แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Romance แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Romance แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

A Little Chaos (2015) Movie Review

                     
        A Little Chaos (2015) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"ความรักของสตรี"



               ถือได้ว่าเป็นการกลับมารับบทในภาพยนตร์ย้อนยุค (Period) กันอีกครั้งหนึ่ง กับนักแสดงมากความสามารถ เคต วินสเล็ต เจ้าของผลงานอีนางโรสเอ้ยไม่ใช่ คุณนายโรสเรือล่มในภาพยนตร์สุดคลาสสิค Titanic โดยคราวนี้เธอขอหันมาจัดแปลงดอกไม้แทนล่องเรือนะฮะ


A Little Chaos ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงแม่หม้ายคนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปสร้างสวนให้กับพระราชา แต่ระหว่างนั้นเองเธอก็ได้พบกับความรักครั้งใหม่ที่นำมาซึ่งปัญหาต่างๆมากมาย



พูดจริงๆเลย สิ่งเดียวที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ในระดับพอรับได้มากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการแสดงของนักแสดงชื่อดังทั้งหลาย


ตั้งแต่ อลัน ริคแมน ที่ควบหน้าที่กำกับและแสดงเองด้วย,  สแตนลีย์ ทุชชี่ ที่ไปแสดงเรื่องไหนก็มักจะมีฉากน่าประทับใจเสมอๆ(ถึงแม้ว่าหนังหลายเรื่องที่พี่แกเล่นจะห่วยก็เถอะ) หรือ เคต วินสเล็ต ที่ยังคงนำแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในหลายๆฉาก


แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนเป็นดอกไม้อันงดงามที่เบ่งบานอยู่ท่ามกลางดงป่าอันเหี่ยวเฉา เพราะด้วยส่วนประกอบอื่นๆของภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยปัญหาล้านแปดประการ


จุดที่ดูจะหนักที่สุดเลย ก็คือการเล่าเรื่องของผู้กำกับ อลัน ริคแมน ที่เล่าเรื่องออกมาได้เอื่อยเฉื่อย หมดแรง จืดชืด ชวนหลับอย่างแท้จริง หนำซ้ำลูกเล่นการเล่าเรื่องในบางทีก็ดูแปลกประหลาดสุดๆ เช่นฉากย้อนอดีตใช้เทคนิคมัวภาพขอบๆจอเอา




ที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง ก็คือทางด้านโปรดัคชั่นดีไซน์ของเรื่องที่ในฉากเล็กๆน้อยๆ ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่ในฉากที่ต้องยิ่งใหญ่อลังการกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นฉากตอนท้ายเรื่องที่เราควรจะได้เห็นสวนลานเต้นรำอันอลังการ ที่มาจากหยาดเหงื่ออันสุดแสนจะลำบากของนางเอก แต่สิ่งที่เราได้เห็นกับเป็นลานเล็กกระติ๊ดเดียวกับน้ำพุที่มีความอลังการเท่ากับตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป


ในด้านของสภาพบทภาพยนตร์เองก็ดูไม่จืดเช่นเดียวกัน นอกจากที่จะค่อนข้างจะซ้ำซากและคาดเดาได้ง่ายอย่างมากแล้ว ยังเต็มไปด้วยตัวละครและดราม่าชนิดตามช่องฟรีทีวีทั่วไป ตบตีแย่งชิงผัว การนอกใจ และตัวละครร้ายขี้วีนต้องคอยกลั่นแกล้งนางเอกให้ได้อยู่ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วถ้าเอาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปทำเป็นละครก็คงแทบจะเข้ากันได้ดี




ถึงกระนั้นก็ตาม สำหรับในด้านของการสอดแทรกประเด็นต่างๆของภาพยนตร์แล้ว ก็กลับทำได้น่าสนใจมิใช่น้อย เฉกเช่น การลุกขึ้นมาต่อกรกับสังคมชายเป็นใหญ่ของนางเอก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของทัศนะคติที่แตกต่างและนิสัยการพูดตรงไปตรงมาของเธอ หรือ การสะท้อนถึงสภาพสังคมครอบครัวในยุคสมัยนั้นซึ่งเห็นการคบชู้เป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดา เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ก็เป็นอะไรที่ตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว 


แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะให้ผู้ชมได้รับรู้มากที่สุด ก็คือ ความรักของสตรีที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้ว่าร่างกายและหน้าตาของเธอจะร่วงโรยและเหี่ยวเฉาลงไป เสมือนดอกกุหลาบนั้นเอง


Final Score: [ 5.5  ]

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

The Last Five Years ( 2015 ) Movie Review

The Last Five Years ( 2015 ) บทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย FallsDownz



"บทเพลงแด่ชีวิตรักของเรา"


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความนิยมของภาพยนตร์เพลง ที่มีต้นฉบับมาจากละครเวที ก็มากขึ้นจนมีให้เห็นกันแทบจะทุกปีเลยทีเดียว จากปีก่อนๆอย่าง Les Miserables และต้นปีนี้กับ Into the Woods ซึ่งทั้งสองภาพยนตร์ก็ค่อนข้างจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายๆคนไม่ใช่น้อย


และคราวนี้ แอนนา เคนดริก นักแสดงสาวสวยผู้มีเสียงอันไพเราะ ก็กลับมารับบทในภาพยนตร์เพลงอีกครั้งหนึ่ง จากต้นปีที่เธอเพิ่งจะรับบทเป็นซินเดอเรลล่าใน Into the Woods ของดิสนีย์มาหมาดๆ


The Last Five Years เป็นภาพยนตร์ที่พาเราลงไปสำรวจชีวิตคู่ในเวลา 5 ปีของสองพระนาง เคธี่ กับ เจมี่ ผ่านอุปสรรค และปมปัญหามากมาย ที่อาจจบลงอย่างน่าเศร้า



สิ่งที่ดูจะเป็นแสงสว่าง ความหวัง และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้นตัวนักแสดงอย่าง แอนนา เคนดริก เอง ตั้งแต่เสียงอันไพเราะ ยันการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอ ซึ่งทำให้เราอยากที่จะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ตัวภาพยนตร์ก็ดันมีปัญหาร้ายแรงอยู่หนึ่งประการ หรือ อาจจะพูดได้ว่าหลายประการ เพราะปัญหานี้ ก็คือทุกสิ่งๆทุกๆอย่างที่ฉายอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเอง


เนื่องจากทุกสรรพสิ่งบนจอภาพยนตร์มันจืดชืดไปหมด ตั้งแต่งานออกแบบฉาก เสื้อผ้า โปรดัคชั่นดีไซน์ที่ไร้สีสัน น่าเบื่อ หรือ การกำกับภาพที่ย่ำแย่ของภาพยนตร์ เพราะหลายๆมุมกล้องถ่ายออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ซ้ำยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ที่แย่เข้าไปอีก ก็คือการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวละคร ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากๆในภาพยนตร์ Into the Woods แต่ใน The Last Five Years การเคลื่อนไหวเหล่านี้กลับติดๆขัดๆ น่าเบื่อ และไร้ชีวิตชีวา ไม่แน่ใจว่าต้นตอปัญหาของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเนื่องมาจากงบประมาณเพียงแค่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหรือไม่ จึงเป็นเหตุทำให้ทุกๆสิ่งออกมาครึ่งๆกลางๆเช่นนี้


