วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

Life of Pi ( 2012 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : Life of Pi ( 2012 ) 20th Century Fox , Drama / Adventure
Director : Ang Lee ( Brokeback Mountain )
Stars : Suraj Shama , Irrfan Khan ( Slumdog Millionaire )
Rating :  PG







MOVIE REVIEW (THAI)


                                      Life of Pi เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของปี 2012 ที่ชิงรางวัลเยอะมาก แถมได้มาเยอะด้วยซิ และ งานใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์อย่างเวที Oscar ก็เข้าชิงถึง 11 สาขา (เป็นรองแค่ Lincoin ที่เขาชิง 12 สาขาซึ่งเขาชิงเยอะที่สุดแล้ว ) ซึ่งคาดว่าคงกวาดไปได้อย่างต่ำ 2-3 สาขาเป็นแน่ หลายๆคนก็เลยสงสัย เอะ มันสุดยอดขนาดนั้นเลยหรอ ?? 




Life of Pi นั้นได้ผู้กำกับชาวไต้หวันชื่อดัง Ang Lee ซึ่งเราหลายๆคนน่าจะรู้จักฝีมือของเขาดีจากการกำกับภาพยนตร์ ทะลวงภูเขาหลัง หรือ Brokeback Mountain นั้นเอง หลายๆคนถึงจุดนี้คงตกใจ อ่าวเห้ย งี้ Life of Pi เป็นหนังเกย์อีกหรอ ? ไม่ต้องห่วงครับ Life of Pi ไม่มีเกี่ยวกับประเด็นนั้นแน่นอน แต่จะพูดถึงประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเอาเข้าจริงๆเรื่อง Brokeback Mountain ก็ไม่ได้เป็นหนังเกย์แบบที่เราคิด มันไม่ได้มีฉากอย่างว่าแบบ ช-ช เลยแม้แต่ฉากเดียว ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ มันไม่ใช่หนังเกย์ทางกายภาพ หรือ จะเรียกว่าหนังSex ก็ว่าได้ แต่ตัวหนังมันสื่อด้วยแบบอื่นซะมากกว่า


Life of Pi นั้นผมต้องขอบอกเลยว่าถ้าท่านใดที่หวังว่าจะเข้าไปดูฉากสู้กันดุเดือด อลังการงานสร้าง สงครามระเบิดตูมตาม แบบ Transformers (สงสัยจะล่องเรื่องไปเจอเมกาทรอน เอะ แต่มันขึ้นมาตอนภาคสองแล้วนี่หว่า....) หรือจะให้ผมพูดตรงๆ เข้าไปดูเอาแต่ความสนุกอย่างเดียว ผมไม่แนะนำอย่างรุนแรงครับ ยิ่งแนวๆระเบิดภูเขาเผากระท่อม ผมแนะนำให้คุณปิดรีวิวนี้ไปเลยซะดีกว่า เพราะมันไม่ใช่หนังของคุณอย่างรุนแรงครับ แต่ !! แต่ !! ถ้าหากคุณชอบหนังที่แฝงไปด้วยอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ ประชด เสียดสีสังคม หนังที่สื่อถึงชีวิต หนังที่ภาพสวยสุดๆสวยชนิดที่ โอ้แม่จ้าว... เอาตุ๊กตา Oscar ไปเลยดีกว่าก็ว่าได้ ไปถึงฉากที่กระฉากอารมณ์คนดูต่างๆมากมาย เรื่องนี้ คุณห้ามด้วยประการทั้งปวงครับผม



Life of Pi ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กผู้ชายชื่อ Pi ที่ครอบครัวของเขานั้นทำกิจการสวนสัตว์แต่วันหนึ่งครอบครัวของเขาต้องย้ายไปที่อื่นด้วยทางเรือ และเหตุที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะเรือลำนั้นได้โดนพายุเข้าโจมตีอย่างรุนแรงจนทำให้เรือจมลง (หยั่งกะ Titanic - - ) Pi เป็นคนเดียวที่รอดมาได้ และนี้เองก็เป็นจุดเริ่มต้น การผจญภัยที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดชีวิต



Life of Pi นั้นเรื่องที่ผมขอพูดเป็นอย่างแรกเลยก็คือ เรื่องภาพ ที่สวยมาก แบบ สวยไปไหน ? รวมไปถึง CG ที่ทำออกมาได้สวยจนอธิบายไม่ถูก รวมถึง สัตว์ต่างๆในเรื่อง ฉากต่างๆในเรื่องก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และเข้ากับองค์ประกอบรอบข้างได้อย่างลงตัว ซึ่งแต่ละฉากต่างๆในเรื่องเราจะเห็นได้เลยว่าเป็นการสื่ออารมณ์ของ Pi ในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี
ในด้านบทของ Life of Pi นั้นดูเผินๆเหมือนก็แค่เป็นการผจญภัยแบบใหม่ธรรมดาๆ แต่มันกลับไม่ใช่เช่นนั้นสิครับ เพราะ ด้วยการเอาประเด็นต่างๆ ความกดดันต่างๆ และ Event ในเรื่องต่างๆ มารวมกัน มันทำให้ Life of Pi เป็นภาพยนตร์ที่สุดยอดมาก และสิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในเรื่องมากๆก็คือ การ "กล้า" ที่จะตั้งคำถามกับสังคมในหลายๆสิ่ง เช่น ความเชื่อในเรื่องของพระเจ้า , ชนชั้น , ชาติ , สันดานดิบของมนุษย์ , ความถูกต้อง , วิทยาศาสตร์ , เรื่องจริง - เรื่องหลอก , มนุษย์ และ สัตว์ และคำถามที่สำคัญในความคิดของผมจากเรื่องนี้ก็คือ " มนุษย์กับสัตว์เนี้ย มันต่างกันตรงไหนหรอ ? อะไรมาเป็นตัวตัดสินว่า มนุษย์กับสัตว์มันต่างกัน ? " แถมถ้าคุณตั้งใจดูดีๆคุณจะทราบว่าตัวหนังยังแอบให้โอกาสคุณในการตัดสินใจด้วย (ซึ่งถ้าหากท่านใดเคยอ่านหนังสือมาก่อนแล้วก็คงจะทราบอยู่แล้ว) ถึงแม้ในหนังจากที่ผมทราบมา ตัดหลายๆส่วนที่โหดร้ายไปเยอะ จากในหนังสือ ก็ไม่ได้ทำให้หนังนั้นลดความสุดยอดลงไปเลย ซึ่งนี้ก็ถือเป็นการพูดได้ว่า ทำการบ้านมาดีจริงๆ ไม่ใช่แต่อ่านๆให้จบๆแล้วสักเอาแต่เอาจุดไหนๆก็ได้ที่ดูว่าน่าจะขายได้มาแล้ว สักๆเอาแต่ว่ารีบๆทำแล้วรีบๆส่งมันออกไปขาย
นอกจากนั้นตัวหนังยังแทนความหมายของตัวละคร และสิ่งต่างๆในชนิดที่คุณคาดไม่ถึง พูดมาขนาดนี้แล้ว ผมจึงอยากจะบอกให้ท่านที่อยากจะชมเรื่อง Life of Pi ว่าให้ตั้งใจชมดีๆ แล้วท่านจะพบอะไรหลายๆอย่างจริงๆในเรื่อง เพราะเรื่องนี้ รายละเอียด มันเยอะจริงๆ ต่างกับตอนแรกที่ผมว่าเข้าไปหลับแหงม หนังตั้ง 2ชมกว่า ที่ไหนได้กลับติดหนึบติดหนับ ซึ่งคำตอบต่างๆที่คุณเจอในเรื่องนั้นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันก็เป็นได้ และมันไม่ใช่เรื่องผิดเลย เพราะตัวหนังนั้นให้อิสระกับคุณมาก ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน 


ยังครับยังไม่จบ อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบมากๆก็คือ การกดดันคนดู และบีบหัวใจคนดูที่ทำออกมาได้อย่างสุดยอดจริงๆ ในบางฉากนั้นมันกดดันจนคุณแทบอยากจะปิดตา (แต่ไม่แนะนำให้ปิดเพราะในแต่ละฉากเหล่านี้นั้นแฝงความหมายไว้อยู่) นอกจากนั้น การแสดงของ Suraj Sharma  หรือ Pi ในเรื่อง นั้นสุดยอดจริงๆ จนพาผมงงว่า เห้ยนี้เอ็งไม่เคยเล่นหนังมาจริงหรอ ? 



