dredd นั้นมีสิทธิขาด ในการที่จะตัดสินใจ ได้เองทุกอย่าง ถ้าเขาเห็นว่าคุณสมควรตาย ล่ะก็ เตรียมตัวกินกระสุนได้เลย เพราะเขาไม่มีคำว่าปราณี โดยฉากในภาพยนตร์จะเป็นหลังจากสงครามอาวุธเคมี ซึ่งทำให้โลกนั้นเริ่มจะล่มสลาย และทำให้พื้นที่ๆปลอดสารพิษมีค่า แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจมนุษย์สำนึกซักเท่าไร เพราะก็ยังคงมีอาชญากรมากมาย การฆ่ากันแบบโหดร้ายทารุณ หรือการเสพยา Slow-Mo ซึ่งเป็นยาที่ทำให้ทุกอย่างดูช้าลง ในขณะ ที่ Dredd กำลังไปทำคดีในตึกเหล็กที่หนึ่ง แตดันซวยดันไปล้วงความลับผิดคน Ma-Ma ผู้ซึ่งเป็นคนคุมตึกนั้นจึงได้ล็อค Dredd เอาไว้กับ ตุลาการฝึกหัดคนนึง เอาไว้ข้างในซะ และสั่งให้ทุกคนในตึก ฆ่าพวก Dredd ซะ !! ความมันส์จึงบังเกิด



Dredd ถ้าพูดถึงในด้านบทนั้น จริงๆดูโดยรวมเหมือนจะไม่มีอะไรเลย นอกจาก ฝ่ายพระเอกถูกขังไว้ในตึกและต้องตามฆ่าฝ่ายตัวร้าย แต่ในภาพยนตร์ในแต่ละช่วง ก็แฝงไปด้วยความหมายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสี โลก เช่น สงคราม , เพศ , การกดขี่ข่มเหง , สังคมที่เน่าเละเทะ ได้อย่างดีเยี่ยม และบทก็ยังมีหลายๆจุดที่ทำให้รู้สึก สนุก และน่าติดตามอีกด้วย

ในด้านของฉาก Action นั้น คอดิบๆเถื่อนๆ น่าจะถูกในกันมากพอสมควร เพราะ ในเรื่อง Dredd นั้น เรียกได้ว่า ใจไม่แข็งพออาจจะปิดตาเอาง่ายๆ เพราะเรียกได้ว่า โหด สุดๆ เช่น ฉากที่โยนคนลงมาจากชั้นสูงๆลงมาชั้นล่างสุดก็เห็นตั้งแต่ ลอยกลางอาการ ยันหน้ากระแทกพื้นเลยทีเดียว โดยไม่มีการตัดมุมกล้องใดๆเลย เห็นหน้าแตก เลือดสาด กันชัดเจน และด้วย ตัว Dredd เองมีอาวุธที่น่าสนใจ และเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ทำให้เรารู้สึกสนุก และมันส์ตลอดเวลา ว่าต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่่ถ้าดูดีๆแล้ว เราจะเข้าใจได้ว่า Dredd นั้นไม่ใช่ประเภทวิ่งเดินผ่านแล้วศัตรูตายแบบในหนังแอ๊คชั่นหลายๆเรื่อง แทบทุกฉาก เขาจะมีวิธีการเสมอ เช่นใช้ระเบิดแสงก่อน ใช้กระสุนพิเศษ เป็นต้น 


อีกจุดหนึ่งใน Dredd ที่เรียกได้ว่าทำออกมาดีมากๆคือฉากการเสพยา Slow-Mo ที่ทำให้ทุกอย่างดูช้าลง หลายๆคนอาจจะกลัวว่า มันอาจจะมากไปแบบเรื่อง Resident Evil แต่จริงๆแล้ว มันค่อนข้างจะพอดีเอามากๆ แถมยังมีเหตุผลในตัวมันเองอีกต่างหาก เพราะฉาก Slow-Mo ในเรื่องนี้มาจากการที่พวกเขาเสพยา ทำให้ทุกอย่างดูช้าลง และภาพตอนนั้นๆก็ดูมีมิติ ดูสวยงามอย่างที่ฉาก Slow-Mo ควรจะเป็นจริงๆ ไม่ใช่แบบ Resident Evil ฉาก Slow-Mo ทุก 5วิ แถมยังไม่มีเหตุผลรองรับอีกต่างหาก 