ถึงกระนั้นก็ตาม โชคยังดีที่บทเพลงอันไพเราะหลายๆเพลง และเคมีที่เข้ากันของทั้งสองนักแสดงหลักก็ช่วยพยุงตัวภาพยนตร์ให้น่าดู น่าติดตามได้อยู่บ้าง



นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่น่านำมาครุ่นคิดจริงๆ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ของ The Last Five Years ซึ่งผู้เขียนได้ไปค้นหาข้อมูลมาภายหลังจากได้ชมภาพยนตร์ และก็ไปสะดุดกับจุดเด่นของ The Last Five Years ฉบับละครเวทีอยู่จุดหนึ่ง ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของมัน โดยในฉบับละครเวทีนั้นจะเล่าเรื่องผลัดกันไปมาของสองตัวละครหลัก เคธี่จะเริ่มเรื่องจากตอนฉากจบของเรื่องเล่าย้อนกลับมาตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก ถ้านับเป็นตัวเลข การเล่าเรื่องของเคธี่ก็เหมือนนับ 10 ย้อนกลับมา 1


ในขณะที่ตัวละคร เจมี่ เล่าเรื่องไล่ตามเวลาปกติ โดยเริ่มจากตอนที่สองคนเจอกันครั้งแรกมาสู่จุดสิ้นสุดของทั้งคู่ หรือก็คือนับเลข 1 ไปถึง 10 ตามปกติ และในแต่ละช่วงของแต่ละคน ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างตรงๆ(คิดง่ายๆว่าไม่มีการร้องเพลงร่วมกัน)อีกด้วย เช่นถ้าหากช่วงนี้เป็นช่วงของ เจมี่ ก็จะมีแต่เพียงเจมี่ที่ร้องเพลงเท่านั้น ส่วนเคธี่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในฉาก หรือถึงมีก็ไม่ได้ร้องเพลงร่วมกัน ยกเว้นฉากแต่งงานซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเรื่องที่ทั้งคู่ดำเนินมาเจอกันพอดี


ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้ในฉบับละครเวที ก็ถูกนำมาใช้ในตัวภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะมาทราบถึงการเล่าเรื่องเช่นนี้ในตอนหลังที่ได้ชมตัวภาพยนตร์รึเปล่า ถึงได้ทำให้รู้สึกว่าตัวผู้กำกับ ริชาร์ด ลาแกรฟเนสส์   ก็ยังเล่าเรื่องได้จืดชืดมากอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่แปลกใหม่เช่นนี้แล้วก็ตาม 



แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดใน The Last Five Years ก็คงจะหนีไม่พ้นการสอดแทรกเรื่องราวชีวิตรักอันแสนขมขื่น ความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าติดตาม และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด หรือพยายามเรียกน้ำตาจนน่ารำคาญเหมือนภาพยนตร์โรแมนติก/คอเมดี้ เรื่องอื่นๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นความจริงที่ว่าผู้สร้าง The Last Five Years ฉบับละครเวที เจสัน โรเบิรต์ บราวน์ ได้นำปัญหาการแต่งงานในชีวิตของตัวเองมาแต่งเป็นละครเวทีจริงๆ และความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ก็ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงสุดท้ายอันแสนข่มขื่นที่ทั้งสองตัวละครหลักร้องพร้อมกันในตอนท้ายซึ่งมีชื่อเพลงว่า "ลาก่อน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ / ฉันไม่อาจที่จะช่วยเธอได้ " (Goodbye Until Tomorrow / I Could Never Rescue You)


Final Score : [ 6.5 / 10 ]

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

The Host ( 2013 ) Movie Review

Movie Review
"เลือกที่จะเชื่อ   เลือกที่จะสู้  เลือกที่จะสิง !?"




Movie Name : The Host ( 2013 ) , Romance / Adventure 
Director : Andrew Niccol ( In Time )
Stars : Saoirse Ronan ( Hanna , The Lovely Bones ) , Diane Kruger ( Troy , Unknow )
William Hurt ( The Incredible Hulk , Vantage Point ) , Max Irons ( Dorian Gray ) , Jake Abel ( I Am Number Four , Percy Jackson And The Lightning Thief ) 
Rating : PG-13






REVIEW THAI



                                                                         The Host เป็นภาพยนตร์แนวรักโรแมนติกเทือกๆนั้นอีกเรื่องจากฝีมือของ Stephenie Meyer  จากภาพยนตร์ Twilight Saga ที่เพิ่งจะจบไปหมาดๆนี้เอง ซึ่งก็ไม่รู้เพราะสาเหตุบ้าบออะไร หนังแนวนี้มักจะเฟลเสมอๆ อย่างล่าสุด Beautiful Creatures ที่มีบทที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ แต่กลับทำออกมาล้มเหลว..... ยิ่งรวมกับการแอนตี้หนังแนว Twilight ของหลายๆคน ยิ่งแล้วใหญ่ 



The Host ได้ตัวผู้กำกับอย่าง Andrew Niccol มาเป็นผู้กำกับ ซึ่งหลายๆคนอาจจะจำเขาได้จาก In Time ซึ่งจริงๆแล้วภาพยนตร์เรื่อง In Time ก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายนัก แต่ด้านบทค่อนข้างจะไม่ดีนักซักเท่าไร ก็ต้องมาคอยดูกันว่าเรื่อง The Host จะเป็นอย่างไร



The Host นั้นว่าด้วยเรื่องราวของโลกที่ถูกครอบครองโดยมะนาวเอ้ย มนุษย์ต่างดาว และมนุษย์แทบจะทุกคนบนโลกได้ถูกสิ่งที่เรียกว่า " Soul " เข้าไปสิงสู่ในร่างแทน ทีนี้ก็ถึงคิวนางเอกของเรา โดนบ้าง แต่เธอกลับไม่ยอมที่จะตกเป็นทาสของ Soul เธอต่อสู้ เพื่อที่จะกลับไปหาคนที่เธอรักอีกครั้ง



ต้องขอเริ่มจากข้อดีก่อน จุดเด่นของ The Host เลยก็คือ เรื่องราวที่มันช่างน่าสนใจเหลือเกิน เรื่องราว การต่อสู้ระหว่าง ตัว Soul ของนางเอก และตัวเธอเอง แถมยังมีอุปสรรคความรักเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดในภาพยนตร์เลยก็คือ การออกแบบที่กบดานของกลุ่มต่อต้าน และ คาแรคเตอร์ของพวกเขา มันช่างดูมีชีวิตสุดๆ ทั้งยังมีเรื่องปมที่ว่าควรจะไว้ใจ นางเอกที่โดน Soul สิงไปแล้วด้วยหรือไม่ ทั้งความคิดที่แตกต่างและแตกแยก กันมันช่างทำให้สถานที่และคนเหล่านี้ช่างน่าสนใจที่จะติดตาม


นอกจากนั้นการแสดงของนักแสดงแต่ละคนในเรื่อง เรียกได้ว่าทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ไม่ใช่มาแบบหน้าชาแบบนางเอกพระเอก Twilight แน่นอน อย่างนางเอก Saoirse เรียกได้ว่า เล่นได้น่าสนใจมากๆ รวมไปถึง William Hurt ที่จะว่าไปก็ไม่ค่อยจะแปลกล่ะมั้งเพราะลุงแกเคยได้ Oscar มาครั้งนึงแล้ว แต่เพราะ William Hurt เนี้ยแหละ ทำให้ตัวหนังมันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีก นอกจากนั้นยังมี Jake Abel ที่เห็นมาหลายเรื่องเหลือเกิน สำหรับผม อย่างเช่น I Am Number Four (ภาคต่อของตู !!!) หรือ Percy Jackson And The Lightning Thief ซึ่งในปีนี้ Percy ภาคใหม่ก็กำลังจะเข้าฉายอีกด้วย