Life of Pi ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ดีเท่าไรก็ตาม แต่แน่นอนแหละ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ Perfect จุดหนึ่งที่ผมไม่ชอบสำหรับเรื่องนี้เลยก็คือ Soundtrack ที่ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีเพลงไหนที่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันพาเราโลดแล่นไปเลย ต่างกับ Cloud Atlas หรือ ช่วงแรกของหนังที่แอบอืดหยั่งกะมาม่าไม่เอาดีกว่า ยำยำละกัน ค้างเดือน พาเอาแทบจะหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง ยังดีที่ช่วงหลังจากนั้นตัวหนังน่าสนใจ ไม่งั้นคงหลับแน่นอน รวมไปถึงดีเทลต่างๆอีกหลายจุดที่คิดว่าน่าจะขยายไปได้มากกว่านี้ แต่กลับตัดจบซะดื้อๆ ไม่ทราบเพราะกลัวว่าหนังจะ 3 ชม. หรืออย่างไร รวมไปถึงบางจุดของหนังเช่นตัวคนเล่าสองคน ที่ช่วงต้นถึงกลางเรื่องนั้น มันค่อนข้างจะค่อนไปทางน่ารำคาญมากกว่า ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าสองคนนี้เป็นตัวละครที่สำคัญเลย นอกจากนั้นไม่ได้น่าสนใจเอาเสียเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ Dialog ผิดพลาด หรือ เลือกนักแสดงผิดพลาดกันแน่ นอกจากนั้น ตัวละครหลายๆตัวนั้นดูค่อนข้างจะไร้ความหมายสุดๆ เพราะแต่ละคนโผล่มาคนละ 10นาที หรือ มากสุด 20นาที ก็หายไปหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจนะว่ามันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราใส่ความสำคัญลงไปหน่อย เพิ่มอะไรบ้าง หรือ พูดถึงตัวละครเหล่านั้นในฉากที่มันกระทบจิตใจคนดูใหญ่ๆบ้างน่าจะดีกว่านี้ (อันนี้ไม่แน่ใจว่าทางผู้กำกับกลัวคนดูหลงทางรึเปล่าก็เลยไม่ได้ใส่มา) 



Life of Pi เป็นภาพยนตร์ที่ได้แทบจะทุกอย่างสำหรับคนที่ชอบหนังคุณภาพ คติดีๆ สิ่งที่เอาไปคิดต่อได้ รวมไปถึงการตั้งคำถามในสิ่งต่างๆ และให้คุณมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับคำถามเหล่านั้น ซึ่งในแต่ละคนอาจจะตอบไม่เหมือนกันก็ยังเป็นไปได้อีก ซึ่งหายากนักภาพยนตร์แบบนี้ ยังไม่รวมถึงบทที่ทำออกมาได้ดี ตั้งใจเลือก และภาพที่สวยสุดๆ ซึ่งไม่ใช่สวยแบบคมชัดแจ๋วแบบ Transformers แต่สวยหยั่งกะภาพวาดแบบนั้นเลย ถึงแม้ตัวหนังจะมีข้อเสียบ้าง แต่หนังเรื่องไหนไม่มีล่ะครับ ? 



The Best Quote from " Life of Pi " 

" Above all : DON'T LOSE HOPE " - Pi





Final Score : A - 





Thank you to : Life of Pi ( 2012 ) 20 Century Fox , IMDB for information

Frankenweenie ( 2012 ) Movie Review

Movie  Review





Movie Name : Frankenweenie ( 2012 ) Walt Disney , Animation / Comedy / Horror
Director : Tim Burton ( Sweeny Todd , Alice in Wonderland )
Stars : Catherine O'Hara ( Home Alone ) , Martin Short ( Mardacascar ) 
Rating : PG






Movie Review (THAI)


                                      Frankenweenie ภาพยนตร์อนิเมชั่นอีกเรื่องของปี 2012 ด้วยฝีมือของผู้กำกับ Tim Burton ที่เรารู้ๆกันดีว่าเขานั้นชอบทำหนังแนวดาร์คๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น Sweeny Todd ที่เป็นละครเพลงแต่ดันโคตรโหดซะอย่างนั้น หรือ Alice in Wonderland ที่ไม่ได้รู้สึกถึงความสดใสน่ารักบ็องแบ๊วเลยแม้แต่น้อย (น่าจะจับไปทำ Alice in Wonderland ฉบับหลังจากที่ Alice โดนส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า ถ้าใครเป็นคอเกมน่าจะรู้จักดี คงมันส์เลือดเต็มจอแน่นอน)
หนังของป๋าแกช่วงนี้ต้องบอกตรงๆว่าค่อนข้างจะไม่ได้รับความนิยมซักเท่าไร (หรือตั้งแต่แรกแล้วฟะ ?) + กับ คะแนนก็ไม่ได้ดีซักเท่าไร ไม่ว่าจะเป็น Dark Shadows ที่ตัวหนังก็ได้รับคำวิจารณ์ไม่ค่อยจะดีนักตั้งแต่แรก แถมยังดวงซวยดันไปเข้าฉายในโรงใกล้ๆกับหนังยักษ์ใหญ่อย่าง The Avengers ไม่เจ๊งก็ให้มันรู้ไปสิครับ จะมีก็เพียงแค่ Alice in Wonderland ที่รายได้ถล่มทลาย (ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองต้องขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ประทับใจกับ Alice ผจญภัยของป๋า Tim Burton ซักเท่าไร)


พูดมาถึงขนาดนี้แล้วหลายๆท่านอย่าเพิ่งตกอกตกใจไป อ่าวเห้ยงี้หนังเรื่องนี้ก็ไม่ดีสิ ? เปล่าเลยครับ ผมหมายถึงหนังแกไม่นิยม และอยู่ในระดับกลางๆเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าแย่นะ และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ดาร์คจนแบบเด็กดูไม่ได้อย่าง Sweeny Todd (แต่เคสนั้นก็บ้าจริงนึกว่าดูละครเพลงมืดๆนิดหน่อย มันไปซะมืดแบบสุดติ่ง 18+ ไปเลย  = = ) จะออกแนวเป็นแบบ ชาร์ลี กับโรงงานช็อคโกแลตมากกว่าครับ น่ารักๆ ดูได้ทุกวัย แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องที่ ทรมาณจิตใจคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสุนัข (ตัวผู้เขียนเองเลี้ยงสุนัขเหมือนกัน และค่อนข้างรักสัตว์มากๆ อันนี้ไม่ได้โม้นะ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เลยความอิง +10)




โม้กันมานานละอูยย เขาถึงรีวิวกันซักที Frankenweenie นั้นจริงๆแล้วต้นกำเนิดมันมาจาก ภาพยนตร์สัตว์ของป๋าแกในตอนปี 1984 (โหวโคตรนาน....) ในชื่อเดียวกัน จากนั้นวันนี้ก็เลยได้โอกาสสานต่อ เป็นภาพยนตร์ใหญ่ๆไปเลย


Frankenweenie นั้นพูดถึงเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งรักสุนัขของเขามาก แต่วันหนึ่งเขาได้สูญเสีย สุนัขของเขาไปจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาหาทุกวิถีทางที่จะเอาสุนัขกลับมา และเขาก็ทำสำเร็จจนได้ แต่เขาหารู้ไม่ว่าเพราะการกระทำของเขาเนี้ยแหละทำให้เรื่องราวเริ่มวุ่นวาย


Frankenweenie นั้นในด้านบทนั้นก็ถือว่าไม่ได้แปลกมากมายอะไร จริงๆออกแนวจะแทบไม่ได้คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ต้องชมจริงๆนั้นก็คือการสื่ออารมณ์กับคนดู ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติของหนังของป๋า Tim Burton อยู่แล้ว ด้วยการใช้ดินน้ำมันในการสื่อความหมาย + กับโทนมืดทั้งเรื่อง ทำเอาคุณน้ำตาไหลได้ง่ายๆ พร้อมกับ ยังทำให้คุณรู้สึกสยองเล็กๆน้อยๆ ในบางฉากอีกด้วย (ซึ่งต่างลิบลับกับสิ่งที่หนังอนิเมชั่นควรจะเป็น) การสื่ออารมณ์ของแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น วิคเตอร์ หรือ น้องหมาสปาร์คกี้เอง ก็ทำได้ดีเยี่ยม บทDialog ต้องขอพูดว่าเรียบเรียงออกมาได้น่าสนใจ ในหลายๆจุดมาก  รวมถึงในหลายๆจุดที่บีบหัวใจคนดูสุดๆ (ยิ่งคนรักสุนัขกรุณา X ความรุนแรงไป 10เท่า ผมดูแล้วแทบอยากจะปิดตา ) แต่ไม่ได้หมายความว่ามันรุนแรงนะครับแต่มัน เศร้าสุดๆไปเลย  Event เรื่องราวเล็กๆต่างในเรื่องก็ออกแบบออกมาได้แนวตามสไตล์ป๋าแกเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น ปลาล่องหน , เต่ายักษ์ , ปีศาจในหนองน้ำ และ ค้างคาวปีศาจ ? (รึเปล่าฟะ!!) ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหาได้เลยจากหนังอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะ ของดิสนีย์ ที่จริงๆจะออกไปแนวสดใสน่ารัก บ๊องแบ๊ว แต่ไม่ใช่สำหรับ Tim Burton
เพราะฉะนั้น เรื่องการกระฉากอารมณ์คนดูนั้นผมค่อนข้างชอบเอามากๆ และทำให้ผมรู้สึกอยากดูอีก อยากดูอีกรอบ  ต่างจาก ภาพยนตร์อนิเมชั่นปีเดียวกันของ Sony อย่าง Hotel Transylvania ที่ช่วงแรกค่อนข้างทำได้ดีแต่กลางกับจบเรื่องแผ่ว รวมไปถึงการใช้รูปแบบเดิมๆทั้งเรื่อง จนไม่รู้สึกที่อยากจะดูอีกเลย


