แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Musical แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Musical แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

The Last Five Years ( 2015 ) Movie Review

The Last Five Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บทเพลงแด่ชีวิตรักของเรา"


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความนิยมของภาพยนตร์เพลง ที่มีต้นฉบับมาจากละครเวที ก็มากขึ้นจนมีให้เห็นกันแทบจะทุกปีเลยทีเดียว จากปีก่อนๆอย่าง Les Miserables และต้นปีนี้กับ Into the Woods ซึ่งทั้งสองภาพยนตร์ก็ค่อนข้างจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายๆคนไม่ใช่น้อย


และคราวนี้ แอนนา เคนดริก นักแสดงสาวสวยผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็กลับมารับบทในภาพยนตร์เพลงอีกครั้งหนึ่ง จากต้นปีที่เธอเพิ่งจะรับบทเป็นซินเดอเรลล่าใน Into the Woods ของดิสนีย์มาหมาดๆ


The Last Five Years เป็นภาพยนตร์ที่พาเราลงไปสำรวจชีวิตคู่ในเวลา 5 ปีของสองพระนาง เคธี่ กับ เจมี่ ผ่านอุปสรรค และปมปัญหามากมาย ที่อาจจบลงอย่างน่าเศร้า



สิ่งที่ดูจะเป็นแสงสว่าง ความหวัง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้นตัวนักแสดงอย่าง แอนนา เคนดริก เอง ตั้งแต่เสียงอันไพเราะ ยันการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอ ซึ่งทำให้เราอยากที่จะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ หรือ อาจจะพูดได้ว่าหลายประการ เพราะปัญหานี้ ก็คือทุกสิ่งๆทุกๆอย่างที่ฉายอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเอง


เนื่องจากทุกสรรพสิ่งบนจอภาพยนตร์มันจืดชืดไปหมด ตั้งแต่งานออกแบบฉาก เสื้อผ้า โปรดัคชั่นดีไซน์ที่ไร้สีสัน น่าเบื่อ หรือ การกำกับภาพที่ย่ำแย่ของภาพยนตร์ เพราะหลายๆมุมกล้องถ่ายออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ซ้ำยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ที่แย่เข้าไปอีก ก็คือการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวละคร ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากๆในภาพยนตร์ Into the Woods แต่ใน The Last Five Years การเคลื่อนไหวเหล่านี้กลับติดๆขัดๆ น่าเบื่อ และไร้ชีวิตชีวา ไม่แน่ใจว่าต้นตอปัญหาของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเนื่องมาจากงบประมาณเพียงแค่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหรือไม่ จึงเป็นเหตุทำให้ทุกๆสิ่งออกมาครึ่งๆกลางๆเช่นนี้


ถึงกระนั้นก็ตาม โชคยังดีที่บทเพลงอันไพเราะหลายๆเพลง และเคมีที่เข้ากันของทั้งสองนักแสดงหลักก็ช่วยพยุงตัวภาพยนตร์ให้น่าดู น่าติดตามได้อยู่บ้าง



นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ของ The Last Five Years ซึ่งผู้เขียนได้ไปค้นหาข้อมูลมาภายหลังจากได้ชมภาพยนตร์ และก็ไปสะดุดกับจุดเด่นของ The Last Five Years ฉบับละครเวทีอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของมัน โดยในฉบับละครเวทีนั้นจะเล่าเรื่องผลัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก เคธี่จะเริ่มเรื่องจากตอนฉากจบของเรื่องเล่าย้อนกลับมาตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก ถ้านับเป็นตัวเลข การเล่าเรื่องของเคธี่ก็เหมือนนับ 10 ย้อนกลับมา 1


ในขณะที่ตัวละคร เจมี่ เล่าเรื่องไล่ตามเวลาปกติ โดยเริ่มจากตอนที่สองคนเจอกันครั้งแรกมาสู่จุดสิ้นสุดของทั้งคู่ หรือก็คือนับเลข 1 ไปถึง 10 ตามปกติ และในแต่ละช่วงของแต่ละคน ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างตรงๆ(คิดง่ายๆว่าไม่มีการร้องเพลงร่วมกัน)อีกด้วย เช่นถ้าหากช่วงนี้เป็นช่วงของ เจมี่ ก็จะมีแต่เพียงเจมี่ที่ร้องเพลงเท่านั้น ส่วนเคธี่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในฉาก หรือถึงมีก็ไม่ได้ร้องเพลงร่วมกัน ยกเว้นฉากแต่งงานซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเรื่องที่ทั้งคู่ดำเนินมาเจอกันพอดี


ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้ในฉบับละครเวที ก็ถูกนำมาใช้ในตัวภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะมาทราบถึงการเล่าเรื่องเช่นนี้ในตอนหลังที่ได้ชมตัวภาพยนตร์รึเปล่า ถึงได้ทำให้รู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ริชาร์ด ลาแกรฟเนสส์   ก็ยังเล่าเรื่องได้จืดชืดมากอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่แปลกใหม่เช่นนี้แล้วก็ตาม 



แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดใน The Last Five Years ก็คงจะหนีไม่พ้นการสอดแทรกเรื่องราวชีวิตรักอันแสนขมขื่น ความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าติดตาม และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด หรือพยายามเรียกน้ำตาจนน่ารำคาญเหมือนภาพยนตร์โรแมนติก/คอเมดี้ เรื่องอื่นๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าผู้สร้าง The Last Five Years ฉบับละครเวที เจสัน โรเบิรต์ บราวน์ ได้นำปัญหาการแต่งงานในชีวิตของตัวเองมาแต่งเป็นละครเวทีจริงๆ และความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ก็ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงสุดท้ายอันแสนข่มขื่นที่ทั้งสองตัวละครหลักร้องพร้อมกันในตอนท้ายซึ่งมีชื่อเพลงว่า "ลาก่อน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ / ฉันไม่อาจที่จะช่วยเธอได้ " (Goodbye Until Tomorrow / I Could Never Rescue You)


