แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movies Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movies Review แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Snowpiercer ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
การนั่งรถไฟแห่งโลกมนุษย์ที่น่าจดจำมากที่สุด



Movie Name : Snowpiercer ( 2013 ) , Action / Drama / Sci-Fi
Director : Joon-ho Bong ( The Host , Mother , Barking Dogs Never Bite )
Stars :  John Hurt ( Tinker,Tailor,Solider,Spy , Harry Potter ) , Chris Evans ( Captain America : The First Avenger , The Avengers ) , Tilda Swinton ( Constantine , Narnia ) , Ed Harris ( Pain & Gain , The Rock ) , Jamie Bell ( The Adventures of Tin Tin , Jumper ) , Octavia Spencer ( The Help ) , Kang-ho Song ( The Host ) , Ah-sung Ko ( The Host ) 
Rating : น 15 + 


                                     Snowpiercer เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องราวหลังจากโลกเข้าสู่ยุคที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะด้วยฝีมือของมนุษย์เอง ทำให้ผู้ที่รอดชีวิตจำนวนน้อยมากต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในรถไฟขบวนหนึ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างผู้ที่มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ เส้นที่ขั้นกลางระหว่างพวกเขานั้นช่างบางลงๆทุกวัน และความอดทน อดกลั้นนั้นอาจจะมาถึงจุดขีดจำกัดในไม่ช้า


REVIEW



                                                          Snowpiercer เป็นภาพยนตร์ที่คงพูดได้เลยว่าเป็นการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์เกาหลีและภาพยนตร์ Hollywood ได้อย่างน่าทึ่งเรื่องหนึ่ง ซึ่งสาเหตุนั้นแรกนั้นก็มาจากผู้กำกับ บองจุนโฮ ที่เป็นคนเกาหลีใต้ แต่ในภาพยนตร์กลับมี Production และองค์ประกอบบางส่วนที่ค่อนข้างจะไปทาง Hollywood อยู่พอสมควร ยังไม่รวมถึงการที่เขาเขียนบทด้วยตัวเองร่วมกับคนอเมริกันอีกคนหนึ่งซึ่งก็น่าจะเชื่อได้ว่า มีการผสมผสานความคิดไอเดียต่างๆเข้าไปรวมกันอยู่ไม่น้อย



สำหรับผู้กำกับ บองจุนโฮนั้น เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมากที่สุดอีกคนในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว จากผลงานอย่างเช่น Barking Dogs Never Bite , The Host ( ที่ไม่ใช่ The Host จากผู้เขียน Twilight ) หรือ ภาพยนตร์อย่างเรื่อง Mother ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้มีความแปลกประหลาดอยู่ตรงที่ หน้าหนังนั้นดูจะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่มีอะไร อย่างเช่น Barking Dogs Never Bite ที่พูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่รำคาญเสียงสุนัขเห่า ก็เท่านั้นเอง แต่เมื่อเราเข้าไปสัมผัสมันจริงๆแล้ว กลับทำให้รู้ว่า ภาพยนตร์ที่ดูจะไม่มีอะไรเหล่านี้ กลับแฝงไปด้วยการจิกกัด เสียดสีสังคมได้อย่างน่าทึ่งมากๆ ซึ่งหลายๆครั้งที่เขาทำให้ภาพยนตร์ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมได้ จึงเป็นสาเหตุที่นักชมภาพยนตร์หลายๆคน ค่อนข้างที่จะตั้งความหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้พอสมควรเลยทีเดียว


Snowpiercer เป็นภาพยนตร์ที่ต้องขอเริ่มพูดเลยว่า เป็นภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง และ หน้าหนัง อีกครั้งดูเป็นภาพยนตร์ที่ไม่มีอะไรเลย แถมเอาเข้าจริงมันช่างดูเป็นภาพยนตร์เกรด B เหลือเกิน โดยเฉพาะการพูดถึง คนรวย/คนจน ที่พูดกันมาเป็นพันรอบ และในปีๆหนึ่งก็มีภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ล่าสุดที่ไม่ต้องยกตัวอย่างทุกคนก็น่าจะนึกออกนั้นก็คือ The Hunger Games : Catching Fire นั้นเอง ซึ่งผลของการนำสิ่งเดิมๆมาทำอีกรอบมันก็จะทำให้ความน่าสนใจลดน้อยลง  แต่มันกลับไม่ใช่เช่นนั้นเลย ซึ่งต้องขอยกเครดิต ความดี ความชอบให้กับผู้กำกับ บองจุนโฮ 90% ถึง 99% เลยทีเดียว ที่พิสูจน์อีกครั้งว่าเขาสุดยอดแค่ไหน กับการเนรมิตและสร้างภาพยนตร์ที่ดูสุดแสนจะกลวงไม่น่าสนใจ ให้เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้


สิ่งที่พบเห็นได้อีกครั้งอย่างขาดไม่ได้จากลายเซ็นของผู้กำกับนั้นก็คือ การจิกกัด เสียดสีในและพูดถึงประเด็นต่างๆของสังคมอย่างชาญฉลาด แยบยล มีชั้นเชิงเช่น สังคมล้างสมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก ความมักง่ายและโง่เขลาของมนุษย์ ความรุนแรง มนุษย์กับพระเจ้า และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้พูดได้เลยว่าการออกแบบในแต่ละฉากนั้นถูกเลือกมาเป็นอย่างดีเยี่ยมแล้ว เพราะแทบจะทุกครั้งที่มันมักจะแฝงความหมายและเสียดสีอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เลือกหรือสร้างมาอย่างไร้เหตุผล 



เช่นเดียวกับการกำกับของบองจุนโฮที่ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ช่างน่าสนใจโดยการค่อยๆให้จิ๊กซอว์กับผู้ชมไปคอยเดา คอยต่อเอาเอง แทนที่บอกทั้งหมดเหมือนภาพยนตร์ทั่วๆไป ถึงแม้ในช่วงต้นของภาพยนตร์จะช้ามากจนเกินไปบ้างก็ตาม ซึ่งเมื่อภาพยนตร์ดำเนินไปเรื่อยๆแล้ว ผู้ชมก็จะได้จิ๊กซอว์เพิ่มไปเรื่อยๆจนในท้ายที่สุดคุณก็จะเข้าใจว่าภาพยนตร์พูดถึงอะไร และทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้ชมต้องคิดตามอยู่แทบจะตลอดเวลา หรือจะเป็นการถ่ายภาพยนตร์ในฉากต่างๆที่มีการเล่นกับแสง และเงา หรือองค์ประกอบต่างๆในฉากเพื่อใช้สื่อความหมายได้อย่างน่าทึ่ง
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะใส่มุขตลกขบขัน และฉากลูกเล่นต่างๆ เช่นฉากแนะนำตัวละคร Wilford หรือฉากในห้องสอนหนังสือ เหล่านี้เข้าไปเพื่อให้ภาพยนตร์นั้นไม่รู้สึกไม่น่าสนใจ หรือ น่าเบื่อ ซึ่งมุขตลกและฉากลูกเล่นต่างๆเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิงและทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้ว ฉากเหล่านี้หรือคำพูด Dialog เหล่านี้ก็แฝงไปด้วยความหมาย การเสียดสี จิกกัดเช่นเคย 


อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าน่าสนใจ และน่าชื่นชม ใน Snowpiercer นั้นก็คือทีมนักแสดงโดยเฉพาะ ป้า Tilda Swinton ที่ทุกๆคนคงจะรู้จักเธอจากบทแม่มดขาวแห่ง Narnia ที่เธอแสดงได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสีสันและคาแรคเตอร์ที่สดใหม่มากๆให้กับภาพยนตร์ และคนที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้นั้นก็คือ Chris Evans จากบทอันโด่งดัง กัปตันอเมริกา ที่ต้องขอสารภาพเลยว่าครั้งแรกที่เห็นเขาบนโปสเตอร์ ทำให้นึกถึง Hugh Jackman หรือ พี่วูฟเวอรีนของเรา มากๆ ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทางสูตดิโอไม่มีเงินจ้าง Hugh หรืออย่างไร เลยทำเช่นนี้ แต่เมื่อได้ชมภาพยนตร์จริงๆกลับคิดคนละอย่างกับที่คิดไว้ในตอนแรกอย่างมาก โดยคิดว่า Chris Evans นั้นช่างเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากกว่าใครๆเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นการแสดง บุคลิกของเขานั้นเหมาะกับสิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะพูดถึงมาก ซึ่งตัวละครของเขาในภาพยนตร์นั้นก็เป็นตัวแทนไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก "มนุษย์" ผู้ซึ่งเต็มไปด้วย ความโกรธ , ความโง่เขลา , ความรุนแรงบ้าคลั่ง , ความน่าสมเพศ , ความโศรกเศร้า แต่ก็ยังคงมี ความบริสุทธิ์ และ ความดีงาม แฝงอยู่ภายในเช่นกัน ซึ่ง Chris Evans นั้นแสดงได้อย่างดีเยี่ยมมากๆในบทนี้



Snowpiercer เป็นภาพยนตร์ที่เมื่อดูจบแล้วทำให้นึกถึงเรือของโนอาและอดัมกับอีฟอย่างมากเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้ช่างเป็นเหมือนการนั่งรถไฟท่อง"โลกมนุษย์"ที่แท้จริงซึ่งนำทางไปสู่จุดจบที่น่าจดจำมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งอีกครั้งก็ต้องขอชมทีมงาน นักแสดงต่างๆและโดยเฉพาะสำคัญที่สุด ผู้กำกับบองจุนโฮ ที่นับได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งจากเขา ถึงแม้ตัวภาพยนตร์จะประสบปัญหากับการดำเนินเรื่องช้ามากจนเกินไปบ้างในช่วงต้นของภาพยนตร์ หรือ ฉาก Action ที่เต็มไปด้วย เทคนิคสั่นกล้องที่น่ารำคาญไม่น้อย ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพของมันลดลงไปซักเท่าไรเลย


Final Score : [ A ] & [ Must See Badge ] 

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Resident Evil 5: Retribution ( 2012 ) Movie Review

Movie Review




Movie Name : Resident Evil (5) : Retribution , Screen Gems , Action / Horror
Director :  Paul W.S. Anderson (also writer)
Stars : Milla Jovovich ( Resident Evil 1-4 ) , Michelle Rodriguez ( Resident Evil 1 , Machete ) ,
Sienna Guillory ( Resident Evil 4 , Eragon )
Rating : R ( Blood , Violence , Sexual Theme ) 



REVIEW ***** รีวิวนี้ อาจมีการสปอยล์ *****
(THAI)