แต่...มีหลายๆจุดในเรื่อง Frankenweenie ที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยจะดีนัก โดยเฉพาะเรื่องราวย่อยๆของตัวละครประกอบอื่นๆ ที่ทำเสียเวลาไปซะเยอะ แถมพอเอาเข้าจริงมารวมกันในตอนจบ มันค่อนข้างไร้ความหมายมากๆ จนทำให้รู้สึกว่า ไม่ดีก็ได้มั้ง ? แถมเอาเข้าจริง ในเมื่อคุณจ่ายเงินเข้ามาดูเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากจะมาดูตัวละครประกอบที่สติไม่สมประกอบ (พอๆกับตัวเอก  - - ) หรอก คุณเข้ามาดู สปารค์กี้ กับ วิคเตอร์ ต่างหาก อีกเรื่องที่สำคัญเลยคือตั้งแต่ต้นจนจบ ผมยังไม่เข้าใจเลยว่า ประเด็นที่ Tim Burton หรือ หนังเรื่องนี้กำลังจะสื่อคืออะไรกันแน่ ? ให้รักสัตว์ ? ให้ทำใจเมื่อสูญเสียสิ่งสำคัญไป ? ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ? อย่าทำอะไรที่ไม่สมควรทำ ? ซึ่งมันค่อนข้างมีผลอย่างมากกับคนดู คือเรารู้สึกร่วมไปกับหนังเพราะว่า อารมณ์ของมันที่พาเราไปเฉยๆ ไม่ได้มาจากตัวคุณภาพของหนังเลย เมื่อเทียบกับหนังอนิเมชั่นอันดับต้นๆของผมอีกเรื่องนึงเลยคือ Coraline ( 2009 )  ที่ใช้ดินน้ำมันเหมือนกัน โทนค่อนข้างคล้ายๆกัน ถึงแม้เนื้่อเรื่องจะต่างกันก็จริง แต่เรื่อง Coraline กลับใช้ความแปลกของตัวเองสื่อความหมายประเด็นหลักๆ ที่หนังต้องการจะพูดออกมาได้อย่างครบถ้วนและดีเยี่ยม แถมยังสามารถฉกเอาหัวใจของคุณไปได้อีก ทำให้คุณแทบจะรู้สึก Fin ทันทีที่ดูจบ และอยากจะดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะความสุดยอดของมัน  ซึ่งแตกต่างจาก Frankenweenie ที่เอาความสามารถมาใช้กับตัวละครประกอบที่ปกติพวกเราก็แทบจะไม่ได้สนใจอยู่แล้วซึ่งทำให้มันไร้ความหมาย และยังหยุดอยู่แค่นั้นอีกต่างหาก ซึ่งมันค่อนข้างน่าผิดหวังอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อเทียบกับผลงานเก่าของป๋าเอง อย่าง ชาร์ลีกับโรงงานช็อคโกแลต ที่ไม่หลงทิศทางเลยแม้แต่น้อย และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม


ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะชมป๋า Tim Burton มากก็คือ การแอบ(ไม่แอบแล้วมั้ง ?) ด่าสังคม เกี่ยวกับ วัฒนธรรมสมัยเก่า และวัฒนธรรมสมัยใหม่ (เช่นการไม่ควรชุบชีวิตคนตายขึ้นมา) หรือง่ายๆก็คือ ความเชื่อ กับ วิทยาศาสตร์นั้นแหละ ซึ่งบทสรุปมันค่อนข้างคิดออกมาได้ดีพอสมควร   ยังไม่นับถึงมุขตลกฮาๆ ในหนังอีกมากมายที่ไม่เยอะจนไปกลบความเศร้าของตัวหนังเลยแม้แต่น้อย รวมถึงการดีไซน์ตัวละครออกมาได้ ทั้งฮา และน่ากลัวไปพร้อมกัน ก็ถือเป็นอีกจุดแข็งของ Tim Burton เช่นกัน



Frankenweenie เป็นภาพยนตร์ที่มีจุดหลายๆจุดที่ไม่น่าจะพลาด...แต่ก็ดันพลาดไปซะนี้...แต่ถึงกระนั้น ความสามารถในการกระฉากอารมณ์คนดู รวมถึง การดีไซน์แปลกใหม่ ก็เป็นอีกเหตุผลใหญ่ๆที่ทำไมควรถึงไม่ควรจะพลาดที่จะลองสัมผัสมันดูสักครั้ง




The Best Quote from " Frankenweenie ( 2012 ) "

" I don't want him in my heart , I want him with me " - Victor


Final Score : B





Thank you to : Frankenweenie ( 2012 ) Disney Pictures , IMDB for information

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

Hotel Transylvania ( 2012 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : Hotel Transylvania ( 2012 ) Sony Animation , Animation
Director : Genndy Tartakovsky ( Samurai Jack , Star Wars : Clone Wars )
Stars : Adam Sandler ( Grown Ups ) , Andy Samberg ( That's My boy ) , Selena Gomez ( Monte Carlo )
Rating : PG





Review Thai


Hotel Transylvania เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่น่าสนใจเรื่องนึงเพราะว่า ผู้กำกับอย่าง Genndy Tartakovsky นั้นค่อนข้างจะมีชื่อเสียงมาก แถมยังค่อนข้างมีฝีมือด้านอนิเมชั่นไม่แพ้ใครเสียด้วย ซึ่งถ้าใครที่ดูการ์ตูนบ่อยๆก็น่าจะรู้จักชื่อเขา เช่น Samurai Jack ที่ตัวผู้เขียนเองค่อนข้างชอบมากๆตอนเด็กๆ 


Hotel Transylvania ต้องขอบอกว่าเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น ที่ภาพสวยมากๆ ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ อนิเมชั่นสมัยนี้ไปแล้ว ตัวหนังนั้นดูจากตัวอย่างและโปสเตอร์ให้ความรู้สึกซ้ำซากยังไงชอบกล แต่พอดูจริงๆ ตัวหนังกลับมีตัวละครที่น่าสนใจหลายตัวละคร วิธีการนำเสนอ และลูกเล่นที่ไม่เหมือนใคร แถมยังดูแล้วสนุกอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือ หนัง อนิเมชั่นส่วนใหญ่จะพูดถึง สัตว์ประหลาดมักจะเป็นตัวร้าย แต่เรื่องนี้กลับสลับกัน คือ ตัวเอกเป็นปีศาจแทน ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย


จุดเด่นจริงๆของ Hotel Transylvania จริงๆนั้นก็คือการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลสุดๆ ฉากต่างๆที่น่าสนใจและน่าประทับใจ และยังเพลิดเพลินอีกด้วย ซึ่งหลายๆวิธีการเล่าเรื่องนั้นไม่ค่อยจะหาเจอได้ง่ายๆนัก 


แต่ปัญหาของ Hotel Transylvania หลักๆก็คือบทที่พูดตามตรงก็ไม่ได้ใหม่เอาเลย ยังคงคอนเซปเดิมๆอยู่ ตัวหนังช่วง 1 ชม. แรกค่อนข้างสนุก และเพลิดเพลินมาก แต่ช่วงท้ายๆกลับดรอปลงอย่างมาก จนทำให้รู้สึกน่าเบื่ออยู่บ้าง นอกจากนั้นบทสรุปโดยรวมเองก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกประทับใจ หรือ รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่าจดใจแต่อย่างใดเลย เหมือนดูจบแล้วผ่านไปเท่านั้น แตกต่างจากหนังอย่าง Toy Story ที่พูดถึงของเล่นที่ถูกลืม นอกจากนั้น จุดเด่นของ Hotel Transylvania นั้นนอกจากภาพ กับ การเล่าเรื่องก็แทบจะไม่ได้มีอะไรเป็นจุดเด่นได้เลย แถมภาพก็ไม่ได้ถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่าแตกต่างจากอนิเมชั่นชาวบ้านมากนัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างเสียเปรียบมากในตลาด ที่ Disney มีจุดเด่นที่เพลงอันไพเราะ การเล่าเรื่่องที่ผสมผสาน หรือ อนิเมชั่นของ Tim Burton ที่พูดถึงแนวๆดาร์กๆผสมน่ารักๆ และความเศร้า หรือจะเทียบง่ายๆก็คือ Animation ปี 2012 ของ Disney อย่าง Brave หรือของ Tim Burton อย่าง Frankenweenie นั้นสร้างความน่าประทับใจมากกว่า และ น่าจดจำกว่าเยอะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ค่าย Sony Animation ควรจะทำคือหาจุดเด่นที่ได้เปรียบของตัวเองซะ มิเช่นนั้นก็คงยากที่จะสู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับค่าย Disney ที่ด้านหนัง Animation ไม่เคยที่จะเป็นรองใครอยู่แล้ว