แต่ช่างน่าเสียดายเพราะ มันมีก้อนเหล็กอันใหญ่ๆมว๊าก ถ่วง The Host ไว้ซะก่อน นั้นก็คือ การปูบท และ ฐานของบท ที่แทบจะเป็น 0 มาถึงตัวหนังก็ดันพูดถึงโลกที่ถูกยึดซะแล้ว แทบจะไม่มีการพูดถึง ว่าทำไมเราถึงสูญเสียมันเลยแม้แต่น้อย มันทำให้เรานั่งเกาหัวแล้วพูดว่า "เอ่อ....ห่ะ !? " ตัวหนังนั้น Rush หรือ เร่งมากจนเกินไป จนแทบจะไม่ได้ปูอะไรไว้ก่อนเลย นอกจากนั้น ตัวละครต่างๆก็ถูกเล่าแบบรวดเร็วมากจนเกินไป เพื่อจะเร่งไปสู่จุดที่เอ่อ....พวกเขา จุ๊บุ๊กัน มันทำให้เราไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมมากซักเท่าไร และจุดที่ผมว่าเป็นสิ่งที่จะว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่ทราบนั้นก็คือ การที่ตัวหนังมันดูเป็น TV-Series มากเหลือเกิน ผมแทบจะจินตนการได้เลยว่าถ้าหาก The Host ไปทำเป็น TV-Series มันจะเป็น TV-Series รัก ผจญภัย ที่เรียกได้ว่าน่าสนใจโคตรๆ เพราะ มันมี Potential หรือ โอกาสที่จะแตกกิ่งออกไปได้เป็น พันๆทาง หรือ มากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะ ลองคิดดู ตัวหนังนั้นพูดว่าโลกนั้นถูกยึดหมดแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ต่อต้านอยู่ ซึ่งมันแทบจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับ The Walking Dead TV-Series เลย แค่เปลี่ยนจาก ซอมบี้มาเป็นกลุ่มเอเลี่ยนก็แค่นั้นเอง ซึ่งในจุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุด และ แย่ที่สุดก็เป็นได้เลยในหนัง เพราะ มันทำให้ตัวหนังดูมีชีวิตมากขึ้นหลายเท่า แต่ คุณต้องไม่ลืมว่า นี้มันคือ "ภาพยนตร์" ไม่ใช่ TV- Series การมาทำ TV-Series ในภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ผิดมหันต์มาก ไม่ว่าจะเป็นการ Voice Over หรือ การเล่าเรื่อง มันช่างแทบจะเป็น TV-Series ซะ 60-70% 


อีกปัญหานึงเลยก็คือ ตัวหนังเหมือนจะอธิบายได้ไม่ค่อยดีพอในหลายๆเรื่อง เช่นความคิดต่างๆของเหล่าเอเลี่ยน ในบางจุดตัวหนังเหมือนจะบอกอย่าง แต่บางทีก็บอกอีกอย่าง ก็เลยพางงว่า อืม สรุปยังไง จุดเสียอีกเรื่องเลยก็คือ ถ้าหากคุณเป็นพวกประเภทบ้าหนัง Action และ ทนอะไรอืดๆไม่ได้ คุณจะเบื่อสุดๆ บอกไว้เลยว่าทั้งเรื่องนั้นมีฉาก Action เพียงกระติ๋วเดียวเท่านั้นเอง (แต่ใน IMDB ดันใส่ว่าเป็นหนังแนว Action / Adventure / Romance ) แต่นั้นแหละมันทำให้ตัวหนังโฟกัสไปที่ความมีชีวิตชีวา ของตัวละครมากกว่าปกติ และสำหรับตัวผม ผมค่อนข้างชอบมากกว่า ยิงๆกันแน่นอน



The Host เป็นภาพยนตร์แนวรัก โรแมนติก อีกเรื่องที่ผสมความเป็น Adventure เข้าไปด้วยหน่อยๆ ด้วยความมีชีวิตชีวาของตัวละคร และ ตัวภาพยนตร์ ความที่ตัวหนังมันช่างน่าติดตามอย่างอธิบายไม่ได้ และการแสดงที่ค่อนข้างอยู่ในระดับที่ดี ทำให้ The Host เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เลวเลยที่จะลองเสี่ยงไปชมสักครั้ง แต่ปัญหาที่ตัวหนังแทบจะไม่มีฐานรองรับใดๆเลย การปูเรื่องราวที่กระติ๊ดเดียวจริงๆ และการที่ตัวหนังเป็น TV-Series ซะมากกว่าภาพยนตร์ อาจจะทำให้คุณจะต้องคิดให้ดีซักหน่อย และหวังว่าเราอาจจะได้ชม The Host ฉบับ TV-Series ในภายหน้า



The Best Quote from  " The Host " 

" Our world has never been this peace , except it's not ours "




จุดที่ทำได้ดี :
- ตัวละครที่มีชีวิตชีวาและน่าสนใจสุดๆ
- เรื่องราวของกลุ่มผู้ต่อต้าน และ The Seeker ที่ช่างน่าสนใจ และ มีชีวิต
- การแสดงที่จัดอยู่ในระดับดี
- มี Potential มากมายแตกแขนกได้เป็น พันๆ เรื่องราวในภาพยนตร์
- มีฉากตลกพอให้สนุกอยู่ได้บ้าง


จุดที่ไปไม่รอด :
- ตัวภาพยนตร์ ดูเหมือน TV-Series มากกว่า ภาพยนตร์
- บทที่แทบไม่ได้ปูอะไรเลยให้คนดู 
- บางจุดที่ยังไม่เคลียร์ และ อธิบายได้ไม่ดีพอ
- ฉากเลิฟซีนที่เยอะจนน่ารำคาญอยู่บ้าง




Final Score : [ C+ ] 




Thank You To : The Host ( 2013 ) , IMDB for information 

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Silver Linings Playbook ( 2012 ) Movie Review by FallsDownz

Movie Review

Silver Linings Playbook ( 2012 ) "รักษาความบ้าด้วยความรัก"




Movie Name : Silver Lining Playbook ( 2012 ) , Comedy / Drama / Romance
Director : David O. Russell ( The Fighter )
Stars : Bradley Cooper ( Limitless , Hangover ) , Jenifer Lawrence ( The Hunger Games ) , Robert De Niro ( Ragging Bull , The God Father ) 
Rating :  R ( Some Language , Sexual Theme )






REVIEW THAI



                                           Silver Lining Playbook  เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องนึงในปี 2012 ถูกแล้วครับ ปี 2012 แต่เมืองไทยเพิ่งจะเข้าฉายเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ปีนี้เนี้ยเอง ซึ่งเข้าชิงรางวัลต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชาย / หญิง ยอดเยี่ยม ซึ่งขอบอกตามตรงว่า ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อเรื่องหนังเรื่องนี้ครั้งแรก ผมแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป แต่ที่สนใจเป็นการส่วนตัว ก็เพราะหลายสาเหตุ อย่างเช่น Robert De Niro ซึ่งเป็นดาราที่ผมชอบมากๆ หรือ แม้กระทั่ง Bradley Cooper ที่เป็นนักแสดงที่ถูก ป๋า De Niro เนี้ยแหละปั้นขึ้นมา ซึ่งจากการแสดงของเขาใน Limitless ทำให้ผมค่อนข้างชอบเขามากๆ หรือ Jennifer Lawrence ซึ่งเป็นนักแสดงวัยรุ่นหญิงอีกคนหนึ่งที่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างเช่นจากภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games ( ถึงแม้ว่าหนังล่าสุดของเธอที่ผมดูอย่าง A House at the end of the street จะ กากสุดทนก็ตาม แต่เอาเป็นว่าผมจะพยายามลืมมันไปละกัน... )