Resident Evil นั้นคือซีรียส์เกมส์ที่เรียกได้ว่า ณ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าจะปฏิเสธว่า กลายเป็นตำนานไปแล้ว ด้วยปัจจุบัน (เกมส์) มีถึง 6 ภาคแล้ว ซึ่งภาคที่ 6 ของเกมส์เองก็ใกล้จะวางจำหน่ายเต็มทีแล้ว ยังไม่นับถึงภาคแยกยิบๆย่อยๆอีกเป็นสิบ ซึ่งเรื่องยอดขายคงไม่ต้องพูดถึงว่ามันเยอะขนาดไหน โดย Resident Evil นั้นปัจจุบันผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่ก็คือ Capcom หรือท่านใดอยากจะเรียกแคปหมูก็ตามสะดวก 

ด้วยความดังนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมถึงได้มี ภาพยนตร์ที่ชื่อ Resident Evil มาปรากฏโลดแล่นในจอภาพยนตร์ แถมยังขายดิบขายดีในระดับหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากเกมส์นั้นค่อนข้างจะล้มเหลวเยอะ เช่นเดียวกับ เกมส์ที่สร้างจากภาพยนตร์เช่นกันที่มักจะล้มเหลวทั้งด้านรายได้และ ด้านคุณภาพ

Resident Evil : Retribution นั้นในภาคนี้ได้ดำเนินเรื่องราวมาถึงภาคที่ 5 แล้ว โดยเรื่องราวก็ยังคงเดิมๆ วิ่งหนีซอมบี้ ยิงๆๆๆ จบ ที่เหลือเอาเป็นว่าอย่าไปสนใจมันเถอะ...... และสิ่งที่ยังคงเดิมไว้อีกแล้วก็คือ
ผู้กำกับ Paul W.S. Anderson ที่ยังคงมารับหน้าที่เป็นผู้กำกับเช่นเคย และ Milla Jovovich ที่มารับหน้าที่แสดงเป็น อลิซ ซึ่งหลายๆคนคงทราบแล้วว่า สองคนนี้ เขาเป็น สามี-ภรรยา กัน

Resident Evil : Retribution นั้นเราคงต้องมาพูดถึงฉากแอ๊คชั่นต่างๆกันก่อน โดย 80% ของหนัง 1 ชม.กว่าๆนี้ก็เต็มไปด้วยฉากยิงกับหูดับตับไหม้กันตลอดเวลา ในช่วงเปิดตัว 10-20 นาทีแรกของหนังนั้นทำออกมาได้น่าสนใจและเท่อยู่ไม่น้อย โดยการใช้เทคนิคสโลว์โมชั่น แต่ไม่ได้ใช้แค่สโลว์อย่างเดียวแต่ยังใช้วิธีสโลว์+ย้อนกลับอีกด้วย ก็คือเป็นการสโลว์ถอยหลังนั้นเอง เรียกได้ว่าเท่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ เอาเข้าจริงๆ ฉากนี้หากไม่มีสโลว์+ย้อน มาช่วยมันก็คงจะไม่น่าสนใจเอาซะเลย เพราะฉากก็ยังคงอาศัยแค่ระเบิดตูมตาม โดดไปโดดมา ยิงๆๆ และจบฉาก ภายใน 5 วินาที ซึ่งน่าเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะหากทำฉากออกมาดีกว่านี้ แล้วยิ่ง + สโลว์ ย้อนไปอีก ก็คงจะเทพไม่ใช่น้อย

พูดถึงเรื่องความน่าเสียดาย ก็คงต้องขอพูดต่อ สำหรับในซีรียส์ที่ยิ่งใหญ่อย่าง Resident Evil ที่บางคนอาจจะไม่สังเกตุ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำแม้กระทั่งดูหนังจบแล้ว ว่าในภาคที่ 5 นี้ มี Leon มาด้วย !!! ใช่ครับคุณไม่ได้ดูคนละเรื่องกับผมหรอก แต่ด้วยความที่ว่า 90% ของการโฟกัสตัวละคร ไปที่อลิซ หมดแล้วทำให้คนอื่นที่เหลือก็ดูเหมือนจะกลายเป็นลูกกระจ๊อกที่เดินตามอลิซ แค่นั้นเอง ซึ่งข้อนี้หลักๆก็คงจะมาจากการที่ ผกก. อยากขายเมียตัวเอง (คล้ายๆเรื่อง Total Recall เปะ ) นั้นเอง ซึ่งหลายๆท่านที่เป็นแฟนเกมอยู่แล้ว ก็คงทราบดีว่า ในเกมนั้น พวกตัวละครอย่าง Leon , Chris , Jill นั้นเทพแค่ไหน แต่ในหนังกลับดูเหมือนหยั่งกะมาจากคนละจักรวาลซะอย่างงั้น ทั้งๆที่เอาจริงๆนะ คนที่เป็นแฟนเกมซีรียส์ Resident Evil นั้นคงมีไม่กี่คนหรอก ที่เข้าไปดู Milla จริงๆ พวกเขาอยากที่จะเข้าไปดู ตัวละครที่พวกเขารักอย่าง คริส , เลออน , จิล ต่างหาก แต่ด้วยความที่ เรื่อง ผัวๆ เมียๆ เข้ามาเกี่ยว ก็ต้องทำใจกันไป ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นนี้มันไม่ได้เพิ่งจะมาเป็นภาคนี้หรือช่วงหลังๆ แต่เป็นมาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ทั้งๆที่สามารภ หรือมีโอกาส ได้จับ ได้หยิบ ตัวละครเหล่านี้แล้ว แต่กลับขายอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ Resident Evil แทน (ตัวละคร อลิซ นั้นไม่เคยมีอยู่ในเกมนะครับ ในภาพยนตร์เขาคิดขึ้นมาเอง) จึงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่า นี้คือ Resident Evil จริงๆ มันดูเหมือนจะเป็นหนังไล่ยิงซอมบี้ อีกเรื่อง ซะมากกว่า

นอกจากนั้น หลังจากฉากแอ๊คชั่นที่เหมือนจะดูดีในช่วงต้นของหนัง ที่เหลือ 60-70% ของหนังก็แทบจะพูดได้ว่า งั้นๆจริงๆ ฉากแอ๊คชั่นต่างๆ ไม่ได้ดูสวยงาม ไม่ได้ดูอลังการอย่างที่หวังไว้ ซึ่งเอาจริงๆ ผู้เขียนก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายจาก ซีรียส์นี้แล้วล่ะ(เฉพาะหนังนะ) ถ้าใครที่ดูมาทุกภาคแล้วก็คงจะรู้ดี 
ถึงแม้จะมีการใส่ฉาก ใส่ตัวละครที่ "ดูเหมือนจะดี" อย่าง The Excutioner ที่ภาคที่แล้วโผล่มาตัวเดียว ภาคนี้เลยจัด มา 2 ตัวมันซะเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดูดีอย่างที่คิด ก็ยังคงแสนจะธรรมดา ไม่สมกับเป็นถึงระดับ Mini-Boss ในเกม ซักเท่าไร เรียกได้ว่าสำหรับในหนังดูเหมือนจะเป็นแค่ลูกกระจ็อกสุดกาก ที่แค่ตัวใหญ่แค่นั้น แถมท่าทางการโจมตี ต่างๆก็ยังซ้ำซากกับภาคทีแล้วอีก ไม่แน่ใจว่าสรุก ขี้เกียจหรือว่ายังไง ถึงได้ สิ้นคิดใช้ความคิดประมาณว่า "ก็แค่เพิ่มไปอีกตัวแล้วก็ให้มันฟันๆๆๆแล้วก็ตายๆไปซะแล้วก็จบไปเหอะ" ซะได้...

ฉากที่เรียกได้ว่าเป็นไคลแมกซ์ของภาคนี้นั้นก็คือ ฉากที่ อลิซ สู้กับ จิล ซึ่งจะว่าไปก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวละครเดียวในหนังตอนนี้ที่พอจะสู้ดูสูสีกับ อลิซ  อยู่บ้าง อาจจะเพราะว่าเธอสวยแล้วถูกใจ ผกก.อีกคนก็เป็นได้ แต่อีกแหละครับ เอาเข้าจริงๆ ฉากต่อสู้ก็ดูไม่ได้มีอะไรมากมายนักนอกจาก เตะๆต่อยๆเฉยๆ และยังมีสิ่งที่น่าเสียดายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะได้โชว์ ความสามารถ เทพๆของ จิล ซึ่งในเกมภาคที่แล้วก็มีตัวอย่างให้ดูมากมาย แต่นี้กลับ ดูหยั่งกะคนละคน ซะอย่างนั้น แต่ก็ยังจะพอเป็นคนเดียวในตอนนี้ ที่เรียกได้ว่า มาจากเกมส์ หรือว่าเธอคือจิลจริงๆ ไอ้พวก คริส สุดเทพในเกม แต่หนักยิ่งกว่าลูกกระจ็อก ในหนังก็ลืมๆมันไปซะเถอะ แถมภาคนี้ยังไม่มีบทอีก โถ.....กรรม พี่คริส หรือ เลออน สุดเท่ สุดหล่อ กระฉากใจสาว ในเกม กลายเป็น กุ๋ยข้างถนน อีกหนึ่งลูกกระจ็อกของ อลิส ที่หนังมีมาตั้ง 
5 ภาคแล้ว เพิ่งจะได้มาโผล่... กรรม... แถม ฉากจบของภาคนี้ก็อีกแหละตามเคย ทำเพื่อให้มีภาคต่อไปอีกเช่นเคย ซึ่งทำออกมาไม่ได้ดูดีเลย แต่กลับทำซะอย่างกะมันอลังการ เพื่อเป็นการหลอกตัวเองซะงั้น

มาพูดถึงเรื่องบทกันบ้าง เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจอะไรมันมากเลยนะฮะ สำหรับบท ใน RE เวอร์ชั่นหนังนี้เพราะในทุกๆภาค หลักๆที่คุณต้องรู้ก็เพียง อลิซเป็นเมียผกก. เธอเทพ เธอเก่ง ท่องไว้ครับ 3 คำที่เหลือไม่ต้องจำมันหรอก เพราะไม่ว่าการบรรยายเรื่องราวในหนังจะดูอลังการ ดูดี ดูน่าตื่นเต้นแค่ไหน พวกเขาก็กลับเอามันมาสับด้วยหนังภาคต่อของตัวเอง ทำซะอย่างกะเล่นของเล่น เช่น อลิซที่มีพลังสุดเทพ ที่ผมว่ามันก็ทำให้หนังดูไม่ใช่ Resident Evil อยู่แล้ว อุส่าห์ เขียนบทให้มันหายไปแล้วในภาคที่ 4 แต่ภาคนี้ตอนจบก็ยังจะมีทำให้มันกลับมาจนได้ เหมือนวันไหนตูมีอารมณ์อยากให้อลิซมีพลังตูก็ให้พลัง แต่วันไหนไม่มีก็เป็นคนธรรมดาไป ซะงั้น นอกจากนั้นภาคนี้ยังจะมีตัวละคร ที่เสียชีวิตไปแล้วในภาคที่แล้วๆมามาอีกโดยในตัวหนังเองก็แทบจะไม่ได้อธิบายอะไรเลย เหมือนกับ ผกก. อยากจะพูดว่า "เห้ยจะคิดมากทำไมเรื่องตัวละครใหม่ ก็แค่เอาตัวละครเก่าที่ตายไปแล้วชุบชีวิตมันขึ้นมา แล้วก็ Re-Use ใช้ใหม่เลยสิ!!" เอาซะแบบนั้นไปเลย ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่ามีคนตายในหนัง ชักจะกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้ใครที่ดูเหมือนจะตายๆไปในหนัง ก็ยังคงมีสิทธิ กลับมาได้อยู่... OMG...