ในด้านของนักแสดงเรียกได้ว่าหาคนเหมาะกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วอย่าง Karl Urban ที่ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเห็นเขาเล่นเป็นตัวประกอบ แต่บอกได้เลยว่า ไม่มีใครเหมาะกับบท ตุลาการสุดโหด Dredd นอกจากเขาอีกแล้ว และสิ่งที่ยากในการแสดงก็คือ Dredd นั้นไม่เคยเปิดเผยหน้าตาของเขา จะเห็นก็เพียงส่วนปากเท่านั้น ซึ่งตัว Karl เองก็แสดงออกมาได้ดี จนเชื่อเลยว่า นี้แหละ คือตุลาการ สุดโหด และเขานี้แหละ คือกฏหมาย " I'm the LAW !!!" 


มาถึงช่วงแห่งการสับกันบ้าง ใช่ว่า Dredd นั้นจะมีแต่ข้อดี เพราะมีหลายๆจุดในเรื่องที่ค่อนข้างจะน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เช่น โลเคชั่นที่แทบจะทั้งเรื่องอยู่แต่ในตึกๆเดียว นอกจากนั้นเรื่องราวของ Ma-Ma ก็ยังปูมาได้น้อยเกินไป จนทำให้มี งงๆว่า ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ กับบทที่ยังไม่ค่อยมีอะไรเป็นสเกลใหญ่ๆที่จะพอดึงคนดูได้จำนวนมากๆ ถ้าหากมีภาคต่อไปแล้วแก้ในจุดเหล่านี้ได้ Dredd จะเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็น ภาพยนตร์ ใหญ่แห่งปีได้เลย



Dredd เป็นภาพยนตร์ที่ เอาเรื่องคำคม เสียดสี ความรุนแรง เป็นอันดับแรก ความมันส์เป็น อันดับสอง ซึ่งมันค่อนข้างจะถูกใจผมอยู่ไม่ใช่น้อย นอกจากนั้นฉากแอ๊คชั่นก็ยังมันส์ ซะใจ อีกต่างหาก เป็นเรื่องที่อยากให้มีภาคต่อจริงๆ


Final Score : B+





(ENGLISH)


The Good : 
- Full of Violence and  Drugs  THIS IS DREDD !!!
- Interesting Screenplay
- Great Acting 
- Great Casting
- Good Action Scene
- Make Sense , Beautiful , Satisfied (Not too much like Resident Evil ) Slow-mo Scene (Finally !!) 


The Bad :
- lack of Ma-Ma backstory
- 65% of Movie are just in one location


Suggestion : This is movie you should go and see it or you may face with LAW !!!!


Totally Score : B+





Thankyou to : Dredd 3D (2012) , IMDB for information

Stolen ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Name : Stolen ( 2012 ) Action / Thriller
Director : Simon West ( The Expendables 2 )
Stars : Nicolas Cage ( Bangkok Dangerous , National Treasure ) , Danny Huston ( X-Men : Wolverine , Wrath of the Titans ) , Josh Lucas ( Poseidon , Hulk )
Rating : R ( Violence )






(REVIEW)
(THAI)


Stolen เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องในช่วงนี้ของนักแสดงชื่อดัง Nicolas Cage ที่เคยมาถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทยด้วย และคนไทยก็น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ไม่รู้เพราะเนื่องจากช่วงนี้มีข่าวพี่แกโดนทนายฟ้องหรือว่าอย่างไร ช่วงหลังๆมาถึงได้เล่นแต่หนังแบบไม่เลือกบท ทำให้คุณภาพของเขาตกต่ำอย่างมาก จะเห็นได้จากแทบจะทุกเรื่องของ Cage หลังๆมา ไม่เคยจะแตะ 6 คะแนนใน IMDB ด้วยซ้ำ เช่น Drive Angry , Ghost Rider 2 ซึ่งบางเรื่องตัวผู้เขียนเองก็ได้ชมมาด้วยตัวเองแล้ว อย่าง Ghost Rider 2 ซึ่งขอยอมรับว่ามันห่วยแตกจริง  = = จึงทำให้ก่อนที่จะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้หวังอะไรมากมายเลย จริงๆ จากตัว Cage ตอนนี้ ที่ไปเรื่องไหน ก็เละทุกเรื่อง