Hotel Transylvania นั้นถือเป็นหนังที่ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่าเขียนยากนิดนึงเพราะปัญหาหลักๆคือ มันไม่รู้จะเขียนอะไรนี้สิ เพราะตัวหนังนั้นแทบไม่มีความเป็นจุดเด่นที่จะสามารถหยิบจับมาพูดได้แบบจริงๆจังๆ เลย อย่าง Disney เราก็มักจะพูดถึงเรื่องเพลงอันไพเราะกัน อย่างของ Tim Burton เราก็จะพูดถึงบทกัน แต่ ของ Hotel Transylvania นี้ต้องขอบอกว่าแทบจะหาอะไรมาเขียนยากจริงๆ แต่อย่าเข้าใจผิด ตัวหนังนั้นไม่ได้แย่ เอาจริงๆค่อนข้างจะดีด้วยซ้ำ ดูสนุก และน่าสนใจดี แต่การที่ไม่มีจุดเด่นในหนังเลยทำให้เรารู้สึกว่าดูแล้วผ่านไปเฉยๆ มันค่อนข้างจะน่าเสียดายเล็กน้อย




Final Score : B -

Cabin in the woods ( 2011 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : The Cabin in the Woods ( 2011 ) Horror / Thriller , Lions Gate Studio
Director : Drew Goddard ( Writer at Lost TV.Series , Clover field )
Stars : Chris Hemsworth ( Thor , The Avengers ) , Kristen Connolly ( The Happening ) , Anna Hutchison , Fran Kranz ( The Village ) , Jesse Williams ( Grey's Anatomy ) , Richard Jenkins ( The Visitors )
Rating : R ( Violence , Gore , Sexual Content )




Review ( THAI) บทความนี้มีสปอยหรือมีการพูดถึงเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์บางส่วน


คุณเบื่อไหมกับหนังผีดาดๆทั่วไปในตลาดที่จะออกมาซักกี่พันเรื่องหมื่นเรื่องก็คงคอนเซปแสนน่าเบื่อเดิมๆ ?  คุณเบื่อไหมกับการนั่งดูหนังผีที่คุณแทบจะชี้แล้วบอกได้ว่าผีจะออกมาตรงไหน ?  คุณเบื่อไหมกับการนั่งดูหนังผีที่คุณเดาฉากต่างๆได้ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง แถมบอกได้อีกว่าใครจะตายก่อนใครจะตายหลัง !! คุณเบื่อไหมกับหนังผีที่ซ้ำทั้งปีทั้งชาติ ไม่เคยที่จะฉลาด ไม่เคยที่จะมีเนื้อเรื่อง ? หยุด !! หยุด !! พอกันทีกับหนังแบบนี้ คุณไม่ต้องทนมันอีกต่อไป เพราะ Cabin in the Woods ทำมาเพื่อสิ่งนั้น !! 



The Cabin in the Woods เป็นหนังผี ตกใจ ที่"จงใจทำให้ดูเหมือน" หนังผีดาษๆทั่วๆไปที่เราดูกันจนพรุนทะลุจนบอกตอนจบได้มันทุกเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดีเยี่ยมที่สุดคือการที่ "กล้า" ที่จะฉีกแนวแบบสุดขีด ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ฉากน่าเบื่อ เดาแพทเทิรน์ มันได้ทั้งเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความสยอง ความคาดไม่ถึงนั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นจุดเด่นของ The Cabin in the Woods เลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้คุณช็อคสุดๆแม้คุณจะดูหนังผีมาแล้วเป็นพันๆเรื่องก็ตาม ที่สำคัญคือใครๆที่รอคอยหนังแนวฉีกกรอบแบบนี้ล่ะก็คุณได้สมใจแน่นอน เพราะ เรื่องนี้ต้องยกให้จริงๆเรื่องความบ้า  โดยในตอนแรกๆหนังจะทำเป็นเหมือนหนังผีที่เกือบจะธรรมดาทั่วไปแต่หลังจากนั้นพอเข้าช่วง 30 ที่ใกล้จบ มันจะกลายเป็นหนังที่คุณคาดไม่ถึงสุดๆ เพราะมันแทบจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย หนังที่มีแต่ผีไม่กี่ตัวน่าเบื่อๆ คราวนี้ยำรวมกันมีผี ปีศาจ หรืออะไรก็ไม่รู้ไม่ทราบได้ เป็นร้อยๆตัว หรือดีไม่ดีมากกว่านั้นอีกมั้ง !!  แถมถ้าดูดีๆแต่ละตัวนั้นมาจากหลายที่มาก ไม่ว่าจะจากเกม FEAR , Left 4 Dead หรือหนังผีเรื่องอื่นๆ มากมาย มายำรวมกันวิ่งไล่ ปล่อยพลังกันให้หนำใจ ถามจริงๆเถอะ ไอ้แบบเนี้ย คุณจะหาได้จากหนังเรื่องไหนหรอ !! 


ทางด้านบทก็ไม่แพ้กันที่น่าสนใจและถือว่า "มีบท" อย่างแท้จริง ไม่ใช่หนังผีทั่วไปบทคือไปติดที่ๆนึงหาทางออกไม่ได้จากนั้นก็ไปเจอฆาตกรโรคจิตคนก็ตายๆๆๆๆจบ ไม่เอา ไม่ใช่อีกแล้ว
ใน The Cabin in the Woods บทนั้นค่อนข้างจะออกไปแนวทางเสียดสีสังคมตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว แถมมีบางจุดที่บททำได้สุดยอดในเรื่องของการ "ยื่นความหวังให้คนดูจากนั้นก็ขว้างมันลงพื้นและกระทืบมันให้จมดินต่อหน้าต่อตาของคุณ" แถมคุณยังคาดไม่ถึงอีกต่างหาก ทำให้ตัวหนังยิ่งทวีความสุดยอดเข้าไปอีก



แต่ถึงกระนั้น The Cabin in the Woods ยังมีหลายๆจุดที่ยังไปไม่ค่อยถึงซักเท่าไร อย่างแรกคือเรื่องแพทเทิรน์ ที่เราทราบๆกันดีว่าหนังผีทั่วไปก็คือ คู่ไหนมีอะไรกัน คู่นั้นมักจะตายก่อน คนสวยๆหุ่นดีๆแต่นิสัยแย่ๆ มักจะตายก่อนเสมอๆ และคนที่รอดมักจะเป็น นางเอกสุดจะบ๊องแบ๊วเสมอๆ ซึ่งในจุดนี้ The Cabin in the Woods ยังทำได้ไม่ถึงใจซักเท่าไรนัก อาจจะกลัวว่าถ้าจะฉีกมากไปคนจะงงรึเปล่า หรือ ตั้งใจหลอกคนดูก็ไม่ทราบ (จะว่าว่ากลัวจะฉีกมากไปคงจะไม่ใช่เพราะ 30 นาทีสุดท้ายนี้ยิ่งกว่าคำว่าฉีกอีก) นอกจากนั้นบทสรุปก็อยู่ในระดับพอรับได้ โอเค และแปลกดี แต่ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้โอ้ว ว้าว ได้มากกว่านั้นเลย อีกเรื่องคือ ในช่วงกลางๆเรื่อง ตัวหนังเร่งให้ไปถึงช่วง 30 นาทีสุดท้ายมากเกินไป จนมันดูมั่วๆไปหมด คงจะดีกว่านี้ถ้าหาก เพิ่มเวลาซักนิดนึง 5-10นาที จะช่วยได้บ้าง หรือ เรื่องบทที่น่าแปลกใจ และแปลกใหม่ก็จริง แต่ถ้าคุณดูหนังแนวอื่นๆเช่นพวก Sci-Fi อย่างแนวๆ Alien หรือ Prometheus ล่ะก็ คุณจะไม่ค่อยจะตื่นตาซักเท่าไร เพราะมันก็คล้ายๆกันอยู่บ้าง 



The Cabin in The Woods เป็นภาพยนตร์ Horror ที่ถูกสร้างออกมาฉีกกรอบหนังผีเดิมๆที่เราดูกันจนเบื่อแล้ว และสิ่งที่น่าปรบมือให้มากที่สุดก็คือ "ความกล้า" ที่จะฉีกกรอบแบบสุดโต่ง โดยไม่กลัวที่ว่าหนังจะเจ๊ง หรือ ไม่มีใครยอมรับ และตัวบทก็เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงสุดๆ โดยเฉพาะ 30 นาทีสุดท้าย ที่บอกตามตรง โคตรมันส์ มันส์กว่าหนัง Action ซะใจกว่าหนัง Action เสียอีก หรือว่านี้จะเป็นการเบิกทางไปสู่ หนัง Horror / Thriller ยุคใหม่กันแน่ ? (แต่คาดว่าคงไม่ใช่ช่วงนี้เพราะ นี้ก็ 2013 แล้ว ปีที่แล้วยังเห็๋นหนังแพทเทิรน์เดิมๆอย่าง House at the end of the street อยู่เลย) 


The Best Quote from " The Cabin in the Woods ( 2011 ) "

" I'm sorry i let you get attacked by werewolf and the ended the world. "






Final Score : B+

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

FALLSDOWNZ MOVIES AND GAMES AWARD 2012

MOVIE AWARDS OF 2012



นี้คือลิสต์ภาพยนตร์ปีนี้ที่ทางผู้เขียนประทับใจ และอยากจะให้รางวัล ในแต่ละสาขา โดยการตัดสินนั้นมาจากผู้เขียนล้วนๆ คนเรานั้น ชอบ-ไม่ชอบไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อผมทั้งหมดครับ ดูด้วยตัวเองดีที่สุด !! และต้องขอบอกว่าในลิสต์นี้ในส่วนของภาพยนตร์ มีหลายๆเรื่องในปี 2012 ที่ผมยังไม่ได้ดูเลย เนื่องจากดูไม่ทันบ้าง และบางเรื่อง ในอเมริกาเข้าไปแล้ว เมืองไทยยังไม่รู้เลยว่าจะฉายเมื่อไรก็มี ทำให้ลิสต์อาจจะตกหล่นไปบ้าง 





MOVIE OF THE YEAR 2012


ผู้เข้าชิง: 
- Argo
- Life of Pi
- Cloud Atlas
- The Avengers
- Prometheus
- Looper
- Dredd 3D
- The Impossible



และผู้ชนะในสาขา ภาพยนตร์แห่งปี 2012 MOVIE OF THE YEAR OF 2012 ได้แก่........