เรามาพูดถึงผู้กำกับของ Silver Lining Playbook (ต่อไปนี้จะขอเรียกย่อๆว่า SLP) กันดีกว่าคนๆนั้นก็คือ David O. Russell ซึ่งหลายๆคนอาจจะรู้จักผลงานของเขาดีจากภาพยนตร์เรื่อง The Fighter ที่เข้าชิงรางวัลมากมายเช่นเดียวกัน ซึ่งบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาก็มีส่วนร่วมในการเขียนเช่นเดียวกัน รวมถึง เรื่องราวในเรื่องหลายๆจุด ก็ยังเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆกับเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งฝีมือของผู้กำกับคนนี้ เรียกได้ว่าแทบจะหมดห่วงเลยทีเดียว




ก่อนที่เราจะเข้ารีวิวกันนั้น ผมต้องขอบอกก่อนเลยว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ดูหนังได้ทุกแนว แต่ถ้าเลือกได้ล่ะก็ ก็คงไม่ดูหนังรัก โรแมนติกอย่างแน่นอน เพราะ หนังรักส่วนใหญ่ มักจะเต็มไปด้วยเรื่องราว เดิมๆ สุดจะน่าเบื่อ ที่มีมาแล้วเป็นล้านรอบ แถมผสมเรื่องราวเวอร์ๆเอาไว้บางจุดยิ่งแย่เข้าไปอีก เพราะ หน้าที่ของหนังรักก็คือ ต้องทำให้คนดูเชื่อ และ ลุ้นตามไปจริงๆ แต่หนังบางเรื่องกลับทำให้เราแทบจะหลับด้วยซ้ำไป ยิ่งหนังรักของประเทศไทยหลายๆเรื่อง ยิ่งแล้วใหญ่ และ ผมค่อนข้างที่จะไม่ชอบ หนังรักในอุดมคติสุดๆ ประเภท เธอรักฉัน ฉันรักเธอ แต่ฉันไม่กล้าบอก แอบไปนอนร้องไห้ หรือ นางเอก สุดโง่ หรือ พระเอกสุดโง่ นี้ไม่ชอบอย่างแรง 




Silver Lining Playbook  นั้นแรกๆผมค่อนข้างจะอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหนังมันจะน่าเบื่อจนพาหลับหรือไม่ เอาเป็นว่าเรามาพูดถึงเรื่อง บท กันเป็นอย่างแรก บทของ SLP นั้นเรียกได้ว่าตั้งใจเขียน และ แทบจะใส่ใจรายละเอียดในทุกๆเม็ด นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้ผมชอบขึ้นไปอีกก็คือ ความแตกต่าง ของ SLP ที่ ตัวเอกนั้นเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน และ คนพูดตรงๆ เพราะฉะนั้น ตัวหนังก็จะพูดออกมาตรงๆ ตัวละครก็จะพูดออกมาตรงๆ ไม่มานั่งทำเป็นคนดีแล้วแอบไปร้องไห้หน้าปากซอย ไม่มีอีกแล้ว ซึ่งการที่ตัวเอกพูดตรงๆนั้นมันมีเหตุผลรองรับของมันอยู่นั้นก็คือ เขาเป็นโรค อารมณ์แปรปรวน ไม่ใช่อยากจะใส่อะไรก็ใส่ แบบหนังหลายๆเรื่อง จริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้มีอะไรหลายๆอย่างที่เรียกได้ว่า ค่อนข้างมีการอ้างอิงมาก เช่น ในเกม เราจะเห็นการพนันแต้มของทีมกีฬา ที่อเมริกา ซึ่งคะแนนในหนังนั้น เป็นคะแนนที่เกิดขึ้นจริงๆ ในปี 2008 ไม่ใช่การเอามามั่วแต่อย่างใด ซึ่งบทใน SLP ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องราวระหว่าง นางเอก กับ พระเอกซะด้วย แต่กลับมีเรื่องราวคนรอบๆตัวของพวกเขา อย่าง พ่อ , แม่ , เพื่อน ความสัมพันธ์ต่างๆ ความเชื่อ Conflict ต่างๆในหนังมากมายอีกด้วย ซึ่งจะหาหนังรักที่มีเนื้อเรื่องที่เป็นเส้นต่อกันเยอะขนาดนี้ แทบจะนับเรื่องได้เลย ส่วนมากหนังรักก็แค่ พระเอก นางเอก ก็จบแล้ว นอกจากนั้น ตัวละครทุกตัวต่างก็มีผลต่อตัวละครหลักทั้งนั้น ไม่มีตัวละครใด ที่โผล่มา 1 นาทีทั้งเรื่อง หรือ โผล่มาทุกฉากแต่ไม่รู้จะโผล่มาเพื่ออะไร ไม่มีเลย ที่สำคัญเลยคือ SLP นั้นไม่ใช่หนังรักที่อยู่ในอุดมคติที่ผมค่อนข้างจะไม่ชอบสุดๆ เช่น นางเอก พระเอก โลกสวย พระเอกเป็นเจ้าชาย นางเอกเป็นเจ้าหญิง หรือ สักคนเป็นคนจน ให้มันดูดราม่าหน่อยๆ แต่ทั้งคู่เป็นคนดีนะ ไม่เอาอีกแล้ว บทแบบนี้เราเห็นมาเป็นรอบที่ 999999 ล้านได้แล้ว ซึ่งใน SLP นั้นจะอยู่กับความเป็นจริงมากที่สุดซึ่งไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ไม่มีใครหรอกที่มีแต่ชีวิตสวยงาม และที่สำคัญเลยคือ หนังเรื่องนี้นั้น ไม่ได้เน้นคำสวยงามพูดไพเราะ เสนาะหูตามมารยาทสวยงามเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันเป็นตัวเสริมหนังทำให้เราเชื่อในทุกๆคำพูดจริงๆ ไม่ใช่มานั่งเฟคพูดคำสวยงามที่สุดจะทนฟัง