Resident Evil : Retribution นั้น ถือว่าเกือบสอบตกในด้าน ความสนุก ส่วนในด้านคุณภาพ ไม่ต้องพูดถึง ตกแบบ ไม่รู้จะตกยังไงแล้ว ซึ่งจะเรียกได้ว่ามันกลายเป็นมาตราฐานของซีรียส์นี้(สำหรับหนัง)ไปซะแล้ว ทำให้ 90% ของคนที่ดูปัจจุบัน ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีอะไรมากมายจาก ซีรียส์นี้อีกต่อไปแล้ว แต่เหมือนตีตั๋ว เข้าไปดูเพราะมันเหมือนกลายเป็นหน้าที่ไปแล้วซะมากกว่า (แหมก็ดูมาแล้ว 4ภาค ก็ทนๆดูให้มันจบๆไปเถอะ) จะว่าไปแล้ว ผู้เขียนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ว่า การที่แฟนๆเกม Resident Evil หวังสิ่งที่มากกว่าคำว่า "เกือบจะสนุก" จากภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าบังอาจใช้ชื่อ "Resident Evil" เนี้ย มันมากไปหรือ ? หรือว่าทางค่าย ทางผกก. ทาง Capcom พอใจกับมาตราฐานอันสุดจะทนนี้แล้ว ? หรือว่าพวกเราแฟนเกม ขอมากเกินไปหว่า ? หรือจะบอกว่าไม่ควรจะเอาเกมมาเทียบกับหนังกัน ? ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ยังมีหนังอีกเรื่องนึงที่เข้าฉายปีนี้เช่นกัน และยังได้รับต้นแบบมาจากเกมอีกด้วยนั้นก็คือ Silent Hill ซึ่งภาคล่าสุดคือ ภาค 2 ( Silent Hill : Revelation 3D ) ซึ่งถ้าถามว่ามันดีเท่าเกมหรือความน่ากลัวเทียบเท่าเกมไหม ซึ่งตัวผม ผู้เขียนนั้น ได้เคยเล่นเกม Silent Hill มาหลายภาคมาก จึงขอกล้าบอกเลยว่าต้องใช้คำว่า
ตัวหนังนั้นถ้าเทียบความน่ากลัวกับตัวเกมจริงๆนั้น "เทียบไม่ติดฝุ่น" ด้วยซ้ำ แต่ทำไมผมถึงได้ยกตัวอย่างกรณี Silent Hill มาเทียบกับ Resident Evil ล่ะ ? ก็เพราะ ในหนัง Silent Hill นั้นยังคงมีคุณภาพในระดับที่เรียกได้ว่าสูงมากแล้วสำหรับหนังที่ทำมาจากเกม พวกเขายังคง สนใจ และ ใส่ใจ ในต้นตำรับของเกม ใส่ใจแฟนๆ ด้วยการเคารพซีรียส์ Silent Hill ที่จะเรียกได้ว่า มีชื่อเสียงแล้วอยู่ในวงการเกมมายาวนานไม่ได้แพ้ Resident Evil เลย เพราะฉะนั้น Silent Hill นั้นผมสามารถที่จะกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี้แหละ คือ Silent Hill ภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากเกม สุดสยอง ไม่ใช่ Resident Evil ที่ ณ ปัจจุบันแทบจะไม่เหลืออะไรที่เรียกได้ว่า เป็น Resident Evil อีกแล้ว นอกจากชื่อ 

Resident Evil : Retribution ในภาคนี้ยังคง คงระดับมาตราฐาน ที่ไม่ค่อยจะดีนักเอาไว้อยู่ คือมันส์เข้าว่า บทช่างมัน ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้มันส์ ขนาดนั้น แต่ยังถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ใครหลายๆคนพอที่จะทนดูมันต่อไปจนจบได้


Final Score : C


สรุป : Resident Evil : Retribution เป็นภาพยนตร์ที่ผมแนะนำว่าให้ผ่านๆไปดูเรื่องอื่นดีกว่า ถ้าคุณไม่ได้อยากดูอะไรมันมากมายขนาดนั้น เก็บเงินของคุณไปซื้อแผ่น DVD The Avengers หรือเรื่องอื่นๆก็ว่าไป แต่ถ้าหากคุณอยากดูจริงๆ ก็จงอย่าคาดหวังอะไรกับมันมาก ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็เป็นหนังที่พอจะดูเพลินๆ ฆ่าเวลาได้อยู่เหมือนกัน 




REVIEW
(ENGLISH)



The Good :
- It's Resident Evil !!! ( Or at least it's name.....)
- Bit of fun to watch

The Bad :
- Too Easy , Lazy , Ugly , disrespect Storyline / Screenplay for Resident Evil Games 
- Sup-par Action Scene that use over and over again in this movie franchise 
- So Boring with Slow-Motion technique 
- Useless new character like Leon , Barry and others
- Director Paul W.S. Anderson sales his wife again.....


Total Score : C


Suggestion : Save your money for another movies this Resident Evil movie are just another garbage that use it's famous name to eat your money 





Thankyou to : Resident Evil : Retribution ( 2012 ) Screen Gems , IMDB for information

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

The Bourne Legacy ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Name : The Bourne Legacy ( 2012 ) Universal Studios. , Action / Adventure / Thriller 
Director : Tony Gilroy ( Also Screenplay ) ( Writer of Bourne Series )
Stars : Jeremy Renner ( The Avengers , Hurt Locker , Mission Impossible 4 ) , Rachel Weisz ( Dream House ) , Edward Norton ( Stone , The Incredible Hulk )
Rating :  PG - 13


REVIEW 
(THAI REVIEW)

The Bourne Legacy นี้คือภาคที่สี่แล้วสำหรับซีรียส์ Bourne ซึ่งต้องรอกันยาวเลยทีเดียวกว่าจะได้ชมภาคนี้จากภาคที่แล้วคือ The Bourne Ultimatum ปี 2007 หลายๆสาเหตุมากมายที่ทำไมถึงได้นานขนาดนี้หลักๆก็คือการที่ผู้กำกับคนเก่าอย่าง Paul Greengrass ได้ถอนตัวไปซึ่งเป็นเหตุทำให้ Matt Demon หรือก็คือ Bourne คนเก่าก็ขอโบกมือลาไปด้วย จึงต้องหากันนานว่าจะนำใครมาแสดงต่อดี ด้วยบทและความสุดยอดของหนังเยี่ยงนี้ จะมีใครที่กล้าหรือคนที่จะมีความสามารถพอได้บ้างหรือ ? แล้วใครจะมากำกับแทนล่ะ ?

โดยในที่สุดก็ได้ตัวผู้กำกับมาโดยที่ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่อย่างไรเขาคือ Tony Gilroy นั่นเองซึ่งเขาคนนี้เป็นคนเขียนบทในทุกๆภาคของซีรียส์ Bourne นั่นก็คือควบสองตำแหน่งเลยทีเดียวทั้งกำกับและเขียนบทไปด้วย และคำถามที่สำคัญที่สุดต่อมาก็คือ แล้วใครล่ะจะมาเป็นนักแสดง Bourne คนต่อไป ? จนได้ Jeremy Renner มาในที่สุด โดยเราเห็นฝีมือของเขามาในหลายๆเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หนังออสก้าอย่าง Hurt Locker หรือซีรียส์อีกซีรียส์สุดเทพ Mission Impossible 4 ซึ่งจริงๆใน MI4 เขาควรจะเล่นเป็นตัวเอกแทน Tom Cruise ซะด้วยแต่ Tom Cruise มาตกลงเล่นทีหลัง บทจึงตกไปเป็นแค่ดาราสมทบ และภาพยนตร์ยิ่งใหญ่อลังการล่าสุด อย่าง The Avengers ซึ่งเขาได้โผล่แว่บๆใน Thor แล้วครั้งหนึ่งนั้นเอง 

The Bourne Legacy เรื่องราวเป็นเรื่องราวที่ต่อมาจากภาคที่แล้ว Ultimatum เมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าไม่ได้มีองค์กรแบบ Bourne เพียงแค่องค์กรอีกแล้ว จริงๆมันมีอีกมากมาย และก็ยังมีสายลับสุดเทพ อีกมากมายอีกด้วย แต่ปัญหามันอยู่ที่พวกเขาคิดจะล้างประวัติทั้งหมดว่าเคยมีองค์กรเหล่านี้อยู่บนโลกใบนี้ซะด้วยการลบทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ทำให้สายลับทุกคนหายไปจากโลกใบนี้อีกด้วย !! แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เมื่อ Aaron Cross เขารู้ตัวซะก่อน เรื่องอะไรเขาจะยอมตายง่ายๆ ? ปฏิบัติการ หนี และ การไล่ล่า สุดมันส์ จึงบังเกิดขึ้นอีกครั้ง !!!

The Bourne Legacy เป็นภาพยนตร์ภาคต่ออีกเรื่องที่ค่อนข้างจะรับภาระหนักพอสมควรเนื่องจากภาคที่ก่อนๆมาทำออกมาได้ค่อนข้างดี เสียด้วย แถมยังมาเปลี่ยนผู้กำกับและนักแสดงนำอีก นอกจากนั้นเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะเปลี่ยนอยู่บ้าง เช่นจากภาคที่แล้วๆมา เราจะได้เห็นประเด็นหลักๆของ Bourne ก็คือการตามหาความจริง ว่าเขาเป็นใคร แต่ในภาคนี้ Aaron เขารู้ตัวดี เขารู้ว่าเขาเป็นใคร ทำให้บางครั้งอาจจะยากที่จะอยู่ดีๆหักมุมแบบนี้ แต่สบายใจได้เลย The Bourne Legacy เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ไม่ผิดหวังจริงๆ ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ฉากไล่ล่าที่มันส์ใช้ได้เลยทีเดียว และด้วยการแสดงของ Jeremy หรือหน้าตาพี่แก ซึ่งเหมือนสายลับเหลือเกิน ยิ่งทำให้สนุกเข้าไปอีก

แต่ถ้าจะพูดถึงข้อเสียของ The Bourne Legacy นั่นก็มีเห็นชัดๆเลยทีเดียว ด้วยการที่เหมือนผู้กำกับคนใหม่ที่โยกมาจาก ตำแหน่งเขียนบท ก็เลยเหมือนจะเน้น บทซะเป็นหลักซะนั่น ฉากแอ๊คชั่นจึงน้อยลงบ้าง มันส์น้อยลง ทำให้ใครที่คิดว่าจะเข้าไปดูมันวิ่งมันยิงหูตับดับไหม้กันทั้งเรื่องแล้วล่ะก็ เตรียมตัวผิดหวังได้เลย ไม่นับฉากจบที่จบแบบธรรมดาเหลือเกินไม่สมกับเป็น 
ซีรียส์ Bourne เอาเสียเลย ทำให้ยังน่าผิดหวังอยู่บ้าง

The Bourne Legacy เป็นภาพยนตร์ภาคต่อแห่งปีที่ ฉลาด สนุก และมันส์ สมกับการรอคอยจริงๆแต่ถ้าใครคิดว่าจะเข้าไปดูซีรียส์ Bourne ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆก็ตามแล้วหวังจะได้ดู ฉากระเบิดตูมตาม ฟันกัน ยิงกันทั้งเรื่องตลอดเวลาก็คงไม่ใช่แล้วล่ะครับ เพราะซีรียส์ Bourne จุดเด่นไม่ใช่ ฉากแอ๊คชั่น แต่อยู่ที่ฉาก ไล่ล่า หนี และการตามหาความจริง ด้วยเนื้อเรื่องสุดเข้มข้น ต่างหาก !! ถ้าใครอยากดู Bourne ภาคต่อไปที่ Aaron มาเจอ Bourne แล้วล่ะก็ ก็คงต้องไปดู  The Bourne Legacy เยอะๆซะแล้ว เพราะมีข่าวลือๆกันออกมาว่าถ้าหากภาคนี้รายได้ดี ภาคต่อไปมีเจอกัน แน่นอน !!! 