"Cloud Atlas" 


                                                                   ด้วยการแยกในแต่ละส่วนในภาพยนตร์มากมายหลายส่วน แต่ยังคงสามารถที่จะรักษาความสุดยอดในทุกๆส่วนได้อย่างดีเยี่ยม รายละเอียดที่มาก ในแต่ละยุค แต่ละสมัยในภาพยนตร์ตั้งใจทำมาอยากดี โดยที่แม้แต่ฉากเล็กๆก็ยังให้ความสำคัญมาก และคำคมที่เชือดเฉียนคู่แข่งที่น่ากลัวในปีนี้อย่าง Argo ไปได้อย่างหวุดหวิด ยิ่งในส่วนที่หนังนั้น "ไม่ดูถูก" คนดูเลยแม้แต่น้อย ไม่มีฉากใดๆเลยที่ผู้กำกับ จะยั้งมือ หรือ ทำคุณเหมือนเด็กอมมือมานั่งดูหนังเด็กเล่นซ้ำซากๆ นักแสดงในภาพยนตร์แต่ละคนก็เล่นได้อย่างสุดยอด โดยแต่ละคนเล่นไม่ต่ำกว่า 5-6 ตัวละครในภาพยนตร์ 1 เรื่อง !! แถมบางตัวละครนิสัย ท่าทาง ต่างๆ ก็ไปกันคนละโลกแต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม Cloud Atlas เป็นภาพยนตร์แห่งปีที่เพอร์เฟ็คด้วยความอลังการ แต่ไม่ลืมถึงจุดเล็กๆ ที่ค่อยๆใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นจนคุณไม่สามารถที่จะหยุดหยั้งมันได้ ถึงแม้ในด้านรายได้จะค่อนข้างร้ายแรง ผมต้องขอบอกว่า ท่านใดที่ไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณพลาดแล้ว !!





WORST MOVIE OF THE YEAR 2012


ผู้เข้าชิง:
- Paranormal Activity 4
- Journey 2 
- Stolen
- Resident Evil 5 
- Snow White and the Hunts man



และผู้ที่ชนะรางวัล ภาพยนตร์สุดห่วยแห่งปี 2012 หรือ WORST MOVIE OF THE YEAR 2012
ได้แก่.....




" Journey 2 : The Mysterious Island "

ภาพยนตร์ห่วยแตกแห่งปี Journey 2 ต้องขอบอกเลยว่าชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยเจอหนังเรื่องใดที่ขี้เกียจขนาดนี้ CG 60-70% ในหนังมันไม่ใช่ CG ด้วยซ้ำ !! แต่มันคือเอา Wallpaper มาแปะ !! นี้พวกคุณขี้เกียจกันขนาดนี้เลยหรอ ยิ่งพูดถึงบทยิ่งน่าอนาจ บทหลักๆที่ครึ่งๆกลางๆ แถมยังซ้ำซากน่าเบื่ออยู่แล้ว พอเอาเข้าจริง ยิ่งแย่เข้าไปอีก บทพูดต่างๆ ทำออกมาขัดกันเองไร้ซึ่งเหตุผล และน่าเบื่อเป็นที่สุด CG สัตว์ประหลาดที่ควรจะยิ่งใหญ่น่ากลัว แต่กลับแข็งไร้ซึ่งอารมณ์แถมยังดูน่าตลกอีกต่างหาก ฝีมือการตัดต่อที่เลวร้ายกว่าเด็กมหาลัยด้วยซ้ำ ถึงแม้ในปีนี้จะมีหนังห่วยแตกอย่าง PA4 ที่ห่วยไม่แพ้กัน แต่อย่างน้อย อย่างน้อย !! PA4 ก็ไม่ได้ดูถูกคนดูโดยการเอา Wallpaper มาแปะเช่นนี้ มันช่างน่าทุเรศสิ้นดี ได้โปรดไม่เอาแล้วนะ Journey 3 เลิก เลิก !! (อยากจะบอกว่าได้ยินข่าวแว่วๆมาด้วยว่าจะมี ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย)





MOST DISAPPOINTED MOVIE OF THE YEAR 2012



ผู้เข้าชิง:
- The Dark Knight Rises
- Skyfall
- Total Recall
- The Amazing Spider-man
- The Hobbit : Unexpected Journey


และผู้ที่ชนะรางวัล ภาพยนตร์ที่น่าผิดหวังย้ำนะครับน่าผิดหวังนะ ไม่ใช่แย่หรือห่วยนะ !! แห่งปี 2012 หรือ MOST DISAPPOINTED MOVIE OF THE YEAR 2012 ได้แก่...





" The Dark Knight Rises "


                                                               หลายๆคนคงแทบอยากจะฆ่าผมแน่เลยสำหรับรางวัลนี้ ในภาคที่แล้ว The Dark Knight นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ทั้งฉลาด กดดัน และมืดมน ที่แฟนภาพยนตร์ทุกคนต้องเคยดูไปแล้วอย่างต่ำคนละ 3-4 รอบ เพราะมันช่างสุดยอดจริงๆ พอมาภาคนี้ไอ้ผมก็คาดหวังว่ามันจะสุดยอดเช่นภาคที่แล้ว แต่ที่ไหนได้ พอไปดูจริงกลับช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก ความกดดัน ความมืดมน มันหายไปไหนหมด ? ฉาก Action ที่สุดจะธรรมดา.... ฉากไคลแมกซ์ของหนังก็ไม่ได้น่าประทับใจขนาดนั้น รวมถึงบางฉากยังน่าผิดหวังมากๆอีกด้วย จะไปว่าบทไม่เทพก็คงไม่ใช่ แต่เหมือน อารมณ์เดิมๆ ความสุดยอดบางอย่าง มันหายไปแล้วในภาคนี้ ...... หรือนี้จะเป็นผลมาจากที่ตัวละครอย่าง โจ๊กเกอร์ หายไปก็ไม่ทราบ ? 





MOST OVERPOWER MOVIES OF 2012


ผู้เข้าชิง:
- Dredd 3D
- Silent Hill : Revelation 3D
- Life of Pi
- Looper


และผู้ที่ชนะรางวัล ภาพยนตร์ที่ดีเกินคาดแห่งปี 2012 หรือ MOST OVERPOWER MOVIES OF 2012 หนังเหล่านี้จากการคาดเดาดูภายนอกน่าจะเป็นหนังที่ไม่ได้ดีมากมายนัก แต่เมื่อเราดูจริงๆแล้วกลับดีกว่าที่คาด แต่ผู้ชนะมีได้เพียงแค่ เรื่องเดียวเท่านั้น และเรื่องนั้นก็คือ...





" Silent Hill : Revelation 3D "

ต้องขอบอกสำหรับคนที่ไม่รู้ก่อนเลยว่า Silent Hill ทั้งสองภาคนั้นมีต้นแบบมาจากวิดีโอเกม ซึ่งเราคงจะรู้ๆกันดีว่า เกมที่สร้างมาจากหนัง หรือ หนังที่สร้างมาจากเกม มักจะห่วยแตกสุดจะทนสุดๆ... แต่ Silent Hill : Revelation 3D กลับไม่ใช่เลย เพราะผู้สร้างให้ความเคารพต้นแบบและแฟนๆเอามากๆ หลายๆสิ่งที่อยู่ในเกมก็มาอยู่ในหนังด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆใน Silent Hill ในเกมที่ในหนังทำออกมาเหมือนโคตรๆ เช่น ตุ๊กตากระต่ายหลอน มาสค็อตประจำเกม Silent Hill แม้กระทั่งแผนที่ในหนังก็ยังโคตรเหมือนในเกม !! นอกจากนั้นฉากตื่นเต้น ตกใจต่างๆก็ทำได้ดีไม่ใช่เอามุขเดิมๆลอกมาเป็นรอบที่แสนล้านอีกต่อไป พอดูจบผมแทบจะยืนขึ้นตรบมือให้เรื่องนี้ แล้วพูดประมาณว่า "ยินดีด้วย Hollywood ทำสำเร็จแล้วนะ"






GAME OF THE YEAR OF 2012



ผู้เข้าชิง :
- Guild Wars 2
- Journey
- Dragon's Dogma
- Borderlands 2
- Final Fantasy XIII-2
- Walking Dead The Game



และผู้ที่ชนะในสาขา เกมแห่งปี หรือ Game of \the year 2012 ได้แก่...
(ต้องขอบอกก่อนเลยว่าตัวผมเองเล่นเกมไม่เยอะ เพราะฉะนั้นจะว่าลิสต์นี้ค่อนข้างจะความชอบส่วนตัวก็ว่าได้ครับ เพราะยังมีอีกหลายเกมที่เทพๆแต่ผมยังไม่ได้เล่นเลย...)