Stolen นั้นว่าด้วยเรื่องราวเดิมๆ ที่ ลูกสาวของ Cage ถูกจับตัวไป และเขาก็ต้องไปช่วยลูกสาวของเขานั้นเอง ซึ่ง Stolen นั้นไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่า เป็นฝีมือของผู้กำกับอย่าง Simon West จาก The Expendables 2 ที่้เรียกได้ว่าสนุกจริง มันส์จริง เท่จริง แต่ทำไมเรื่องนี้กลับ..... ไม่รู้ว่าตกลงพี่แก ฟลุค ตอน Expendables 2 รึเปล่า ส่วนทำไมที่ว่ามันถึงได้ฟลุคเราจะมาว่ากันครับ

Stolen เป็นภาพยนตร์ที่ในด้านบทนั้น Fail แบบไม่รู้จะ Fail ไปไหน บทหลักๆเองก็ซ้ำซากจำเจ ไม่น่าสนใจอยู่แล้ว ยังจะทำบทยิบๆย่อยๆในหนังมาให้ฟังแล้วก็ไม่ทำจริงอีก (จุดนี้อาจสปอย) เช่น 
ฉากที่ตัวร้ายบอก พระเอกของเราว่า เขาจะโทรไปหาพระเอก 8 ครั้งถ้าไม่รับแม้แต่ครั้งเดียว ลูกสาวพระเอกโดนเชือดแน่ แต่เอาเข้าจริง ทั้งเรื่อง โทรไปยังไม่ถึง 3 ครั้งด้วยซ้ำ ทำให้ทางผู้เขียน อย่างผม งงว่า แล้วจะเขียนบทมาทำอะไรมิทราบ ? หรือว่าเปลี่ยนใจกระทันหัน แต่ไม่อยากเสียเงินทำใหม่หมด อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ซึ่งมันเป็นอะไรที่เห็นชัดเจนมาก เพียงจุดเล็กๆคุณยังไม่สามารถที่จะรักษาเอาไว้ได้ จุดใหญ่ๆก็คงจะเหลวแหลกไม่ต่างกัน นอกจากนั้นบทภาพยนตร์ของ Stolen ก็ยังจะเดาง่ายแสนง่าย
แม้แต่ คนที่ดูหนังไม่บ่อยก็น่าจะเดาได้ไม่ยากเลย แม้กระทั่งฉาก Surprise คนดู ก็ยังเดาง่ายจนรู้สึกได้ว่า ไม่ใส่มายังจะดีซะกว่า

ถ้าคุณคิดว่า Stolen อาจจะได้ผลกับฉากแอ๊คชั่นก็ได้ !! คุณ....คิดผิดแล้วครับ........ เพราะฉาก Action ของ Stolen มันช่าง ธรรมดา ซ้ำซาก น่าเบื่อ ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ดู หนัง Action บ่อยๆล่ะก็ เตรียมหมอนกับผ้าห่มไว้ได้เลย หลับแน่นอน เพราะนอกจาก ตัวบทเองก็เน่าเละเทะ และยังไม่สมเหตุสมผลแล้ว ตัวฉากแอ๊คชั่นเอง ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเลย มีก็วิ่งๆ เตะๆต่อยๆนิดหน่อย ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

Stolen นั้นเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของ Cage ในปีนี้ที่ เละไม่รู้จะเละยังไงแล้ว อีกเรื่อง
ผมขอแนะนำให้คุณเก็บเงิน ร้อยกว่าบาท เอาไว้ชมภาพยนตร์เรื่องอื่น อย่าง Taken 2 / Dredd 3D หรือแม้กระทั่ง ยักษ์ อนิเมชั่นไทย ยังจะดีซะกว่า หรือจะเอาไปกินขนมอะไรก็ว่ากันไป เพราะเอาเข้าจริง
 Stolen เป็นภาพยนตร์ที่ดูแม้แต่เพลินๆยังทำได้ลำบากด้วยซ้ำ หากบทยังทำออกมาทำลายกันเองเยี่ยงนี้
แล้ว ที่เหลือมันจะไปเหลืออะไร ? 