My Score : B


(ENG REVIEW)

The Good :
- Great Story
- Great Acting
- Great Casting

The Bad :
- Action Scene are bit of disappointment 
- Ending is too easy and disappointment 

Suggestion : If you love The Bourne Series YOU MUST SEE THIS MOVIE !! but don't expect too much because it will let you down.


Final Score : B



Thankyou to : IMDB for information , Siamzone for picture , 
The Bourne Legacy (2012) Universal Pictures

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Total Recall ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



http://www.kornang.com/reviews/?p=818#more-818

อ่านเต็มๆตามลิงค์ไปเลยจ้า โดยขอสรุปสั้นๆดังนี้
(ไม่ต้องห่วงทั้งรีวิวเต็มและสั้นผมเขียนเองทั้งหมดครับ)


Total Recall (2012)
ข้อดี:
- ฉากต่างๆออกแบบมาได้ดี มีความเป็นเอกลักษณ์เหมาะสมกับสิ่งที่บทได้เขียนเอาไว้จริงๆ (ตามเรื่องโลกในหนังจะเป็นหลังจากสงครามอาวุธเคมี)
- เนื้อเรื่องและบทค่อนข้างน่าสนใจอยู่บ้าง
- มีการเปรียบเปรย คำคม จิกกัด ที่ค่อนข้างคิดออกมาได้ดี


ข้อเสีย:
- ฉากแอ๊คชั่น ช้า อืด ชวนหลับ และน่าผิดหวังอย่างรุนแรง ซึ่งมันดันเป็นหัวใจของภาพยนตร์ซะด้วย ก็เลยพาลพาทั้งเรื่องน่าเบื่อไปแทบจะ 60-70% ของทั้งเรื่อง
- ทั้งๆที่ความกว้างของสเกลหนังมีมากแต่กลับใช้เนื้อที่เพียงไม่กี่จุด
เปรียบคล้ายๆกับ มีที่นากว้างขวางสุดลูกหูลูกตาแต่กลับปลูกข้าวแค่ไม่กี่ไร่
- บทหลายๆส่วนยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง

สรุปสั้นๆ: หนังแอ๊คชั่นหากฉากต่อสู้มันล้มเหลว ไม่ว่าอะไรจะทำออกมาดีแค่ไหนก็คงจะช่วยอะไรมากไม่ได้....


Final Score : 6/10


(ENG REVIEW)


The Good :
- Interesting Story & Plot
- Great & Beautiful structure

The Bad :
- Boring and lazy Action Scene
- Waste of Opportunity 
- Almost 60-70% of movie are boring...

Suggestion: Action Movies if Action Scene are fail ,No matter how good story is or how handsome actor is it's still fail....

Final Score : C


Thankyou to: IMDB.com for information , Total Recall ( 2012 ) Columbia (Sony) Pictures

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

The Dark Knight Rises ( 2012 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : The Dark Knight Rises ( 2012 ) Warner Bros. , Drama / Action
Director : Christopher Nolan ( Inception , Batman Begins , The Dark Knight )
Stars : Christian Bale ( Batman Begins , The Dark Knight ) , Tom Hardy ( Inception , Tinker Tailor Soldier Spy ) ,  Gary Oldman ( Harry Potter , Tinker Tailor Soldier Spy ) , Michael Caine ( Batman Begins , The Dark Knight ) , Joseph Gordon-Levitt ( Inception , 50/50 ) , Anne Hathaway ( Alice in Wonderland ) , Marion Cotillard ( Inception ) , Morgan Freeman ( Wanted , Batman Begins , The Dark Knight ) 
Rating : PG-13 ( Some Violence )

Review:
(THAI)

The Dark Knight Rises คือภาพยนตร์แห่งปีที่หลายๆคนรอคอยกันด้วยการที่มีมาถึงสามภาคคือ Batman Begins , The Dark Knight และปีนี้บทสรุปแห่งอัศวินรัตติกาล The Dark Knight Rises ด้วยการเผชิญหน้ากับศัตรูสุดแข็งแกร่ง Bane ที่พลังเหนือมนุษย์และยังต้องปกป้องเมืองให้พ้นจากอันตรายอีกด้วยซึ่งตัวเขานั้นเองก็รู้ดีว่านี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีลมหายใจ !?!


The Dark Knight Rises เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดยผู้กำกับเทพหาใครเปรียบยากมากอย่าง Christopher Nolan จากผลงานหลายๆเรื่องของเขาที่ผ่านมาบทของเขาและวิธีการนำเสนอของเขานั้นเรียกได้ว่าไม่เหมือนใครและแทบจะใกล้เคียงคำว่า Perfect มากที่สุดเลยก็ว่าได้เช่นจากภาคที่แล้ว The Dark Knight ที่เราได้เห็นกันไปว่ามันสุดยอด มันเครียด มันตื่นเต้นแค่ไหนครั้งนี้เขาก็กลับมาอีกครั้งกับบทสรุปของ Batman ฉบับโนแลน 

The Dark Knight Rises นั้นเรื่องบทคงไม่ต้องถึงกันว่าดีแค่ไหนเพราะในทุกๆด้านค่อนข้างทำออกมาดีแต่ว่าในภาคนี้ออกมาน่าผิดหวังเล็กน้อยเพราะบางจุดยังขัดเกลามาไม่ดีพอเช่น เบน ที่ควรจะฉลาดและแข็งแกร่ง กลับยังดูทื่อๆและก็ไม่ได้มีพลังอะไรมากมาย แถมการที่เอาหน้ากากไปแปะบนหน้าของนักแสดงก็ทำให้รู้สึกว่าไร้อารมณ์สุดๆ นอกจากนั้นการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์ก็ออกจะดูสับสน ช่วงแรกก็เร่งมากเกินไป ช่วงกลางๆถึงท้ายๆก็อืดยาวจนแทบจะหลับ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจหรืออะไรให้เครียด และตื่นเต้นเท่ากับภาคที่แล้วที่มี โจ๊กเกอร์ เป็นตัวร้ายได้เลย อาจจะเป็นเพราะการแสดงของ ฮีต ในภาคที่แล้ว ที่แสดงโจ๊กเกอร์ได้แบบสุดยอดจนไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนแสดงได้ดีขนาดนี้ ถึงแม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม 
แต่!! มีจุดหนึ่่งที่เราต้องเข้าใจในภาพยนตร์ของโนแลนก็คือ โนแลนนั่นเป็นผู้กำกับที่ละเอียดเพราะฉะนั้นการที่เราดูหนังของเขาเราต้องรู้ด้วยว่าเขาต้องการสื่ออะไร ซึ่งจริงๆแล้วใน สามภาคเขาก็ต้องการสื่อ ออกมาดังนี้ คือ
Batman Begins - ความกลัว (FEAR) , The Dark Knight - ความโกลาหล (CHAOS) และ The Dark Knight Rises - ความเจ็บปวด (PAIN) ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าแต่ละภาคนั้นสื่ออกมาได้ตรงตัวมากนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาคนี้มันถึงได้เน้นไปที่ความเจ็บปวด ความเศร้า ความสิ้นหวัง มากกว่าที่จะเน้นไปที่ความเครียด วุ่นวาย ยุ่งเหยิงแบบภาคที่แล้ว ซึ่งพอได้ทราบถึงจุดนี้แล้วหลายๆคนก็จะเข้าใจว่าทำไมภาคนี้ถึงออกมาเป็นแบบนี้

แต่ถึงกระนั้นไม่รู้ที่ว่าด้วยความที่ The Dark Knight มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ไปไม่ได้มากกว่านี้แล้ว หรือว่าด้วยความที่ภาคที่แล้ว The Dark Knight ทำไว้ได้ดีเกินไปจนไม่รู้จะทำยังไงให้ดีเท่าเดิมได้อีกแล้วทำให้ The Dark Knight Rises ค่อนข้างน่าผิดหวังโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ฮีโร่ ที่เข้าใกล้ๆกันแต่มาจากต่างค่ายอย่าง The Avengers ที่ได้ทุกอารมณ์จริงๆและยังให้ความสนุกมากกว่าด้วยเป็นอะไรที่ประทับใจมากกว่า แตกต่างจาก The Dark Knight Rises ที่เหมือนว่าเราจะเห็นทุกอย่างมาจากภาคที่แล้วจนหมดแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร


Final Score :   B 

(ENGLISH)


THE GOOD : - Great Plot & Story
- Great Acting
- Hey it's batman !!
- Epic Movies

The Bad : - We have already seen lot of things in The Dark Knight
- Bit of Boring


Totally Score : B 



Thank you to : The Dark Knight Rises ( 2012 ) Warner Bros. , IMDB for information

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

MegaMind ( 2010 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : MegaMind ( 2010 ) Dream Works Picture , Animation / Comedy
Director: Tom McGrath ( Madagascar )
Stars: Brad Pitt ( Mr.&Mrs. Smith ) , Will Farrell ( The Other Guy )  , Tina Fey ( Date Night ) , Jonah Hill ( Money Ball )
Rating: PG 




Movie Review
(THAI)




Entertain Score  *** / ***** : ความสนุกของ MegaMind นั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ Dream Works ทำมาได้ดีตลอดด้วยมุขที่สุดฮา และแปลกใหม่ ผนวกกับความคิดใหม่ๆแปลกๆตลอดเวลาทำให้แต่ละเรื่องของ Dream Works มีความน่าสนใจ และสนุก โดยที่ไม่ซ้ำกันจนเหมือนก็อปปี้กันมา (แต่ส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกัน) คุณจะได้ขำตลอดเรื่อง MegaMind แต่อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงกลางหนังเป็นต้นไป MegaMind กลับทำออกมาได้ไม่ดีเพราะความคิดที่แปลกเกินไปของตัวเอง นอกจากไม่ขำแล้วยังจะพาน่าเบื่ออีกด้วย