" Journey "

เกม Exclusive เฉพาเครื่อง PS3 เท่านั้น ที่พาคุณท่องดินแดนใหม่ พอกันทีกับ การฆ่าฟัน ยิงระเบิดตูมตามที่เราต้องยอมรับว่าช่วงนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ฆ่าฟันกันทุกเกม แต่เกมนี้ ไม่ใช่เลย แต่ถึงกระนั้น Soundtrack ที่เกินคำว่าสุดยอดไปแล้ว กับเกมเพลย์ ทำให้คุณน้ำตาแตกเอาง่ายๆโดยที่ฉากๆนั้นไม่ได้มีอะไรซึ้งเลย แต่อยู่ดีๆคุณก็น้ำตาไหลออกมาเอง กราฟฟิคที่สวยงามสุดๆ และอยากจะบอกด้วยว่าเกม Journey นี้ในปีนี้ ได้รางวัลเยอะมาก รวมถึง " IGN GAME OF THE YEAR 2012 " และ "GAMESPOT GAME OF THE YEAR 2012 " เช่นกัน
พูดถึงขนาดนี้แล้วคุณรออะไรอยู่ ไปหามาเล่นได้แล้ว !!

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

The Impossible ( 2012 ) Movie Review

Movie Review



Movie Name : The Impossible ( 2012 ) , Drama / Thriller 
Director :  Juan Antonio Bayona ( The Orphanage ) 
Stars : Naomi Watts ( The Ring , King Kong ) , Ewan McGregor ( Stars War , The Ghost Writer ) , Tom Holland 
Rating PG-13 : ( Some Violence )






(THAI)


The Impossible เป็นภาพยนตร์ที่ชาวไทยหลายๆคนคงจับตากันอย่างมาก และอาจจะรอคอยกันมานานมากด้วย เพราะเรื่องราวนั้นทำมาจากเรื่องจริง และเรื่องจริงที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยนี้เอง และถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเกิดมา (อย่างน้อยก็ในชีวิตผมแหละ) นั้นก็คือสึนามินั้นเอง





The Impossible เห็นอย่างนี้หลายๆคนก็คงนึกว่าเป็นภาพยนตร์อเมริกา Hollywood กันใช่ไหมครับ ? แต่ขอแสดงความเสียใจด้วยผิดครับ!! The Impossible เป็นภาพยนตร์ของประเทศ Spain ต่างหาก ซึ่งอย่าได้แปลกใจ หรือ อย่าได้กังวลกันไปเลยครับ เพราะสมัยนี้ไม่ใช่แค่ว่า อเมริกาเท่านั้นจะทำหนังสนุก หนังดีได้ อย่างเดียว ประเทศอื่นๆก็ทำหนังดีไม่แพ้กันเลยครับ (ดีไม่ดีจะดีกว่าด้วย แต่เผอิญ อเมริกามันตลาดใหญ่ที่สุดแค่นั้นเอง)


The Impossible ดูจากชื่อผู้กำกับแล้วค่อนข้างจะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะไม่รู้เป็นใครมาจากไหน แถมเรื่องที่กำกับแล้วเป็นภาพยนตร์ออกฉายทั่วโลกหรือพอรู้จักกันบ้าง ก็มีอยู่เรื่องเดียวนั้นก็คือ The Orphanage ในปี 2007 แต่ก็เป็นผู้กำกับอีกคนนึงเลยที่ประมาทไม่ได้จาก คะแนน The Orphanage ที่มากถึง 7.5 ซึ่งใน IMDB ถือว่าค่อนข้างที่จะเยอะมากเลยทีเดียว ยิ่งเป็นหนังผียิ่งถือว่าหายากจริงๆที่จะมีหนังแนวผีๆแตะถึง 7 (ส่วนใหญ่จะไปกระจุกๆกันที่ 5-6)


The Impossible เล่าด้วยเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่มาเที่ยวเมืองไทยในวันหยุดพักร้อน โดยพวกเขาหารู้ไม่ว่า พวกเขากำลังจะเจอสิ่งที่เลวร้ายมากเสียจนจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล... ซึ่งให้พูดกันง่ายๆก็คือ ใน The Impossible เล่าเกี่ยวกับสึนามีปี 2004 ในไทยนี้แหละครับ


The Impossible นั้นเป็นภาพยนตร์ที่แปลกนิดนึงคือได้ เรท PG-13 แต่ผมต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า เราต้องรู้ก่อนว่า มันเป็นเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ และค่อนข้างจะมีหลายๆฉากที่ค่อนข้างจะรุนแรงนิดนึง อย่างที่คุณพอจะคาดเดากันได้เมื่อเจอกับสึนามิ (จริงๆยังถือว่าในหนังยังเวอร์ที่ยังโดนแค่นั้น ของจริงยิ่งกว่านี้อีก) ทั้งเลือด ทั้งแผลเหวอะ อะไรต่างๆนาๆ 




The Impossible นั้นจะเรียกได้ว่าเป็นหนัง Drama ที่ฉลาดเอามากๆ เพราะถึงแม้ในบางจุดมันน่าจะไม่มีอะไรแล้ว แต่หนังก็ยังสามารถทำให้คุณลุ้น ได้ ด้วยการเอาเหตุการณ์ต่างๆมาเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด และสิ่งที่เราจะไม่พูดเลยไม่ได้เด็ดขาดสำหรับหนังเรื่องนี้ คือ "ฉากสึนามิเข้าถล่ม" ซึ่งมันทั้ง อลังการ น่ากลัว อย่างบอกไม่ถูก แถมฉากนั้นเรียกได้ว่าสุดยอดมากๆต้องขอปรบมือให้กับทีมงานจริงๆ เพราะตอนคุณดู คุณมองไม่ออกเลยจริงๆว่านี้เป็นการเซ็ตฉากขึ้น แถมฉากๆนั้นเรียกได้ว่าเป็นฉากที่แทบจะทำร้ายจิตใจคนดูเป็นที่สุด ไม่ได้หมายความว่ามันแย่นะครับ แต่มันสมจริงจนเรารู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ยิ่งคนไทย ยิ่งแล้วใหญ่ โดยในฉากนี้เชื่อไหมว่า เขาใช้เวลาถ่ายกันถึงหลายสัปดาห์เลยทีเดียว ! (คิดดูแช่ในน้ำหลายๆชม.ต่อวัน เป็นสัปดาห์คิดเอาเองแล้วกันครับ ไหนจะต้องแสดงอีก)


การแสดงใน The Impossible นั้นสุดยอดมากๆนักแสดงแต่ละคนเลือกมาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Naomi Watts ที่เราคงคุ้นหน้าคุ้นตาเธอจาก The Ring โทรศัพท์สุดสยองนั้นเอง เธอเล่นได้อย่างทุ่มเทเอามากๆ โดยเฉพาะในฉากตอนเธอกำลังเอาชีวิตรอดจากคลื่น ดูสมจริงสุดๆ และในหลายๆฉากเธอก็ลงทุนเล่นมากๆต้องนับถือจริงๆ นอกจากนั้น ม้ามืดจริงๆสำหรับ Tom Holland ที่เรียกได้ว่าเล่นหนังเรื่อง The Impossible เป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเลยก็ว่าได้ แต่กลับเล่นได้ดีเกินหน้าเกินตานักแสดงหลายๆคนในเรื่อง ทั้งที่ยังอายุไม่เยอะเลย แต่ฉากแสดงก็เยอะ ไหนจะฉากสึนามิอีก เรียกได้ว่าเก่งเกินเด็กจริงๆ ไม่ว่าจะฉากดีใจ ฉากซึ้ง ฉากเศร้า ฉากกลางสึนามิ เขาก็ทำได้ดีทั้งหมด จนผมตกใจตอนมาเปิดดูข้อมูลว่าเพิ่งเล่นหนังเต็มๆครั้งแรก นึกว่าเล่นหนังมา 100เรื่องแล้วซะอีก เล่นดีขนาดนี้ ที่น่าเสียดายคือ Ewan McGregor ซึ่งบทบาทถือว่าไม่น้อยแต่ก็ไม่มากเท่าไรนัก แต่ก็ยังเล่นได้ดีในระดับหนึ่ง เสียดายที่ Naomi กับ Tom ขโมย Scene ไปซะหมดแล้ว


ที่สำคัญเลยคือการที่ได้ดู The Impossible นั้นมีประโยชน์เอามากๆ พวกเราเองคนที่ไม่ได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้น คงสงสัยว่าตอนนั้นมันเป็นยังไง ลำบากขนาดไหน พอดูเรื่องนี้แหละครับคุณจะเข้าใจในทันที เพราะทางทีมงานทำเรื่องบรรยากาศได้ดีมาก คุณจะทั้งตื่นเต้น และมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครตลอด ยิ่งถ้าคุณเป็นคนบ่อน้ำตาแตกง่ายกรุณาเตรียมกระดาษทิชชู่ไว้ 3-4กล่องเป็นอย่างต่ำ