Final Score : D 




(ENGLISH)


The Good :
- Very little little of fun


The Bad :
- Lazy , Bad , Poor , Ugly , Awful Screen play that tear the movie apart
- Boring Action Scene
- Repetitive Screenplay
- Non - Makesense  Screenplay


Suggestion : This movie is just another garbage just  don't see it save your money for others movies like
Taken 2 , Dredd 3D


Totally Score : D




Thankyou to : Stolen ( 2012 ) , IMDB for information

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

จุดประสงค์ของ บล็อคนี้ *** กรุณาอ่าน ***


จุดประสงค์ของบล็อคนี้






บล็อคนี้สร้างขึ้นเพื่อรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ หรือเกมส์ ต่างๆที่ตัวผู้เขียน (FallsDownz) ได้ชมหรือได้เล่น มาด้วยตัวเอง ซึ่งในทุกๆเนื้อหา ในทุกๆซอกทุกมุมของ บล็อคนี้ ไม่มีการทำเพื่อเงินหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ผมได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้น สิ่งที่ผมได้มีเพียง ประสบการณ์ และความรู้ เท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกๆอย่างในบล็อคนี้ ทำขึ้นมาด้วยใจรักของผู้เขียนเท่านั้น ไม่มีจุดประสงค์ อื่นใด หากท่านใด คิดว่า ผมโฆษณา ให้ผู้ใด หรือรับเงินอะไร จากใคร กรุณาขอให้ส่งหลักฐานมา และผมจะยอมปิดบล็อคนี้ทันที จะมีก็แต่ให้เครดิต ที่ไปดูข้อมูลจากเว็ปต่างๆมาก็แค่นั้น และการที่ผมไปโพสรีวิวในบอร์ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Siamzone , Gconsole , Facebook , Thai dvd หรือแม้กระทั่ง Pantip  แล้วได้ลิงค์โพสมาถึงบล็อคนี้ก็เพื่อ บางครั้งผมจะเขียนรีวิวโดยไม่ได้ไปโพสในบอร์ดต่างๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ ไม่ได้เข้าโรง หรือลงแผ่นไปแล้ว หรือรีวิวเกมต่างๆ เพื่อความสะดวก และเพื่อเพื่อนๆ หลายๆคนที่ติดตามบล้อคผมจะได้เข้ามาอ่านได้อย่างง่ายขึ้น และในทุกๆบอร์ดที่ผมไปโพสทุกครั้งผมจะเขียน มินิรีวิว แทนเอาไว้ สำหรับหลายๆท่านที่ไม่ได้มีเวลาอ่านเยอะมากมาย ให้อ่านเพียงไม่กี่วินาที ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ว่าควรจะชม หรือไม่ชม ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆตามความคิดของตัวท่านผู้อ่านเอง ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการขายบล็อค แต่อย่างใด แต่ถ้าหากการกระทำผมดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วย

หากท่านใดไม่พอใจ อะไรสิ่งใดในตัวผม กรุณาขอให้บอกมา ตรงๆอย่าอ้อมค้อม ผมจะได้แก้ไขให้ถูก แต่บางครั้ง ผู้อ่านก็ต้องเข้าใจผู้เขียนบ้าง ไม่ใช่จะเอาทุกอย่างตามใจชอบ เพราะผมไม่ได้ทำเป็นอาชีพครับ ผมก็มีชีวิตของผม  มีเวลาว่างของผม จึงอยากให้เข้าใจมา ณ ที่นี้ด้วย 

หากบทความนี้หรือคำพูดใดๆของผมไม่ว่าจะที่ใดบอร์ดใดก็ตามทำให้บางท่านไม่พอใจหรือไม่สบายใจก็ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย แต่ผมต้องเขียนข้อความนี้จริงๆ เพราะยังมีหลายๆท่าน ที่คิดว่าผม ทำแบบนี้เพราะ โฆษณา ตัวผมเอง ผมขอบอกมา ณ ที่นี้เลยครับว่า
หากท่านไม่พอใจ หรือ ไม่ชอบขี้หน้าผมว่างั้นเหอะ กรุณาถอยไปครับ ไม่ต้องมาอ่าน ผมไม่ได้ขอร้องให้คุณมาอ่านครับ จะลบ จะด่า จะแฉผมอะไรก็เชิญ แต่กรุณาอย่ามา เกรียนแถวนี้ครับ ผมไม่ชอบ  

สำหรับหลายๆท่านที่ติดตามบทความของผมมาตลอด และเข้าใจผมดี หรือหลายๆท่านที่ เคยวิจารณ์ บทความรีวิวของผม ผมก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ผมรับประกันว่าผมจะพยายามพัฒนารีวิวของผมต่อไป และ รีวิวต่อไปเรื่อยๆ ครับ

ขอบคุณครับ


สงสัย / ติดต่อ / แนะนำ / อยากให้รีวิวภาพยนตร์ / อื่นๆ ได้ที่ Email : thornmasterห้าห้าห้า@yahoo.com

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Resident Evil 5: Retribution ( 2012 ) Movie Review