จุดหนึ่งเลยที่สำคัญที่สุดของหนังรักก็ว่าได้นั้นก็คือ การแสดง ซึ่งต่อให้บทจะสุดยอดเท่าใดก็ตาม แต่ถ้านักแสดงมันเล่นไม่ไป ก็จบเห่อยู่ดี เพราะ คนดูก็จะไม่เชื่อ ว่า สองคนนี้รักกันจริงๆ และ ก็เลิกหวังว่าจะลุ้นตามไปได้เลย แต่ผมกลับแปลกใจมาก เพราะ Bradley Cooper และ Jennifer Lawrence กลับเล่นเข้าขากันได้อย่างดีเยี่ยม และทั้งคู่แสดงได้ดีเยี่ยมมาก จนไม่คิดว่าจะแสดงได้ดีขนาดนี้ อย่างเช่น Jennifer Lawrence ที่เราว่าเราเห็นการแสดงของเธอจาก The Hunger Games หรือ House at the end of the street แล้ว แต่พอมาเรื่องนี้เธอกลับแทบจะเป็นคนละคนเลยทีเดียว สีหน้าของเธอ ท่าทางการแสดงของเธอ เรียกได้ว่าสุดยอดจริงๆ ส่วน Bradley Cooper เราต้องเข้าใจก่อนว่า บทของเขานั้นต้องรับภาระหนักเท่าใด คิดดูเองละกันครับ ที่คุณจะต้องแสดงเป็นคน อารมณ์แปรปรวน พูดอะไรตรงๆออกมา อย่างเช่นฉาก ที่เขาอยู่ดีๆก็ตื่นขึ้นมากลางดึก ไปยืนด่าหนังสือที่เขาเพิ่งอ่านจบ หรือ ฉากที่จะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาอีก ซึ่งมันยากมากๆ แต่ Bradley กลับเล่นได้อย่างไหลลื่นสุดๆ จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่านี้แหละ คือตัวตนของเขาจริงๆ  นอกจากนั้นยังมีฉากที่ทั้งคู่ต้องเต้นรำอีกต่างหาก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานที่ท้าทายมากๆ  ซึ่งผมขอสารภาพเลยว่า ตั้งแต่ดูหนังรักมา นี้เป็นเรื่องแรกที่ทำให้ผมแอบลุ้นว่า ขอร้องแหละ ให้มันจบแบบ Happy เถิด พลีซซซซซ 



อีกสิ่งหนึ่งเลยของ SLP ที่ผมชอบมากๆก็คือ การที่มีหลายๆจุดในหนัง ที่ไม่เหมือนกับหนังรักทั่วๆไป พอกันทีกับฉาก นางเอกสุดน่าสงสาร เก็บกด แอบไปนั่งร้องไห้แบบละครช่อง 3 พอกันทีกับ บทสุดดราม่าในตอนจบ ที่เห็นมาเป็นรอบที่แสนล้านแล้ว พอกันทีกับ บทสุด Simple เธอรักฉัน ฉันรักเธอ คนอื่นช่างมัน พอกันทีกับ หนังรักที่ทั้งเรื่อง จะมีตัวละครเยอะแยะทำไมไม่รู้สุดท้ายก็สำคัญแค่สองตัว พอกันทีกับ หนังรักขายหน้าตาอย่างเดียว อย่างอื่นช่างมัน! 
พอกันทีกับ นางเอก หรือ ตัวละครหลักสุดโง่ ที่พาเรานั่งเซ็งว่าทำไมมันโง่จังฟะ !!!
พอกันทีกับ หนังรักที่ต้องมานั่งสงวนคำพูด ต้องพูดไพเราะทุกกระบวนคำ คำหวานหยดย้อยแทบอ๊วก สุดเฟค ที่ถามจริง เวลาคนรักกันจริงๆมันพูดไพเราะกันแบบนี้ทุกคำทุกคนหรอ ??? 
พอกันทีกับ หนังรักนางเอก พระเอกโลกแสนสวยสีชมพู ไม่รู้จะสวยไปไหน !!



อีกจุดหนึ่งของหนังที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ การตัดต่อ ซึ่งหนังรักที่มีบทที่ละเอียดขนาดนี้หากตัดต่อเฟล ก็เป็นอันจบกัน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ งง เซ็ง และ เบื่อ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แย่ที่สุดสำหรับการชมภาพยนตร์ แต่ SLP กลับสามารถสร้างเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างชาญฉลาด พร้อมกับมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ อะไรก็ได้สร้างมันขึ้นมาเถอะคนดูมันไม่แคร์หรอก!! ไม่เอาแบบนั้นอีกแล้ว แถมทุกๆเหตุการณ์ที่จบลงไปก็เหมือนกลับกลายเป็นแรงหนุนเหตุการณ์ต่อๆไปเรื่อยๆ อีกต่างหาก และที่สำคัญ เหตุการณ์ต่างๆนั้น น่าสนใจมากๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยพลังและอารมณ์ ต่อคนดูมาก และยังเป็นอะไรที่ลุ้นสุดๆ ทั้งเรื่องผมต้องขอสารภาพเลยว่า นั่งลุ้นกว่า สนุกกว่าหนัง Action หลายๆเรื่องซะอีกทั้งๆที่ไม่ได้มี เหตุการณ์เวอร์ๆอย่าง ยิงกันหูตับดับไหม้ นางเอกต้องถูกตัวร้ายจับตัวไป พระเอกต้องไปช่วยนางเอก อะไรเทือกๆนี้ซึ่งเห็นมาเป็นรอบที่แสนล้านแล้ว หรือจะเรียกได้ว่าก็คือ หากทุกๆอย่างในหนังมันสุดยอดอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มเหตุการณ์เวอร์ๆอะไรเข้าไปเลย หนังมันก็เพอร์เฟคได้ แถมผู้เขียนยังได้กำไรด้วยการได้ชม Robert De Niro แสดงในโรงดิจิตอล อีกครั้ง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่ดูหนังของแกในโรงหนัง นั้นเป็นเรื่องอะไร (เพราะหนังหลังๆของแกชอบไม่เข้าโรง ดิ่งลงแผ่น....)



Silver Linings Playbook เป็นภาพยนตร์ รัก โรแมนติก ดราม่า ตลก ที่เต็มไปด้วยชีวิต ดั่งเช่นต้นไม้ต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยปริศนา ความท้าทาย ความยุ่งเหยิง ความสับสน แต่ก็เต็มไปด้วยชีวิต ความรัก ความผูกพันธ์ ความสนุก ด้วย การแสดงที่เข้ากันอย่างดีเยี่ยม บทที่คิดมาเป็นอย่างดี การฉีกแนวไปจากหนังรักทั่วๆไป เป็นสาเหตุที่ทำให้ Silver Linings Playbook เป็นภาพยนตร์รัก ที่มีชีวิตที่สุดเรื่องหนึ่ง



The Best Quote from " Silver Linings Playbook ( 2012 ) " 

I was a big slut, but I'm not any more. There's always going to be a part of me that's sloppy and dirty, but I like that. With all the other parts of myself. Can you say the same about yourself fucker? Can you forgive? Are you any good at that?  " - Tiffany ( Jennifer Lawrence )





Final Score :  [ A ] และ [ MUST SEE BADGE ]






Thank you to : Silver Lining Playbook ( 2012 ) , IMDB for information

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

Les Miserables ( 2012 ) Movie Review


Movie Review





Movie Name : Les Miserables ( 2012 ) Universal Studios , Musical / Drama / Romance
Director : Tom Hooper ( The King's Speech )
Stars : Hugh Jackman ( Wolverine , X-Men ) , Russell Crowe ( The Gladiator ) , Anne Hathaway ( The Dark Knight Rises ) , Amanda Seyfried ( Mama Mia ! ) , Eddie Redmayne ( My week with Marilyn , The Pillars of the earth (TV-Series) ) 
Rating :  PG -13 ( Some Violence , Language , Sexual Content )







REVIEW (THAI)