Plot & Story Score ** / ***** : บทของ MegaMind เน้นไปที่ความแปลกใหม่โดยที่เปลี่ยนจากตัวร้ายมาเป็นตัวดีกลางเรื่องแต่การทำแบบนั้นเหมือนเป็นการฉีกเนื้อหาที่มากเกินไปโดยเฉพาะการที่ตัวร้ายตัวใหม่อย่าง ไททัน หรือ ฮาล คาร์แรคเตอร์ทำออกมาได้แปลกมากเกินไปจนดูแล้วรู้สึกแปลกๆ นอกจากนั้นก็ยังพาฮาไม่ออกไปอีก นอกจากนั้นบทที่เหลือก็เดิมๆตามสไตล์ Dream Works ที่ไม่ค่อยจะมีอะไรน่าแปลกใจซักเท่าไร


CG & Pictures Score ** / ***** :  ด้าน CG ของ MegaMind นั้นเราก็รู้ๆกันดีอยู่ว่า Dream Works นั่นค่อนข้างทำ CG ออกมาค่อนข้างดีแต่ MegaMind กลับขาดความเป็นตัวเองไปด้วย CG ที่ดูยังไงก็มาจาก The Incredibles ชัดๆไม่มีความแปลกใหม่แบบ Shrek หรือไม่มีมนตร์อะไรที่จะตรึงคนดูเอาไว้ทำให้อาจจะรู้สึกเบื่อได้เหมือนกัน

Final Score : **.* (2.5) / ***** (OKAY) : MegaMind เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่เต็มไปด้วยมุขตลกสุดฮาและให้ข้อคิดมากมายตามสไตล์ DreamWorks แต่กลับกันมันกับฉีกบทมากเกินไปจนทำให้รู้สึกดูแล้วแปลกๆ และ CG ที่ไม่รู้สึกถึงความแปลกใหม่ก็ทำให้ MegaMind เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ค่อนข้างน่าผิดหวังแต่ก็ไม่ถึงกับแย่ซะทีเดียว


(ENGLISH)

The Good : - Good CG
- Interesting Story
- Comedy

The Bad : - Pretty Weak Story
- Repetitive CG
- Boring


Suggestion: MegaMind is a good movies but with repetitive CG that copy from The Incredibles and little Weird Plot it's too hard to say that MegaMind is a great Animation Movie , however it's still a good movie

Total Score : C+ ( Cool )

Thank you to : MegaMind ( 2010 ) Dream Works Picture , Paramout Picture , IMDB for information , Siamzone for picture.

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

The Amazing Spider-Man ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Name : The Amazing Spider-Man ( 2012 ) Action / Drama / Adventure , Sony Pictures
Director : Marc Webb ( 500 days of summer )
Stars: Andrew Garfield ( The Social Network ) , Emma Stone ( Easy A ) 
Rating : PG-13


MOVIE REVIEW
(ENG)

The Good : - Hey It's Spider MAN !!!
- Have All of Emotion ( Drama , Action , Love , Comedy )
- 3D are deep and good ( not rip )
- Acting are great 
- 50-60% of Plot & Story are followed to the Original Comics
- Plot & Story are pretty good

The Bad : - Too much and annoying Love Scene
- Drama Plot are still not strong enough
- Action Scene are disappointed and have not much
- First 30 minutes to 1hours of movie are bit of bored
- 40-50 % of movie are still not followed to the Original Comics even the Plot on Original Comics are better.
- If compare with another Super Hero movies recently like The Avengers , The Amazing Spider-Man is disappointed and not good enough to compare.

Suggestion: This is movie that you should see by yourself , The Amazing Spider-Man is Good Movie but in this past year we saw a lot of great Super Hero Movies like Thor , Iron Man , Captain America and The Avengers and these movies are great , when you compare those movies to The Amazing Spider-Man you will see that new spider-man reboot is not good enough , i meant it's good movie but compare to another super hero movies , spider-man still not good enough to say that this is another great super hero movies , with pretty weak story and plot , too much Love Scene that make you sick and others lot of things make the new spider-man is not a movie we die to see it.

Score : C ( Okay ) 

สำหรับรีวิวภาษาไทย สามารถอ่านเต็มๆได้ที่นี้จ้า




Thank You to : The Amazing Spider-Man ( 2012 ) Sony Pictures , IMDB for information , Siamzone for picture.

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Horrible Bosses ( 2011 ) Full Movie Review

Movie Review



Movie Name : Horrible Bosses ( 2011 ) Warner Bros. / New Line Cinema , Comedy
Director : Seth Gordon ( Four Christmases )
Stars : Kevin Spacey ( Superman Returns ) , Jennifer Aniston ( Just Go With It ) , Colin Farrell ( Dare Devil) , Jason Bateman ( Up In the Air ) , Charlie Day ( A quiet little Marriage ) , Jason Sudeikis ( Hall Pass )
Rating : R ( For Sexual Language ) 

REVIEW
(THAI)

Entertain Score : **** / ***** : มุขต่างๆของ Horrible Bosses เป็นอะไรที่ฮาอย่างมากถ้าคุณเป็นคนที่รับเรื่องอะไรก็ตามที่อยู่ใต้เข็มขัดได้คุณจะฮาไปกับมันมากๆแต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรจะ 18+ ดูนะครับ (ถึงแม้ในไทยจะให้แค่ น 15+ ก็ตามแต่ไม่รู้ตัดอะไรไปบ้างรึเปล่า) เพราะมุขและภาษาแต่ละอันนี้คือฮามาก แต่ก็เรทมากเหมือนกัน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รับมุขอะไรแบบนี้ได้จะเป็นอะไรที่ฮาโคตรๆชนิดที่แทบจะกลิ้งตกเก้าอี้เลยทีเดียว นอกจากนั้นหนังก็มีมุขใหม่ๆคาดไม่ถึงมาให้ดูตลอดโดยที่ไม่เบื่อเลย ไม่เหมือนหนังไทยที่เล่นแต่มุขตบหัวกันอย่างเดียว ซึ่งมันไม่ฮาเอาซะเลย แต่ Horrible Bosses ให้คุณมากกว่านั้น

Plot & Story Score : ** / ***** : ด้านบทของ Horrible Bosses ต้องบอกได้ว่าออกมาเกินคาดเพราะภาพยนตร์แนวตลกๆแบบนี้นั้นส่วนใหญ่บทก็แทบจะขว้างทิ้งก็อยู่แล้วแต่ Horrible Bosses กลับมีอะไรมากกว่านั่นอยู่บ้างและค่อนข้างแปลกใหม่ด้วยความกล้าทำ แต่ยังไงโดยรวมก็ยังเดิมๆไม่มีอะไรแปลกใหม่ซักเท่าไรแต่เอาจริงๆแล้วในส่วนนี้ของภาพยนตร์ตลกเรียกได้ว่าไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไรหรอกหากบทดีแต่มุขมันแปคทั้งเรื่องก็คงไม่ใช่หนังตลกแล้ว และก็คงขำไม่ออกด้วย

Gag Score : **** / ***** : ในส่วนนี้ขอตัดในเรื่องของ CG ออกไปนะครับเพราะเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ตลกยังไงก็คงไม่มีเรื่อง CGมาเกี่ยวอยู่แล้ว โดยเพื่มส่วนของมุขตลกมาแทน มุขตลกของ Horrible Bosses 90% จะเป็นเรื่องใต้เข็มขัดแทบจะทั้งหมด แต่มันกลับฮามากๆเพราะแต่ละมุขค่อนข้างคิดออกมาได้แปลกและไม่ค่อยมีใครกล้าทำขนาดนี้มันจึงออกมาฮามากๆ

Final Score : ***.* ( 3.5 ) / ***** :  Horrible Bosses เป็นภาพยนตร์ตลกที่ประสบความสำเร็จในด้านมุขเอามากๆเพราะมันฮามากๆกล้าทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำถ้าคุณเป็นคนที่รับมุขแบบนี้ได้คุณจะสนุกและขำตลอดทั้งเรื่องอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นบทก็ยังไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนัก นอกจากนั้นมุขบางมุขก็มีแปคบ้างประปราย แต่ถ้าคุณกำลังหาภาพยนตร์ตลกเล่นมุขฮาๆ 18+ ล่ะก็เรื่องนี้คือเรื่องที่คุณกำลังตามหาอย่างแน่นอน !

(ENGLISH)

The Good : - Really Funny
- Gags is all new 
- Interesting Story

The Bad : - Little Repetitive Story

Suggestion: If you can accepted a rated R gags that talk about sex and somethings like that this movie is for you because these gags are really laughable but still story is sort of repetitive 

Score : B- ( Cool )


Thank you to : Horrible Bosses ( 2011 ) Warner Bros. / New line cinema , IMDB for information , Siamzone for pictures.

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Margin Call ( 2011 ) Movie Review

Movie Review

Movie Review
(ENG)

The Good : - Great Story & Plot
- Great Acting by Great Actor's 
Thrilling 
- Great Movie

The Bad : - Bit of Bored

Suggestion : If you want to see great movie with great Actor's and Actress this is the movie you should see With great Story and Great Acting this is just perfect movies

Score B+

สำหรับรีวิวไทยสามารถอ่านได้เต็มๆที่นี้ http://www.kornang.com/reviews/?p=541

Madagascar 3 : Europe's Most Wanted Movie Review

Movie Review


Movie Review

(ENG)


The Good : - CG is great and beautiful
- Hell it's Madagascar !!
- Funny and Entertaining 
- Acton Scene are awesome
- 3D is deep

The Bad : - Repetitive Plot & Story
- Some Scene is bit of boring

Suggestion : Madagascar 3 is very fun and entertaining , CG and 3D is beautiful , Some scene are better than  many movies ! but with Same and Repetitive Plot & Story it's little bit bored  , but still great movie !