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Into the Woods ( 2015 ) Movie Review

Into the Woods ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงที่สนุก น่าติดตามและมีเนื้อหาแฝงที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกทำลายด้วย 15 นาทีสุดท้ายและการตัดเนื้อหาอันรุนแรงซึ่งควรจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป"

    Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่มีต้นแบบมาจากละครเวทีบรอดเวย์ในชื่อเดียวกันของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม ซึ่งเคยมีผลงานภาพยนตร์เพลงมาก่อนใน Sweeney Todd ปี 2007

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของคนทำขนมปังซึ่งถูกคำสาปให้ไม่สามารถจะมีลูกได้ เขาและภรรยาของเขาจึงต้องออกตามหาของวิเศษในป่าเพื่อนำมาให้แม่มดแก้คำสาปนี้ให้จงได้



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถือเป็นโชคดี หรือ โชคร้ายกันแน่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตัวผู้กำกับซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง ร็อบ มาร์แชล มาทำหน้าที่กำกับ เพราะถึงแม้ว่าเขาค่อนข้างจะเหมาะสมกับหน้าที่เนื่องจาก Into the Woods เป็นภาพยนตร์เพลงและมีต้นแบบมาจากละครเวทีเหมือนๆกับ Chicago ที่เขาเคยกำกับในปี 2002  แต่อาจจะเป็นเพราะผลงานเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งไม่ค่อยจะน่าจดจำซักเท่าไรนักที่ทำให้น่าเป็นห่วง เช่น Nine ปี 2009 หรือ Pirates of the Caribbean ภาคล่าสุดในปี 2011 จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่ในสภาวะคาบลูกคาบดอกอยู่พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าสนใจเสียจริงเลยในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือบทภาพยนตร์ที่นำนิทานโด่งดังซึ่งเรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น ราพันเซล , หนูน้อยหมวกแดง , แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ หรือ ซินเดอเรลล่า มาผสมรวมกันเป็นเรื่องเดียว ซึ่งนิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่มีจุดประสงค์เล่าให้เด็กฟังเพื่อมุ่งเป้าหมายให้เด็กๆทราบว่าโลกภายนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหน และโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่พอตัวภาพยนตร์นำเรื่องราวนี้มาต่อกันด้วยการใส่เรื่องราวของสามีและภรรยาคนทำขนมเข้ามาก็ทำให้นิทานที่เราทั้งหลายคงจะเคยฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มีความแปลกใหม่และน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ยิ่งผนวกกับโปรดัคชั่นของภาพยนตร์ซึ่งค่อนข้างจะอลังการงานสร้างตั้งแต่ฉากยันเสื้อผ้าต่างๆซึ่งสวยงามโดดเด่นก็ยิ่งทำให้ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอยู่ตลอดเวลา



ในด้านการกำกับของผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชลล์ ก็ถือว่าสอบผ่าน ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม การกำกับวิธีการเคลื่อนไหวของตัวละครเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่ตัวภาพยนตร์ตั้งไว้ที่ชาญฉลาด แต่ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยก็คือ สัญญะในภาพยนตร์ซึ่งถูกให้ความสำคัญน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากผลงานเก่าของเขาอย่าง Chicago ที่ค่อนข้างจะมีสัญญะที่น่าสนใจเยอะ และอีกสิ่งก็คือการตัดต่อในฉากร้องเพลงทั้งหลายที่ผู้เขียนรู้สึกว่าถ้าหากพึ่งการตัดต่อน้อยลง และหันมาพึ่งการถ่ายยาวหรือ Long Take ใช้การเคลื่อนไหวของกล้องเป็นหลักน่าจะทำให้ฉากร้องเพลงดูน่าสนใจและน่าสนุกมากกว่านี้ เพราะนอกจากการถ่ายทำแบบนี้จะทำให้ฉากๆนั้นดูต่อเนื่องกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ตัวภาพยนตร์ใช้เอกลักษณ์ที่สามารถทำได้ในเฉพาะฉบับภาพยนตร์เท่านั้นอีกด้วย

ถ้าหากพูดถึงในด้านของนักแสดงทั้งหลายพวกเขาและพวกเธอก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่ว่าจะทางด้านการแสดงหรือทางด้านการร้องเพลงซึ่งแสดงให้เห็นว่านักแสดงเหล่านี้ร้องเพลงได้จริงๆ แต่มีนักแสดงสองท่านที่เรียกได้ว่าโดดเด่นเป็นพิเศษเลยทีเดียว ท่านแรกก็คือ เมอรีล สตรีป ซึ่งทุ่มเทให้กับบทบาทที่ได้รับและยังคงมีเสียงร้องอันน่าทึ่งเช่นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะเธอเคยแสดงภาพยนตร์ทีมีต้นฉบับละครเวทีมาก่อนแล้วในเรื่อง Mamma Mia ! ปี 2008 ส่วนอีกท่านหนึ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือ เอมิลี บลันต์ ด้วยการแสดงอันน่าทึ่งและเสียงร้องที่น่าฟัง จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มไปตามกัน