                                       Les Miserables นั้นเป็นภาพยนตร์แนวละครเพลง ที่จริงๆแล้วเป็นหนังสือมาก่อน และหลังจากนั้นก็มาทำเป็นละครเพลงเวทีซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกมากๆ (ซึ่งคล้ายๆกับ The Phantom of The Opera ที่จะมาเปิดแสดงในเมืองไทยช่วง พฤษภาคมนี้)  จริงๆแล้วผมต้องขอบอกทุกท่านก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ร้องเพลงประมาณ 80-90% ของทั้งเรื่อง ซึ่งถ้าท่านใดที่ไม่ชิน หรือไม่ชอบ อาจจะพาเซ็งเอาได้ แต่ผมอยากให้ทุกๆท่านลองเปิดใจรับดู และตั้งใจฟังเพลง และความหมายของมันให้ดีๆ เพราะ แต่ละเพลงเนี้ยแหละ เป็นเอกลักษณ์ และ ความสุดยอดของ พวกละครเวทีทั้งหลาย ที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น The Phantom of The Opera (ที่ทำเวอร์ชั่นภาพยนตร์มาแล้ว และค่อนข้างทำออกมาดีซะด้วย) Mama Mia ! (เรื่องนี้บอกตามตรงห่วย......เน้นดาราดังๆมากเกินไป แต่มี Amanda Seyfried ที่ร้องสุดยอดมากๆ และ เธอก็เล่นเรื่อง Les Miserables เช่นกัน) จะว่าไปผมก็ต้องขอบอกก่อนอีกว่า โดยส่วนตัวผมค่อนข้างเป็นแฟนพวกแนวๆ ละครเพลงเวที จึงค่อนข้างชินกับการร้องแบบนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะต่างกับหลายๆท่าน ที่ไม่เคย ดูละครเพลงเวที หรือ ภาพยนตร์แนว Musical เลย อาจจะทำใจยากนิดนึง 



Les Miserables นั้นถือว่าเป็นละครเวทีที่โชคดี ได้ตัวผู้กำกับระดับเทพ อย่าง Tom Hooper ที่ปี 2010 นั้น ได้เป็นผู้กุมบังเหียน คว้ารางวัลมามากมาย จากหลายเวที จากเรื่อง The King's Speech ซึ่งหลายๆท่านก็คงจะรู้จักดี จึงการันตีความเทพได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมกังวล และหลายๆท่านกังวล ก็คือ The King's Speech เนี้ยมันเกี่ยวกับการพูดเฉยๆ แต่ Les Miserables เนี้ย มันทั้งต้องร้อง ต้องแสดงสีหน้าแบบสุดๆ จะไปรอดไหม ? (ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่าง Fail ๆ มาแล้วจาก Mamma Mia ! ที่แฟนเพลงทุกคนแทบจะเบินหน้าหนี....)



Les Miserables นั้นตอนแรกผมเห็นเวลาแล้วตกใจ 2 ชม. เกือบ 3 ชม. อีกแล้ว !! นี้ตกลงหนังสมัยนี้จะแข่งกันที่เวลารึไง ? (ถ้ามันดีก็แจ่มไป แต่ถ้ามันห่วยล่ะ..... โอ้ว ไม่อยากจะคิด...) 
แต่เหมือนหนังเรื่องนี้จะโชคดีหรือเพราะ Casting เทพก็ไม่แน่ใจ เพราะ นักแสดงแต่ละคน ค่อนข้างจะน่าวางใจได้ ไม่ว่าจะเป็น Amanda Seyfried ที่ผมบอกตามตรง ในเรื่อง Mamma Mia ! ถ้าไม่มีเธอคนนี้ผมคงเลิกดูไปตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้ว เพราะ เธอเสียงดีแบบมากๆ ร้องไพเราะสุดๆ นอกจากนั้นยังมี Anne Hathaway ที่ตอนตัวอย่างที่เธอร้องเพลงออกมา ทำเอาผมแบบ เห้ย!! บ้าไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนร้องไพเราะอีก แถมยังมีดาราแม่เหล็กที่ขอยืนใบลากับทีม X-Men แปป แล้วโดดมาร้องเพลง อย่าง Hugh Jackman (ซึ่งในปีนี้เรายังจะได้ชมภาคต่อของ Wolverine อีกต่างหาก)  และ Russell Crowe ที่ด้านการแสดงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว




Les Miserables  นั้นตอนแรกผมค่อนข้างห่วงเรื่องเพลงมาก เพราะถ้าร้องไม่ได้เรื่อง และ หน้าไม่ไปก็เฟลแบบ Mamma Mia ! แน่นอน แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกลับร้องได้ดีเยี่ยมมาก โดยเฉพาะ Anne Hathaway ที่ร้องดีแล้วแสดงยังโคตรสุดยอด ไม่แปลกเลยที่จะคว้ารางวัลจากหลายๆเวทีได้ง่ายๆ หรือ Amanda Seyfried ที่ยังคงร้องได้สุดยอดเหมือนเดิม Huge Jackman ที่ถึงแม้จะร้องแปลกๆไปบ้าง แต่การแสดงนี้สุดยอดไม่แพ้กัน หรือ เฮีย Russell Crowe ที่มาแนวเท่ห์ๆ จริงๆจังและแม้แต่เสียงร้องก็ยังคงจริงจังไปด้วยซึ่งสมกับบทบาทมาก ถึงแม้ส่วนตัวจะคิดว่ามันแข็งไปนิดก็ตาม แต่ที่ผมแปลกใจที่สุดเลยก็คือ Eddie Redmayne ซึ่งจริงๆผมเคยดูหนังของเขาหลายเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าพี่แกจะมีเสียงไพเราะแบบนี้แอบซ่อนไว้อยู่ แม้กระทั่งจะเรียกว่าตัวประกอบอีกตัว ? ดีไหม(แฟนๆ Les กรุณาอย่าฆ่าผมนะ >< ) Samantha Barks  ที่แม้จะไม่ได้เล่นเป็นตัวหลักซักเท่าไร แต่เสียงอันไพเราะของเธอ เรียกได้ว่า ขโมย ฉากไปหลายฉากมาก โดยเฉพาะผมที่ชอบเสียงของเธอมากๆ จนคิดว่าเพลงของเธอที่เธอร้องเนี้ยแหละ เพราะมากกว่า คนอื่นๆเสียอีก นอกจากนี้ยังแอบมีเซอร์ไพรซ์ เล็กๆน้อยๆให้แฟนๆ โดยการให้นักร้องชื่อดังอย่าง Colm Wilkinson มารับบทเป็น บิชอบ ซึ่งหลายๆคนคง งง มันเป็นคราย ? Colm Wilkinson นั้นเขาเป็นนักร้องพวกแนวๆละครเวทีเยอะมากครับ เช่น เขาเป็น Original Cast London เมื่อนานมาแล้วของ ละครเพลงที่อังกฤษ อย่าง The Phantom of The Opera ซึ่งในตอน ครบ 25ปี ของ Phantom เขาก็ไป และในตอน ครบ 25ปีของ Les Miserables เขาก็ไปแสดงอีกเช่นกัน จะเรียกได้ว่าเป็นตำนานก็ว่าได้นั้นแหละ ซึ่งแฟนๆหลายคนที่รู้จักเขาดี ดูแล้วคงแบบ เห้ย!!มาได้ไง (แบบผม) + กับ แอบฟินเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องขอบอกอีกอย่างว่าส่วนตัวชอบ Russell Crowne ในบทนี้มาก เพราะในหลายๆฉากนี้หามุมถ่ายได้ดีสุดๆ จนทำให้เขาดูเหมือนหยั่งกะคนคุมประเภทอย่างนั้นแหละ และดูเท่ห์โคตร (จริงๆยศไม่ได้เยอะขนาดนั้น = =)