Score : B ( Great )

สำหรับรีวิวไทยสามารถอ่านเต็มๆได้ที่ http://www.kornang.com/reviews/?p=516 ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

New Year's Eve ( 2011 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : New Year's Eve ( 2011 ) Warner Bros. , New Line Cinema , Comedy / Romance
Director : Garry Marshall ( Valentines Day )
Stars : Robert De Niro ( Stardust , The God Father ) , Halle Berry ( Cat Woman ) , Zac Efron ( 17 Agian ) , Ashton Kutcher ( Killers ) , Sarah Jessica Parker ( Sex in the City ) , Katherine Heigl ( The Ugly Truth ) , Josh Duhamel ( Transformers ) 
Rating : PG-13 ( for some language )

Review:
(THAI) 


Entertain Score : ** / ***** : ในด้านความบันเทิงแล้ว New Year's Eve ถือว่าทำได้ค่อนข้างแย่โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนหนังแนวนี้ยิ่งเบื่อง่ายเพราะหนังเดาทางค่อนข้างง่ายและต่อให้เดาผิดก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมายการดำเนินเรื่องของหนังทำออกมาได้น่าเบื่อด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่น่าสนใจพอแต่ขณะเดียวกันก็พอจะดูได้ไม่ถึงขนาดหลับแต่ภาพยนตร์แนวนี้การที่จะตรึงคนดูให้รู้สึกสนุกตลอดเวลาได้คือหัวใจสำคัญซึ้งก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

Plot & Story Score : *.* (1.5) / ***** : บทของ New Year's Eve ทำออกมาได้แบบลวกๆแทบจะไม่ได้ต่างจากหนังเรื่องอื่นเลยแถมบทเกือบ70%ของหนังไม่น่าสนใจและไม่ใช่สิ่งที่ควรจะนำมาจริงๆเช่นบทครึ่งๆกลางๆจะซึ้งก็ไม่ซึ้งจะฮาก็ไม่ฮาพาน่าเบื่ออีกต่างหากเหมือนบทไม่ได้ถูกขัดเกลามาดีพอแล้วยิ่งเอามาผสมกันหลายๆเรื่องก็กลายเป็นความหายนะใน4-5เรื่องในหนังนั้นมีดีจริงๆอยู่ประมาณ2เรื่องที่เหลือก็มุขเดิมๆไม่ได้น่าประทับใจอะไรมากมาย

CG & Pictures Score : * / ***** : ภาพของ New Year's Eve ทำออกมาได้แย่น่าเบื่อ70-80%ของหนังมีแต่ตึกกับตึกซึ่งโคตรน่าเบื่อแถมฉากยิงพลุหรือฉากเฉลิมฉลองก็ทำออกมาได้แย่กว่าดูวันปีใหม่ไทยในทีวีซะอีกไม่รู้ว่ามนตร์ความเป็นนิวยอรก์หายไปไหนหมด

Final Score : *.* ( 1.5 ) / ***** : โดยรวม New Year's Eve ทำออกมาได้น่าผิดหวังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควรไม่ได้ถึงกับแย่ขนาดทนดูไม่ได้แต่บทนั้นซ้ำซากและไร้ความน่าสนใจทำให้รู้สึกเบื่อบ้างหลังจากเบื่อก็จะรู้สึกว่าหนังอืดอย่างเห็นได้ชัดหรือว่านี้คือจุดตันของหนังแนวนี้แล้วก็ไม่แน่ใจ ?

(ENGLISH)

The Good : - Some of fun
- Some Couples ( In the movies ) are really interesting

The Bad : - Bored
- Repetitive Plot & Story
- No memorial scene 
- Pictures are sucks ( Building and Building ..... )

Totally Score : C ( Okay ) 

Suggestion : New Year's Eve is another failed movie that just so boring and with boring and uninteresting story it's hard to keep seeing it , but overall it's okay because of some funny scene or some interesting plot.


Thank you to : New Year's Eve ( 2011 ) Warner Bros. , New Line cinema ,  IMDB for information , Siamzone for picture.

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Journey 2 : The Mysterious Island ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Name : Journey 2 : The Mysterious Island  /  Warner Bros. / Adventure
Director: Brad Peyton ( Cats & Dogs 2 )
Stars : Dwayne Johnson - The Rock ( Scorpion King ) , Josh Hutcherson ( Journey to the Center of the earth (Journey 1 ) The Hungergames , Michael Caine ( The Dark Knight ) , Vanessa Hudgens ( Sucker Punch )
Rating : PG
Special : หนังเรื่องนี้ผมขออนุญาติใช้คำไม่สุภาพนะครับท่านใดที่รับไม่ได้กรุณาไปอ่านรีวิวเรื่องอื่นเถอะครับเอาเป็นว่าผมจะสรุปให้สั้นๆว่าเรื่องนี้มันแย่ยิ่งกว่านั่งดูจอขาวดำซะอีก

This movie review is content with rude language if you don't want to see some rude so just avoid this review because this movie is making me angry it's just more than worst

Review:
(THAI)

Entertain Score : - (0)  / ***** ( Garbage )  : ด้านความสนุกและบันเทิงของ Journey 2 เรียกได้ว่าโคตาระเลวร้ายผมว่าหลายๆเรื่องที่ผมดูมาแย่แล้วนะเรื่องนี้แย่กว่าอีกทั้งเรื่องมีแต่ความน่าเบื่อด้วยองค์ประกอบของหนังที่ทุกอย่างแทบจะแย่ทั้งหมดมีดีก็แค่นักแสดงเท่านั้นแต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะภาคที่แล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าภาคนี้สักเท่าไรการที่เอาหนังแย่ๆมาทำภาคต่อนั้นโดยปกติภาคต่อก็จะแย่หนักกว่าเดิมอยู่แล้วทั้งเรื่องมีแต่ป่าอะไรก็ไม่รู้ที่ CG ก็เข้าขั้นเลวร้ายความสมเหตุสมผลยิ่งกว่าคำว่าเลวร้ายมีแต่จุดบอดเต็มไปหมดทั้งเรื่องมีแค่ช่วงหลังๆประมาณ5-10นาทีได้ที่รู้สึกสนุกจริงๆที่เหลือ.....ไม่อยากจะพูดครับ

Plot & Story Score : - - - - - - ( - 5 ) / ***** ( WTF!?! ) : บทของ Journey 2 ยิ่งกว่าคำว่าเลวร้ายอีกแล้วมันช่างแย่ซะยิ่งกว่านั่งดูจอขาวดำตอนไม่มีสัญญาณซะอีกความสมเหตุสมผลก็ไม่มีแม้แต่น้อยย้ำว่าแม้แต่น้อยบทมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมดแย่สุดขีดจะตลกก็ไม่ตลกดูแล้วพาเครียดอีกต่างหากเอาเป็นบทเรื่องนี้เหมือนนั่งจี้มะเขือเปาะแปะเขียนให้จบๆแล้วก็โยนมาให้คนดูแบบนั้นเลยใช่เลยอย่าเรื่องว่าเป็นบทเลยนี้มันแย่ยิ่งกว่ามือสมัครเล่นด้วยซ้ำให้ตายสิ..... ไหนๆจะสับแล้วก็สับมันซะเลยสปอยกระจายครับต่อจากนี้ว่าทำไมบทมันถึงได้ย่ำแย่เละเทะเหลวเยี่ยงนี้ 
1.แล้วพ่อของตัวเอกหายไปไหนไม่มีคำอธิบาย !?!?!? ? (พ่อของตัวเอกภาคที่แล้วคือ เบรนเดน แฟรสเซอร์ครับแต่สงสัยคงรู้ว่าหนังคงออกมากากก็เลยถอนตัว)
2.แล้วไอ้พ่อคนใหม่เนี้ยมันมาได้ยังไงอยู่ดีๆโผล่มาหรอ WTF!?!? จะบอกว่าหลังจากเลิกกับพ่อของตัวเอกภาคก่อนแล้วก็รีบหาผัวใหม่เลยหรอ !! WTFFFFFFFF!?!? 
3.แล้วไอ้พระเอกเนี้ยมันเป็นอะไรมากมะอยู่ดีๆหาเรื่องจะไปเกาะพิศวงคือจะบอกว่าอยู่ดีๆมันก็เกิดติดใจการผจญภัยภาคที่แล้วงั้นหรอ !?!?
4.แล้วไอ้พ่อใหม่พระเอกเนี้ยมันก็หลงง่ายจังนะแค่เจอพูดไม่กี่ประโยคเชื่อละโดยที่ไม่ทำท่าแข็งขืนอะไรมากมาย WTF?!?!
5.ที่บอกว่าปู่ของพระเอกส่งสัญญาณมานั้นแล้วตัวเอกบอกว่าปู่แกตามหาเกาะมาได้ครึ่งชีวิตแล้วแต่เพิ่งจะมาส่งสัญญาณตอนนี้เนี้ยนะ WTFFFF!?! จะบอกว่าอยู่ดีๆก็เกิดอารมณ์อยากส่งสัญญาณหรอฟะ!!!
6.หลังเครื่องบินเศษเหล็กตกทุกคนรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อจากพายุที่โคตาระใหญ่ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อยย้ำว่าแม้แต่น้อยขนาดมือถือกับไฟฉายยังใช้การได้เลย !!! WTF!? ?!
7.แล้วมีมือถือเนี้ยทำไมไม่ใช้โทรหาคนช่วยฟะ!! จะบอกว่าไม่มีสัญญาณหรองั้นก็พูดถึงไว้ในหนังซักนิดซิฟะนี้มันได้คิดเรื่องนี้รึเปล่าวะเนี้ย!!!!!!!!!!
8.แล้วไอ้ตัวเอกมันบอกว่ามันเจอทางออกทั้งๆที่เห็นอยู่ว่ามันเป็นทางเข้าชัดๆทุกคนก็เชื่อง่ายดายไม่มีคำทักท้วงใดๆ WTF!?!
9.ผ่านไปได้ซักพักพ่อใหม่พระเอกอยู่ดีๆก็บอกว่าเกาะกำลังจะจมในอีก 2วัน แต่ปู่ก็แย้งขึ้นมาว่าเขาศึกษษมาแล้วแต่สรุปสุดท้ายทุกคนก็เชื่อพ่อพระเอก WTF!?! จะบอกว่าวิทยาศาสตร์สู้แค่คนๆเดียวไม่ได้หรอ ??? จะบอกว่าอยู่ดีๆว่าพวกพระเอกมาถึงปุบเกาะก็จะจมเลยรึไง จะบอกว่าเกาะมันจมตามใจชอบหรอ WTFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF!?!
10.ไอ้กระท่อมปู่เนี้ยเห็นชัดๆอยู่ว่าใช้เวลาสร้างไม่น้อยแน่ๆแต่คนๆเดียวทำได้ ? แถมอายุปูนนี้ WTF !?!? แล้วนอกจากนั้นถามหน่อยตอนมันนอนกันเนี้ยนอนยังไงฟะไม่เห็นมันจะมีเตียงจะบอกว่ามันนั่งนอนกันหรอ !!!!!?!?
11.เรือในเรื่องที่ใช้หลบหนีตอนสุดท้ายสามารถยิงอาวุธอายุ 140ปีได้โดยที่อาวุธใช้งานได้ดีเยี่ยมไม่ขัดข้อง WTF!?!
12.ฉากที่น้ำทะลักเข้าท่วมเกาะโดยท่วมภูเขาไฟด้วยแต่น้ำชนกับภูเขาไฟไม่เกิดอะไรขึ้น WTF?!? ควันซักนิดยังไม่มีจะบอกว่านี้มันลาวาทองฉบับใหม่รึไง !!?!
13.ฉากที่ขี่ผึ้งยักษ์ผึ้งที่ปกติมันก็ดุอยู่แล้วแต่อยู่ดีๆดันบอกว่ามันใจดีซะงั้นแถมบอกด้วยว่ามันจะไม่ทำอะไรยกเว้นแต่จะไปมองตามัน WTF!?! แล้วไอ้ที่ตัวเอกมองอยู่นี้เรียกว่าอะไรก้นหรอ WTF!?!?
14.ฉากไล่ล่าระหว่างผึ้งกับนกขณะที่ตัวเอกตกลงขาหักทั้งๆที่ขี่ผึ้งหนีมาระยะทางไกลแต่พวกพ่อใหม่พระเอกกลับตามมาได้ในทันทีทันใด WTF!?! จะบอกว่ามันมีวาร์ปหรอฟะ !!
15.เหมือนเดิมฉากที่พ่อนางเอกจะเดินกลับไปเอาทองเดินแปปเดียวถึงทั้งๆที่ขามาต้องใช้ผึ้งบินมาระยะทางไกลจะบอกว่าไอ้นี้ก็มีวาร์ปอีกคนหรอฟะ WTF !?!?
16.ฉากที่ในเรือดำน้ำอยู่ดีๆพ่อใหม่พระเอกจากที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาทั้งเรื่องอยู่ดีๆก็พูดว่าเคยอ่านซะงั้น WTF!?! อ่านยังไงวะไปอ่านตอนขณะเดินหรอ !!?! แล้วหนังสือเนี้ยไม่ใช่ว่าหายไปแล้วตั้งแต่10นาทีแรกแล้วหรอฟะแล้วถ้าเคยอ่านมานานแล้ว แล้วทำไมเพิ่งจะมาบอกตอนนี้ฟะจะบอกว่าแอบวิชาหรอ !!!
และอีกมากมายนับไม่ถ้วยขี้เกียจพิมละ