ถ้าจะให้พูดถึงจุดด้อยของ The Impossible นั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังออกจะเวอร์ไปซักนิดนึง ถ้าหากไม่ติดที่ว่าเป็นหนังแนว Hollywood ไปซักหน่อยก็คงจะดีกว่านี้ แต่บอกตามตรงข้ออ้างนี้มันไม่เพียงพอสำหรับผมที่จะเรียกว่าเป็นจุดด้อยได้เลย


The Impossible ผมไม่อาจจะพูดอะไรได้เลยนอกจากคำว่า "สุดยอด" อยากให้คนไทยทุกคนไปดูกันเยอะๆจริงๆ เป็นหนังที่ดีมาก จนไม่อาจจะสรรหาคำพูดมาอธิบายได้ให้มันหมด
เอาเป็นว่าไปดูกันเยอะๆเถอะครับ คุณจะไม่เสียดายเงินสักบาทนึงเลยที่ได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และหวังหว่าปีนี้ Oscar The Impossible คงได้ไปลุ้นๆกับเขาบ้าง



The Selected Quote  from " The Impossible " 

"เมื่อผมตื่นขึ้นมา ผมพบว่าตัวเองอยู่คนเดียว ผมกลัวมาก แต่ พอผมมองขึ้นไปบนต้นไม้ เห็นครอบครัวของผมเกาะอยู่ ผมไม่กลัวอีกต่อไป เพราะผมรู้แล้วว่า ผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว"
"ดูตัวเองบ้างสิ แม่ เราช่วยใครไม่ได้หรอก !" 
"ต่อให้เราต้องตาย เราก็ต้องไปช่วย"





Final Score : [ A + ] + [ MUST SEE BADGE ]




Thankyou to : The Impossible ( 2012 ) , IMDB.com For Information

The Hobbit: An Unexpected Journey ( 2012 ) Movie Review

Movie Review





Movie Name : The Hobbit : An Unexpected Journey ( 2012 ) Adventure / Fantasy
Director : Peter Jackson ( The Lord Of The Rings Trilogy)
Stars: Ian McKellen ( X-Men ) , Martin Freeman ( Sherlock TV Series ) , Richard Armitage ( Captain America : The First Avenger ) 
Rating : PG - 13 ( Some Violence ) 






(THAI)

The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นทางผมผู้เขียนนั้นต้องขอบอกก่อนเลยว่า ไม่เคย ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนเลย ทั้ง Lord Of The Rings ทั้ง Hobbit รวมถึงบอกตามตรงเลยว่าส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟน Lord of The Rings ซักเท่าไร (ขนาด 3 ภาคแรกยังจำได้ลางๆแล้วเพราะดูตั้งแต่ยังเด็ก) เพราะฉะนั้น อาจมีบางความเห็นที่อาจจะไม่ตรงกับหลายๆท่านที่อ่านหนังสือมา หรือ ข้อมูลใดผิดพลาด ก็ต้องขอกราบขออภัยมาล่วงหน้า ณ ที่นี้ครับ


ต้องเท้าความกันก่อนว่า The Lord Of The Rings นั้นเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ่อลังการมาก ผู้เขียนจำถึงฉากในภาคสุดท้าย ที่เลโกลัสปีนขึ้นไปบ้นช้างขนาดใหญ่ ในภาคสาม หรือ แกนดาฟสู้กับมังกรในภาคแรกได้อย่างดี รวมถึงความทรงจำที่ ภาคสามหาที่นั่งในโรงภาพยนตร์แทบไม่มี ต้องมานั่งแถวหน้าสุดชนิดที่แทบจะเอาหน้าไปชนกับจอโรงอยู่แล้ว รวมถึงระยะเวลาของภาพยนตร์ในภาค สามที่ใครที่ไปดูในโรงด้วยตัวเองจะทราบว่า มันโคตรยาว ส่วนตัวผมเองนั่งหน้าสุดก็นั่งคอหักกันไปเพราะต้องแหงนหน้ามองจอโรงภาพยนตร์ เรียกได้ว่าจบภาคสามมาคอแทบหักกันเลยทีเดียว



The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นยังคงได้ผู้กำกับคนเดิมที่หลายๆคนคงอาจจะเริ่มเบื่อๆกันแล้วกับลุง Peter Jackson ผู้สร้างภาพยนตร์ Lord Of The Rings ทั้งสามภาคที่ผ่านมา รวมถึง The Hobbit เองด้วย ซึ่งวีรกรรมของลุงแกคงไม่ต้องพูดถึงชาวหนังคงรู้กันอยู่ดี


The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นเล่าเรื่องราวย้อนไปก่อนเหตุการณ์ศึกแย่งแหวนทอง Made in China เอ้ย !! ไม่ใช่ ศึกแย่งแหวน โดยย้อนเรื่องราวไป 60 ปี ซึ่งตัวเอกใน The Hobbit ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นคุณลุงของ Frodo นั้นเอง โดยเขาได้รับเชิญจากแกนดาฟให้ไปผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล....



The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นต้องขอบอกก่อนเลยสำหรับหลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าภาพยตร์ The Hobbit นั้นสร้างเป็น 3 ภาคนะครับ ซึ่งภาคต่อไปนั้นน่าจะฉายในปีหน้า 2013 ถ้าหากไม่ผิดพลาดอะไร โดยในภาค An Unexpected Journey นั้นก็เปรียบเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของ The Hobbit นั้นเอง โดยในรีวิวถัดไปนี้ ผู้เขียนจะขอวิจารณ์ในฐานะของ "คนดูทั่วไป" นะครับ ไม่ใช่วิจารณ์ในฐานะ "คนที่อ่านมาแล้ว" เพราะ ฉะนั้นเหตุผลในหลายๆส่วนมันอาจจะไม่เหมือนกัน ยังไงอยากให้หลายๆท่านที่อ่านมาแล้วช่วยเปิดใจนิดนึงนะครับ




The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นหากพูดกันแล้วคงจะไม่มีใครกล้าพูดว่านี้เป็นภาพยนตร์ที่ภาพนั้นงดงามเสียจริง ขนาดผู้เขียนชมในโรงธรรมดาก็ยังรู้สึกได้ว่า โอ้วแม่เจ้าทำไมภาพมันช่างสวยขนาดนี้ รวมไปถึง Soundtrack ที่อลังการงานสร้าง และเข้ากับใน Scene นั้นๆอย่างมาก ถ้าท่านใดกลัวว่าจะไม่ได้ฟัง Soundtrack เก่าๆล่ะก็ เลิกกลัวได้เลยครับ เพราะในบางจุดท่านจะได้ฟัง Soundtrack ที่ท่านคุ้นเคยและคิดถึงกันมากๆเลยทีเดียว เรียกได้ว่าแฟนพันธุ์แท้อาจมีน้ำตาไหลพรากๆก็เป็นได้ 


นอกจากนั้นตัวละครเก่าๆหลายตัวก็กลับมาให้หายคิดถึงกันเช่น Frodo Gandalf  และอีกหลายๆคนจาก Lord Of The Rings  (ได้ยินแว่วๆมาว่าภาคต่อไปจะมีตัวละครเก่ามาให้เห็นอีกหลายคน!) ที่สำคัญต้องขอบอกเลยว่านี้จะเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นหลักๆของ Lord Of The Rings หรือ The Hobbit เลยก็ว่าได้นั้นก็คือ เรื่องราวที่อลังการ ยิ่งใหญ่ แต่ไม่เด็กๆ ดูจริงจัง และแฝงไปด้วยอารมณ์มากมาย ใน The Hobbit ก็เช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงเนื้อเรื่องหลัก แค่การเกริ่นเรื่องราวมันก็ช่างอลังการงานสร้าง และทำให้คุณขนลุกกันแบบง่ายๆเลยทีเดียว ฉากต่อสู้หรอ ? ไม่ต้องห่วงเพราะแต่ละฉากของ The Hobbit นั้นอลังการเอามากๆ ตั้งแต่สู้กับก็อบลินตัวกระจิ๋ว ยันยักษ์โทรลล์ตัวมหึมา (พูดแล้วนึกถึง โทรลล์จาก Harry Potter ภาค 2 = = ) การต่อสู้เล็กๆอย่างการใช้สมอง ยัน สงครามกันเป็นกองทัพ เพราะฉะนั้นหากท่านกังวลว่า The Hobbit มันจะอลังการสู้ The Lord of The Rings ได้ไหม ? เลิกห่วงได้เลยครับ