อีกจุดหนึ่งที่สำคัญของละครเวทีนั้นก็คือ "ฉาก" ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากฉบับภาพยนตร์ปีนี้เลย แต่เลิกห่วงไปได้เลย เพราะในหนังนั้น แต่ละฉากค่อนข้างอลังการมาก และดีไซน์ออกมาเป็นอย่างดี แถมแอบๆให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งชมละครเวทีอยู่จริงๆอีกด้วย ในส่วนของด้านบทก็ทำออกมาได้น่าสนใจ เพราะ ตัวหนังจะพาเราเข้าไปในชีวิตของแต่ละตัวละคร ซึ่งในแต่ละตัวละครเนี้ย มีจุดหมายที่แตกต่างกัน หรือ บางคนอาจจะเหมือนกันก็ได้ ซึ่งก็อารมณ์ประมาณว่า สู้กับโชคชะตานั้นแหละครับ ซึ่งทำให้เราเหมือนดูหนังใหญ่ๆที่มีอะไรย่อยๆอยู่ข้างในอีกต่างหาก ซึ่งไอ้ย่อยๆที่ว่าเนี้ย ตัวหนังค่อนข้างให้ความสำคัญในทุกๆตัวละครมาก ทำให้จุดมุ่งหมายของตัวละครทุกๆตัวดูสำคัญ และไม่ด้อยไปกว่ากันเลย อารมณ์ประมาณ เค้กก้อนหนึ่งที่ภายนอกก็น่ากินอยู่แล้วพอกัดลงไปยังจะเจอไส้ในหลายๆอย่างที่สุดยอดอีกต่างหาก ประมาณนั้นเลยครับ



แต่ แต่ อย่างที่ผมพูดไปแล้วในครั้งที่แล้วนั้นก็คือ ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่เพอร์เฟ็ค ไม่มีจุดด้อย แต่ใน Les Miserables เนี้ยโชคร้ายที่มีค่อนข้างไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างแรกเลย ทุกๆท่านได้สังเกตุไหมครับว่ารีวิวนี้ผมไม่ได้เขียนเนื้อเรื่้องย่อของ Les Miserables เลย สาเหตุหรอ? ก็เพราะ หลังจากที่ผมดูจบ ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเอง สรุป เนื้อเรื่องหลักๆของหนังมันคืออะไรกันแน่ ? พระเอกหนีชะตากรรม ? ความหวัง ? สู้เพื่ออิสระ ? ตามหารักแท้ ? หรืออะไรกันแน่ ซึ่งผมก็หาคำตอบไม่ได้สักที ซึ่งมันก็เป็นดาบสองคมมาจาก การที่มีเรื่องหลายๆเรื่อง และยังให้ความสำคัญพอๆกัน ทำให้ผมงงว่า สรุปแล้ว ไอ้เนื้อเรื่องหลักๆ หรือ เส้นที่ใหญ่ที่สุดเนี้ย มันอยู่ตรงไหนกันแน่ ทำให้หนังดูเหมือนจะหลงทางไปเลย ต่างจาก The Avengers ที่ให้ความสำคัญของทุกๆตัวละครเท่าๆกัน แต่เรารู้ดีว่าทุกตัวละครนั้นมีเป้าหมายเดียวกันก็คือ ช่วยโลก แต่ใน Les Miserables มันไม่ใช่แบบนั้นเลย แต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง ซึ่งมันทำให้หนังถูกสับออกเป็นหลายๆส่วนเท่าๆกัน พอเราดูจบ เรามานั่งดูผลงานที่เหลือที่มี ผลงานหลายๆส่วนเท่าๆกัน มันทำให้ผมงงว่า เออ แล้วมันเท่ากัน แล้วตกลง อันไหนสำคัญสุด ? หรืออันไหนคือเป้าหมายของหนัง ? นั้นเป็นสาเหตุที่ทำไมผมถึงไม่สามารถที่จะเขียนเนื้อเรื่อง ย่อของมันได้เลย เพราะผมไม่เข้าใจ ว่าตกลงอันไหนมันสำคัญที่สุดกันแน่




นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอบอกตรงๆว่าไม่ชอบมากถึงมากที่สุด คือตัวละครของ  Helena Bonham Carter กับ Sacha Baron Cohen ที่พอเข้าใจว่าใส่เข้ามาเพื่อตลก ไม่ให้โทนของหนังมันเครียดเกินไป แต่ในบางฉากนั้น ตัวโทนของหนังกำลังบีบหัวใจคนดูได้อย่างดีอยู่แล้วกำลังจะทำลายหัวใจคุณได้แล้ว แต่กลับมีไอ้ตัวละครเหล่านี้ โผล่หน้ามา ทำให้บรรยากาศมันเสียหมดเลย จากการที่คุณซึ้งๆ หรือ กำลังลุ้นอยู่ หายวับไปหมด มันทำให้เสียอารมณ์ในการดูเป็นอย่างมาก แถมเท่าที่ดูจากบทของสองตัวละครนี้แล้ว สามารถตัดออกไปได้เลยด้วยซ้ำไป หรือ จะหาตัวละครอื่นมาแทนก็ยังได้ เพราะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่กลับมากระทบถึงตัวหนังอย่างมากขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าให้อภัย ก็พอจะเข้าใจว่าไม่อยากให้โทนหนังมันมืดเกินไป แต่การที่ใส่มาผิดที่ผิดทาง ผิดฉากที่ไม่ควรจะใส่ มันช่างน่าผิดหวัง และ ไม่น่าให้อภัยเป็นที่สุด
นอกจากนั้นอีก สิ่งที่น่าผิดหวังอีกอย่างก็คือ หลายๆนักแสดงที่ร้องได้ไพเราะมากๆ อย่างเช่น หนูน้อย โคเซ็ตต์ ตอนเด็ก หรือ Anne Hathaway กลับมีบทบาทอยู่กระติ๊ดนึงในเรื่อง โดยเฉพาะหนูน้อย โคเซ็ตต์ ที่โผล่มารวมๆไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำมั้ง ทั้งๆที่ร้องไพเราะมาก ซึ่งมันค่อนข้างน่าผิดหวังมาก ยิ่งไปกว่านั้นฉากหลายๆฉากระหว่าง Hugh Jackman กับ Russell Crowne ที่ปะทะกันนั้น น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ซึ่งอันนี้ไม่น่าจะมาจากตัว นักแสดง แต่มาจาก Location และ หลายๆสิ่งเช่นมุมกล้องมากกว่า เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอีกแค่เหตุการณ์เล็กๆนึง ซึ่งมันดูไม่อลังการเอาเสียเลย พูดตรงๆคือ อย่าง Russell Crowne ตอนไปร้องเดี่ยว ยังดูอลังการกว่าเลย ซึ่งอันนี้ไม่ทราบว่าเป็นมาตั้งแต่ละครเวทีแล้ว หรือว่า เป็นเฉพาะตัวหนัง 


พูดถึงความอลังการในหนังแล้ว หลายๆท่านที่ดูตัวอย่างของหนังมาก่อน ก็คงนึกว่าฉากต่อสู้มันอลังการใช่ไหมล่ะครับ แต่ไม่เลย !!! ขอบอกว่าฉากต่อสู้แทบทุกฉากล้วนแต่น่าผิดหวังทั้งนั้น ก็เข้าใจในบทของมันนะ แต่มันมีอีกตั้งหลายวิธีให้มันอลังการแต่กลับมาลดสเกลของฉากลง ให้เหลือนิดเดียว ซึ่งมันไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบในเทรลเลอร์เลย ซึ่งมันดูเหมือนเป็นการตบหน้าคนดูแล้วพูดประมาณว่า "เย้ ผมหลอกสำเร็จแล้วนะ !" (ซึ่งจริงๆฉากที่อยู่ในตัวอย่างมันมีครับ !! แต่มันไม่ใช่แบบที่คุณคิด !! เอาเป็นว่าไปดูเองละกัน)