CG & Pictures Score : - - - - - - ( -5 )  / ***** ( WTF!?! ) : CG ของ Journey 2 มันช่าง.....แย่เหลือเกินคำบรรยาย99%ของ CGดูเฟคจะยกตัวอย่างให้นะสัตว์ประหลาดต่างๆในเรื่องนี้ทำออกมาโคตาระแย่ครับขออภัยที่ต้องใช้คำหยาบแต่มันเหลือจะทน CG ของสัตว์ประหลาดทำออกมาได้ดูไม่สมจริงเหมือนหุ่นพลาสติกไร้อารมณ์สุดๆ ฉากเมืองในตำนานหรือฉากอื่นๆ ดูหยั่งกะ Wallpaper ไม่รู้ปล่อยออกมาได้ยังไงCGเน่าๆแบบนี้ผมว่าประเทศไทยยังทำสวยกว่าอีกนี้มันเหมือนถูกจำกัดงบหรือขี้เกียจยังไงก็ไม่รู้นอกจากนั้นมุมกล้องบางมุมก็แย่โคตาระหยั่งกะมือสมัครเล่นถ่ายเลวร้ายสุดๆ ฉากต่างๆก็ทำออกมาได้โคตาระเลวร้ายอีกหยั่งกะใช้ดินน้ำมันเปะๆโปะๆให้มันผ่านๆไป

Final Score : - (0) / ***** ( Garbage ) : ไม่รู้จะให้คะแนนอะไรดีทุกอย่างมันแย่ไปหมดนักแสดงก็ใช่ว่าจะแสดงดีซักเท่าไรยกเว้นป๋าไมเคิล เคนที่แสดงได้เหมือนคนบ้าสมจริงดีแต่ไม่เข้าใจว่าป๋าเคนรับงานไปได้ยังไงหนังที่บอกตรงๆครับ ขยะแบบนี้ผมว่าผมนั่งดูขวดน้ำยังสนุกกว่าอีก CG ที่เป็นแกนหลักของเรื่องก็เลวร้ายเหมือน Wallpaper โหลดตามเว็ปไซต์ แถมน่าเบื่อ ทั้งเรื่องมีแต่ ป่า กับป่า ซึ่งถามจริงมันน่าสนุกมันน่าตื่นเต้นตรงไหนมิทราบ สัตว์ประหลาดก็ทำออกมาแย่ดูเหมือนหุ่นยาง ไร้อารมณ์ เรื่องบทนี้เอ่อ..อืมลืมๆมันไปเถอะมันไม่มีตัวตนหรอกมันก็แค่สิ่งที่เรียกว่าบทใส่เข้ามาให้มันดันๆหนังออกมาหลอกเงินได้เท่านั้นแหละไม่มีอะไรสักอย่างสมเหตุสมผล บอกตามตรงครับหลีกๆเรื่องนี้ไปเถอะผมว่าเอาเวลาไปนั่งดูขุนศึกหรือบ่วงยังจะสนุกกว่าอีกไม่รู้ว่าไอ้หนังแบบนี้มันกล้าหน้าด้านเอาไปฉายในโรงได้ไงผมว่าดิ่งลงDVDยังแย่กว่าหนังDVDหลายเรื่องอีก เหอะนี้มันขยะชัดๆ!! แถมตอนก่อนจบยังจะหน้าด้านโฆษณาว่าจะทำภาคต่ออีกไม่เอาแล้วโว้ยได้ยินไหม ไม่เอาแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

(ENGLISH)

The Good : - I'm Seriously here but there's nothing good in this movie not even single one

The BAD (AND WORST!!) : - CG is lazy and f*cking crap Creatures look like a toy and almost no emotional Landscape looks like wallpaper no it worst than wallpaper.
- Story & Plot also f*cking crap almost 95% of this movie is hole it don't even a Story there's no story in this movie it's just some word write and write just to push the movie out and eat your money.
- Some angle of Camera shot is awful and looks like a Rookie no Rookie don't even do this WTF!?!
- The structure in this movie is f*cking awful all of it looks fake and looks like toy
- F*cking boring all the time because everything you see in this movie is glass , rocks , f*cking lazy CG , f*cking shit Plot , Wallpaper Landscape , i think i better just sit and watch my blank black and white scene than see this f*cking shit.
- Acting is awful because of f*cking shit plot
- Please God please no more Journey ............. (they left in the movie that may be another journey 3)

Totally Score : F ( F*cking Failed and piece of Shit )

Suggestion : This movie is not even a movie Everything is f*cking Broken not a single one of it works please just avoid this movie no matter what , and please no more journey OMG ... this is the worst movie i have everseen

Thank you to : Journey 2 ..... Warner Bros. , IMDB for information , Siamzone for picture

Puss In Boots ( 2011 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : Puss In Boots ( 2011 ) Dreamworks , Action / Adveture / Animation
Director : Christ Miller ( Shrek The Third )
Stars : Antonio Banderas ( Zorro, Spykids ) , Salma Hayek ( After the Sunset ) , Zach Galifianakis ( Hang Over , Due Date )
Rating : PG ( Some Animation Action Scene )

Review
(THAI)

Puss In Boots เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเหมียวอัศวินผู้กล้าหาญที่โด่งดังมาจากภาพยนตร์
อนิเมชั่นชื่อดัง Shrek ที่โด่งดังไปทั่วโลกโดยคราวนี้น้องเหมียวขอฉายเดี่ยวโดยว่าเรื่องราวของพุสก่อนที่จะเจอกับพวกเชร็คและประวัติความเป็นมาโดยมีเรื่องราวอยู่ว่าพุสต้องตามหาเมล็ดในตำนานที่ว่ากันว่าเมื่อปลูกจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่มหึมาที่จะนำสู่ประสาทยักษ์ที่เก็บไข่ทองคำเอาไว้แต่เรื่องนั้นไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญศัตรูมากมาย

Entertain Score : ***** / ***** ( Perfect ) : ด้านความสนุกนั้น Puss In Boots ทำได้อย่างดีเยี่ยมจนหาข้อติไม่ได้เลยทีเดียวตลอดทั้งเรื่องเราจะสนุกตลอดเวลาด้วยเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะฉากต่อสู้ฉากดราม่าหรือฉากเล่าเรื่องต่างๆก็ทำออกมาได้ดีไร้ที่ติทำให้เราเหมือนถูกดูดเข้าไปในเหตุการณ์อย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวอีกทีก็คือเรื่องจบซะแล้ว !! ด้านการพากษ์ของนักแสดงต่างๆก็พากษ์ได้อย่างดีไม่น่าแปลกใจเพราะหลายๆคนก็เคยพากษ์หนังอนิเมชั่นมาหลายเรื่องแล้วเช่น แอนโตนิโอ้ แบนเดอรัส

Plot & Story Score : **** / ***** ( Great ) : ด้านบทนั้น Puss In Boots ถือว่าทำได้น่าสนใจมากไม่แพ้กับ Shrek เลยทีเดียวที่ไม่ใช่แค่ประเภทเขียนบทมาแบบโยนเข้ามาแต่ค่อนข้างให้ความสำคัญอย่างมากถึงแม้จะดูซ้ำซากไปบ้างแต่ยังไงสิ่งที่สำคัญที่สุดของการมีบทดีก็คือสามารถดูดคนดูให้เข้าไปในภาพยนตร์ได้โดยไม่รู้สึกตัวว่ากำลังดูหนังอยู่และเรื่องนี้ก็ทำได้ดีซะด้วย !! สิ่งที่ Puss In Boots ขาดไปก็คือฉากดราม่าเรียกน้ำตาซึ้งจะว่าไปจะให้พุสมาทำก็คงเป็นเรื่องยากเพราะเรื่องของพุสจะต้องว่าถึงการผจญภัยเป็นหลักแน่นอนอยู่แล้ว

CG & Pictures Score : **** / ***** ( Great ) : ด้าน CG นั้นเราก็รู้ๆกันดีอยู่แล้วว่าค่าย Dreamworks ทำ CG ออกมาได้เทพและมีสไตล์ไม่เหมือนใครนอกจากนั้นยังมีความคิดที่แปลกใหม่ตลอดเวลาทั้ง CG ที่รายละเอียดสูงและฉากที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะแต่สำหรับหลายๆคนอาจจะเบื่อเอาได้เพราะ Dreamworks นั้นค่อนข้างทำ CG ออกมาเป็นลายเดียวกันหลายๆเรื่องแต่ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า CG นั้นเจ๋งจริงๆนอกจากนั้นสิ่งที่ Puss In Boots มีเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถมีใครเลียนแบบได้ก็คือฉากตาหวานแววน่ารักเกินจะห้ามของพุสนั้นเองที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครเจอตาคู่นี้เข้าไปรับรองคุณจะยอมทุกอย่างที่พุสบอก และนี้ก็จุดเด่นที่ไม่ว่าหนังเรื่องไหนๆก็เลียนแบบไม่ได้

Final Score : **** / ***** ( Great ) : Puss In Boots ถึงแม้กระแสในต่างประเทศจะโดนนักวิจารณ์สับเละก็ตาม (ได้คะแนนIMDBปัจจุบัน 6.7)แต่หลังจากผมดูด้วยตัวเองผมกลับไม่คิดแบบนั้นผมคิดว่านี้แหละคือภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยและสนุกถึงแม้จะไม่มีความคลาสสิคหรือCGระดับอารต์และหากินกับการผจญภัยก็ตามแต่ยังไงผมก็ขอหลงกล Dreamworks เรือยไปถ้าความสนุกมันจะสนุกมากกว่าหนังออสก้าหลายๆเรื่องหลายพันเท่า โดยที่คนดูหลายๆท่านต้องเข้าใจว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นของฝรั่งตอนนี้เขาไม่ได้แข่งกันที่ CG แล้ว แต่แข่งกันที่ระดับความอาร์ตของภาพยนตร์หรือความแปลกใหม่ที่ไม่มีใครเหมือนและความประทับใจหลังจากดูต่างหากก็ได้แก่พวก Mary and Max ( คะแนน 8.2 ) หรือภาพยนตร์อนิเมชั่นที่รายได้อันดับ 1 ของโลกและแทรงรายได้ภาพยนตร์อภิมหายักษ์หลายเรื่องไปแบบชิวๆนั้นก็คือ Toy Story อันนั้นก็ต้องยอมรับจริงๆว่าเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ทั้งได้ความสนุกและเรียกน้ำตาคนดูได้อย่างดีจริงๆ

(ENGLISH)

The Good : - Awesome CG
- Funning & Thrilling all The Time
- Puss Eyes !!!
- Action and Adventure Scene is Great

The Bad : - Not much memorial after seeing
- Bit of Repetitive Story


Totally Score : B ( Awesome ) 

Suggestion : If you love Puss just see it you will not be regret by seeing it.