แต่ !! แต่ !! อีกแล้วถึงกระนั้น The Hobbit : An Unexpected Journey สำหรับตัวผมที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนนั้นมีหลายๆจุดมากที่รู้สึกว่า อืม ยังทำมาไม่ดีพอ หรือ อาจจะไม่ได้ทำมาสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านมาก่อนก็ไม่ทราบ (ซึ่งถ้าใช่มันคงจะน่าอนาจมาก จะบอกว่า ถ้าเอ็ง งงก็ไปซื้อหนังสือตูอ่านเอาสิ งั้นหรอ ?) อย่างแรกเลยที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตัวผม คือ ประมาณ 20-30 นาทีแรก หรือองค์แรก ของภาพยนตร์ มันช่างอืดดดดดเสียเหลือเกิน อืดดดดด จนผมนี้สติหลุดลอยไปมองลำโพงโรงภาพยนตร์ไปแทนแล้ว และต้องขอบอกเลยว่าถ้าเรื่องไหนมันไม่น่าเบื่อจริงผมไม่เคยทำเช่นนี้เลย (อย่าง Cloud Atlas ผมนั่งจ้องแทบไม่กระพริบตา ป็อบคงป็อบคอรน์ไม่กงไม่กินมันละ น้ำไม่กงไม่กินมันละตูจะตั้งใจดู) ที่แย่ไปกว่านั้นคือในช่วงแรกนั้น หลายๆจุดนั้นไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใส่เข้ามาเลย ซึ่งส่วนตัวผมก็พอจะเข้าใจดีว่าใส่มาเอาใจแฟนๆ Lord Of The Rings แต่การที่คนดูทั่วไปจะต้องมานั่งทนอืดอย่างกับมาม่าค้างปีแบบนี้ มันก็สุดจะทนเช่นกัน... โดยในจุดนี้มันกระทบผู้เขียนอย่างมาก เพราะหากองค์แรกของภาพยนตร์มันไม่สามารถที่จะตรึงผมเอาไว้กับภาพยนตร์ได้ จุดที่เหลือมันก็แทบจะไร้ความหมายไปครึ่งนึงแล้ว ซึ่งมันก็จริงเพราะหลังจากเหตุผลแรกนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ตั้งใจดูนะครับ แต่ แต่ละสิ่งที่ต่อมาจากนั้นมันดูจะไร้ความหมายไปแล้วสำหรับผม เพราะเริ่มต้นได้แย่ เหมือนกับการแข่งรถที่คนอื่นเขาสตารท์กันอย่างรวดเร็วและพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ The Hobbit : An Unexpected Journey กลับมัวแต่หาปุ่มกดสตารท์เครื่องหรืออย่างไรไม่ทราบ



อีกจุดหนึ่งเลยที่ทำให้ผมรู้สึกว่าค่อนข้างจะผิดหวังเล็กน้อย(ส่วนตัวเรื่องนี้ผมไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้เลยยังผิดหวังถ้าผมตั้งความหวังคงแย่อะครับ = = ) ในภาพยนตร์ The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นก็คือ ทั้งเรื่องในความยาว 169 นาทีหรือเกือบจะ 3 ชม. นี้นั้น ไม่มีจุดใดเลย ย้ำว่าไม่มีจุดใดเลย ในหนังที่ทำให้ผมคิดหรือกล้าที่จะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "โอ้วจอรช์ , โอ้ว มาย ก็อด , เห้ย เมพโคตร!!" ได้เลย หรือจะให้พูดง่ายๆเลยก็คือ ไม่มีจุดใดเลยในหนังเกือบ 3 ชม. เรื่องนี้ที่มันสามารถที่จะ กระแทก หรือ ระเบิดใส่ผม ได้เลยซักจุด ทำให้เป็นอีกเหตุผลว่าผมนั้นค่อนข้างที่จะเฉยๆออกไปทางแย่เล็กน้อยหลังจากดูจบ เพราะผมเหมือนมานั่งดูหนังดราม่าที่อืดๆเอื่อยๆเรื่อยๆซะอย่างนั้น ซึ่งมันค่อนข้างจะผิดวิสัยหนัง Adventure / Fantasy อย่างมาก นอกจากนั้นจุดที่ผมสามารถพูดได้จริงๆว่ามันเป็นจุดพีคของหนังหรือจุด "Climax" ของหนัง นั้นผมไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงไหนจริงๆ เพราะกราฟของ The Hobbit : An Unexpected Journey นั้นออกแนวจะต่ำมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วจากนั้นค่อยขึ้นทีละนิด ทีละนิดแล้วก็หยุดราบเรียบไปยันจบ ตกลงจุดที่มันควรจะทำให้ผมรู้สึก "เห้ย มันเจ๋งหวะ อยากดูอีก !!" หรือ "โอ้ยอยากดูภาคต่อไปแล้ว !!" มันหายไปไหนหมด ? ไม่แน่ใจว่าตกลงมันไม่มีเพราะมันเป็นแค่ภาคเริ่มของ The Hobbit หรือ มันมีแต่ทำออกมาห่วยแตกเกินกันแน่ !? (ซึ่งมันคงมีแหละ....)




นอกจากนั้นเลยจุดนี้ต้องขอเสริมนิดนึงเป็นความเห็นที่ผมได้ไปฟังมาอีกทีจากนักวิจารณ์คนนึงซึ่งผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับเขามากๆ นั้นก็คือ ตัวละคร"ใหม่" ของ The Hobbit นั้น นอกจากตัวเอกอย่าง บิลโบแล้ว ตัวที่เหลือเช่น คนแคระ หรือแม้กระทั่ง ธอริน นั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกประทับใจ หรือ ไม่ได้โดดเด่นพอเลย ให้พูดตรงๆเลยคือ ในกลุ่มของคนแคระ ให้ผมพูดชื่อมาซักคน ผมยังจำไม่ได้ซักคน นอกจากธอริน ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ธอรินนั้นก็ไม่ได้มีบทบาทที่จะทำให้ผมจำได้ไปอีกยาวนานซักเท่าใดนัก เอาง่ายๆคือตัวละครกลุ่มๆนึงโผล่มา 90% ของทั้งเรื่องมารวมกัน ยังไม่สามารถที่จะเทียบกับตัวละครเพียงตัวๆเดียวที่โผล่มา 10-20% หรือไม่เกิน ครึ่งชม. อย่าง กอลลัมได้เลย ซึ่งส่วนนึงก็คงมาจากการที่นี้เป็นแค่ภาคเริ่มต้น ในจุดนี้เราคงต้องรอดูภาคต่อๆไปกัน


อีกจุดนึงเลยคือบทที่ในบางจุดเหมือนจะยังเขียนมาได้ไม่ค่อยดีนัก และในหลายๆจุดมันเหมือนจะไร้ความหมาย เช่น นกที่มารับพวกพระเอกตอนสุดท้าย ทำให้เกิดคำถามอย่างเช่น ทำไมไม่เรียกมาตั้งแต่แรก ? หรือการที่ชอบเขียนให้ แกนดาฟโผล่มาเป็นพระเอกเป็นตอนสุดท้ายถึง 2-3 ครั้ง มันทำให้ความสนุกของหนังลดลงไปบ้าง เพราะอย่างไรก็ตามเราก็คงเดาออกหมด ซึ่งคำถามเหล่านี้นั้นสามารถที่จะตอบได้จากข้อมูลในหนังสือ ซึ่งคนที่อ่านมาแล้วก็คงเข้าใจ แต่คำถามคือ ผมไม่ได้อ่านหนังสือมาเนี้ย ผมจำเป็นจะต้องไปนั่งหาหนังสือมาอ่านเพื่อที่จะเข้าใจตรงกับคนที่อ่าน หรือ ผู้สร้างงั้นหรอ ? มันค่อนข้างที่จะดูไม่แฟร์ และเป็นมาร์เก็ตติง ที่ค่อนข้างน่าเกลียดไปบ้าง ทั้งๆที่ภาพยนตร์ มันควรจะเป็นสิ่งที่ดูทีเดียวเข้าใจได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะอ่านหนังสือมาหรือไม่ก็ตาม หรือจะเพิ่ม คำพูดอธิบายเข้าไปในหนังก็ยังได้ แต่กลับไม่ทำซะอย่างนั้น ซึ่งหวังว่าข้อเสียในหลายๆจุดนี้ จะหายไปบ้างในภาคต่อๆไป (ไม่งั้นผู้เขียนคงนั่งอืดเป็นมาม่าต้มค้างปีในโรงแน่นอน) 


The Hobbit : An Unexpected Journey เป็นภาพยนตร์ Adventure / Fantasy แห่งปีที่สำหรับท่านที่อ่านหนังสือหรือเป็นแฟนอยู่แล้วคงจะถูกอกถูกใจกันอย่างมากเลยทีเดียวจึงไม่ต้องลังเลเลยที่จะไปชม แต่ !! ถ้าหากคุณไม่ใช่แฟนตัวยงหรือคุณไม่ได้รู้สึกพิเศษไปกับภาพยนตร์ Lord Of The Rings ยิ่งไปกว่านั้นคุณไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน คุณอาจะต้องคิดหนักสำหรับการที่จะไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยข้อเสียที่ค่อนข้างหนักเอาการพอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า นี้เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่คุณควรจะไปชมด้วยตาของคุณเอง !!




The Selected Quote from " The Hobbit : An Unexpected Journey " 

And if he looses? What then? Well, if he looses, precious, then we eats it! If Baggins looses, we eats it whole!
" Gollum "



Final Score :  [ C + ] 




Thankyou to : The Hobbit : An Unexpected Journey ( 2012 ) , IMDB.com for information.