Les Miserables เป็นภาพยนตร์ มิวสิคอล ที่มีจุดที่น่าไม่ให้อภัยอย่างมากในหลายๆจุด ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาหลอกๆในบางจุด บทที่หลงทาง และ ฉากต่อสู้ที่สุดจะน่าผิดหวัง แต่ ด้วยความตั้งใจของนักแสดงแต่ละคน ในการฝึกร้องเพลงอย่างหนักหน่วง แถมผลที่ออกมาก็สุดยอดจนคาดไม่ถึง การร้องเพลง + การแสดงที่สุดยอด จนไม่อาจที่จะเอ่ยคำพูดใดๆได้  เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณแทบจะลืมข้อเสีย(ที่พอดูจบแล้วลืมยาก...)นั้นไปเลย เพราะ คุณมาดูภาพยนตร์ มิวสิคอล คุณจะหวังอะไรไปมากกว่า น้ำเสียงอันไพเราะ กับ บทเพลงที่ไม่อาจที่จะลืมได้ลงอีก ?



The Best SONG from " Les Miserables ( 2012 ) "

" I Dreamed A Dream "  - Anne Hathaway 


There was a time when men were kind,
And their voices were soft,
And their words inviting.
There was a time when love was blind,
And the world was a song,
And the song was exciting.
There was a time when it all went wrong...

I dreamed a dream in time gone by,
When hope was high and life, worth living.
I dreamed that love would never die,
I dreamed that God would be forgiving.
Then I was young and unafraid,
And dreams were made and used and wasted.
There was no ransom to be paid,
No song unsung, no wine, untasted.

But the tigers come at night,
With their voices soft as thunder,
As they tear your hope apart,
And they turn your dream to shame.

He slept a summer by my side,
He filled my days with endless wonder...
He took my childhood in his stride,
But he was gone when autumn came!

And still I dream he'll come to me,
That we will live the years together,
But there are dreams that cannot be,
And there are storms we cannot weather!

I had a dream my life would be
So different from this hell I'm living,
So different now from what it seemed...
Now life has killed the dream I dreamed...




Final Score :   B    (แอบปวดใจ ใจจริงอยากให้ B+ มาก แต่มันทำไม่ได้จริงๆ เมื่อผมมานั่งคิดๆถึงข้อเสียที่ว่ามา)





(ENGLISH)



The Good : 
-  Great Acting and Singing with the work hard Acting & Actress
-  Amazing Music
-  Interesting Storyline
-  Lots of Beautiful Shot

The Bad : 
- Helena & Sacha Character are so annoying and this 2 character just come in the wrong scene and ruined your entire emotion in that scene
- confusing screenplay i mean there's so much storyline and character in here but which one is the main line ? huh ?  I have no idea and no clue which one is...
- the war / action scene are just so disappointed....


Suggestion : If you love Musical movies you have to see Les Miserables ( if you're already fan of Les miserables the musical you may be already saw it ) but if you're not you have to think a little bit because 80 - 90% of this movie is Singing so may be you don't like it.... But even so the music and the actor / actress in this movie is amazing you just feel like you're in a dream just like that


Totally Score : B  


Thank You to : Les Miserables ( 2012 ) Universal Studios , IMDB for information .

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

New Year's Eve ( 2011 ) Movie Review

Movie Review


Movie Name : New Year's Eve ( 2011 ) Warner Bros. , New Line Cinema , Comedy / Romance
Director : Garry Marshall ( Valentines Day )
Stars : Robert De Niro ( Stardust , The God Father ) , Halle Berry ( Cat Woman ) , Zac Efron ( 17 Agian ) , Ashton Kutcher ( Killers ) , Sarah Jessica Parker ( Sex in the City ) , Katherine Heigl ( The Ugly Truth ) , Josh Duhamel ( Transformers ) 
Rating : PG-13 ( for some language )

Review:
(THAI) 


Entertain Score : ** / ***** : ในด้านความบันเทิงแล้ว New Year's Eve ถือว่าทำได้ค่อนข้างแย่โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนหนังแนวนี้ยิ่งเบื่อง่ายเพราะหนังเดาทางค่อนข้างง่ายและต่อให้เดาผิดก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมายการดำเนินเรื่องของหนังทำออกมาได้น่าเบื่อด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่น่าสนใจพอแต่ขณะเดียวกันก็พอจะดูได้ไม่ถึงขนาดหลับแต่ภาพยนตร์แนวนี้การที่จะตรึงคนดูให้รู้สึกสนุกตลอดเวลาได้คือหัวใจสำคัญซึ้งก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

Plot & Story Score : *.* (1.5) / ***** : บทของ New Year's Eve ทำออกมาได้แบบลวกๆแทบจะไม่ได้ต่างจากหนังเรื่องอื่นเลยแถมบทเกือบ70%ของหนังไม่น่าสนใจและไม่ใช่สิ่งที่ควรจะนำมาจริงๆเช่นบทครึ่งๆกลางๆจะซึ้งก็ไม่ซึ้งจะฮาก็ไม่ฮาพาน่าเบื่ออีกต่างหากเหมือนบทไม่ได้ถูกขัดเกลามาดีพอแล้วยิ่งเอามาผสมกันหลายๆเรื่องก็กลายเป็นความหายนะใน4-5เรื่องในหนังนั้นมีดีจริงๆอยู่ประมาณ2เรื่องที่เหลือก็มุขเดิมๆไม่ได้น่าประทับใจอะไรมากมาย

CG & Pictures Score : * / ***** : ภาพของ New Year's Eve ทำออกมาได้แย่น่าเบื่อ70-80%ของหนังมีแต่ตึกกับตึกซึ่งโคตรน่าเบื่อแถมฉากยิงพลุหรือฉากเฉลิมฉลองก็ทำออกมาได้แย่กว่าดูวันปีใหม่ไทยในทีวีซะอีกไม่รู้ว่ามนตร์ความเป็นนิวยอรก์หายไปไหนหมด

Final Score : *.* ( 1.5 ) / ***** : โดยรวม New Year's Eve ทำออกมาได้น่าผิดหวังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควรไม่ได้ถึงกับแย่ขนาดทนดูไม่ได้แต่บทนั้นซ้ำซากและไร้ความน่าสนใจทำให้รู้สึกเบื่อบ้างหลังจากเบื่อก็จะรู้สึกว่าหนังอืดอย่างเห็นได้ชัดหรือว่านี้คือจุดตันของหนังแนวนี้แล้วก็ไม่แน่ใจ ?

(ENGLISH)

The Good : - Some of fun
- Some Couples ( In the movies ) are really interesting

The Bad : - Bored
- Repetitive Plot & Story
- No memorial scene 
- Pictures are sucks ( Building and Building ..... )

Totally Score : C ( Okay ) 

Suggestion : New Year's Eve is another failed movie that just so boring and with boring and uninteresting story it's hard to keep seeing it , but overall it's okay because of some funny scene or some interesting plot.


Thank you to : New Year's Eve ( 2011 ) Warner Bros. , New Line cinema ,  IMDB for information , Siamzone for picture.