สิ่งที่น่าคิดตามอีกสิ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือข้อความที่มันพยายามพูดถึง ด้วยการนำเรื่องราวนิทานที่มีจุดประสงค์ในการสอนเด็กถึงโลกภายนอกอันโหดร้าย มาสอดแทรกเรื่องราวใหม่ของคู่สามีภรรยาคนทำขนมปังซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีสติ ผู้ที่ผ่านโลกภายนอกมาแล้ว หรือพูดง่ายๆว่าผู้ใหญ่เข้าไป ทำให้เกิดประเด็นที่ว่าผู้ใหญ่เองที่สร้างนิทานขึ้นมาเพื่อสอนเด็ก สุดท้ายแล้วโลกภายนอกก็อันตรายต่อตัวผู้ใหญ่พอๆกับเด็กเอง หรือในอีกด้านหนึ่งจะพูดว่าโลกภายนอกที่อันตรายนี้ได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาจากสิ่งที่บริสุทธิ์ในวัยเด็กให้มาเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่วในผู้ใหญ่ก็เป็นได้ 

และเราจะเห็นหลักฐานของสิ่งนี้ได้จากการที่ตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เข้าไปในป่าก็ถูกพลังแห่งป่าหรือสถานการณ์อันกดดันต่างๆเปลี่ยนแปลงไปไม่แตกต่างกับเด็ก รวมถึงกับความโลภ ตัณหา และความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่เองที่อาจจะนำพาหายนะมามากกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามสั่งสอนเสียอีก  ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความที่หนักหน่วงและน่าสนใจมากทีเดียว รวมถึงวิธีการถ่ายทอดข้อความนี้ออกมาด้วยการใช้นิทานเป็นตัวถ่ายทอดก็ช่างชาญฉลาด 



แต่....ตัวข้อความนี้มันจะหนักแน่นและน่าจดจำกว่านี้ถ้าหากมันไม่ถูกยัดใส่มือผู้ชมในตอนประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนก็สับสนว่าใส่เข้ามาเพื่ออะไร     เสมือนกับว่าผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชล หวาดกลัวเหลือเกินว่าผู้ชมที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะตีความและหาข้อความที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์จึงต้องนำข้อความนั้นยัดใส่มือผู้ชมเสียเลยใน 15 นาทีสุดท้าย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าตลกดี เพราะด้วยการยัดเยียดข้อความเช่นนี้ของเขานี้เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณค่าและความน่าจดจำของตัวข้อความนั้นลดลงไปอย่างมหาศาล

นี้ยังไม่นับถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มาตกอยู่ในมือของค่ายดิสนีย์ซึ่งพยายามลากตัวภาพยนตร์ให้ได้เรต PG หรือ เรตทั่วไป ในบ้านเราให้ได้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ภาพยนตร์สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอีกด้านหนึ่งเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่มืดมน หนักหน่วงและสะท้อนความโหดร้ายของโลกอย่างแท้จริงก็ได้ถูกนำออกไปเสียหมด 



ถ้าหากจะให้เห็นภาพก็คงต้องนึกถึงผลงานเรื่องก่อนหน้าของ สตีเฟ่น ซาวน์เฮม  อย่าง Sweeney Todd ปี 2007 ซึ่งถ้าหากท่านใดได้เคยสัมผัสก็คงจะทราบถึงความโหด มืดมนและหนักหน่วงของภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ซึ่งความโหดร้าย มืดมนและหนักหน่วงนี้แหละควรจะเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ Into the Woods เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก ทำให้การที่ตัวภาพยนตร์เลือกที่จะตัดเนื้อหาในส่วนที่หนักหน่วง รุนแรงไม่เหมาะสมกับเด็กนี้ไป กลายเป็นว่ามันเป็นการกลับมาทำร้ายตัวเอกลักษณ์และโอกาสที่สำคัญที่สุดของตนเองไปซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว Into the Woods ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แย่อะไร กลับกันมันเป็นภาพยนตร์ที่บันเทิง น่าติดตาม น่าฟัง และมีเนื้อหาข้อความที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ช่างน่าเสียดายความเป็นไปได้ที่ตัวข้อความจะน่าจดจำและไปได้ลึกกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากความเป็นไปได้นี้ไม่ถูกขัดขวางด้วยการยัดใส่มือผู้ชมใน 15 นาทีสุดท้าย และการเลือกตัดเนื้อหารุนแรงที่ควรจะเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริงของภาพยนตร์ออกไป

Final Score : [ B  ] 

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

Les Miserables ( 2012 ) Movie Review


Movie Review





Movie Name : Les Miserables ( 2012 ) Universal Studios , Musical / Drama / Romance
Director : Tom Hooper ( The King's Speech )
Stars : Hugh Jackman ( Wolverine , X-Men ) , Russell Crowe ( The Gladiator ) , Anne Hathaway ( The Dark Knight Rises ) , Amanda Seyfried ( Mama Mia ! ) , Eddie Redmayne ( My week with Marilyn , The Pillars of the earth (TV-Series) ) 
Rating :  PG -13 ( Some Violence , Language , Sexual Content )







REVIEW (THAI)