Movie Review




Movie Name : Resident Evil (5) : Retribution , Screen Gems , Action / Horror
Director :  Paul W.S. Anderson (also writer)
Stars : Milla Jovovich ( Resident Evil 1-4 ) , Michelle Rodriguez ( Resident Evil 1 , Machete ) ,
Sienna Guillory ( Resident Evil 4 , Eragon )
Rating : R ( Blood , Violence , Sexual Theme ) 



REVIEW ***** รีวิวนี้ อาจมีการสปอยล์ *****
(THAI)


Resident Evil นั้นคือซีรียส์เกมส์ที่เรียกได้ว่า ณ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าจะปฏิเสธว่า กลายเป็นตำนานไปแล้ว ด้วยปัจจุบัน (เกมส์) มีถึง 6 ภาคแล้ว ซึ่งภาคที่ 6 ของเกมส์เองก็ใกล้จะวางจำหน่ายเต็มทีแล้ว ยังไม่นับถึงภาคแยกยิบๆย่อยๆอีกเป็นสิบ ซึ่งเรื่องยอดขายคงไม่ต้องพูดถึงว่ามันเยอะขนาดไหน โดย Resident Evil นั้นปัจจุบันผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่ก็คือ Capcom หรือท่านใดอยากจะเรียกแคปหมูก็ตามสะดวก 

ด้วยความดังนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมถึงได้มี ภาพยนตร์ที่ชื่อ Resident Evil มาปรากฏโลดแล่นในจอภาพยนตร์ แถมยังขายดิบขายดีในระดับหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากเกมส์นั้นค่อนข้างจะล้มเหลวเยอะ เช่นเดียวกับ เกมส์ที่สร้างจากภาพยนตร์เช่นกันที่มักจะล้มเหลวทั้งด้านรายได้และ ด้านคุณภาพ

Resident Evil : Retribution นั้นในภาคนี้ได้ดำเนินเรื่องราวมาถึงภาคที่ 5 แล้ว โดยเรื่องราวก็ยังคงเดิมๆ วิ่งหนีซอมบี้ ยิงๆๆๆ จบ ที่เหลือเอาเป็นว่าอย่าไปสนใจมันเถอะ...... และสิ่งที่ยังคงเดิมไว้อีกแล้วก็คือ
ผู้กำกับ Paul W.S. Anderson ที่ยังคงมารับหน้าที่เป็นผู้กำกับเช่นเคย และ Milla Jovovich ที่มารับหน้าที่แสดงเป็น อลิซ ซึ่งหลายๆคนคงทราบแล้วว่า สองคนนี้ เขาเป็น สามี-ภรรยา กัน

Resident Evil : Retribution นั้นเราคงต้องมาพูดถึงฉากแอ๊คชั่นต่างๆกันก่อน โดย 80% ของหนัง 1 ชม.กว่าๆนี้ก็เต็มไปด้วยฉากยิงกับหูดับตับไหม้กันตลอดเวลา ในช่วงเปิดตัว 10-20 นาทีแรกของหนังนั้นทำออกมาได้น่าสนใจและเท่อยู่ไม่น้อย โดยการใช้เทคนิคสโลว์โมชั่น แต่ไม่ได้ใช้แค่สโลว์อย่างเดียวแต่ยังใช้วิธีสโลว์+ย้อนกลับอีกด้วย ก็คือเป็นการสโลว์ถอยหลังนั้นเอง เรียกได้ว่าเท่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ เอาเข้าจริงๆ ฉากนี้หากไม่มีสโลว์+ย้อน มาช่วยมันก็คงจะไม่น่าสนใจเอาซะเลย เพราะฉากก็ยังคงอาศัยแค่ระเบิดตูมตาม โดดไปโดดมา ยิงๆๆ และจบฉาก ภายใน 5 วินาที ซึ่งน่าเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะหากทำฉากออกมาดีกว่านี้ แล้วยิ่ง + สโลว์ ย้อนไปอีก ก็คงจะเทพไม่ใช่น้อย