Thank you to : Puss In Boots ( 2011 ) Dreamworks , IMDB for information , Siamzone for picture.

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Mamma Mia! The Movie ( 2008 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : Mamma Mia! ( 2008 ) The Movie / Universal Studios / Musical / Comedy
Director : Phyllida Lloyd 
Stars :Amanda Seyfried ( In Time , Red Riding Hood ) , Meryl Streep ( Iron lady , It's complicated )
Pierce Brosnan ( James Bond : Die Another Day ) , Colin Firth ( The King Speech ) , Stellan Skarsgard ( Thor , The Girl with the tattoo dragon , The Avengers )
Rating : PG-13 ( For Some Sexual Language )

Review:
(THAI)

Mamma Mia! เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากละครเวทีมิวสิคคอลชื่้อดังโดยการนำนักแสดงดังๆมาดึงดูดคนดูนั่นเอง เนื้อเรื่องก็เป็นประมาณว่า โซฟี (อแมนด้า) นั่นกำลังจะแต่งงานแต่ตัวโซฟีเองไม่รู้เลยว่าใครคือพ่อที่แท้จริงของเธอตั้งแต่เกิดมาแล้วบังเอิญเธอไปเจอสมุดของแม่ของเธอพอดีก็เลยเชิญคนที่คิดว่ามีโอกาสจะเป็นพ่อของพวกเธอมาที่เกาะโดยเธอคิดว่าเมื่อได้เห็นเธอจะรู้ทันทีว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงของเธอแต่เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้นเมื่อเธอทำโดยไม่ได้บอกแม่หรือเจ้าบ่าวของเธอเรื่องราววุ่นวายจึงเกิดขึ้นท่ามกลางการค้นหาที่ยังไม่แน่ชัด

Entertain Score **.* (2.5) / ***** ( Okay ) : ด้านความสนุกนั้น Mamma Mia! ในช่วงแรกๆถึงกลางๆเรื่องทำได้ดีมากทำให้เราสนุกและคล้อยไปกับทำนองเพลงอันแสนไพเราะแต่ก็ได้แค่ช่วงแรกๆที่เราดูครั้งแรกเท่านั้นสำหรับคนที่เคยดูมาแล้วหรือเคยฟังละครเวทีมาแล้วอาจจะไม่ชอบก็เป็นได้เพราะว่าจริงๆแล้วการร้องเพลงนอกจาก อแมนด้าที่ร้องได้เข้าถึงจริงๆคนอื่นๆก็ร้องได้ไม่ดีนักยิ่ง บรอสแนนยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะเขาพยายามมากเกินไปและยิ่งด้วยการพยายามยัดนักแสดงดังๆมาแทนที่จะใส่นักแสดงที่ร้องเพลงเป็นจริงๆเข้ามาทำให้หนังยิ่งน่าเบื่อหลังจากช่วงหลังๆนอกจากนั้นเพลงแต่ละเพลงมีความแตกต่างกันน้อยมากและโทนของเพลงทั้งเรื่องก็มีแค่โทนเดียวคือสนุกสนานและเนื้อเพลงที่ไม่ได้มีอะไรมากมายทำให้หลังจากเราฟังไปสักเพลงสองเพลงก็เกิดอาการเบื่อจนอยากให้รีบๆจบ

Plot & Story Score ** / ***** ( Common ) : ด้านบทแล้วก็ยังถือว่าธรรมดามากไม่มีอะไรมากมายแต่ยังดีที่ยังมีเหตุการณ์ประปรายให้พอสนุกได้บ้างแต่ถึงแม้จบแล้วตัวหนังเองก็ไม่เปิดเผยทั้งหมดทำให้อาจจะค้างคา

CG & Pictures Score ** / ***** ( Common ) : ด้านภาพนั่นหลายๆมุมถือว่าทำได้สวยดีแต่เช่นเคยหลังจากผ่านไปครึ่งเรื่องคุณก็จะเอียนกับมันเพราะทั้งเรื่องมีอยู่แค่ 2อย่างคือ หินกับน้ำนอกจากนั้นมุมที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันสวยจริงๆก็ยังไม่มีอีกด้วย

Music Score (Special) ** / ***** ( Common ) : ในเรื่อง Mamma Mia! นั่นเรื่องเพลงและการ้องเพลงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะถ้าหากมันล้มเหลวแล้วละก็ทั้งเรื่องก็จะล้มครืนไปทั้งเรื่องต่อให้นักแสดงหน้าตาดีแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไรซึ่งนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภาพยนตร์มิวสิคคัลที่ใช้พลังดารามากเกินไปทั้งๆที่ดาราเหล่านั้นไม่ใช่ดาราที่จะมีประสิทธิภาพพอที่จะเล่นหนังมิวสิคคัลได้โดยในฝั่งนักแสดงหญิงนั้น
อแมนด้าเป็นคนเดียวจริงๆภายในเรื่องที่สามารถเข้าถึงและร้องได้อย่างดีโดยเสียงของเธอไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อแถมการแสดงก็ยังดีอีก มาถึงคิวก็ Meryl โดยรวมก็ร้องได้พอรับได้แต่หลายๆฉากการคุมเสียงของเธอทำได้แย่ทำให้ฟังดูไม่เป็นเพลงด้วยซ้ำนอกจากนั้นเสียวของเธอก็หนักเกินไปที่จะร้องเพลงแบบนี้ยังดีที่ส่วนใหญ่ในฉากที่เธอต้องร้องมีนักแสดงสมทบอีกสองคนที่ร้องได้ดีช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้แย่ไปกว่านี้ มาถึงด้านดาราชายต้องบอกตรงๆว่าดาราชายทุกคนร้องได้ค่อนข้างแย่และน่าผิดหวัง คู่หมั้นของโซฟี ก็ร้องได้ไม่มีอารมณ์ บรอสแนนก็จริงจังมากเกินไปจนทำให้เสียงแข็งทื่อ จะมีก็แต่ โคลิน และ สการ์การ์ด ที่ร้องได้โอเคกว่าหลายๆคนมาก โดยเฉพาะ โคลินที่ร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยรวมแล้ว Mamma Mia! The Movie ด้านการร้องเอาจริงๆผ่านแค่ อแมนด้าเท่านั้นที่เหลือยังต้องฝึกอีกมากและถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้้เพราะอยากฟังเพลงแล้วล่ะก็ยังไงส่วนตัวผมแนะนำว่าให้ไปหาแผ่นเฉพาะของมิวสิคคัลมาดูดีกว่าครับ

Final Score : ** / ***** ( Common ) : Mamma Mia ! The Movie ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าผิดหวังด้วยการใช้พลังหน้าตาของดารามากเกินไปโดยละเลยความสำคัญของหนังที่แท้จริงคือตัวเพลงและเสียงร้องทำให้เกือบ 60% ของหนังน่าเบื่อและทำให้คนดูรู้สึกเบื่อโดยเฉพาะตัวผมคนเขียนที่บอกตรงๆหลังจาก40นาทีผ่านไปที่เหลือผมแทบอยากจะกรอดูให้จบๆไปเพราะมันน่าเบื่อเอามากๆยังโชคดีที่เรื่องนี้มีอแมนด้า ที่เสียงโคตาระไพเราะกับทำนองที่น่าสนใจคอยช่วยเอาไว้มิเช่นนั้นก็คงหล่นไปเหลือ 1 คะแนนแน่ครับ

(ENGLISH)

The Good : - Amanda singing is Great !!
- Interesting Music
- Lot of favorite,famous Actor and Actress
- Colin and Skarsgard Singing is pretty good

The Bad : - Meryl singing is almost bad
- Almost all of Actor singing is bad and awful ( Especially Brosnan he's take it too serious)
- after about 40 minutes the movie is boring
- 90% of entire movie has only one single tone of music (that is funny)
- 95% of entire movie is on the same place so after you reveal everything it's so boring
- plot and story is just okay nothing interesting

Suggestion : If you just want to see your favorite actor or actress singing no matter how awful it is , this movie is okay to see but if you want to hear beautiful voice and music this is not the place you should come because 80% of music in this movie is awful it's may interesting in first 40minutes but after that it's so boring you will force yourself to see it untill movie end , if you really want to hear the music of Mamma Mia! may be you should go find the original (Musical one not the Movie) and hear , it avoid this one.

Totally Score : C ( Okay )

Thank you to : Mamma Mia! ( 2008 ) Universal Studios , IMDB for information , Siamzone for picture.
Special : วันนี้วันที่ผมเขียนบทความนี้เป็นวันที่ 13 มิถุนายน พอดีและบังเอิญเหลือเกินเป็นวันเกิดของหนึ่งในนักแสดงเรื่อง Mamma Mia! พอดีคนๆนั้นเขาเคยแสดง The Girl with the dragon tattoo นอกจากนั้นยังแสดง Thor และ The Avengers ไปหมาดๆอีกด้วยคนๆนั้นก็คือ Stellan Skarsgard นั่นเองครับ !! Happy Birthday ด้วยคร้าบบ (อีกหนึ่งนักแสดงดีผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวและเป็นเหตุผลหลักๆที่ผมดู Mamma Mia ! The Movie ครับ) โดยวันนี้ป๋าแกอายุ 61 ปีแล้วครับผม !!


Today when i wrote this article is 13 june and today is the day of one of Mamma Mia ! The Movie Actor Birthday by coincidence , he is Stellan Skarsgard !! (61 years old ) Happy Birthday Stellan !!