                                       Les Miserables นั้นเป็นภาพยนตร์แนวละครเพลง ที่จริงๆแล้วเป็นหนังสือมาก่อน และหลังจากนั้นก็มาทำเป็นละครเพลงเวทีซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกมากๆ (ซึ่งคล้ายๆกับ The Phantom of The Opera ที่จะมาเปิดแสดงในเมืองไทยช่วง พฤษภาคมนี้)  จริงๆแล้วผมต้องขอบอกทุกท่านก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ร้องเพลงประมาณ 80-90% ของทั้งเรื่อง ซึ่งถ้าท่านใดที่ไม่ชิน หรือไม่ชอบ อาจจะพาเซ็งเอาได้ แต่ผมอยากให้ทุกๆท่านลองเปิดใจรับดู และตั้งใจฟังเพลง และความหมายของมันให้ดีๆ เพราะ แต่ละเพลงเนี้ยแหละ เป็นเอกลักษณ์ และ ความสุดยอดของ พวกละครเวทีทั้งหลาย ที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น The Phantom of The Opera (ที่ทำเวอร์ชั่นภาพยนตร์มาแล้ว และค่อนข้างทำออกมาดีซะด้วย) Mama Mia ! (เรื่องนี้บอกตามตรงห่วย......เน้นดาราดังๆมากเกินไป แต่มี Amanda Seyfried ที่ร้องสุดยอดมากๆ และ เธอก็เล่นเรื่อง Les Miserables เช่นกัน) จะว่าไปผมก็ต้องขอบอกก่อนอีกว่า โดยส่วนตัวผมค่อนข้างเป็นแฟนพวกแนวๆ ละครเพลงเวที จึงค่อนข้างชินกับการร้องแบบนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะต่างกับหลายๆท่าน ที่ไม่เคย ดูละครเพลงเวที หรือ ภาพยนตร์แนว Musical เลย อาจจะทำใจยากนิดนึง 



Les Miserables นั้นถือว่าเป็นละครเวทีที่โชคดี ได้ตัวผู้กำกับระดับเทพ อย่าง Tom Hooper ที่ปี 2010 นั้น ได้เป็นผู้กุมบังเหียน คว้ารางวัลมามากมาย จากหลายเวที จากเรื่อง The King's Speech ซึ่งหลายๆท่านก็คงจะรู้จักดี จึงการันตีความเทพได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมกังวล และหลายๆท่านกังวล ก็คือ The King's Speech เนี้ยมันเกี่ยวกับการพูดเฉยๆ แต่ Les Miserables เนี้ย มันทั้งต้องร้อง ต้องแสดงสีหน้าแบบสุดๆ จะไปรอดไหม ? (ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่าง Fail ๆ มาแล้วจาก Mamma Mia ! ที่แฟนเพลงทุกคนแทบจะเบินหน้าหนี....)



Les Miserables นั้นตอนแรกผมเห็นเวลาแล้วตกใจ 2 ชม. เกือบ 3 ชม. อีกแล้ว !! นี้ตกลงหนังสมัยนี้จะแข่งกันที่เวลารึไง ? (ถ้ามันดีก็แจ่มไป แต่ถ้ามันห่วยล่ะ..... โอ้ว ไม่อยากจะคิด...) 
แต่เหมือนหนังเรื่องนี้จะโชคดีหรือเพราะ Casting เทพก็ไม่แน่ใจ เพราะ นักแสดงแต่ละคน ค่อนข้างจะน่าวางใจได้ ไม่ว่าจะเป็น Amanda Seyfried ที่ผมบอกตามตรง ในเรื่อง Mamma Mia ! ถ้าไม่มีเธอคนนี้ผมคงเลิกดูไปตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้ว เพราะ เธอเสียงดีแบบมากๆ ร้องไพเราะสุดๆ นอกจากนั้นยังมี Anne Hathaway ที่ตอนตัวอย่างที่เธอร้องเพลงออกมา ทำเอาผมแบบ เห้ย!! บ้าไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนร้องไพเราะอีก แถมยังมีดาราแม่เหล็กที่ขอยืนใบลากับทีม X-Men แปป แล้วโดดมาร้องเพลง อย่าง Hugh Jackman (ซึ่งในปีนี้เรายังจะได้ชมภาคต่อของ Wolverine อีกต่างหาก)  และ Russell Crowe ที่ด้านการแสดงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว




Les Miserables  นั้นตอนแรกผมค่อนข้างห่วงเรื่องเพลงมาก เพราะถ้าร้องไม่ได้เรื่อง และ หน้าไม่ไปก็เฟลแบบ Mamma Mia ! แน่นอน แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกลับร้องได้ดีเยี่ยมมาก โดยเฉพาะ Anne Hathaway ที่ร้องดีแล้วแสดงยังโคตรสุดยอด ไม่แปลกเลยที่จะคว้ารางวัลจากหลายๆเวทีได้ง่ายๆ หรือ Amanda Seyfried ที่ยังคงร้องได้สุดยอดเหมือนเดิม Huge Jackman ที่ถึงแม้จะร้องแปลกๆไปบ้าง แต่การแสดงนี้สุดยอดไม่แพ้กัน หรือ เฮีย Russell Crowe ที่มาแนวเท่ห์ๆ จริงๆจังและแม้แต่เสียงร้องก็ยังคงจริงจังไปด้วยซึ่งสมกับบทบาทมาก ถึงแม้ส่วนตัวจะคิดว่ามันแข็งไปนิดก็ตาม แต่ที่ผมแปลกใจที่สุดเลยก็คือ Eddie Redmayne ซึ่งจริงๆผมเคยดูหนังของเขาหลายเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าพี่แกจะมีเสียงไพเราะแบบนี้แอบซ่อนไว้อยู่ แม้กระทั่งจะเรียกว่าตัวประกอบอีกตัว ? ดีไหม(แฟนๆ Les กรุณาอย่าฆ่าผมนะ >< ) Samantha Barks  ที่แม้จะไม่ได้เล่นเป็นตัวหลักซักเท่าไร แต่เสียงอันไพเราะของเธอ เรียกได้ว่า ขโมย ฉากไปหลายฉากมาก โดยเฉพาะผมที่ชอบเสียงของเธอมากๆ จนคิดว่าเพลงของเธอที่เธอร้องเนี้ยแหละ เพราะมากกว่า คนอื่นๆเสียอีก นอกจากนี้ยังแอบมีเซอร์ไพรซ์ เล็กๆน้อยๆให้แฟนๆ โดยการให้นักร้องชื่อดังอย่าง Colm Wilkinson มารับบทเป็น บิชอบ ซึ่งหลายๆคนคง งง มันเป็นคราย ? Colm Wilkinson นั้นเขาเป็นนักร้องพวกแนวๆละครเวทีเยอะมากครับ เช่น เขาเป็น Original Cast London เมื่อนานมาแล้วของ ละครเพลงที่อังกฤษ อย่าง The Phantom of The Opera ซึ่งในตอน ครบ 25ปี ของ Phantom เขาก็ไป และในตอน ครบ 25ปีของ Les Miserables เขาก็ไปแสดงอีกเช่นกัน จะเรียกได้ว่าเป็นตำนานก็ว่าได้นั้นแหละ ซึ่งแฟนๆหลายคนที่รู้จักเขาดี ดูแล้วคงแบบ เห้ย!!มาได้ไง (แบบผม) + กับ แอบฟินเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องขอบอกอีกอย่างว่าส่วนตัวชอบ Russell Crowne ในบทนี้มาก เพราะในหลายๆฉากนี้หามุมถ่ายได้ดีสุดๆ จนทำให้เขาดูเหมือนหยั่งกะคนคุมประเภทอย่างนั้นแหละ และดูเท่ห์โคตร (จริงๆยศไม่ได้เยอะขนาดนั้น = =)