พูดถึงเรื่องความน่าเสียดาย ก็คงต้องขอพูดต่อ สำหรับในซีรียส์ที่ยิ่งใหญ่อย่าง Resident Evil ที่บางคนอาจจะไม่สังเกตุ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำแม้กระทั่งดูหนังจบแล้ว ว่าในภาคที่ 5 นี้ มี Leon มาด้วย !!! ใช่ครับคุณไม่ได้ดูคนละเรื่องกับผมหรอก แต่ด้วยความที่ว่า 90% ของการโฟกัสตัวละคร ไปที่อลิซ หมดแล้วทำให้คนอื่นที่เหลือก็ดูเหมือนจะกลายเป็นลูกกระจ๊อกที่เดินตามอลิซ แค่นั้นเอง ซึ่งข้อนี้หลักๆก็คงจะมาจากการที่ ผกก. อยากขายเมียตัวเอง (คล้ายๆเรื่อง Total Recall เปะ ) นั้นเอง ซึ่งหลายๆท่านที่เป็นแฟนเกมอยู่แล้ว ก็คงทราบดีว่า ในเกมนั้น พวกตัวละครอย่าง Leon , Chris , Jill นั้นเทพแค่ไหน แต่ในหนังกลับดูเหมือนหยั่งกะมาจากคนละจักรวาลซะอย่างงั้น ทั้งๆที่เอาจริงๆนะ คนที่เป็นแฟนเกมซีรียส์ Resident Evil นั้นคงมีไม่กี่คนหรอก ที่เข้าไปดู Milla จริงๆ พวกเขาอยากที่จะเข้าไปดู ตัวละครที่พวกเขารักอย่าง คริส , เลออน , จิล ต่างหาก แต่ด้วยความที่ เรื่อง ผัวๆ เมียๆ เข้ามาเกี่ยว ก็ต้องทำใจกันไป ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นนี้มันไม่ได้เพิ่งจะมาเป็นภาคนี้หรือช่วงหลังๆ แต่เป็นมาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ทั้งๆที่สามารภ หรือมีโอกาส ได้จับ ได้หยิบ ตัวละครเหล่านี้แล้ว แต่กลับขายอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ Resident Evil แทน (ตัวละคร อลิซ นั้นไม่เคยมีอยู่ในเกมนะครับ ในภาพยนตร์เขาคิดขึ้นมาเอง) จึงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่า นี้คือ Resident Evil จริงๆ มันดูเหมือนจะเป็นหนังไล่ยิงซอมบี้ อีกเรื่อง ซะมากกว่า

นอกจากนั้น หลังจากฉากแอ๊คชั่นที่เหมือนจะดูดีในช่วงต้นของหนัง ที่เหลือ 60-70% ของหนังก็แทบจะพูดได้ว่า งั้นๆจริงๆ ฉากแอ๊คชั่นต่างๆ ไม่ได้ดูสวยงาม ไม่ได้ดูอลังการอย่างที่หวังไว้ ซึ่งเอาจริงๆ ผู้เขียนก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายจาก ซีรียส์นี้แล้วล่ะ(เฉพาะหนังนะ) ถ้าใครที่ดูมาทุกภาคแล้วก็คงจะรู้ดี 
ถึงแม้จะมีการใส่ฉาก ใส่ตัวละครที่ "ดูเหมือนจะดี" อย่าง The Excutioner ที่ภาคที่แล้วโผล่มาตัวเดียว ภาคนี้เลยจัด มา 2 ตัวมันซะเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดูดีอย่างที่คิด ก็ยังคงแสนจะธรรมดา ไม่สมกับเป็นถึงระดับ Mini-Boss ในเกม ซักเท่าไร เรียกได้ว่าสำหรับในหนังดูเหมือนจะเป็นแค่ลูกกระจ็อกสุดกาก ที่แค่ตัวใหญ่แค่นั้น แถมท่าทางการโจมตี ต่างๆก็ยังซ้ำซากกับภาคทีแล้วอีก ไม่แน่ใจว่าสรุก ขี้เกียจหรือว่ายังไง ถึงได้ สิ้นคิดใช้ความคิดประมาณว่า "ก็แค่เพิ่มไปอีกตัวแล้วก็ให้มันฟันๆๆๆแล้วก็ตายๆไปซะแล้วก็จบไปเหอะ" ซะได้...