อีกจุดหนึ่งที่สำคัญของละครเวทีนั้นก็คือ "ฉาก" ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากฉบับภาพยนตร์ปีนี้เลย แต่เลิกห่วงไปได้เลย เพราะในหนังนั้น แต่ละฉากค่อนข้างอลังการมาก และดีไซน์ออกมาเป็นอย่างดี แถมแอบๆให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งชมละครเวทีอยู่จริงๆอีกด้วย ในส่วนของด้านบทก็ทำออกมาได้น่าสนใจ เพราะ ตัวหนังจะพาเราเข้าไปในชีวิตของแต่ละตัวละคร ซึ่งในแต่ละตัวละครเนี้ย มีจุดหมายที่แตกต่างกัน หรือ บางคนอาจจะเหมือนกันก็ได้ ซึ่งก็อารมณ์ประมาณว่า สู้กับโชคชะตานั้นแหละครับ ซึ่งทำให้เราเหมือนดูหนังใหญ่ๆที่มีอะไรย่อยๆอยู่ข้างในอีกต่างหาก ซึ่งไอ้ย่อยๆที่ว่าเนี้ย ตัวหนังค่อนข้างให้ความสำคัญในทุกๆตัวละครมาก ทำให้จุดมุ่งหมายของตัวละครทุกๆตัวดูสำคัญ และไม่ด้อยไปกว่ากันเลย อารมณ์ประมาณ เค้กก้อนหนึ่งที่ภายนอกก็น่ากินอยู่แล้วพอกัดลงไปยังจะเจอไส้ในหลายๆอย่างที่สุดยอดอีกต่างหาก ประมาณนั้นเลยครับ



แต่ แต่ อย่างที่ผมพูดไปแล้วในครั้งที่แล้วนั้นก็คือ ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่เพอร์เฟ็ค ไม่มีจุดด้อย แต่ใน Les Miserables เนี้ยโชคร้ายที่มีค่อนข้างไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างแรกเลย ทุกๆท่านได้สังเกตุไหมครับว่ารีวิวนี้ผมไม่ได้เขียนเนื้อเรื่้องย่อของ Les Miserables เลย สาเหตุหรอ? ก็เพราะ หลังจากที่ผมดูจบ ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเอง สรุป เนื้อเรื่องหลักๆของหนังมันคืออะไรกันแน่ ? พระเอกหนีชะตากรรม ? ความหวัง ? สู้เพื่ออิสระ ? ตามหารักแท้ ? หรืออะไรกันแน่ ซึ่งผมก็หาคำตอบไม่ได้สักที ซึ่งมันก็เป็นดาบสองคมมาจาก การที่มีเรื่องหลายๆเรื่อง และยังให้ความสำคัญพอๆกัน ทำให้ผมงงว่า สรุปแล้ว ไอ้เนื้อเรื่องหลักๆ หรือ เส้นที่ใหญ่ที่สุดเนี้ย มันอยู่ตรงไหนกันแน่ ทำให้หนังดูเหมือนจะหลงทางไปเลย ต่างจาก The Avengers ที่ให้ความสำคัญของทุกๆตัวละครเท่าๆกัน แต่เรารู้ดีว่าทุกตัวละครนั้นมีเป้าหมายเดียวกันก็คือ ช่วยโลก แต่ใน Les Miserables มันไม่ใช่แบบนั้นเลย แต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง ซึ่งมันทำให้หนังถูกสับออกเป็นหลายๆส่วนเท่าๆกัน พอเราดูจบ เรามานั่งดูผลงานที่เหลือที่มี ผลงานหลายๆส่วนเท่าๆกัน มันทำให้ผมงงว่า เออ แล้วมันเท่ากัน แล้วตกลง อันไหนสำคัญสุด ? หรืออันไหนคือเป้าหมายของหนัง ? นั้นเป็นสาเหตุที่ทำไมผมถึงไม่สามารถที่จะเขียนเนื้อเรื่อง ย่อของมันได้เลย เพราะผมไม่เข้าใจ ว่าตกลงอันไหนมันสำคัญที่สุดกันแน่




นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอบอกตรงๆว่าไม่ชอบมากถึงมากที่สุด คือตัวละครของ  Helena Bonham Carter กับ Sacha Baron Cohen ที่พอเข้าใจว่าใส่เข้ามาเพื่อตลก ไม่ให้โทนของหนังมันเครียดเกินไป แต่ในบางฉากนั้น ตัวโทนของหนังกำลังบีบหัวใจคนดูได้อย่างดีอยู่แล้วกำลังจะทำลายหัวใจคุณได้แล้ว แต่กลับมีไอ้ตัวละครเหล่านี้ โผล่หน้ามา ทำให้บรรยากาศมันเสียหมดเลย จากการที่คุณซึ้งๆ หรือ กำลังลุ้นอยู่ หายวับไปหมด มันทำให้เสียอารมณ์ในการดูเป็นอย่างมาก แถมเท่าที่ดูจากบทของสองตัวละครนี้แล้ว สามารถตัดออกไปได้เลยด้วยซ้ำไป หรือ จะหาตัวละครอื่นมาแทนก็ยังได้ เพราะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่กลับมากระทบถึงตัวหนังอย่างมากขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าให้อภัย ก็พอจะเข้าใจว่าไม่อยากให้โทนหนังมันมืดเกินไป แต่การที่ใส่มาผิดที่ผิดทาง ผิดฉากที่ไม่ควรจะใส่ มันช่างน่าผิดหวัง และ ไม่น่าให้อภัยเป็นที่สุด
นอกจากนั้นอีก สิ่งที่น่าผิดหวังอีกอย่างก็คือ หลายๆนักแสดงที่ร้องได้ไพเราะมากๆ อย่างเช่น หนูน้อย โคเซ็ตต์ ตอนเด็ก หรือ Anne Hathaway กลับมีบทบาทอยู่กระติ๊ดนึงในเรื่อง โดยเฉพาะหนูน้อย โคเซ็ตต์ ที่โผล่มารวมๆไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำมั้ง ทั้งๆที่ร้องไพเราะมาก ซึ่งมันค่อนข้างน่าผิดหวังมาก ยิ่งไปกว่านั้นฉากหลายๆฉากระหว่าง Hugh Jackman กับ Russell Crowne ที่ปะทะกันนั้น น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ซึ่งอันนี้ไม่น่าจะมาจากตัว นักแสดง แต่มาจาก Location และ หลายๆสิ่งเช่นมุมกล้องมากกว่า เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอีกแค่เหตุการณ์เล็กๆนึง ซึ่งมันดูไม่อลังการเอาเสียเลย พูดตรงๆคือ อย่าง Russell Crowne ตอนไปร้องเดี่ยว ยังดูอลังการกว่าเลย ซึ่งอันนี้ไม่ทราบว่าเป็นมาตั้งแต่ละครเวทีแล้ว หรือว่า เป็นเฉพาะตัวหนัง 


พูดถึงความอลังการในหนังแล้ว หลายๆท่านที่ดูตัวอย่างของหนังมาก่อน ก็คงนึกว่าฉากต่อสู้มันอลังการใช่ไหมล่ะครับ แต่ไม่เลย !!! ขอบอกว่าฉากต่อสู้แทบทุกฉากล้วนแต่น่าผิดหวังทั้งนั้น ก็เข้าใจในบทของมันนะ แต่มันมีอีกตั้งหลายวิธีให้มันอลังการแต่กลับมาลดสเกลของฉากลง ให้เหลือนิดเดียว ซึ่งมันไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบในเทรลเลอร์เลย ซึ่งมันดูเหมือนเป็นการตบหน้าคนดูแล้วพูดประมาณว่า "เย้ ผมหลอกสำเร็จแล้วนะ !" (ซึ่งจริงๆฉากที่อยู่ในตัวอย่างมันมีครับ !! แต่มันไม่ใช่แบบที่คุณคิด !! เอาเป็นว่าไปดูเองละกัน)





Les Miserables เป็นภาพยนตร์ มิวสิคอล ที่มีจุดที่น่าไม่ให้อภัยอย่างมากในหลายๆจุด ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาหลอกๆในบางจุด บทที่หลงทาง และ ฉากต่อสู้ที่สุดจะน่าผิดหวัง แต่ ด้วยความตั้งใจของนักแสดงแต่ละคน ในการฝึกร้องเพลงอย่างหนักหน่วง แถมผลที่ออกมาก็สุดยอดจนคาดไม่ถึง การร้องเพลง + การแสดงที่สุดยอด จนไม่อาจที่จะเอ่ยคำพูดใดๆได้  เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณแทบจะลืมข้อเสีย(ที่พอดูจบแล้วลืมยาก...)นั้นไปเลย เพราะ คุณมาดูภาพยนตร์ มิวสิคอล คุณจะหวังอะไรไปมากกว่า น้ำเสียงอันไพเราะ กับ บทเพลงที่ไม่อาจที่จะลืมได้ลงอีก ?



The Best SONG from " Les Miserables ( 2012 ) "

" I Dreamed A Dream "  - Anne Hathaway 


There was a time when men were kind,
And their voices were soft,
And their words inviting.
There was a time when love was blind,
And the world was a song,
And the song was exciting.
There was a time when it all went wrong...