ฉากที่เรียกได้ว่าเป็นไคลแมกซ์ของภาคนี้นั้นก็คือ ฉากที่ อลิซ สู้กับ จิล ซึ่งจะว่าไปก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวละครเดียวในหนังตอนนี้ที่พอจะสู้ดูสูสีกับ อลิซ  อยู่บ้าง อาจจะเพราะว่าเธอสวยแล้วถูกใจ ผกก.อีกคนก็เป็นได้ แต่อีกแหละครับ เอาเข้าจริงๆ ฉากต่อสู้ก็ดูไม่ได้มีอะไรมากมายนักนอกจาก เตะๆต่อยๆเฉยๆ และยังมีสิ่งที่น่าเสียดายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะได้โชว์ ความสามารถ เทพๆของ จิล ซึ่งในเกมภาคที่แล้วก็มีตัวอย่างให้ดูมากมาย แต่นี้กลับ ดูหยั่งกะคนละคน ซะอย่างนั้น แต่ก็ยังจะพอเป็นคนเดียวในตอนนี้ ที่เรียกได้ว่า มาจากเกมส์ หรือว่าเธอคือจิลจริงๆ ไอ้พวก คริส สุดเทพในเกม แต่หนักยิ่งกว่าลูกกระจ็อก ในหนังก็ลืมๆมันไปซะเถอะ แถมภาคนี้ยังไม่มีบทอีก โถ.....กรรม พี่คริส หรือ เลออน สุดเท่ สุดหล่อ กระฉากใจสาว ในเกม กลายเป็น กุ๋ยข้างถนน อีกหนึ่งลูกกระจ็อกของ อลิส ที่หนังมีมาตั้ง 
5 ภาคแล้ว เพิ่งจะได้มาโผล่... กรรม... แถม ฉากจบของภาคนี้ก็อีกแหละตามเคย ทำเพื่อให้มีภาคต่อไปอีกเช่นเคย ซึ่งทำออกมาไม่ได้ดูดีเลย แต่กลับทำซะอย่างกะมันอลังการ เพื่อเป็นการหลอกตัวเองซะงั้น

มาพูดถึงเรื่องบทกันบ้าง เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจอะไรมันมากเลยนะฮะ สำหรับบท ใน RE เวอร์ชั่นหนังนี้เพราะในทุกๆภาค หลักๆที่คุณต้องรู้ก็เพียง อลิซเป็นเมียผกก. เธอเทพ เธอเก่ง ท่องไว้ครับ 3 คำที่เหลือไม่ต้องจำมันหรอก เพราะไม่ว่าการบรรยายเรื่องราวในหนังจะดูอลังการ ดูดี ดูน่าตื่นเต้นแค่ไหน พวกเขาก็กลับเอามันมาสับด้วยหนังภาคต่อของตัวเอง ทำซะอย่างกะเล่นของเล่น เช่น อลิซที่มีพลังสุดเทพ ที่ผมว่ามันก็ทำให้หนังดูไม่ใช่ Resident Evil อยู่แล้ว อุส่าห์ เขียนบทให้มันหายไปแล้วในภาคที่ 4 แต่ภาคนี้ตอนจบก็ยังจะมีทำให้มันกลับมาจนได้ เหมือนวันไหนตูมีอารมณ์อยากให้อลิซมีพลังตูก็ให้พลัง แต่วันไหนไม่มีก็เป็นคนธรรมดาไป ซะงั้น นอกจากนั้นภาคนี้ยังจะมีตัวละคร ที่เสียชีวิตไปแล้วในภาคที่แล้วๆมามาอีกโดยในตัวหนังเองก็แทบจะไม่ได้อธิบายอะไรเลย เหมือนกับ ผกก. อยากจะพูดว่า "เห้ยจะคิดมากทำไมเรื่องตัวละครใหม่ ก็แค่เอาตัวละครเก่าที่ตายไปแล้วชุบชีวิตมันขึ้นมา แล้วก็ Re-Use ใช้ใหม่เลยสิ!!" เอาซะแบบนั้นไปเลย ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่ามีคนตายในหนัง ชักจะกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้ใครที่ดูเหมือนจะตายๆไปในหนัง ก็ยังคงมีสิทธิ กลับมาได้อยู่... OMG...