I dreamed a dream in time gone by,
When hope was high and life, worth living.
I dreamed that love would never die,
I dreamed that God would be forgiving.
Then I was young and unafraid,
And dreams were made and used and wasted.
There was no ransom to be paid,
No song unsung, no wine, untasted.

But the tigers come at night,
With their voices soft as thunder,
As they tear your hope apart,
And they turn your dream to shame.

He slept a summer by my side,
He filled my days with endless wonder...
He took my childhood in his stride,
But he was gone when autumn came!

And still I dream he'll come to me,
That we will live the years together,
But there are dreams that cannot be,
And there are storms we cannot weather!

I had a dream my life would be
So different from this hell I'm living,
So different now from what it seemed...
Now life has killed the dream I dreamed...




Final Score :   B    (แอบปวดใจ ใจจริงอยากให้ B+ มาก แต่มันทำไม่ได้จริงๆ เมื่อผมมานั่งคิดๆถึงข้อเสียที่ว่ามา)





(ENGLISH)



The Good : 
-  Great Acting and Singing with the work hard Acting & Actress
-  Amazing Music
-  Interesting Storyline
-  Lots of Beautiful Shot

The Bad : 
- Helena & Sacha Character are so annoying and this 2 character just come in the wrong scene and ruined your entire emotion in that scene
- confusing screenplay i mean there's so much storyline and character in here but which one is the main line ? huh ?  I have no idea and no clue which one is...
- the war / action scene are just so disappointed....


Suggestion : If you love Musical movies you have to see Les Miserables ( if you're already fan of Les miserables the musical you may be already saw it ) but if you're not you have to think a little bit because 80 - 90% of this movie is Singing so may be you don't like it.... But even so the music and the actor / actress in this movie is amazing you just feel like you're in a dream just like that


Totally Score : B  


Thank You to : Les Miserables ( 2012 ) Universal Studios , IMDB for information .

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Mamma Mia! The Movie ( 2008 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : Mamma Mia! ( 2008 ) The Movie / Universal Studios / Musical / Comedy
Director : Phyllida Lloyd 
Stars :Amanda Seyfried ( In Time , Red Riding Hood ) , Meryl Streep ( Iron lady , It's complicated )
Pierce Brosnan ( James Bond : Die Another Day ) , Colin Firth ( The King Speech ) , Stellan Skarsgard ( Thor , The Girl with the tattoo dragon , The Avengers )
Rating : PG-13 ( For Some Sexual Language )

Review:
(THAI)

Mamma Mia! เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากละครเวทีมิวสิคคอลชื่้อดังโดยการนำนักแสดงดังๆมาดึงดูดคนดูนั่นเอง เนื้อเรื่องก็เป็นประมาณว่า โซฟี (อแมนด้า) นั่นกำลังจะแต่งงานแต่ตัวโซฟีเองไม่รู้เลยว่าใครคือพ่อที่แท้จริงของเธอตั้งแต่เกิดมาแล้วบังเอิญเธอไปเจอสมุดของแม่ของเธอพอดีก็เลยเชิญคนที่คิดว่ามีโอกาสจะเป็นพ่อของพวกเธอมาที่เกาะโดยเธอคิดว่าเมื่อได้เห็นเธอจะรู้ทันทีว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงของเธอแต่เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้นเมื่อเธอทำโดยไม่ได้บอกแม่หรือเจ้าบ่าวของเธอเรื่องราววุ่นวายจึงเกิดขึ้นท่ามกลางการค้นหาที่ยังไม่แน่ชัด

Entertain Score **.* (2.5) / ***** ( Okay ) : ด้านความสนุกนั้น Mamma Mia! ในช่วงแรกๆถึงกลางๆเรื่องทำได้ดีมากทำให้เราสนุกและคล้อยไปกับทำนองเพลงอันแสนไพเราะแต่ก็ได้แค่ช่วงแรกๆที่เราดูครั้งแรกเท่านั้นสำหรับคนที่เคยดูมาแล้วหรือเคยฟังละครเวทีมาแล้วอาจจะไม่ชอบก็เป็นได้เพราะว่าจริงๆแล้วการร้องเพลงนอกจาก อแมนด้าที่ร้องได้เข้าถึงจริงๆคนอื่นๆก็ร้องได้ไม่ดีนักยิ่ง บรอสแนนยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะเขาพยายามมากเกินไปและยิ่งด้วยการพยายามยัดนักแสดงดังๆมาแทนที่จะใส่นักแสดงที่ร้องเพลงเป็นจริงๆเข้ามาทำให้หนังยิ่งน่าเบื่อหลังจากช่วงหลังๆนอกจากนั้นเพลงแต่ละเพลงมีความแตกต่างกันน้อยมากและโทนของเพลงทั้งเรื่องก็มีแค่โทนเดียวคือสนุกสนานและเนื้อเพลงที่ไม่ได้มีอะไรมากมายทำให้หลังจากเราฟังไปสักเพลงสองเพลงก็เกิดอาการเบื่อจนอยากให้รีบๆจบ

Plot & Story Score ** / ***** ( Common ) : ด้านบทแล้วก็ยังถือว่าธรรมดามากไม่มีอะไรมากมายแต่ยังดีที่ยังมีเหตุการณ์ประปรายให้พอสนุกได้บ้างแต่ถึงแม้จบแล้วตัวหนังเองก็ไม่เปิดเผยทั้งหมดทำให้อาจจะค้างคา

CG & Pictures Score ** / ***** ( Common ) : ด้านภาพนั่นหลายๆมุมถือว่าทำได้สวยดีแต่เช่นเคยหลังจากผ่านไปครึ่งเรื่องคุณก็จะเอียนกับมันเพราะทั้งเรื่องมีอยู่แค่ 2อย่างคือ หินกับน้ำนอกจากนั้นมุมที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันสวยจริงๆก็ยังไม่มีอีกด้วย

Music Score (Special) ** / ***** ( Common ) : ในเรื่อง Mamma Mia! นั่นเรื่องเพลงและการ้องเพลงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะถ้าหากมันล้มเหลวแล้วละก็ทั้งเรื่องก็จะล้มครืนไปทั้งเรื่องต่อให้นักแสดงหน้าตาดีแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไรซึ่งนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภาพยนตร์มิวสิคคัลที่ใช้พลังดารามากเกินไปทั้งๆที่ดาราเหล่านั้นไม่ใช่ดาราที่จะมีประสิทธิภาพพอที่จะเล่นหนังมิวสิคคัลได้โดยในฝั่งนักแสดงหญิงนั้น
อแมนด้าเป็นคนเดียวจริงๆภายในเรื่องที่สามารถเข้าถึงและร้องได้อย่างดีโดยเสียงของเธอไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อแถมการแสดงก็ยังดีอีก มาถึงคิวก็ Meryl โดยรวมก็ร้องได้พอรับได้แต่หลายๆฉากการคุมเสียงของเธอทำได้แย่ทำให้ฟังดูไม่เป็นเพลงด้วยซ้ำนอกจากนั้นเสียวของเธอก็หนักเกินไปที่จะร้องเพลงแบบนี้ยังดีที่ส่วนใหญ่ในฉากที่เธอต้องร้องมีนักแสดงสมทบอีกสองคนที่ร้องได้ดีช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้แย่ไปกว่านี้ มาถึงด้านดาราชายต้องบอกตรงๆว่าดาราชายทุกคนร้องได้ค่อนข้างแย่และน่าผิดหวัง คู่หมั้นของโซฟี ก็ร้องได้ไม่มีอารมณ์ บรอสแนนก็จริงจังมากเกินไปจนทำให้เสียงแข็งทื่อ จะมีก็แต่ โคลิน และ สการ์การ์ด ที่ร้องได้โอเคกว่าหลายๆคนมาก โดยเฉพาะ โคลินที่ร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยรวมแล้ว Mamma Mia! The Movie ด้านการร้องเอาจริงๆผ่านแค่ อแมนด้าเท่านั้นที่เหลือยังต้องฝึกอีกมากและถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้้เพราะอยากฟังเพลงแล้วล่ะก็ยังไงส่วนตัวผมแนะนำว่าให้ไปหาแผ่นเฉพาะของมิวสิคคัลมาดูดีกว่าครับ

Final Score : ** / ***** ( Common ) : Mamma Mia ! The Movie ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าผิดหวังด้วยการใช้พลังหน้าตาของดารามากเกินไปโดยละเลยความสำคัญของหนังที่แท้จริงคือตัวเพลงและเสียงร้องทำให้เกือบ 60% ของหนังน่าเบื่อและทำให้คนดูรู้สึกเบื่อโดยเฉพาะตัวผมคนเขียนที่บอกตรงๆหลังจาก40นาทีผ่านไปที่เหลือผมแทบอยากจะกรอดูให้จบๆไปเพราะมันน่าเบื่อเอามากๆยังโชคดีที่เรื่องนี้มีอแมนด้า ที่เสียงโคตาระไพเราะกับทำนองที่น่าสนใจคอยช่วยเอาไว้มิเช่นนั้นก็คงหล่นไปเหลือ 1 คะแนนแน่ครับ

(ENGLISH)

The Good : - Amanda singing is Great !!
- Interesting Music
- Lot of favorite,famous Actor and Actress
- Colin and Skarsgard Singing is pretty good

The Bad : - Meryl singing is almost bad
- Almost all of Actor singing is bad and awful ( Especially Brosnan he's take it too serious)
- after about 40 minutes the movie is boring
- 90% of entire movie has only one single tone of music (that is funny)
- 95% of entire movie is on the same place so after you reveal everything it's so boring
- plot and story is just okay nothing interesting

Suggestion : If you just want to see your favorite actor or actress singing no matter how awful it is , this movie is okay to see but if you want to hear beautiful voice and music this is not the place you should come because 80% of music in this movie is awful it's may interesting in first 40minutes but after that it's so boring you will force yourself to see it untill movie end , if you really want to hear the music of Mamma Mia! may be you should go find the original (Musical one not the Movie) and hear , it avoid this one.

Totally Score : C ( Okay )

Thank you to : Mamma Mia! ( 2008 ) Universal Studios , IMDB for information , Siamzone for picture.
Special : วันนี้วันที่ผมเขียนบทความนี้เป็นวันที่ 13 มิถุนายน พอดีและบังเอิญเหลือเกินเป็นวันเกิดของหนึ่งในนักแสดงเรื่อง Mamma Mia! พอดีคนๆนั้นเขาเคยแสดง The Girl with the dragon tattoo นอกจากนั้นยังแสดง Thor และ The Avengers ไปหมาดๆอีกด้วยคนๆนั้นก็คือ Stellan Skarsgard นั่นเองครับ !! Happy Birthday ด้วยคร้าบบ (อีกหนึ่งนักแสดงดีผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวและเป็นเหตุผลหลักๆที่ผมดู Mamma Mia ! The Movie ครับ) โดยวันนี้ป๋าแกอายุ 61 ปีแล้วครับผม !!


Today when i wrote this article is 13 june and today is the day of one of Mamma Mia ! The Movie Actor Birthday by coincidence , he is Stellan Skarsgard !! (61 years old ) Happy Birthday Stellan !!