Resident Evil : Retribution นั้น ถือว่าเกือบสอบตกในด้าน ความสนุก ส่วนในด้านคุณภาพ ไม่ต้องพูดถึง ตกแบบ ไม่รู้จะตกยังไงแล้ว ซึ่งจะเรียกได้ว่ามันกลายเป็นมาตราฐานของซีรียส์นี้(สำหรับหนัง)ไปซะแล้ว ทำให้ 90% ของคนที่ดูปัจจุบัน ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีอะไรมากมายจาก ซีรียส์นี้อีกต่อไปแล้ว แต่เหมือนตีตั๋ว เข้าไปดูเพราะมันเหมือนกลายเป็นหน้าที่ไปแล้วซะมากกว่า (แหมก็ดูมาแล้ว 4ภาค ก็ทนๆดูให้มันจบๆไปเถอะ) จะว่าไปแล้ว ผู้เขียนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ว่า การที่แฟนๆเกม Resident Evil หวังสิ่งที่มากกว่าคำว่า "เกือบจะสนุก" จากภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าบังอาจใช้ชื่อ "Resident Evil" เนี้ย มันมากไปหรือ ? หรือว่าทางค่าย ทางผกก. ทาง Capcom พอใจกับมาตราฐานอันสุดจะทนนี้แล้ว ? หรือว่าพวกเราแฟนเกม ขอมากเกินไปหว่า ? หรือจะบอกว่าไม่ควรจะเอาเกมมาเทียบกับหนังกัน ? ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ยังมีหนังอีกเรื่องนึงที่เข้าฉายปีนี้เช่นกัน และยังได้รับต้นแบบมาจากเกมอีกด้วยนั้นก็คือ Silent Hill ซึ่งภาคล่าสุดคือ ภาค 2 ( Silent Hill : Revelation 3D ) ซึ่งถ้าถามว่ามันดีเท่าเกมหรือความน่ากลัวเทียบเท่าเกมไหม ซึ่งตัวผม ผู้เขียนนั้น ได้เคยเล่นเกม Silent Hill มาหลายภาคมาก จึงขอกล้าบอกเลยว่าต้องใช้คำว่า
ตัวหนังนั้นถ้าเทียบความน่ากลัวกับตัวเกมจริงๆนั้น "เทียบไม่ติดฝุ่น" ด้วยซ้ำ แต่ทำไมผมถึงได้ยกตัวอย่างกรณี Silent Hill มาเทียบกับ Resident Evil ล่ะ ? ก็เพราะ ในหนัง Silent Hill นั้นยังคงมีคุณภาพในระดับที่เรียกได้ว่าสูงมากแล้วสำหรับหนังที่ทำมาจากเกม พวกเขายังคง สนใจ และ ใส่ใจ ในต้นตำรับของเกม ใส่ใจแฟนๆ ด้วยการเคารพซีรียส์ Silent Hill ที่จะเรียกได้ว่า มีชื่อเสียงแล้วอยู่ในวงการเกมมายาวนานไม่ได้แพ้ Resident Evil เลย เพราะฉะนั้น Silent Hill นั้นผมสามารถที่จะกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี้แหละ คือ Silent Hill ภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากเกม สุดสยอง ไม่ใช่ Resident Evil ที่ ณ ปัจจุบันแทบจะไม่เหลืออะไรที่เรียกได้ว่า เป็น Resident Evil อีกแล้ว นอกจากชื่อ 

Resident Evil : Retribution ในภาคนี้ยังคง คงระดับมาตราฐาน ที่ไม่ค่อยจะดีนักเอาไว้อยู่ คือมันส์เข้าว่า บทช่างมัน ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้มันส์ ขนาดนั้น แต่ยังถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ใครหลายๆคนพอที่จะทนดูมันต่อไปจนจบได้


Final Score : C


สรุป : Resident Evil : Retribution เป็นภาพยนตร์ที่ผมแนะนำว่าให้ผ่านๆไปดูเรื่องอื่นดีกว่า ถ้าคุณไม่ได้อยากดูอะไรมันมากมายขนาดนั้น เก็บเงินของคุณไปซื้อแผ่น DVD The Avengers หรือเรื่องอื่นๆก็ว่าไป แต่ถ้าหากคุณอยากดูจริงๆ ก็จงอย่าคาดหวังอะไรกับมันมาก ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็เป็นหนังที่พอจะดูเพลินๆ ฆ่าเวลาได้อยู่เหมือนกัน 




REVIEW
(ENGLISH)



The Good :
- It's Resident Evil !!! ( Or at least it's name.....)
- Bit of fun to watch

The Bad :
- Too Easy , Lazy , Ugly , disrespect Storyline / Screenplay for Resident Evil Games 
- Sup-par Action Scene that use over and over again in this movie franchise 
- So Boring with Slow-Motion technique 
- Useless new character like Leon , Barry and others
- Director Paul W.S. Anderson sales his wife again.....


Total Score : C


Suggestion : Save your money for another movies this Resident Evil movie are just another garbage that use it's famous name to eat your money 





Thankyou to : Resident Evil : Retribution ( 2012 ) Screen Gems , IMDB for information